วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สาเหตุที่คนไทยส่วนใหญ่ยอมรับคนเก่งแต่โกง!!




ข่าวเมื่อไม่นานมานี้ โพลสำรวจพบว่า คนไทยเกินครึ่งยอมรับรัฐบาลทุจริตได้ แต่ขอทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี (คลิกอ่านผลโพล)

คุณผู้อ่านครับ จงอย่าได้แปลกใจว่า ทำไมประเทศไทยถึงไม่เจริญซะที นั่นเพราะนักการเมืองมันโกงจนประชาชนทำใจยอมรับได้ไปแล้ว เพียงแต่ช่วยแบ่งเงินมาให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้นบ้างเถอะ แบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับที่ประชาชนที่โดนซื้อเสียงมักจะบอกว่า มันก็โกงกันทุกพรรคนั่นแหล่ะ เราก็เลือกไอ้พรรคที่มันให้เงินเราดีกว่า (เข้าทำนองกำขี้ดีกว่ากำตด)

ผมเคยยกตัวอย่างในหลายบทความของผมไปแล้วว่า เรื่องนักการเมืองโกงงบประมาณชาติ นักการเมืองคนนึงอาจโกงคนเดียวได้เป็นพันล้าน แต่งบประมาณของชาติที่เขานำมาแบ่งประโยชน์ให้ประชาชน เมื่อหาร65ล้านคนแล้ว ประชาชนเหลือคนละไม่กี่บาท

เช่น งบประมาณจากโครงการ30บาทรักษาทุกโรคเมื่อเริ่มปีแรกพ.ศ.2544 มีงบประมาณ45,000ล้านบาท เมื่อหารประชาชน40ล้านคนในระบบ30บาทฯ ประชาชนจะได้ตกคนละ 1,125บาทต่อปีเท่านั้น (ซึ่งเกือบครึ่งเป็นงบบำรุงโรงพยาบาลและค่าจ้างหมอ)

นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้รายงานบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ แอบเอาเงินไปฝากไว้ต่างประเทศ โดยที่คณะกรรมการปปช.ไม่รู้ ซึ่งคาดว่าเขามีเงินและทรัพย์สินอยู่ต่างแดนมีมูลค่าเป็นแสนล้านบาท เมื่อไม่มีใครรู้เรื่องทรัพย์สินส่วนนี้ของเขา ก็เท่ากับว่า เขาไม่ต้องจ่ายภาษีรายได้ตรงส่วนนี้นับพันล้าน ปกปิดเป็นระยะเวลากี่ปีแล้วก็ไม่รู้ ซึ่งได้ปกปิดมาตั้งแต่สมัยทำธุรกิจแล้ว คือปกปิดรายได้ที่แท้จริงของธุรกิจของเขา (ตบแต่งบัญชี) เช่นการเปิดบริษัทนอมินี่ต่างชาติถือหุ้นบังหน้า

และทรัพย์สินที่แอบไปซุกต่างประเทศได้มาโดยชอบหรือไม่ ก็ไม่มีใครรู้แน่ อาจเป็นการฟอกเงินก็ได้

(การที่รัฐขาดรายได้จากภาษีจากทรัพย์ที่ซุกซ่อนไว้ ก็คือโกงเงินชาตินั่นแหล่ะ แต่คนไทยกลับปลิ้มอกปลื้มใจในบุญคุณของเขาเหลือเกิน  ทั้งๆที่มันก็คือเงินของพวกเราเองทั้งนั้น(กลับดีใจกับการที่นักการเมืองกินเนื้อจนหมด แล้วโยนเศษกระดูกมาให้ประชาชนแทะ) แต่นักการเมืองโกงเงินไม่จ่ายภาษีให้ชาตินับพันล้าน ก็คือโกงเงินของชาติของพวกเรา แต่คนไทยกลับมองข้ามไม่ว่าเขา)

--------------------------

คนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องไม่ทุจริต

คือพวกนิยมคนโกง เขาฉลาดใช้การเล่นคำ เขาใช้ประโยคที่ว่า มันก็โกงทุกรัฐบาลนั่นแหล่ะ แต่มีรัฐบาลที่โกงแล้วทำให้ประเทศเจริญก็ยังดี

นั่นคือการเล่นคำ ให้ฟังดูดี แต่ความจริงแล้ว

ยกตัวอย่างเช่นรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ก็โดนกล่าวหาว่าโกง เช่นโครงการไทยเข้มแข็ง แต่เมื่อเราไปตรวจสอบจริงๆ มันก็เป็นการโกงในระดับท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลก็เป็นคนกำหนดนโยบายให้งบประมาณลงไป ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีโกง

แต่กรณีทักษิณ เราจะเห็นได้ชัดที่สุดคือ การโกงที่เรียกว่า ทุจริตเชิงนโยบาย ที่แก้กฏหมาย หรือออกนโยบายเพื่อทำให้กิจการของตระกูลตัวเองได้เปรียบทางธุรกิจ จ่ายสัมปทานน้อยลง เอาเปรียบคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน เป็นต้น (ขาดธรรมาภิบาลในทางธุรกิจ)

ผมขอยกความเห็นที่ผมเคยตอบคุณผู้อ่านในบทความเรื่อง ผู้ทำลายประชาธิปไตยตัวจริง มาประกอบอีกครั้ง

"ครับ รัฐบาลโกงกันทุกรัฐบาล แต่ปัญหาที่สำคัญคือ ผู้นำรัฐบาลต้องเป็นหลัก ต้องไม่โกงครับ
เพราะถ้าผู้นำรัฐบาลไม่โกง อย่างน้อยก็ยังจะพอเป็นหลักให้บ้านเมืองได้ เป็นแบบอย่างที่ดีให้ประชาชนได้
แต่ถ้าผู้นำรัฐบาลโกง ประเทศจะไร้ซึ่งจริยธรรมทันที ถ้าหัวไม่ส่าย หางจะกระดิกก็ยากหน่อย
แต่ถ้าหัวส่ายซะแล้ว หางกระดิกตาม ก็พังกันทั้งประเทศครับ
เราอยากจะอยู่ที่มีแต่คนโกงกันทั้งประเทศอย่างนั้นหรือ?? พอเข้าใจมั้ยครับ?
จงเชื่อในหลักศาสนาครับ อย่าให้ความชั่วที่มาพร้อมอามิสสินจ้างที่มาล่อใจเรา ให้เราหลงมัวเมายอมสนับสนุนคนชั่วเป็นใหญ่ครับ
เพราะคำว่า คนชั่ว นั้น ไว้ใจไม่ได้ครับ
วันนี้โจรอาจแบ่งเงินทองให้เราใช้ แต่สักวันโจรก็อาจฆ่าเราทิ้งก็ได้เช่นกัน
เพราะว่า... ไม่มีสัจจะในหมู่โจรครับ!!!"

-----------------------------------

สาเหตุที่คนไทยยอมรับนักการเมืองโกงแต่เก่งได้ (เพราะคนไทยคิดไม่เหมือนคนญี่ปุ่น)

นั่นเพราะ คนไทยไม่มีจิตสำนึกในความรู้สึกที่ว่า งบประมาณของประเทศคือเงินของเรา คนไทยไม่ค่อยคิดว่า สมบัติของชาติก็คือสมบัติของเรา (ดูได้จากสมบัติสาธารณะคนไทยไม่ค่อยรักษากันเช่นป่าไม้ เป็นต้น)

จิตสำนึกความหวงแหนในสมบัติของชาติ คนไทยมีอยู่น้อยมาก ต่างจากที่คนญี่ปุ่นเขารู้สึก

วาทะกรรมคลั่งชาติ มันเกิดขึ้นมาเพื่อทำลายความหวงแหนสมบัติของชาติและความเป็นชาตินิยม เพื่อเปิดโอกาสให้นักการเมืองโกงได้ง่ายขึ้น ทำให้คนไทยยอมรับคนโกงได้ง่ายขึ้น

คนไทยไม่มีความเป็นชาตินิยมเท่าคนญี่ปุ่น คนไทยยังไม่ทันจะมีความเป็นชาตินิยม ก็มีวาทะกรรมคลั่งชาติมาทำลายความเป็นชาตินิยมให้ยิ่งเกิดได้ยากขึ้น (ชาตินิยมคือจุดเริ่มต้นในสร้างความสามัคคีในชาติ)

คนญี่ปุ่นเขามีรัฐบาลที่เก่งทำให้ประเทศชาติเจริญ แต่เมื่อนักการเมืองญี่ปุ่นคนใด ไปพัวพันคดีคอรัปชั่น นักการเมืองของญี่ปุ่นเขาจะละอายมาก และมักจะชิงฆ่าตัวตาย ก่อนที่จะมีการไต่สวนในศาลด้วยซ้ำ

นั่นเพราะความละอายต่อความผิดของนักการเมืองญี่ปุ่นนั้นมีมาก และเพราะคนญี่ปุ่นเขาไม่คิดมักง่ายแบบคนไทยที่ว่า นักการเมืองโกงไม่เป็นไร ขอให้ทำให้ชาติเจริญก็พอ

ประเทศญี่ปุ่นเขาเจริญกว่าไทยมาก แต่ประชาชนเขาก็ไม่ยอมรับนักการเมืองที่โกง ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลญี่ปุ่นทำให้ประเทศเจริญจะตาย

-----------------------------

ประเทศไม่เจริญ เพราะประชาชนไร้คุณภาพ ประชาชนไร้คุณภาพ จึงเลือกนักการเมืองไร้คุณธรรม

นี่แหล่ะวงจรอุบาทว์บ้านเรา

------------------------

คุณผู้อ่านครับ ผมน่ะไม่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งใหญ่เลยสักครั้ง แต่หากเราจะกล่าวหาว่าโกงทุกรัฐบาล เราต้องไม่พูดคลุุมเครือ เช่นถ้าใครโกง ใครคอรัปชั่นต้องถูกลงโทษไม่มียกเว้น!!

แต่คนไทยมากมายชอบพูดแบบตีขลุมว่าโกงทุกรัฐบาล เพื่อจะสนับสนุนแนวคิดชั่วๆในการยอมรับคนโกงที่ตัวเองชื่นชอบ

นั่นเพราะคนไทยไม่รู้จักแยกแยะ ใครทำดี เราต้องยกย่อง แต่ใครทำผิด ก็ต้องถูกลงโทษ เราจะเอามาปนกันไม่ได้

ไม่ใช่ว่า เขาโกง แต่เขาให้เรา เราเลยปล่อยเขาไป มันไม่ถูกต้อง

เช่นถ้าเราเป็นตำรวจ คนร้ายเอาเงินให้เรา แต่แลกกับเราต้องปล่อยคนร้ายไป มันก็คือตรรกะเดียวกันกับเขาโกงแต่ให้เรานั่นแหล่ะครับ


แนะนำอ่าน คนที่คุณก็รู้ว่าใคร??

แนะนำอ่าน ทำไมผมถึงต้านทักษิณ!!



วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คนที่คุณก็รู้ว่าใคร??






คนที่คุณก็รู้ว่าใคร เขาเป็นเสมือนพ่อมดซาตาน เขาเคยมีอำนาจยิ่งใหญ่ในประเทศไทย เขามอมเมาให้ประชาชนหลงใหลเขาด้วยประชานิยมจอมปลอม (ประชานิยมที่เขาทำเพื่อให้คนยอมรับเขา เพื่อให้เขาโกงได้โดยสะดวก)

ประชาชนเหล่านั้นคิดเสมอว่า ถ้าปราศจากคนที่คุณก็รู้ว่าใครไปเมื่อใด ประชาชนเหล่านั้นก็เหมือนง่อยเปลี้ยนเสียขา พวกเขาไม่มีปัญญาทำมาหากินให้ร่ำรวยได้เหมือนคนจีนในไทยได้ เพราะพวกเขาต้องรอให้คนที่คุณรู้ว่าใครเท่านั้นมาเป็นผู้นำพวกเขา พวกเขาถึงจะอยู่รอดได้

เพราะประชาชนเหล่านั้นคิดแต่จะหวังพึ่งคนอื่น มากกว่าคิดจะพึ่งสติปัญญาตนเอง พวกเขาชอบคิดแต่ว่าประเทศชาติจะให้อะไรฟรีแก่พวกเขาได้บ้าง แต่พวกเขากลับไม่ค่อยสนใจว่า เขาจะทำอะไรเพื่อชาติได้บ้าง เขาทำอะไรตอบแทนบุญคุณแผ่นดินได้บ้าง

และเมื่อคนที่คุณรู้ว่าใคร ต้องหายสาบสูญไปจากแผ่นดินไทย

ประชาชนผู้เห็นแก่ปากท้องตัวเองมากกว่ารักษาคุณธรรม จึงต้องการให้คนที่คุณรู้ว่าใครกลับมา กลับมาป้อนอาหารให้พวกเขากินอีก พวกเขาเดือดร้อนจะอดตายกันอยู่แล้ว

คนที่คุณก็รู้ว่าใคร เขามีอำนาจในฝ่ายมืดมาก เขายังคงใช้อำนาจเงินที่เขายังมีอยู่ แม้ตัวเขาจะไม่อยู่ก็ตามแต่อำนาจฝ่ายมืดของเขายังคงอยู่ คนที่คุณก็รู้ว่าใครเขาได้ใช้บรรดาข้าทาสบริวารที่บูชาเงินของเขา ออกมาปลุกระดม ปลุกปั่นให้ประชาชนที่ยังคงศรัทธาคนที่คุณก็รู้ว่าใคร?? ออกมาก่อการวุ่นวายจนแผ่นดินลุกเป็นไฟ!!

ประชาชนที่ยังนิยมในตัวคนที่คุณก็รู้ว่าใครนั้น พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนใช้ความเชื่อ มากกว่าเหตุผลข้อเท็จจริง เพราะคนที่คุณก็รู้ว่าใคร เขาเก่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ด้วยใช้อำนาจสื่อที่ต้องการกำลังซื้อจากเครือข่ายของเขา

ให้สื่อช่วยประโคมข่าวไปในทางที่ดี เพื่อให้คนเชื่อมั่นในเรื่องเศรษฐกิจ ใช้พรสวรรค์ด้านการโฆษณาของเขาในการทำให้ประชาชนเชื่อ

แน่นอนสังคมประเทศนี้ ใครก็ตามทำให้คนเชื่อได้ ก็ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง (เช่นเชื่อว่าสัตวืเกิดมา5ขาต้องกราบไหว้เพราะจะทำให้ตัวเองมีโชค)

ถ้าคนเชื่อมั่นซะอย่าง ไอ้ที่ว่าร้าย ก็กลับเบา ไอ้ที่ว่าดีนิดเดียว ก็ดูเหมือนดีมากมาย

แต่เมื่อคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ต้องจรจัดออกนอกประเทศ เขาโกรธแค้น และพยายามใช้อำนาจเงินที่เขามีทำลายความเชื่อมั่นทุกอย่างเพื่อให้เศรษฐกิจประเทศแย่ลง

ทั้งที่จริงมันก็แย่กันทั่วโลก แต่คนที่คุณก็รู้ว่าใคร เขาพยายามใช้ข้าทาสบริวารของเขา ปลุกระดมให้ประชาชนเชื่อว่า ที่มันแย่มาก มันเศรษฐกิจไม่ดีเป็นเพราะฝ่ายตรงข้ามของเขาทำทั้งหมด!!

แม้บางเรื่องมันก็ไม่ได้แย่มาก แต่คนที่คุณก็รู้ว่าใคร เขาสามารถพูดให้เรื่องแย่เล็กๆกลายเป็นเรื่องแย่ใหญ่ๆได้

ทั้งๆที่ในยุคของคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ข้าวของก็เคยแพง เพราะวิกฤติน้ำมันโลกพุ่งสูง  เพราะยุคนั้นมันไม่มีใครออกมาปลุกปั่นให้สังคมแตกแยกมากขึ้น (ซึ่งผู้คนในประเทศนี้ก็ลืมเหตุการณ์เก่าในวันนั้นไปแล้ว ผู้คนที่นี่ลืมง่าย!!)

แม้ยุคนี้ข้าวของก็แพง แต่เพราะอำนาจเงิน อำนาจการปลุกระดม อำนาจในการซื้อสื่อชั่วของคนที่คุณรู้ว่าใคร ที่สามารถเขียนให้วิกฤติข้าวยากหมากแพง กลายเป็นวิกฤติที่ใหญ่โตจนผู้คนแตกตื่นกักตุนได้ นั่นเพราะคนที่คุณก็รู้ว่าใคร เขาใช้ข้าทาสบริวารของเขาปลุกระดมให้ผู้คนแตกตื่นได้นั่นเอง

เมื่อต้นปีที่แล้ว เศรษฐกิจประเทศไทยกำลังจะไปได้สวยและโดดเด่น แต่มาสะดุดลงเพราะคนที่คุณก็รู้ว่าใครปลุกระดมคนออกมาทำแผ่นดินให้ลุกเป็นไฟติดต่อกันถึง2ปี คือปี52 และปี53

-----------------------------

คนที่คุณก็รู้ว่าใคร เขาเคยทำให้ผู้คนเชื่อมั่นได้ว่า ถ้าเขาอยู่แล้วเขาจะทำให้ประเทศเจริญ

แต่คนที่คุณก็รู้ว่าใครก็กระทำการหาผลประโยชน์ใส่ตนเองและเครือญาติ จนทำให้ผู้คนในประเทศเกิดความแตกแยก

ทุกวันนี้มันคือยุคมิคสัญญี ที่ผู้คนยอมรับให้มีผู้นำโกงได้ แต่ขอทำให้ประเทศเจริญ ผู้คนส่วนใหญ่เขายอมรับได้

ผู้คนส่วนใหญ่กำลังหลงเดินทางผิด จนยอมรับการโกงได้นั้น  นั่นเพราะผู้คนไม่ปฏิเสธว่าคนที่คุณรู้ว่าใครก็เคยโกง ผู้คนยอมให้เขาโกงได้ แต่ขอให้ทำให้ประเทศเจริญหรือแบ่งเศษเงินให้ประชาชนบ้างก็พอ

สิงคโปร์ คือต้นแบบการต่อต้านการโกง สิงคโปร์ทำสำเร็จ ประเทศสิงคโปร์จึงเจริญ

แต่คนไทยกำลังหลงผิด ยอมรับหลักการแห่งความฉ้อฉล เปรียบเสมือนผู้คนกำลังหลงใหลในมายาของซาตาน

คนที่คุณก็รู้ว่าใคร เขาควรจะใช้ความศรัทธาและความเชื่อมั่นจากประชาชนในตัวเขา ในทางที่ถูก แต่เขากลับเลือกหนทางแห่งฉิบหายจากความละโมบ แทนที่คนที่คุณก็รู้ว่าใครจะได้เป็นรัฐบุรุษ แต่กลับกลายเป็นทรราชแทน


---------------------

ผมขอให้ใครก็ตามที่ยังตั้งมั่นและเชื่อมั่นในคุณงามความดี จงเชื่อมั่นในความดีต่อไปเถอะ

ตัวอย่างเช่น คนที่คุณรู้ว่าใคร ในแฮรี่ พอตเตอร์ แม้คนที่คุณรู้ว่าใครจะมีอำนาจมากแค่ไหน ก็ยังพ่ายแพ้แก่ความดีของเด็กเพียงไม่กี่คน


แล้ววันหนึ่ง คนที่คุณรู้ว่าใครคนนั้นที่กำลังจรจัดอยู่ต่างแดน เขาย่อมพ่ายแพ้แก่อานุภาพแห่งความดีในที่สุด

ดังคำกล่าวที่ว่า

คนชั่วแม้มีกำลังมากฉันใด ก็พ่ายแพ่แก่คนดีจำนวนน้อยได้ฉันนั้น


(ความต่างระหว่างคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ในแฮรี่ พอตเตอร์ กับ คนที่คุณก็รู้ว่าใครจรจัดคนนั้น คือ 
คนที่คุณก็รู้ว่าใครในแฮรี่ พอตเตอร์ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนดี ในขณะที่คนที่คุณก็รู้ว่าใครจรจัดคนนั้น พยายามบอกว่าตัวเองเป็นคนดีมีศีลมีธรรม)


----------------------

แนะนำอ่าน เก่งแต่โกง และระบบตรวจสอบทุจริตของสิงคโปร์

แนะนำอ่าน วิเคราะห์คำว่า "โกงแต่ให้ประชาชน"


---------------------

ฟังอาจารย์ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดถึงประชานิยมจอมปลอม



วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สดุดีทีมสาวญี่ปุ่นแชมป์โลกฟุตบอลหญิง2011






สุดยอด!! ประกาศความยิ่งใหญ่แห่งชัยชนะ ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งสุดยอดของพวกเธอ ทั้งๆที่ถูกสหรัฐฯนำไปก่อนถึง2ครั้ง2ครา แต่ทีมสาวญี่ปุ่นก็ตามตีเสมอได้ทั้ง2ครั้ง

ทั้งๆที่พวกเธอเป็นรองในทุกด้าน ทั้งรูปเกมส์ ทั้งรูปร่าง ทั้งแรงปะทะ สาวญี่ปุ่นเป็นรองทั้งหมด แต่ด้วยสปิริตแห่งหัวใจนักสู้ สปิริตแห่งสายเลือดบูชิโด ที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พวกเธอพยายามจนประสบความสำเร็จ เป็นแชมป์โลกฟุตบอลหญิงได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติ!!

เยี่ยมจริงๆ



ในช่วงยิงจุดโทษรอบชิง ผมแอบภาวนานึกถึงท่านเท็นโชอิน (ท่านหญิงอัตสึ) ให้ช่วยดลบัลดาลให้ทีมสาวญี่ปุ่นเป็นแชมป์โลกด้วยเถิด ส่วนช่วงต่อเวลา ผมภาวนาให้ประเทศญี่ปุ่นได้มีสิ่งดีๆมาทดแทนความสูญเสียจากสึนามิที่ผ่านมา ผมอธิษฐานแบบนี้

-------------------------------

ทีมสาวญี่ปุ่นลบล้างข้ออ้างแห่งความเสียเปรียบทั้งปวงของคนเอเซียได้สำเร็จ

แต่ก่อนเราคนไทยคงเคยได้ยินข้ออ้างในความพ่ายแพ้ของทีมฟุตบอลชาติไทยชายกันหลายหน

เช่นแพ้เพราะคนไทยตัวเล็กกว่า

แต่ทีมสาวญี่ปุ่นได้พิสูจน์ให้คนทั้งโลกได้เห็นแล้วว่า ข้อเสียเปรียบเรื่องรูปร่างและแรงปะทะ ไม่ใช่อุปสรรคของความสำเร็จของพวกเธอ (ค่าเฉลี่ยความสูงของทีมญี่ปุ่นอยู่ที่162ซม.เท่านั้น)

เพราะพวกเธอทดแทนความเสียเปรียบด้วยการมีความรวดเร็ว ความแม่นยำในการจ่ายบอล และความอึด!!(พละกำลังเกิน100) ซึ่งทีมชาติชายไทยแทบไม่มี!!

เพราะจากที่ผมติดตามการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก2011คราวนี้ เราจะต้องอึ้งในความสามารถเฉพาะตัว และความเป็นทีมเวิร์คของทีมสาวญี่ปุ่นชุดนี้จนเป็นที่โจษขานกันมาตั้งแต่รอบแรกแล้ว

พวกเธอแพ้ครั้งเดียวให้แก่ทีมชาติอังกฤษในรอบแรก เพราะลูกยิงอังกฤษเขาดีจริงๆ แต่ถึงแพ้พวกเธอก็เข้ารอบอยู่แล้ว

ส่วนทีมสหรัฐอเมริการอบแรกก็แพ้ทีมสวีเดน แต่ทีมสวีเดนก็มาแพ้ทีมญี่ป่นแบบโดนญี่ปุ่นสอนบอลไปในรอบรองชนะเลิศ

-------------------------

ในรอบชิงชนะเลิศ ระหว่างทีมสหร้ฐอเมริกา กับทีมญี่ปุ่น

ผมดูแล้ว ยอมรับว่า ทีมสาวอเมริกาเหนือกว่าทีมญี่ปุ่นทุกด้าน ทีมสหรัฐมีโอกาสยิงประตูมากกว่าทีมญี่ปุ่นเท่าตัว แต่โอกาสยิงเข้ากรอบทีมญี่ปุ่นกลับทำได้ไม่เป็นรองอเมริกา

ตอนที่สหรัฐฯยิงนำในช่วงเวลาปกติ ผมคิดว่าทีมญี่ปุ่นคงตามตีเสมอได้ยาก เพราะทีมสาวญี่ปุ่นในวันนี้มีความแม่นยำในการจ่ายบอลด้อยลงกว่านัดที่เจอกับทีมสาวสวีเดน

นัดทีทีมสาวญี่ปุ่นเจอทีมสาวสวีเดน ทีมสาวญี่ปุ่นจ่ายบอลได้แม่นยำมากๆ จนผู้พากย์คือคุณเอก ฮิมสกุล ยังเปรียบเทียบไปว่า ทีมสาวญี่ปุ่นเล่นคล้ายทีมบาร์เซโลน่า (ว่าไปนั่น!!)

แต่นัดชิงเจอกับทีมสหรัฐ ทีมญี่ปุ่นเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานกว่าที่เจอกับทีมสาวสวีเดน แต่หัวจิตหัวใจของสาวญี่ปุ่นนั้นยอดเยี่ยมเหลือเกิน โดนสหรัฐฯ ยิงนำไปก่อนถึง2ครั้ง แต่พวกเธอก็ไม่ท้อ พยายามสู้จนตีเสมอได้ทั้ง2ครั้ง คือในช่วงเวลาปกติครั้งนึง และตามตีเสมอในช่วงทดเวลาอีกครั้งนึง แถมก่อนหมดเวลา120นาทีเพียง1นาที ทีมสาวญี่ปุ่นก็เสียผู้เล่นจากใบแดงไป1คน

และทีมสาวญี่ปุ่นก็สามารถเอาชนะทีมสาวอเมริกันไปได้ด้วยการดวลจุดโทษ หลังเสมอกันในช่วงต่อเวลา120นาทีไปแล้ว 2:2

และในการยิงจุดโทษ สาวญี่ปุ่นอยู่ในสภาวะจิตใตที่ดูสบายๆกว่าทีมสาวอเมริกันมาก และทีมสาวญี่ปุ่นก็ประกาศศักดาสาวเอเซียได้สำเร็จ เพราะเอาชนะในช่วงการดวลจุดโทษไปได้ 3-1 เพราะสาวอเมริกันจะแพ้สาวญี่ปุ่นก็ตรงหัวใจที่เข้มแข็งนี่แหล่ะ

ทีมสาวญี่ปุ่นดับฝันทีมชาติสหรัฐที่หวังจะเป็นชาติแรกที่คว้าแชมป์3สมัยทีมแรก  ก่อนหน้านี้ทีมญี่ปุ่นก็ดับฝันทีมสาวเยอรมันแชมป์โลก2สมัยมาแล้วในรอบ8ทีมสุดท้าย

Homare SAWA เบอร์10 กัปตันทีม ผู้ตีเสมอให้ญี่ปุ่นในช่วงทดเวลา และเธอก็ได้เป็นดาวซัลโวสูงสุดในทัวร์นาเม้นท์นี้ด้วย จากการยิงไป5ประตู

------------------------------

ดูไฮไลท์ แมทซ์แห่งความทรงจำ ญี่ปุ่น vs สหรัฐอเมริกา 2:2 (ลูกโทษ 3:1)





เกร็ดเล็กน้อย ก่อนมาแข่งบอลโลกหญิงในครั้งนี้ โค้ชญี่ปุ่นเขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เขาไม่ได้หวังแค่ผ่านรอบแรกเท่านั้น แต่เขาหวังถึงแชมป์!! เพราะเขามั่นใจลูกทีมชุดนี้ของเขามากๆ

---------------------------------------


ในรอบ8ทีมสุดท้ายทีมญี่ปุ่นก็สามารถเอาชนะทีมชาติเยอรมันแชมป์โลก2สมัยซ้อน มาได้อย่างหวุดหวิด1:0 ด้วยการยิงประตูที่เฉียบขาด


------------------------------------


ในรอบรองชนะเลิศ ทีมสาวญี่ปุ่นสอนบอลทีมสาวสวีเดนไป 3-1





------------------------------

ดูเคล็ดลับการซ้อมของทีสาวญี่ปุ่น



ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติญี่ปุ่นได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติขั้นสูงสุดของประเทศ จากรัฐบาลญี่ปุ่น โดยนายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คัง หลังประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์โลกมาครอง

Homare Sawa กัปตันทีมชาติหญิงเป็นตัวแทนทีมเข้ารับรางวัล





วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

แม่ลูกจันทร์ไทยรัฐมั่วเรื่องค่าแรงต่างชาติ!!




คอลัมภ์แม่ลูกจันทร์ ในไทยรัฐ ของวันที่16ก.ค.54 ที่ผ่านมา แม่ลูกจันทร์พูดถึงค่าแรงขั้นต่ำ300บาทของว่าที่รัฐบาลใหม่ แน่นอนแม่ลูกจันทร์เขียนเชียร์เพื่อแม้วมานานแล้ว หลายคนคงทราบดี

แต่ผมขอยกคมลัมภ์แม่ลูกจันทร์ของวันที่16 ก.ค.54 มาบางส่วน ตามนี้

V

V

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าอัตราค่าแรงขั้นตํ่าของจีนวันนี้สูงกว่าไทย
ค่าแรงงานขั้นตํ่าของอินโดนีเซีย
วันละ 227 บาท ก็สูงกว่าไทย
ค่าแรงงานขั้นตํ่าฟิลิปปินส์ 283 บาทต่อวัน ก็สูงกว่าไทย
ค่าแรงงานขั้นตํ่ามาเลเซีย 318 บาทต่อวัน ก็สูงกว่าไทย
ส่วนค่าแรงงานขั้นตํ่าเวียดนามก็ตํ่ากว่านิดเดียว
แต่ถ้าเทียบโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการลงทุน เวียดนามสู้ไทยไม่ได้เลย"

------------------------

ผมอยากจะบอกคุณผู้อ่านของผมทุกท่านว่า แม่ลูกจันทร์กำลังมั่วเรื่องค่าแรงของมาเลเซียกับเวียตนามครับ

เพราะที่แม่ลูกจันทร์บอกว่า ค่าแรงขั้นต่ำมาเลเซีย 318บาทต่อวันนั่นมั่ว!!ครับ และผมก็รู้ด้วยว่า แม่ลูกจันทร์เอาข้อมูลตัวเลขเรื่องค่าแรงมาเลเซียมาจากไหน?

แม่ลูกจันทร์ก็เอามาข้อมูลจาก Voice TV ของยอดชายนายพานทองแท้นั่นแหล่ะ ซึ่งเฉพาะค่าแรงของมาเลเซียจากvoice tv ผมเชื่อว่ามีความผิดพลาด!!

ข้อมูลเรื่องค่าแรงของVoice TV ไปดูได้ตามนี้ http://news.voicetv.co.th/business/14224.html

เพราะความจริงค่าแรงของมาเลเซีย อยู่ที่ 500-700 ริงกิตต่อเดือน (165-231 ดอลลาร์)เท่านั้น

ผมแปลงค่าเงินริงกิตมาเลเซีย 1ริงกิตประมาณ 10บาท

ค่าแรงขั้นต่ำ มาเลเซียต่อเดือน = 500 ริงกิต - 700ริงกิต

ก็จะเท่ากับ 5000บาท - 7000บาท ต่อเดือน

ถ้าเปลี่ยนเป็นรายวัน ค่าแรงมาเลเซียต่อวัน= 166 บาทต่อวัน ถึง 233บาทต่อวัน เท่านั้น

ไม่ถึงวันละ318 บาทต่อวันตามที่แม่ลูกจันทร์อ้างหรอกครับ

ข้อมูลค่าแรงมาเลเซียที่ผมอ้าง ผมนำมาจากที่ http://www.ryt9.com/s/iq03/1088094

และที่ http://www.minimum-wage.org/international/en/Malaysia

----------------------------

แม่ลูกจันทร์ก็มั่วเรื่องค่าแรงเวียตนาม!!

ส่วนค่าแรงเวียตนามที่แม่ลูกจันทร์บอกว่าค่าแรงเวียตนามถูกกว่าไทยนิดเดียวนั้น แม่ลูกจันทร์ก็มั่วครับ เพราะถ้าคุณผู้อ่านไปดูตามลิงค์ของvoice tv ตามที่ผมให้ด้านบนนั้น

แม้แต่voice tv ก็ยังบอกว่า ค่าแรงเวียตนามอยู่ที่ 1,650บาท-1,800บาทต่อเดือน = 55บาทต่อวัน - 60บาทต่อวัน

แต่ที่ผมไปหาข้อมูลค่าแรงเวียตนามจากอีกที่ ผมได้ข้อมูลใหม่ว่า

ค่าแรงขั้นต่ำเวียตนามสูงสุดอยู่ที่ 1,550,000 ดอง ต่อเดือน หรือ 2,400บาทต่อเดือน หรือ 80บาทต่อวัน 

ค่าแรงขั้นต่ำเวียตนามต่ำสุดอยู่ที่ ต่ำสุดที่ 830,000ดองต่อเดือน หรือ 1,300 บาทต่อเดือน หรือ 44บาทต่อวันเท่านั้น

สรุปได้ว่า ค่าแรงเวียตนามยังต่ำกว่าไทยอยู่มาก ซึ่งไม่รู้แม่ลูกจันทร์แห่งไทยรัฐไปเอาข้อมูลเรื่องค่าแรงเวียตนามจากไหน ถึงกล้าเขียนว่า ถูกกว่าค่าแรงไทยนิดเดียว!! (ผมเดาว่าแม่ลูกจันทร์ตั้งใจบิดเบือนด้วยสำนวนเพื่อให้คนเข้าใจผิดคิดว่า เวียตนามถูกกว่าไทยนิดเดียว)

ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.business-in-asia.com/vietnam_workers.html

แล้วทำไมแม่ลูกจันทร์ไม่หัดคิดต่อไปอีกหน่อยล่ะว่า ถ้าค่าแรงไทย300บาทจริงๆ มันจะยิ่งแพงกว่าค่าแรงเวียตนามหนักขึ้นไปอีก!!

--------------------------

ส่วนค่าแรงอินโดนีเซียแม่ลูกจันทร์ก็มั่วอีกเช่นกันครับ ที่แม่ลูกจันทร์บอกว่า ค่าแรงขั้นต่ำอินโดนีเซีย227ต่อวันนั้น

ผมไปหาข้อมูลได้ว่าค่าแรงขั้นต่ำอินโดนีเซียสูงสุดอยู่ที่ 1,100,000รูเปียห์ต่อเดือน ถ้าเทียบเป็นเงินไทยก็ประมาณ 3,300บาทต่อเดือนเท่านั้น!! (110บาทต่อวัน)

http://www.minimum-wage.org/international/en/Indonesia

ซึ่งข้อมูลค่าแรงขั้นต่ำอินโดนีเซียนของผมก็ตรงกับVoice TV

จะมีก็ค่าแรงฟิลิปปินส์เท่านั้น ที่ข้อมูลของแม่ลูกจันทร์ถูกต้อง แต่จริงๆแล้วฟิลิปปินส์เขาแบ่งค่าแรงขั้นต่ำอยู่ระหว่าง124บาทในภาคเกษตร และ283บาทต่อวันสำหรับภาคอุตสาหกรรมในเมืองใหญ่

นอกจากนั้นแล้ว ค่าแรงในประเทศอื่นๆแม่ลูกจันทร์กลับมั่วเกือบทุกประเทศ?? (เลยชักสงสัยว่าทำไมข้อมูลค่าแรงมาเลเซียของแม่ลูกจันทร์กับเว็บvoice tv ถึงผิดเหมือนกัน)


-----------------------------

ขอแถมค่าแรงของจีนแดง

ตอนนี้ค่าแรงขั้นต่ำของจีนแดง ถ้าในเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ก็ไม่ถูกเลยครับ ใกล้เคียงกับไทยมาก แต่ถ้าในมณฑลอื่นๆในจังหวัดที่ห่างไกลความเจริญออกไป ค่าแรงก็จะถูกลงไปตามลำดับของความเจริญ

ส่วนค่าแรงจีน ก็ประมาณ900-1300 หยวนต่อเดือน

1หยวนเท่ากับ5บาท ก็ประมาณ 4500-6500บาท ต่อเดือน หรือ150-216บาทต่อวัน

ข้อมูล http://www.chinadaily.com.cn/china/2011-01/26/content_11921449.htm

---------------------------

ทำไมสินค้าจีนราคาถูก!!

ผมอยากจะบอกคุณผู้อ่านของผมว่า ผมไม่คัดค้านการขึ้นค่าแรงให้คนไทย แต่ผมอยากจะให้รัฐบาลใหม่ต้องหาทางไม่ให้สินค้าขยับราคาหนีไปอีก เพราะไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นสภาวะเงินเฟ้อ

ภาวะเงินเฟ้อ ก็คือ คนมีเงินมากขึ้น แต่ค่าของเงินกลับเล็กลงๆๆ

ถ้าประเทศไทยขึ้นค่าแรงเป็น300บาทจริงๆ ผมมั่นใจว่า สินค้าจีนจะบุกตีตลาดไทยมากกว่านี้แน่นอน เพราะสินค้าไทยจะแพงกว่าสินค้าจีนอีกหลายชนิด

คุณผู้อ่านเคยสงสัยมั้ยครับว่า ทำไมสินค้าจีนถึงถูกกว่าไทย?? นั่นเพราะว่า

1. ในต่างจังหวัดของจีน ค่าแรงยังถูกกว่าไทยมาก

2. โรงงานจีนผลิตจำนวนมาก จึงมีค่าโสหุ้ยถูกลง แค่ฐานลูกค้าในจีนก็มีเป็นพันล้านคนแล้ว

3. ประเทศจีน เขามีเทคโนโลยีของตัวเอง เขาผลิตเครื่องจักรได้เอง ไม่ต้องซื้อเครื่องจักรแทบทุกอย่างเหมือนโรงงานของไทย

4. ประเทศจีนเขาเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ (ในหลายชนิดสินค้า เช่นของเล่นจีน ของใช้ ของเบ็ดเตล็ด ที่มาขายตามตลาดนัดบ้านเรา)

5. แรงงานจีนไม่เลือกงาน เหมือนแรงงานไทย ทำให้โรงงานในต่างจังหวัดที่ยังมีต้นทุนค่าแรงที่ถูกมากๆ ยังหาแรงงานราคาถูกได้ง่าย

6. เพราะรัฐบาลจีนคงค่าเงินหยวนให้อ่อน เพื่อสนับสนุนสินค้าส่งออก (เพื่อไทยกำลังจะใช้นโยบายค่าเงินบาทแข็ง)

------------------------

บทสรุป

ผมไม่เห็นใครออกมาคัดค้านการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่เขาต้องการขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ขึ้นพรวดเดียว ตามที่พรรคเพื่อไทยโฆษณาหาเสียง เพราะนั่นคือการทำลายระบบเศรษฐกิจมากกว่า

คุณผู้อ่านครับ แทบจะไม่มีที่ไหนในโลกหรอก ที่เขาทำค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันได้ทั้งประเทศ เพราะในแต่ละประเทศ ในแต่ละเมือง ก็ย่อมมีค่าครองชีพที่แตกต่างกันไป

เมื่องใหญ่ค่าครองชีพสูง ค่าแรงในเมืองใหญ่จึงสูงกว่าเมืองเล็ก

การที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงว่า จะทำให้ค่าแรงขั้นต่ำ300บาทเท่ากันทั่วประเทศ จึงเป็นนโยบายที่ทำไม่ได้แน่นอน อาจทำได้แค่กรุงเทพฯและบางจังหวัดเท่านั้น

ฉะนั้นการที่คนไทยจำนวนมากเลือกพรรคเพื่อไทยไปเพื่อหวังค่าแรง300บาทนั้น จึงทำให้รู้ว่า คนไทยจำนวนมากยังเชื่อคำโฆษณาของพวกนักการเมืองแบบงมงาย เหมือนเชื่อว่า สัตว์เกิดมาพิการจะให้เลขเด็ดพวกเขาได้ นั่นแล

------------------------

ผมขอแนะนำอ่านบทความจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเรื่อง กรณีไนกี้กดขี่ค่าแรงคนงานในประเทศต่างๆ



วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประชานิยมยิ่งลักษณ์ ล่มปากอ่าว!!




ขอเข้าเรื่องเลย ผมเพิ่งอ่านข่าวจากคมชัดลึกว่า นายปลอดพระสพ สุรัสวดี รองหน.พรรคเพื่อไทย ออกมายอมรับว่า นโยบายค่าแรง300บาททั่วประเทศภายใน90วัน ไม่สามารถทำได้(ทันที)แล้ว ตามที่คุยอวดหาเสียงหลอกชาวบ้านทั่วประเทศเอาไว้!!

ประชานิยมพรรคเพื่อไทยล่มปากอ่าวซะแล้ว ทั้งๆที่ยังไม่ได้แต่งตั้งนายกฯหญิงเลย

(คลิกที่รูปเพื่อไปอ่านข่าวนี้)

ซึ่งถ้าคุณผู้อ่าน ได้อ่านบทความของผมในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ผมก็ได้อธิบายไปแล้วว่า ถ้าฝืนทำนโยบายค่าแรง300บาทให้ได้จริงๆ จะมีปัญหาตามมาอย่างไรบ้าง

แนะนำอ่าน ขึ้นค่าแรง300บาทกับข้อควรระวัง!!

แนะนำอ่าน ประชานิยมปี44 แตกต่างจากปี54

-------------------------------

ยิ่งลักษณ์ ดีแต่โพย จนไม่รู้กฏหมาย!!

ก่อนหน้านี้ ช่วงหลังจากที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งถล่มทลายไม่กี่วัน ก็มีข่าวออกมาว่า แรงงานเขมรแห่เขาไทยหวังค่าแรง300บาท ซึ่งพอมีข่าวนี้ออกมา ว่าที่นายกฯหญิงนางสาวยิ่งลักษณ์ ก็รีบออกมาแถลงข่าวทันทีว่า

"ค่าแรงขั้นต่ำ300บาท เฉพาะแรงงานไทยเท่านั้น!!"

ซึ่งเมื่อยิ่งลักษณ์ แถลงออกมาแบบนี้ ก็ทำให้เราได้รู้ว่า ยิ่งลักษณ์เธอดีแต่โพย!! จริงๆ เพราะความจริงถ้าประเทศไทยมีค่าแรงขั้นต่ำ300บาทจริงๆ ก็ต้องจ่ายให้แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอย่างถูกกฏหมายเท่าเทียมกับแรงงานไทย

เพราะประเทศไทยได้เคยลงนามในอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศไปแล้ว ซึ่งอนุสัญญานั้น ระบุชัดเจนว่า ต้องให้ความเท่าเทียมกันต่อแรงงานทุกคนโดยไม่แบ่งเชื้อชาติ

เชิญคุณผู้อ่านไปอ่าน กระทู้ของผมในเว็บสนุก ได้ที่

กระทู้ชื่อ ต่างด้าวก็ต้องได้ค่าแรง300บาทเหมือนกัน!! (ซึ่งผมลงรายละเอียดในเรื่องนี้ไว้แล้ว)

เพราะนี่คือหลักสิทธิเสรีภาพ และหลักมนุษยธรรมที่ทั่วโลกยอมรับ แต่นางสาวยิ่งลักษณ์ ผู้นำพรรคเพื่อไทย ไม่รู้เรื่องเลย!! ฉะนั้นที่อ้างว่าต้องการความเท่าเทียมกัน นี่หรือที่อ้างว่า ต้องทำให้ทุกคนได้รับความยุติธรรมภายใต้กฏหมายเดียวกันนั้น

แหวะ!! ที่แท้มันก็แค่หลอกชาวบ้านไปวันๆ

--------------------------

นโยบายจำนำข้าว15,000บาท ช่วยข้าวเวียตนามได้เฮ!!

ยังไม่ทันจะเลือกตั้งในวันที่3กรกฎาคม ก็มีข่าวว่าพ่อค้าคนกลางและโรงสีแห่กันกว้านซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา เพราะต่างเก็งกันว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะชนะการเลือกตั้ง พวกโรงสีเลยกว้านซื้อข้าวเปลือกเพื่อหวังรอเก็งกำไรจากนโยบายขายฝันจำนำข้าว15,000บาท

ซึ่งหลังจากพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะแล้ว ก็มีข่าวตามมาทันทีว่า ข้าวสารบรรจุถุงเตรียมปรับราคาขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ เพราะขาดแคลนข้าวเปลือก เนื่องจากโรงสีที่ไม่ยอมขายข้าวออกมาเพราะรอกำไรจากนโยบายจำนำข้าวของเพื่อไทย

เชิญคุณผู้อ่านไป อ่านกระทู้ของผมได้ที่เว็บสนุก

กระทู้ชื่อ คนไทยมีเฮ! ซื้อข้าวสารแพงขึ้น!! (ผมลงรายละเอียดเรื่องนี้เอาไว้ พร้อมลิงค์เรื่องเล่าเช้านี้ในเรื่องนี้)

และหลังจากที่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ก็ช่วยให้ข้าวของเวียตนามขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทันที!! 

แนะนำอ่านกระทู้ ขอแสดงความยินดีต่อชาวนาไทย (ผมลงรายละเอียดเกี่ยวกับข่าวข้าวเวียตนามขายดีเป็นประวัติการณ์)

--------------------------


นโยบายเงินเดือนปริญญาตรี15,000บาท

คือถ้าปริญญาตรีในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน เป็นสาขาที่มีความชำนาญเฉพาะทางจริงๆ บริษัทใหญ่ๆเขาก็บรรจุอัตราเงินเดือนเท่านี้หรือมากกว่านี้ได้อยู่แล้ว

แต่ถ้าเป็นปริญญาตรีสาขาวิชาทั่วๆไป ประเภทพวกจบเน้นปริมาณแต่ไม่เน้นคุณภาพ ถ้ารัฐบาลเพื่อไทยฝืนทำนโยบายนี้ไปจริงๆ ผมว่า บริษัทเอกชน เขาไปจ้างพวกที่จบปวช. ปวส. มาทำงานดีกว่า

แล้วยังเรื่องเงินเดือนของพนักงานเก่าๆที่เขาอยู่มาก่อนอีกล่ะ ถ้าปรับให้เด็กจบใหม่ได้15,000บาท ก็ต้องปรับคนเก่าๆให้ขึ้นไปด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาว่า พนักงานเก่าๆมีประสบการณ์ ทำไมได้เงินเดือนเท่ากับเด็กจบใหม่?? เป็นต้น ถ้าไม่ทำแบบนี้องค์กรก็วุ่นวายแหล่ะครับ

ฉะนั้นนโยบายเงินเดือนปริญญาตรีจบใหม่ เข้าทำงานในอัตรเงินเดือน15,000บาท ผมว่ามีแนวโน้มล่มปากอ่าวเหมือนค่าแรง300บาทแน่ๆ ก็มันเงินของเอกชนทั้งนั้น!!

เอกชนเขาบอกแล้วว่า ถ้าเพื่อไทยรับปากประชาชน เพื่อไทยก็ไปหาเงินมาจ่ายเองแล้วกัน

------------------------------

ส่วนเรื่องแจกคอมพิวเตอร์พกพา หรือแท็บเล็ตให้นักเรียนป.1 ผมได้วิจารณ์ไว้แล้ว ทั้งในบทความเรื่อง

แนะนำอ่าน ประชานิยมปี44 แตกต่างกับปี54

แนะนำอ่าน ทำไมเด็กจีนถึงคิดเลขเก่ง!!


ฟังยิ่งลักษณ์ปราศัยที่สนาม700ปีเชียงใหม่ (ในนาทีที่9.30 ยิ่งลักษณ์พูดว่า ทักษิณช่วยคิด ยิ่งลักษณ์ขอทำ)



------------------------

ในเมื่อโอกาสทำตามที่พูดไว้นั้นยาก ฉะนั้นพรรคเพื่อไทยก็คงไม่อยากเสียหน้า เขาคงต้องหาทางทำให้มันใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผมจึงขอแนะนำว่า ถ้าไม่สามารถขึ้นค่าแรงได้ทันที ก็ลองเริ่มต้นที่หาทางทำให้สินค้าราคาถูกลงน่าจะดีกว่า คือลดค่าครองชีพลง ลดอัตราเงินเฟ้อ!!
เพราะถ้าค่าแรงขึ้น แต่ราคาสินค้าขึ้นมากกว่า แบบนั้นมันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมันจะกลายเป็นภาวะเงินเฟ้อสูงนั่นเอง

รัฐบาลที่ฉลาดที่สุด ต้องคิดแก้ปัญหาพ่อค้าคนกลางสินค้าเอาเปรียบประชาชนให้ได้ ไม่ใช่คิดแต่จะขึ้นค่าแรง แต่กลับปล่อยให้ราคาสินค้าถีบตัวสูงหนีไปอีก

-------------------------

นโยบายของทักษิณ ทำไทยแพ้คดีดอนเมืองโทลเวย์

วันนี้มีข่าวว่า เยอรมันอายัดเครื่องบินพระที่นั่งฯ เพราะเยอรมันคิดว่าเป็นเครื่องบินของรัฐบาลไทย การอายัดเครื่องบินลำดังกล่าว เป็นการเข้าใจผิดของทางการเยอรมนี ซึ่งคิดว่าเครื่องบินลำนี้เป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไทย เพื่อใช้หนี้คดีฟ้องร้องโครงการสัมปทานดอนเมืองโทลล์เวย์

สืบเนื่องมาจากทักษิณได้ทำนโยบายลดค่าทางด่วนเหลือ20บาทตลอดสาย จนเป็นเหตุให้คดีดอนเมืองโทลเวย์ ไทยต้องแพ้คดีต่อบริษัทวอเตอร์บาว ของเยอรมัน

(ทำให้ผมเลยคิดถึงนโยบายรถไฟฟ้าราคา20บาทตลอดสายของเพื่อไทยขึ้นมา!!)

เชิญไปอ่านข่าว ไทยแพ้คดีดอนเมืองโทลเวย์ได้ที่

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทำไมเด็กจีนคิดเลขเก่ง!!







ทำไมเด็กจีนคิดเลขเก่ง? แถมเก่งที่สุดในโลกด้วย

เพราะเคยมีการแข่งขันคณิตคิดเร็ว เด็กจีนทำเลขได้เร็วที่สุดในโลก แถมเป็นการคิดเลขในใจด้วยสิ!! ที่เรียกว่า จินตคณิต!!  (หรือในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิค เด็กจีนมักได้จำนวนเหรียญทองมากที่สุดแทบทุกปี)

นั่นเพราะ โรงเรียนจีนเขาแจกลูกคิดให้เด็กประถมเรียนทุกคน

ขั้นแรก ครูในโรงเรียนจะสอนเด็กจีนหัดใช้ลูกคิดคิดเลข และมีการแข่งคิดเลขเร็วกัน

ขั้นต่อมา เมื่อเด็กประถมจีนคิดเลขด้วยลูกคิดจนเก่งชั้นเซียนกันแล้ว

ขั้นแอดวานซ์ เด็กจีนก็จะฝึกการคิดเลขโดยไม่ต้องใช้ลูกคิด หรือเรียกว่าวิชา ลูกคิดอยู่ที่ใจ!!

ขั้นเซียน หลังจากนั้น ก็จะมีเด็กจีนที่อัจฉริยะหลายๆคน สามารถคิดเลขในใจได้เก่งระดับเซียน คิดเลขในระดับยากๆได้ในเวลาไม่กี่วินาที

ความก้าวหน้าของเด็กจีนทั้งหมดนั้น มันอยู่ที่วิธีการสอนเด็ก อยู่ที่ครูผู้สอน ที่จัดระบบการคิดให้เด็กจีนอย่างถูกวิธีตั้งแต่วัยเด็ก ปูพื้นฐานให้แน่น เพื่อต่อยอดในการพัฒนายิ่งขึ้นอนาคต แต่รัฐบาลเพื่อไทยกำลังจะให้เด็กป.1 ละเลยพื้นฐานการเรียนรู้อย่างธรรมชาติ ก้าวไปสู่โลกวัตถุนิยมเร็วเกินไป

ดูคลิปเจ้าไฮเทคอย่างญี่ปุ่นเขายังให้เด็กประถมญี่ปุ่นฝึกเรียนคิดเลขด้วยลูกคิด!! 


(ส่วนจีนคือต้นตำรับวิชาลูกคิดอยู่ที่ใจ)

รัฐบาลจีนแดง เขาแจกลูกคิด ให้เด็กประถมจีน

แต่รัฐบาลเพื่อไทยคิดจะแจกแท็บเล็ตจากจีนแดงให้เด็กป.1?

ปกติเด็กไทยก็อ่อนวิชาคณิตศาสตร์กันมากขึ้นอยู่แล้ว ถ้ามีแท็บเล็ตใช้กัน เด็กไทยก็คงยิ่งเรียนเลขอ่อนลงๆ เพราะใช้แท็บเล็ตคำนวณแทน

(เด็กไทยจะฉลาดขึ้นเก่งขึ้น เพราะมีคอมพิวเตอร์จริงเหรอ? ก็ขนาดลูกชายคนที่คิดโครงการแจกแท็บเล็ตเด็กป.1ขึ้นมา ยังเคยโดนจับได้ว่าโกงข้อสอบที่รามคำแหงเลย!! 555!!)

---------------------------

ต่อไปในตอนพักกลางวัน หรือตอนเลิกเรียน แทนที่เด็กๆจะออกไปวิ่งเล่น ออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬากลางแจ้ง

ต่อไปเราอาจเห็นเด็กไทย นั่งเล่นแท็บเล็ตแทน (ส่งเสริมวัตถุนิยมกันเข้าไป พวกทาสเทคโนโลยีเอ๋ย)

ในขณะที่ เด็กไทยในชนบทยังขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ ยังขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ดีที่พอเพียง ยังขาดแคลนอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ ยังขาดแคลนอุปกรณ์กีฬาให้เด็กๆเล่นอย่างทั่วถึง

แต่รัฐบาลของพรรคเพื่อไทย แทนที่จะแก้ปัญหารากฐานการศึกษาที่ยังแก้ไม่สำเร็จ ดันคิดจะใช้งบประมาณชาติไปซื้อของเล่นไฮเทคจากต่างประเทศให้เด็กป.1เล่นแทน (อีก2เดือนต่อมาก็ตกรุ่น!)

เอาเถอะครับ เสียงส่วนใหญ่เขาเลือกมาแล้ว ก็ต้องให้โอกาสเขาทำงานไป

สมัยก่อนมีคำพูดนึงที่ว่า ประเทศชาติเป็นของเราทุกคน

แต่สมัยนี้ต้องเปลี่ยนใหม่เป็น ประเทศชาติไม่ใช่ของเราเพียงคนเดียว!!

-----------------------------

ป.1 ยังเล็กเกินไป

ไม่ใช่ว่าผมจะคัดค้านการแจกแท็บเล็ตเด็ก ซึ่งผมได้เคยอธิบายไว้แล้วในเรื่องนี้ว่าแจกอย่างไรจึงจะเหมาะสม ในบทความเก่าที่
แนะนำอ่าน ประชานิยมปี44 ต่างกับ54 (บทความที่แล้วผมว่าเหมาะที่สุดต้องแจกม.1)

ผมว่าแทนที่จะแจกเด็กป.1 สู้เอาไปแจกเด็กป.4น่าจะดีกว่า เพราะเด็กป.4อ่านเขียนหนังสือได้ค่อนข้างดีแล้วซึ่งน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า ส่วนเด็กป.1ยังต้องหัดเขียนหัดอ่านหนังสือให้ดีเสียก่อน เอาแท็บเล็ตมาใช้เร็วไป ประโยชน์จะได้ไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร

เด็กป.1 ต้องส่งเสริมการเขียนบนกระดาษ การอ่านบนหนังสือจะทำให้เด็กยังมีความเป็นธรรมชาติในการเรียนรู้ที่ดีกว่า ค่อยๆเรียนรู้เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่มั่นคง

ส่งเสริมการเล่นกลางแจ้ง จะมีผลต่อสุขภาพที่ดีกว่า ส่งเสริมการสื่อสารกับการพูดคุยกับคนรอบข้าง ดีกว่ามุ่งแต่จดจ่อกับหน้าจอ ซึ่งจะทำให้พัฒนาการในการเข้าสังคมและการพูดของเด็กก้าวหน้า

-----------------------------------

ข่าว

เกาหลีใต้ทุ่มงบประมาณ6หมื่นล้านบาท หวังให้นักเรียนทั่วประเทศมีคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตพร้อมใช้ทั่วประเทศภายใน2015 เพราะปัจจุบันเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีประชาชนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้สูงที่สุดในโลก (เกาหลีใต้ผลิตแท็บเล็ตได้เองทำให้ราคาต้นทุนจึงถูกมากๆ และมีเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก)

จากรูปเด็กเกาหลีที่เรียนด้วยpc tablet คือเด็กอายุ11-12ขวบ หรือประมาณป.4

ครูเกาหลีใต้บอกว่า การเรียนด้วยแท็บเล็ตคอม หรือpc แท็บเล็ต ช่วยให้เด็กเรียนรู้ข้อมูลในโลกกว้างได้ง่ายขึ้น เพราะมีตัวอย่างให้เด็กดู อีกทั้งช่วยให้เด็กสนุกในการเรียน

แต่รายงานข่าวแจ้งว่า มีเด็กเกาหลีใต้เสพติดอินเตอร์เน็ตประมาณ12%ของนักเรียนทั้งหมด

คลิกอ่านข่าวภาษาอังกฤษ


---------------------

ผมขอจบด้วยคำคมในประโยคที่ว่า

"เด็กป.1 จีนและญี่ปุ่นเรียนด้วยลูกคิด โตขึ้นมา สร้าง คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเองได้
ส่วนเด็กป.1 ไทย เรียนด้วยแท็บเล็ต โตขึ้นมาขอเงินแม่ ซื้อ แท็บเล็ตของจีนของญี่ปุ่นเองได้"

แปลกไหม จีนผลิตแท็บเล็ตเองเพื่อขายไทย แต่จีนกลับไม่แจกแท็บเล็ตให้เด็กใช้ ?

และประเทศที่เจริญแล้วในโลก ส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมด กลับไม่แจกแท็บเล็ตให้เด็กเล็กเรียนเลย ?



วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประชานิยมปี44แตกต่างกับปี54




นโยบายขายฝันทั้งปวงของพรรคเพื่อไทยปี54นั้น ในความเห็นส่วนตัว ผมเชื่อว่าทำได้ทุกอย่างเพียงแต่ผลกระทบจะเป็นอย่างไร ก็ดูกันไป

ประชานิยมปี44 ที่เด่นชัดผมขอยกมา2อย่างคือ 30บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน

นโยบายทั้ง2เรื่อง ก็คือการใช้งบประมาณรัฐให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ทักษิณคิดนโยบายในตอนนั้นเขาน่าจะมีความคิดที่จะทำเพื่อประชาชนเป็นหลัก เพราะตอนนั้นเหมือนเด็กจบใหม่ไฟแรง กล้าคิดกล้าทำ

แต่นโยบายปี54ของทักษิณปีนี้ เขามีจุดประสงค์คือต้องการอำนาจและทรัพย์สินคืนมากกว่า!!

1. นโยบาย30บาทรักษาทุกโรค  ผลกระทบที่ตามคือ หมอและพยาบาลทนสภาพงานล้นมือไม่ไหวลาออกจากระบบไปมากมาย ไปอยู่กับรพ.เอกชนแทนเช่นโรงพยาบาลในเครือทักษิณ ทำให้โรงพยาบาลเอกชนได้บุคลากรที่ภาครัฐส่งเสียให้เรียนไปทำงานให้ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนสามารถเปิดโครงการรักษาชาวต่างชาติ ทั้งๆที่หมอในประเทศสำหรับประชาชนยังขาดแคลน!!

และการบริการใน30บาทรักษาทุกโรคช่วงแรกก็ห่วยมากๆ ยากระจอกๆ แถมไม่ได้รักษาทุกโรคจริงตามที่โฆษณา แถมการตรวจรักษาตัวอย่างเช่นการตรวจอุลตร้าซาวด์ด้วยสิทธิ30บาท ก็รอกันหลายๆเดือนกว่าจะได้คิวตรวจ แต่ถ้าออกเงินเอง ได้ตรวจทันที!!

และโครงการ30บาทรักษาทุกโรคหรือโครงการหลักประกันสุขภาพมาดีขึ้นอย่างมากจากรัฐบาลขิงแก่ ช่วยทำให้มันดีกว่าตอนแรกแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

แต่ก็ต้องยกย่องที่ทักษิณกล้าทำเรื่องนี้ เพราะผมมองว่าโครงการ30บาทมีผลดีต่อประชาชนมากๆ แต่คนที่ควรได้รับการยกย่องอย่างมากที่ช่วยกันแก้ปัญหาที่รัฐบาลโยนมาให้คือข้าราชการและบุคลากรทางด้านสาธารณสุขทุกคน

แนะนำอ่าน วิเคราะห์คำว่า "โกงแต่ให้ประชาชน"


2. นโยบายกองทุนหมู่บ้าน ก็เป็นการโยกย้ายงบจากจังหวัดมาลงที่หมู่บ้านโดยตรงแทน

มันก็เป็นเรื่องของวิธีคิดในการใช้งบประมาณรัฐ ข้อดีก็มีเยอะ แต่ข้อเสียก็มีไม่น้อย

ซึ่งผมก็คิดว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ส่วนข้อเสียมีอย่างไร ลองหาตามข่าวในอินเตอร์เน็ตดูได้ครับ

เอาเป็นว่า คนไทยชื่นชมนโยบายประชานิยมของไทยรักไทย จนเลือกตั้งปี48 ไทยรักไทยได้คะแนนเสียงในสภา370เสียง

--------------------------------

แต่นโยบายประชานิยมในปี54 แตกต่างจากปี44 เพราะนโยบายคราวนี้ อย่างเช่นค่าแรง300บาท ไม่ใช่มาจากการใช้งบประมาณรัฐ แต่เป็นเงินของภาคเอกชน นี่จึงเป็นความแตกต่าง!!

เรื่องเพิ่มค่าแรง300บาทั่วประเทศนี้นั้น ข่าวล่าสุดทักษิณกลับให้สัมภาษณ์ใหม่ว่า เหลือแค่กรุงเทพฯกับปริมณฑลแล้ว ทั้งๆที่ก่อนเลือกตั้ง ในหาเสียงที่ไหนๆก็บอกว่า 300บาททั่วประเทศ ทำได้ทันทีใน90วัน

ตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นที่กรุงเทพและปริมณฑลเท่านั้น ส่วนต่างจังหวัดก็ลดหลั่นกันไป

เอาเป็นว่า ผมเชื่อนโยบายค่าแรง300บาท ก็คงทำได้ แต่ผลกระทบที่ตามมาคือ สินค้าไทยมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ประกอบกับนโยบายทำเงินบาทให้แข็งค่า สินค้าส่งออกไทยก็จะแพงขึ้นเช่นกัน

ผมจึงตั้งข้อสังเกตแรกคือ บริษัทใหญ่ๆปกติเขาจ่ายค่าแรงเกิน300บาทต่อวันอยู่แล้ว พอรัฐไปลดภาษีนิติบุคคลให้ ก็เท่ากับบริษัทใหญ่ได้รับผลประโยชน์ไปสบายๆ แต่รัฐได้ภาษีน้อยลง (เช่นโรงงานผลิตรถยนตร์ จ้างแรงงานมีฝีมือสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำมาก)

ข้อสังเกตทึ่2 ธุรกิจSMEs ซวย เหตุผลไปอ่านได้ที่ บทความเรื่อง ค่าแรง300บาทกับข้อควรระวัง!!

ข้อสังเกตที่3 ประเทศไทยไม่ใช่เจ้าของเทคโนโลยี แต่เป็นประเทศไทยเป็นประเทศรับจ้างผลิต ถ้าค่าแรงแพง นักลงทุนอาจย้ายฐานการผลิต (ให้สังเกตว่ายังไม่มีบริษัทต่างชาติออกมาประกาศเห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรง)

ตัวอย่างนึงที่เป็นข่าวดังมาก กรณีตัวอย่างของปัญหาค่าแรงแพงคือ โรงงานไทรอัมพ์ปลดคนงานและปิดโรงงานที่สมุทรปราการ แล้วไทรอัมพ์ก็ย้ายฐานการผลิตไปที่จ.นครสวรรค์แทน เพราะค่าแรงถูกกว่า แถมยังขอรับการสนับสนุนจากบีโอไอด้วย!!

แนะนำอ่านข่าว แรงงานไทรอัมพ์บุกBOI

----------------------------

แจกแท็บเล็ตให้เด็กป.1

อันนี้ ถ้าแจกแท็บเล็ตให้เด็กม.1 ผมว่าน่าจะดูสมเหตุสมผลกว่าแจกให้เด็กป.1 และดูจะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะเด็กป.1 ยังเล็กไปหน่อย

เด็กป.1 ควรเน้นการเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกาย พัฒนาการเขียนหนังสือให้สวย ส่งเสริมการเล่นกลางแจ้ง เพราะเด็กป.1ยังไม่เน้นวิชาการมากนัก แต่เป็นการเน้นทักษะการเรียนรู้ เน้นทักษะทางด้านร่างกาย

ในต่างประเทศเขาก็ไม่นิยมส่งเสริมให้เด็กเล็กๆเล่นคอมเท่าไหร่ เพราะมันจะทำให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง แถมพัฒนาการด้านสมองอาจถูกกระทบ อย่างปัญหาเด็กติดเกมมากกว่าเล่นกลางแจ้งเป็นต้น ต่างประเทศเขาวิจัยแล้วว่า การที่เด็กเล็กห่างไกลจากคอมพิวเตอร์จะฉลาดกว่าเด็กเล็กที่ติดคอมพิวเตอร์ เพราะการเล่นกลางแจ้งพัฒนาสมองได้มากกว่า

ส่วนเด็กม.1 มีหนังสือเยอะกว่า มีการเรียนวิชาการมากกว่า ถ้ารัฐจะแจกเด็กม.1ผมว่า น่าจะเหมาะสมมากกว่าครับ ทราบมาว่ารัฐบาลใหม่วางแผนจะซื้อแท็บแล็ตจากจีนแดงเพราะราคาถูก

แต่ขออย่าลืมว่า ประเทศไทยโดยเฉพาะคนไทยคือทาสเทคโนโลยี ไม่ใช่ประเทศเจ้าเทคโนโลยีอย่างจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน นะครับ

ทำไมคนไทยถึงสู้จีนในเรื่องเทคโนโลยีไม่ได้ ประเทศอเมริกาออกผลิตภัณฑ์ไฮเทคใหม่ๆออกมา ไม่กี่วันจีนก๊อปได้ทันที

แต่คนไทยกลับไม่มีปัญญาก๊อป??

แล้วประทศจีนเขาแจกแท็บเล็ตให้เด็กจีนทุกคนหรือเปล่า?? อันนี้ผมอยากรู้??

แนะนำอ่าน ทำไมเด็กจีนคิดเลขเก่งที่สุดในโลก

---------------------------------

สำหรับในมุมมองของผมในเรื่องการศึกษา

ผมว่า เรากำลังพัฒนาการศึกษาด้วยการเสริมยอดให้มันสูงขึ้นๆ แต่ไทยกลับละเลยการแก้ปัญหาที่รากฐานการศึกษา เช่นพัฒนาครู พัฒนาระบบความคิดของนักเรียน

ที่อิสราเอล เขานำเศษวัสดุเหลือใช้มาพัฒนาการสอนเด็กนักเรียนในเรื่องวิทยาศาสตร์ได้อย่างดีและในราคาประหยัด แต่ของไทยคิดแต่จะซื้อๆๆๆๆๆ

คุณผู้อ่านคิดว่า การที่ระบบการศึกษาไทยล้มเหลว เด็กเรียนแย่ลงอย่างทุกวันนี้ เพราะขาดแคลนคอมพิวเตอร์เหรอ??

ผลการวิจัยในหลายๆสถาบัน รวมทั้งผลการสอบแอดมิดชั่นที่ผ่านมา พบว่า นักเรียนไทยอ่อนวิชาการลงมากๆ อ่อนกว่าสมัยก่อนๆมากๆๆๆ และเด็กไทยไอคิวต่ำลงกว่าในอดีต!!

ทั้งๆที่นักเรียนสมัยก่อนไม่มีคอมพิวเตอร์ให้เรียนมากมายเหมือนนักเรียนสมัยนี้ แต่ค่าเฉลี่ยไอคิวของนักเรียนสมัยก่อนฉลาดกว่านักเรียนสมัยนี้มากๆๆ

นักเรียนสมัยก่อนลายมือสวย เก่งทั้งคณิต วิทย์ แต่เด็กสมัยนี้อ่อนวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทุกอย่าง ลายมือก็แย่ นักเรียนไทยจำนวนมากอยู่ป.4แต่อ่านหนังสือไม่ออก (แต่ในอดีตคนจบป.4 เก่งกว่าเด็กป.4สมัยนี้แบบไม่เห็นฝุ่น ไม่เชื่อไปถามรุ่นปู่ย่าตายายดูได้)

ตัวอย่างเช่น สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เมื่อปีที่แล้วในสอบคัดเลือกเด็กใหม่ ไม่มีเด็กคนไหนสอบผ่านข้อเขียนเลยสักคน ตกหมด!!

สถาบันฯหาเด็กปี1ไม่ได้เลย รุ่นพี่ก็เลยออกมากดดันผู้บริหารและอาจารย์ให้ยอมรับเด็กที่มีคะแนนตกน้อยที่สุดเข้าเรียนแล้วกัน

สถาบันเทคโนฯปทุมวันก็เลยจำใจรับเด็กสอบตกน้อยที่สุดเข้าเรียน

แม้แต่มหาวิทยาลัยอันดับ1ของไทยอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ออกมายอมรับว่า เด็กวิศวะจุฬาในปัจจุบัน อ่อนวิชาวิทยาศาสตร์มากๆ นิสิตเข้าใหม่ทุกคณะก็มีผลคะแนนสอบเข้าอ่อนลงกว่าในอดีตมากๆ

เฮ่อ.. อย่างว่าล่ะนะ ก็คนไทยเขาชอบนักการเมืองหัวคิดแบบนายทุนที่ร่ำรวยมาจากธุรกิจสัมปทานรัฐ (แต่ตอนทำธุรกิจที่ไม่ใช่สัมปทานกลับทำเจ๊ง!!)


ขอจบดื้อๆแบบนี้แหล่ะครับ


---------------------------

เจาะข่าวเด่น12/7/54
เรื่องค่าแรง300บาท สภาอุตสาหกรรมบอก รัฐบาลรับปาก รัฐบาลก็เอาเงินมาจ่ายเองแล้วกัน


ดูเรื่องเล่าเช้านี้ย้อนหลัง ข่าวข้าวสารบรรจุถุงเตรียมขึ้นราคารับนโยบายขึ้นค่าแรงและจำนำข้าวของรัฐบาลใหม่!!


แนะนำอ่าน ทำไมผมถึงต้านทักษิณ



วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

นักสู้ผู้พิชิต (เลสลี่จาง)




บทความเพลงดังหนังจีนประจำวันอาทิตย์

วันนี้เป็นวันหยุด ผมขอเขียนระลึกถึงเพลงดังหนังจีนเก่าๆ แล้วกัน



เรื่องนี้ผมดูตอนปิดเทอมตอนนั้นผมเด็กมาก รู้สึกผมจะอยู่ ป.3 หรือ ป.4นี่แหล่ะ โดยช่อง 3 นำเรื่องนี้มาฉายตอนกลางวัน ในเวลาบ่ายโมง ซึ่งตอนนั้นช่อง3เป็นสถานีโทรทัศน์ช่องเดียวที่มีการออกอากาศในเวลากลางวัน ตั้งแต่เที่ยงเป็นต้นไป

จำได้เรื่องนักสู้ผู้พิชิตได้คร่าว ๆ ว่า นักดาบจากญี่ปุ่นมาท้าจอมยุทธดินแดนตงง้วนเพื่อประลองยุทธ ฝีมือของเขาฟันครั้งเดียวจะมีรอยกระบี่ถึง 7 รอย

ส่วนเรื่องราวต่อไปเป็นอย่างไร ผมจำไม่ได้แล้ว แต่ทุกครั้งที่ซีรีย์ฉายจบในแต่ละวัน  ผมกับเพื่อน ๆ แถวบ้าน จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ซีรีย์กันอย่างสนุกสนานทันที

แล้วที่ผมจำได้แม่นมาก คือ ผมรู้จักเลสลี่จาง ก็จากเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ตอนนั้นเขาหล่อจริง ๆ แบบโคตรหล่อ โคตรหล่อเลย

ส่วนนางเอก เหวินเซียะเอ๋อ ก็น่ารักสุดๆในยุคนั้น

ส่วนเรื่องย่อเรื่องนี้ไปหาอ่านได้ในพันทิพครับ คลิกอ่านที่นี่




เนื้อร้อง เพลงนักสู้ผู้พิชิต
ขับร้องโดย "หลี่หลงจี"

人生几多际遇未能逃避
หยั่นซังเก๋ยต๊อไจหยี่เมงนังโถ่วเปย
明知一生里面诸多痛楚
เหม่งจียัดซั้งโหลยมีนจูตอถ่งฉอ
如果他朝得到宝剑在手
หยู่กวอ ท้าจีวตักโตวโปวกิ่มจ่อยเสา
扬威于天下应是我
เหย่องไวยู้ทิ้นฮาเย็งสี่หงอ
让世间错怪了我
เหย่องไซกานฉอกวาหยี๋หงอ
谁令我带泪悲哭当歌
โส่ยเล็งหงอตายโหล่ยเปกฮงตอกอ
悲哭当歌
เปกฮงตอกอ
乱世风雨多
หลู่นไซฟ้งหยูตอ
让剑锋染满了血
เหย่องกีมฟงหยิ๋มมูนหลีวฮวูด
才以鲜花清洗干戈
ฉ่อยยีชิ้นฟาเชงไซกอนกอ
干戈不惜
กอนกอปัดเสก
我只叹奈何
หงอจีทานหนอยห่อ
如今且把血泪轻轻抹干
หยู่กำเฉป๋าฮวูดโลยเฮงเฮงหมูดกอน
如今甘心接受诸多痛楚
หยู่กำ ๆซ้ำจีบเส่าจูตอถ่งฉอ
自古剑客情心事多
จี่กู๋กิมฮากไวเช็งซำสี่ตอ
谁知伤心悲苦竟是我
โส่ยจีเซ้องซ้ำเปยฟูเก๋งสี่หงอ เก๋งสี่หงอ ๆๆๆๆๆ

ขอบคุณเนื้อเพลงจากเว็บ http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=223083 (เว็บนี้เขามีรูปเก่าๆของเลสลี่จางที่เมืองไทย)


เลสลี่จาง จากไปเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๖


MV อีกเวอร์ชั่น



วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ขึ้นค่าแรง300บาทกับข้อควรระวัง!!




เมื่อเดือนที่แล้ว ผมได้ดูดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา หรือดร.วิป มาออกในรายการช่วยคิดช่วยทำ ของคุณศิริบูรณ์ ซึ่งดร.วิป ได้นำชาร์ตข้อมูลเกี่ยวกับ อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าแรงในประเทศโปรตุเกส

ซึ่งในตอนนี้ประเทศโปรตุเกสก็ประสบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จนเกือบจะล้มละลาย คล้ายกับที่ประเทศกรีซกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้

ดร.วิป ได้นำเสนอให้เห็นว่า ประเทศโปรตุเกสในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา(ขออภัยจำจำนวนปีไม่ได้) ได้มีการขึ้นค่าแรงไปแล้วถึง39% แต่ในขณะที่ ผลผลิตในทุกภาคส่วนโดยรวมของประเทศเพิ่มขึ้นเพียง4%เท่านั้น

พูดง่ายๆคือ รัฐบาลโปรตุเกสใช้นโยบายเพิ่มค่าแรงเอาใจผู้ใช้แรงงาน โดยไม่สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของผลผลิตมวลรวมในประเทศ

และเพราะนโยบายเพิ่มค่าแรงเอาใจผู้ใช้แรงงานนี้เอง จึงทำให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมในโปรตุเกสตกที่นั่งลำบาก เพราะค่าแรงคนงานสูง ค่าการผลิตก็สูงขึ้น ทำให้สินค้าโปรตุเกสส่งออกได้น้อยลง เพราะแพงกว่าชาวบ้านเขา

รัฐบาลโปรตุเกสกำลังวางแผนกู้เงินไอเอ็มเอฟ แบบกรีซเพื่อจะมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ

(อ่านข่าว ห่วงเศรษฐกิจโปรตุเกสจะซ้ำรอยกรีซ)


ฉะนั้นปัญหาในการช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพของประชาชน ไม่ใช่การขึ้นค่าแรงเป็นสำคัญ

เราควรหาหนทางอื่นๆในการลดค่าครองชีพมากกว่า เพราะการขึ้นค่าแรงเท่ากับการลดอำนาจการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกในตัว (อย่าว่าแต่แข่งในตลาดโลกเลย ถ้าในประเทศสินค้าไทยแพงขึ้น สินค้าจากจีนก็จะบุกมาตีตลาดในไทยมากขึ้น)

ถ้าขึ้นค่าแรง แล้วราคาสินค้าและอาหารก็ขึ้นราคาไปรอล่วงหน้าก่อน ถ้าเป็นแบบนี้มันก็ไม่มีประโยชน์!!

ปัญหาข้าวของแพง มันเกิดจากอะไร ต้องไปแก้ให้ถูกจุด เช่นไข่แพง ปัญหามาจากการผูกขาดตลาดไข่อย่างครบวงจรของยักษ์ใหญ่ไม่กี่เจ้า ที่คุมราคาตั้งแต่ลูกเจี๊ยบ ไปจนถึงอาหารไก่

-----------------------------------

ขอยกตัวอย่าง สมมุติว่า

ถ้าคุณมีร้านก๋วยเตี๋ยว ขายดีมากพอควร และรัานคุณก็ได้รับการยกเว้นภาษีอยู่แล้วด้วย  ซึ่งร้านคุณมีถึง30โต๊ะ คุณจ้างลูกจ้างอยู่15คน ค่าแรงคนละ200บาทต่อวัน ต่อมา คุณต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มอีกคนละ100บาทต่อวัน ตามนโยบายเพิ่มค่าแรงของรัฐบาล
เพราะฉะนั้น คุณต้องจ่ายค่าแรงในส่วนที่เพิ่มขึ้น = 15คนคูณ100บาท = 1,500บาทต่อวัน!! หรือเพิ่ม ขึ้น 45,00บาทต่อเดือน!! (นี่เฉพาะค่าแรงขึ้นเท่านั้นนะ ไม่ได้รวมค่าวัตถุดิบที่อาจแพงขึ้นตาม)
ถ้าเป็นแบบนี้ ขอถามว่า คุณจะขึ้นราคาก๋วยเตี๋ยวมั้ย??

--------------------------------------


ผมเคยนำเสนอวิธีแก้ปัญหาข้าวยากหมากแพงไว้ หลายบทความ อยากเชิญคุณผู้อ่านลองไปอ่านดูนะครับ

แนะนำอ่าน ประชาธิปัตย์กับนโยบาย2สูงของเสี่ยธนินทร์ (เมื่อคุณอ่านบทความนี้จะเข้าใจมากขึ้น)

แนะนำอ่าน ข้าวของแพงกับสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ!!

แนะนำอ่าน แก้ปัญหาข้าวยากหมากแพงอย่างยั่งยืน

ขอฝากไว้ให้คิดนิดนึง อย่างกรณีแรงงานไร้ฝีมือ หรือแรงงานทั่วไป ไม่ใช่แรงงานเชียวชาญเฉพาะทาง ถ้าขึ้นค่าแรงมากๆ ระวังคนไทยจะตกงาน เพราะภาคธุรกิจหันไปจ้างแรงงานต่างชาติแทน 

เพราะประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเจ้าของเทคโนโลยี!! แต่ประเทศไทยคือประเทศที่รับจ้างผลิต!!

*หมายเหตุ จากที่เพื่อไทยหาเสียงว่าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ300บาทใน90วัน แต่วันนี้ได้ยินใหม่ว่า ขอเลื่อนไปปีหน้าแล้ว ฮิๆ
-------------------------------

แก้ปัญหาราคาข้าว

แนวคิดแบบทักษิณคือ คิดแต่ให้เพิ่มราคาข้าวให้สูงๆ แล้วถ้าราคาข้าวไทยสูง ข้าวไทยก็จะขายออกยากในตลาดโลก เพราะเดี๋ยวนี้ข้าวเวียตนามขายได้มากที่สุดในโลกแซงหน้าข้าวไทยไปแล้ว

ไม่งั้นรัฐก็ต้องเสียงบประมาณมารับซื้อข้าวจากชาวนาให้แพง คนไทยในประเทศอาจต้องซื้อข้าวแพง แต่เวลาส่งข้าวออกไปนอกต้องส่งในราคาถูกกว่าขายในประเทศ เพราะไม่งั้นอาจขายไม่ออก!!

วิธีแก้ปัญหาราคาข้าวจึงไม่ใช่เพิ่มราคาจำนำข้าว หรือเพิ่มราคารับซื้อข้าว แต่ต้องหาทางทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวถูกลงต่างหาก

ผมมีบทความเกี่ยวกับชาวนาเยอะมาก แต่ในบทความนี้ ขอยกตัวอย่าง

แนะนำอ่าน ชาวนาผู้ร่ำรวย!! (บทความนี้คุณจะรู้จักชาวนาที่รวยมีเงินหลายล้าน มีเงินให้เมียใช้เดือนละ5หมื่นบาท)

-------------------------------------

นโยบายแจกคอมพิวเตอร์ให้นักเรียน

ถ้าอยากแจก ก็แจกไป ผมไม่ขอค้านแล้วกัน

แต่ผมอยากยกตัวอย่างให้เห็นถึงความล้มเหลวของการศึกษาไทย เป็นตัวอย่างพอสังเขป เช่น

1. ผมเคยเห็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณ9-10ขวบ ยืนอยู่หน้าร้านเซเว่นฯ เธอทิ้งกระดาษทิชชูประมาณ3แผ่นที่เธอใช้เสร็จแล้วลง บนถนนหน้าร้าน ทั้งๆที่ข้างหลังของเธอมีถังขยะของเซเว่นวางอยู่??

2. นักเรียน นักศึกษา ของไทย แม้กระทั่งหน้าโรงเรียน หรือใกล้หน้าโรงเรียน ก็ยังข้ามถนนใต้สะพานลอยอย่างถ้วนหน้า

3. นักเรียน นักศึกษาไทย ไม่เคยเคารพกฏจราจร เช่นขี่มอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียน ไม่ชอบสวมหมวกกันน็อคเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด

แนะนำอ่าน คนไทยอย่าเรียกร้องสิทธิ หากยังไม่ทำหน้าที่

4. การรณรงค์ลดโลกร้อน ในการศึกษาไทยก็ล้มเหลว เพราะเด็กไทยแค่ไปซื้อของระยะทางใกล้ๆไม่เกิน5ร้อยเมตร ทั้งๆที่บ้านก็มีจักรยาน แต่ไม่ขี่กัน กลับขี่มอเตอร์ไซค์แทน เป็นแบบนี้ทั้งนั้นทั้งหญิงทั้งชาย

แนะนำอ่าน แนะนำอ่านความฟุ้งเฟ้อของลูกอีสาน

5. เยาวชนหญิงไทยท้องก่อนวัยอันควรสูงที่สุดในเอเซีย!!

6. ปัญหาเด็กแว้น ก็ไม่เคยแก้ไขสำเร็จ

จากตัวอย่างที่ผมยกมานี้ ผมเคยเขียนแทรกไว้ในหลายบทความ แต่ขอยกมาให้เห็นอีกครั้ง ผมอยากบอกว่า ปัญหาการศึกษาของเด็กไทย เป็นเพราะเด็กไทยไม่มีคอมพิวเตอร์หรือเปล่า?? 

ผมฝากไว้ให้คิดแล้วกัน

แนะนำอ่าน คนไทยไม่มีวันเจริญเหมือนญี่ปุ่นได้


แนะนำอ่าน หัวใจของการมีระเบียบวินัยของญี่ปุ่น


-----------------------------

ลดราคาน้ำมันเบนซินลิตรละ7บาท

ถ้ารัฐบาลเพื่อไทยลดราคาน้ำเบนซินลง จากการยุบเงินอุดหนุนกองทุนน้ำมันจริง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ต้องแยกตลาดLPGในครัวเรือน ออกจากLPGในรถยนตร์ให้ได้ด้วย

และสมมุติถ้ารัฐลดเบนซิน95ลงมา7.5บาท ซึ่งจะแพงกว่าแก๊สโซฮอล์95 บาทกว่าๆเท่านั้น ถ้าราคาเป็นแบบนี้จริงๆ ผมเลยอยากถามว่า คุณผู้อ่านจะเลือกใช้เบนซิน95หรือแก๊สโซฮอล์95 ??

ผมเคยเขียนเรื่อง นโยบายน้ำมันไทยห่วยจริงๆ

ลองไปอ่านดูแล้วกัน คนที่ได้อ่าน ต่างบอกว่า ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับนโยบายน้ำมันไทย!!


V


V

ก่อนจะจบ ผมขอยกข้อเขียนของคุณเปลว สีเงิน มาปิดท้ายบทความนี้แล้วกัน

"ส่วนเรื่องหลักๆ "สัญญาว่าจะให้" ชักขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ หลาวลงไปกลายเป็นบ้องกัญชาซะแล้ว เพราะนายกฯ โคลนนิงบอกกับทีมเศรษฐกิจว่า...
"....แผนระยะยาวที่จะทำให้ประชาชนตามที่ได้สัญญาไว้ในวันที่ปราศรัยใหญ่เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ที่ราชมังคลากีฬาสถานนั้น....ช่วยกันเอาไปคิดหน่อย จะทำอะไรได้บ้าง?"
อุ๊ย...ตาเถรหก...พูดก่อน-คิดทีหลัง!?"



**หมายเหตุ และอ่านความเห็นประเด็นเพิ่มเติมของผม เกี่ยวกับการลดภาษีนิติบุคคลในกรณีSMEs ว่าจะมีผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงอย่าง ที่กล่องแสดงความเห็นด้านล่างด้วยนะครับ


แนะนำอ่าน ประชานิยมปี44ต่างกับปี54

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กฏแห่งกรรมลงโทษให้ประชาธิปัตย์แพ้!!





(ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า ผมไม่เคยชอบวิธีการบริหารบ้านเมืองแบบพรรคประชาธิปัตย์มาตลอดชีวิต)

ผลการเลือกตั้งใหญ่ปี 2554 คงเห็นกันแล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์แพ้พรรคเพื่อไทยหลุดลุ่ยเหมือนเดิม

แต่ก่อนจะพูดเรื่องนี้ ผมขอเท้าความกลับไปหน่อยว่า เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตอนนั้นพรรคเพื่อไทยกำลังค้นหาแคนดิเดตอันดับ 1 อยู่ ว่าใครเหมาะจะเป็นผู้นำในการเลือกตั้งครั้งนี้ และเป็นตัวแทนพรรคในการช่วงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นพรรคเพื่อไทยกำลังรอคำสั่งนายใหญ่อยู่ ว่าจะให้มิ่งขวัญดี? หรือจะไปเอาพลตำรวจเอกประชา พรหมนอกดี? ส่วนยิ่งลักษณ์ก็มีข่าวลืออยู่เหมือนกัน แต่ตอนนั้นคนส่วนใหญ่ยังคิดว่าไม่น่าจะใช่

ตอนนั้นผมเลยได้ตั้งกระทู้ที่เว็บสนุกไว้กระทู้นึง ชื่อกระทู้ ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย?? ซึ่งในกระทู้นั้นผมเสนอให้เลือกยิ่งลักษณ์เป็นแคนดิเดตอันดับ1 ของพรรคเพื่อไทย

คลิกอ่านกระทู้ ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย??

ซึ่งผมมองแล้วว่า ยิ่งลักษณ์เหมาะที่สุด เพราะนักการเมืองในพรรคเพื่อไทยทั้งหมดนั้น ภาพพจน์สู้ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ เพราะพวกนั้นสกปรกเกินไปแล้ว

--------------------------------------

เหตุที่ประชาธิปัตย์ต้องพ่ายแพ้เลือกตั้ง

ผมเคยเขียนไปครั้งนึงก่อนหน้านี้ในบทความเรื่อง สาเหตุที่ประชาธิปัตย์จะแพ้เลือกตั้ง54 (เขียนไว้ตั้งแต่วันที่13มิ.ย.54) แต่นั่นคือการวิเคราะห์ถึงสาเหตุความพ่ายแพ้จากเหตุผลในปัจจุบัน

คลิกอ่าน!! สาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์จะแพ้เลือกตั้ง54  (แล้วคุณจะตาสว่างกว่าเดิม!!)

แต่บทความตอนนี้ ผมจะย้อนให้ดูว่า เหตุที่ประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ มีอะไรมากกว่าที่พรรคประชาธิปัตย์จะคิดได้ถึง??

------------------------------------

กฏแห่งกรรมลงโทษให้ประชาธิปัตย์พ่ายแพ้

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า ทำไมคนรากหญ้าถึงชอบทักษิณ?? ประชาธิปัตย์อาจคิดแค่เรื่องประชานิยมของทักษิณ ซึ่งนั่นก็ไม่ผิด แต่ไม่ใช่ทั้งหมด!!

ที่คนรากหญ้าชอบทักษิณ เพราะพวกเขาเชื่อและรู้สึกว่า สมัยทักษิณเศรษฐกิจดี ส่วนเศรษฐกิจสมัยทักษิณจะดีจริงหรือไม่? ผมไม่ขออธิบาย

แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ ชาวบ้านชาวช่องรากหญ้าส่วนใหญ่เขามีความเชื่อกันอย่างนั้น?? เพราะฝ่ายทักษิณสามารถทำให้ชาวบ้านเขาเชื่อแบบนั้นได้

แน่นอน พรรคประชาธิปัตย์โชคไม่ค่อยดี จึงมักเข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกถึง 2 ครั้งติดต่อกัน เมื่อเข้ามาในช่วงเศรษฐกิจแย่ๆ แน่นอนชาวบ้านเขาก็มักจะรู้สึกว่า ประชาธิปัตย์เข้ามาทีไร เศรษฐกิจกำลังแย่ทุกที

ชาวบ้านไทยเขาไม่คิดไปไกลถึงเหตุและที่มาของวิกฤติเศรษฐกิจหรอก เขารู้แค่ว่า ใครเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วเศรษฐกิจดี เขาก็ชอบคนนั้น

ฉะนั้น ที่ประชาธิปัตย์แพ้เพราะไม่สามารถทำให้ชาวบ้านรู้สึกและเชื่อได้ว่า ยุคประชาธิปัตย์เป็นยุคที่เศรษฐกิจดี

ถ้าไปดูตัวเลขทางเศรษฐกิจในยุครัฐบาลประชาธิปปัตย์ อาจดูสวยหรู แต่นั่นมันเป็นตัวเลขสวยหรูของเศรษฐกิจระดับบน แต่เศรษฐกิจระดับชาวบ้านแล้ว ประชาธิปัตย์สอบตกอย่างหนัก

เพราะข้าวของแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น แถมยังมีปัญหาน้ำมันพืชขาดแคลน และแก้ไขปัญหาได้ล่าช้า ถึงช้าที่สุด !!

ตรงนี้แหล่ะที่เขาเรียกว่า ในเรื่องเศรษฐกิจชาวบ้าน ประชาธิปัตย์จึงสอบตกแบบห่วยสุด ๆ

แถมราคาน้ำมันยุคประชาธิปัตย์ ก็ปล่อยให้ ปตท.ขูดกำไรประชาชนเลือดซิบ ๆ ทั้ง ๆ ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังต่ำกว่าเมื่อ 3 ปีก่อนด้วยซ้ำ!!

เรื่องไข่แพงก็เช่นกัน ที่ไข่มันแพงเพราะระบบผูกขาดของกลุ่มทุนขนาดยักษ์ ที่คุมทั้งราคาลูกเจี๊ยบ ราคาอาหารไก่ ราคายา เพราะมีกลุ่มทุนผูกขาดที่สนิทสนมกับประชาธิปัตย์ ไข่มันถึงได้แพง แต่ดันไปคิดเรื่องชั่งไข่ ซึ่งนั่นมันเป็นการแก้ที่ปัญหาปลายเหตุแล้ว!!

ไข่ไทยแพงกว่าไข่ญี่ปุ่น และไข่อเมริกาด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับค่าครองชีพแล้ว

อ่าน ไข่ไทยแพงกว่าไข่ญี่ปุ่น

-------------------------------

กรรมเก่าส่งผลลงโทษประชาธิปัตย์

ที่ผมบอกว่ากรรมเก่าส่งผลลงโทษประชาธิปัตย์ ก็เพราะ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดของประเทศ อยู่มานานกว่าเพื่อน แต่กลับทำประโยชน์ให้ชาติและประชาชนน้อยมาก!!

เพราะอะไร? ผมถึงว่าอย่างนั้น??

ก็ดูจากคะแนนในกรุงเทพฯสิ พรรคประชาธิปัตย์ชนะพรรคเพื่อไทยขาดลอย แต่!! ในภาคอีสานและภาคเหนือก็แพ้ขาดลอยเช่นกัน

กรุงเทพฯคือเมืองหลวง ผู้คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ดีที่สุด คนกรุงเทพฯได้รับการศึกษาดีที่สุดกว่าทุกภาค คนกรุงเทพฯจึงคิดวิเคราะห์ได้ว่า ทำไมเขาถึงต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์ นั่นเพราะคนกรุงเทพฯมีการศึกษาดี

(แต่อย่าเพิ่งดีใจว่าคนกรุงเขาชอบ ปชป.ล่ะ แต่ที่เขาเลือก อาจเพราะเขาเห็นว่าเลวน้อยกว่าอีกพรรคต่างหาก^^)

แต่กรุงเทพฯ รอบนอกหลายเขต ประชาธิปัตย์ก็แพ้ นั่นเพราะ ความเจริญด้านการศึกษาของกรุงเทพฯ เองก็ยังไปได้ไม่ทั่วถึงอย่างเท่าเทียมกัน

พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัย แต่ไม่ส่งเสริมกระจายความเจริญทางการศึกษาให้คนภาคเหนือและภาคอีสานเท่าที่่ควร เพราะมัวแต่ทำนโยบายตอบสนองแต่พวกนักธุรกิจมากเกินไป จนลืมช่วยเหลือคนอีสานและคนเหนือเท่าที่ควร จึงทำให้คนเหนือและคนอีสาน เขาเลยไม่วิเคราะห์อย่างลึกซึ้งว่าควรเลือกพรรคไหน?

คนสองภาคนี้เขาแค่คิดง่ายๆว่า พรรคไหนให้เขามากที่สุด เขาก็เลือกพรรคนั้น เขาคิดกันแค่นี้แหล่ะ

จึงทำให้ที่ผ่านมาคนอีสานส่วนใหญ่ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย จึงไม่ชอบพรรคประชาธิปัตย์มานานแล้ว

และแทนที่พรรคประชาธิปัตย์จะส่งเสริมระบบโลจิสติก พัฒนาการขนส่งระบบรางให้เจริญยิ่งขึ้น ให้มีไปทั่วประเทศ เช่นรถไฟฟ้ารางคู่ เพื่อที่พวกปลาทะเลจะได้ส่งไปขายทางภาคเหนือ และทางภาคอีสานได้ในราคาถูกลง คนเหนือ คนอีสานจะได้กินปลาทะเลได้มากขึ้น (สินค้าอื่นๆก็จะได้ค่าขนส่งถูกลงด้วย)

แต่ที่ผ่านมาหลายสิบปี พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่คิดส่งเสริมการขนส่งระบบรางเป็นพรรคแรก ๆ

ขนาดรถไฟฟ้าบีทีเอสรถไฟฟ้าสายแรกของคนไทย ก็เป็นการริเริ่มส่งเสริมให้เกิดขึ้นโดยพลตรีจำลองสมัยเป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพของพรรคพลังธรรม ที่พยายามให้มีรถไฟฟ้าบีทีเอสเกิดขึ้น

พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่อยู่นาน หรือที่เรียกว่า แก่เพราะอยู่นานนั่นแหละ (ปชป.ไม่เคยสนใจกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคเท่าที่ควรจะทำมากว่า 65 ปี ก็เท่า ๆ อายุพรรคนั่นแหล่ะ)

เพราะพรรคประชาธิปัตย์ขัดขวางความเจริญมาตลอด ตั้งแต่สมัยท่านสมัคร สุนทรเวชเคยเสนอเรื่องให้ไทยมีรถไฟฟ้าใต้ดินแล้วเมื่อ 30 กว่าปีก่อน แต่ก็มีพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งพรรคประชากรไทยในสมัยนั้น ก็ขัดขวางไว้

---------------------------------------------------

เพราะพรรคประชาธิปัตย์ เกาไม่ถูกที่คัน

พรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาก็แจกเงิน 2,000 บาทให้คนที่อยู่ในระบบประกันสังคมฟรี ๆ แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็โดนด่าในเรื่องนี้ เพราะชาวนาชาวไร่ที่เขาก็ลำบากกว่า แต่เขาไม่ได้อะไรเลยจากเงินแจกเหล่านี้

ผมเคยเขียนเรื่องพรรคประชาธิปัตย์แจกเงิน แจกได้โง่มาก สู้รัฐบาลญี่ปุ่นเขาแจกไม่ได้ ญี่ปุ่นเขาแจกเงินได้ฉลาดกว่าที่พรรคประชาธิปัตย์แจกมากๆ

แนะนำอ่าน รัฐบาลประชาธิปัตย์แจกเงิน2พันบาทดีมั้ย??

--------------------------------------------

แล้วนโยบายแจกเงินผู้สูงอายุของประชาธิปัตย์ก็เหมือนกัน เป็นนโยบายที่ดีมาก แต่ดันแจกเดือนละแค่ 500 บาท แม้จะดี แต่มันน้อยไป แถมช่วงแรกทำคนแก่สับสน เงินก็ออกล่าช้า

แล้วเป็นไง สุดท้ายนโยบายช่วยคนแก่ของประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้ช่วยให้คนแก่ลงคะแนนให้ประชาธิปัตย์สักเท่าไหร่ ที่คนแก่ในต่างจังหวัดเขาก็ไม่ค่อยลงคะแนนให้ประชาธิปัตย์ เพราะให้เงินเขาแค่ 500 บาทมันน้อยไป ก็ข้าวของมันแพงจะตาย!!

กลายเป็นว่าโดนคนแก่บ่น ว่า ให้มาแค่นี้ ยังไม่พอค่ารถไปหาหมอในตัวจังหวัดเลย ให้มาแบบกระปริบกระปรอยแบบนี้ คนแก่บอกเสียอารมณ์ไปโน่น!!

พรรคเพื่อไทยเขาฉลาดกว่า เขามาโฆษณาว่า คนแก่อายุ 60 เขาจะให้600บาท อายุ70เขาก็ให้700บาท ถ้าเกิน80 เอาไปเลยคนละพัน!!

เป็นไงล่ะครับ คนแก่ได้ยินแบบนี้ก็เฮ สิครับ

ถ้าเป็นแบบนี้ ก็สมควรแล้วที่พรรคประชาธิปัตย์จะแพ้พรรคเพื่อไทย

----------------------------------------

รู้ทั้งรู้ว่าชาวบ้านเขาหลงเชื่อว่า เศรษฐกิจยุคทักษิณดี??

แทนที่รัฐบาลประชาธิปัตย์จะเน้นในจุดนี้ให้จะจะ โจ่งแจ้ง ให้ประชาชนเชื่อว่ายุคประชาธิปัตย์เศรษฐกิจก็ดีเหมือนกัน

สุดท้าย กลายเป็นว่า คนไทยทั้งประเทศเลยเชื่อกันว่า ยุคประชาธิปัตย์คือยุคข้าวยากหมากแพง นั่นเอง

----------------------------

ผมเขียนบทความ แนะนำพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องการแก้ปัญหาข้าวยากหมากแพงไว้ หลายบทความมาก

แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่นำพา

สุดท้าย แม้แต่ผมเอง ก็ยังไปเลือกเสี่ยชูวิทย์เบอร์ 5 กับเขาเหมือนกัน 555!!


---------------------------

(แนะนำอ่าน วิธีเลือกตั้งที่สร้างความปรองดอง?)

วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ผิดหวังอาจารย์สุขุม กรณีโหวตโน




ที่ผมบอกว่าผิดหวังก็คือ อาจารย์สุขุม นวลสกุล ซึ่งเป็นนักวิชาการนักพูดที่ผมนิยมชมชอบมาก อีกทั้งอาจารย์สุขุม ก็เป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่สื่อมวลชนให้การยกย่องประหนึ่งเป็นกูรูทางด้านการเมืองไทยลำดับแรกๆของวงการ

ทีนี้เรื่องมันเกิดมาจาก ตอนเช้ามืดผมจะชอบดูรายการช่วยคิดช่วยทำทางช่อง3 ของคุณศิริบูรณ์แทบทุกเช้า และที่ผมชอบมากสุด ก็จะเป็นวันที่รายการเชิญอาจารย์สุขุมทั้งสองคนมาออก คิออาจารย์สุขุม เฉลยทรัพย์ แห่งสวนดุสิตโพล กับอาจารย์สุขุม นวลสกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาตร์ ม.รามคำแห่งมาออกในทุกวันพุธ

แต่เมื่อเช้าวันพุธที่29 มิ.ย.54ที่ผ่านมา รายการร่วมมือร่วมใจ ก็เชิญท่านอาจารย์สุขุมทั้งสองท่านมาออกตามปกติ ซึ่งช่วงแรกของรายการก็มีสกู๊ปเกี่ยวกับคำถามเรื่องการโหวตโน โดยให้อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ออกมาพูดถึงเรื่องการกาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน ว่ามีผลอย่างไร

ซึ่งอาจารย์ปริญญา กลับบอกว่า กาไปก็ไม่มีผลใดๆทางการเมือง แค่มีไว้ให้คนรักษาสิทธิเท่านั้น

และพอจบสกู๊ป ก็ตัดกลับเข้าไปในรายการ ทีนี้คุณศิริบูรณ์ก็พยายามจะพูดย้ำว่า การโหวตโน ไม่มีความหมาย กาไปก็เสียคะแนนไปเปล่าๆ ซึ่งอาจารย์สุขุมทั้งสองก็ไม่ได้มีท่าทีคัดค้านเรื่องนี้

ผมน่ะไม่สนหรอก ถ้าอาจารย์ปริญญาผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายจะออกมาอธิบายอะไรมั่วๆ

แต่ที่ผมสนก็คือ อาจารย์สุขุม นวลสกุล เพราะว่ามีประชาชนฟังและเชื่อถือคำพูดของอาจารย์สุขุมมาก หากท่านไม่แม่นกฏหมาย(เพราะท่านไม่ใช่นักกฏหมาย) ท่านก็ไม่น่าจะออกความเห็นชี้นำไปในทางที่ผิด ซึ่งไม่ตรงตามเจตนารมย์ที่กฏหมายบัญญัติไว้

แถม!!ในเช้าวันศุกร์ที่1ก.ค.54 รายการช่วยคิดช่วยทำ ก็ยังได้เชิญ2อาจารย์สุขุม มาออกรายการเป็นกรณีพิเศษอีกครั้ง เนื่องด้วยใกล้ถึงวันเลือกตั้ง

คุณศิริบูรณ์ก็ยังย้ำอีกว่า การโหวตโนจะทำให้เสียคะแนนไปเปล่าๆ เพราะไม่มีผลอะไร??

อาจารย์สุขุม นวลสกุลก็ยังช่วยสำทับเข้าไปซ้ำอีกว่า ถ้าคนไปโหวตโนมากๆ มากจนชนะ จะมีคนเอาไปอ้างได้ว่า คนไทยไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตยอันนี้จะไม่ค่อยดี

ซึ่งตรงนี้ อาจารย์สุขุม นวลสกุล ท่านคงเริ่มตกยุคไปแล้ว เพราะท่านไม่เข้าใจนิยามของการโหวตโนในระบอบประชาธิปไตยที่ทั่วโลกเขาก็มีใช้กัน ซึ่งท่านยังเอาอ้างใช่ในทางที่ผิดๆ

อีกทั้งในตอนเย็นวันเดียวกัน อาจารย์สุขุม ก็ไปออกรายการเจาะข่าวเด่น กับสรยุทธ อาจารย์สุขุมก็ยังจะย้ำว่า โหวตโนอาจเป็นการปฏิเสธประชาธิปไตย ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่อย่างที่อาจารย์สุขุมพยายามจะบอก

แต่ก่อนที่ผมจะอธิบายต่อไป ผมอยากให้คุณผู้อ่าน ดูพ.ร.บ.เลือกตั้งฯทั้งปี2550 และปี2554 ในมาตราที่88 นั้นเหมือนกัน ตามนี้



ส่วนใครอยากไปอ่านฉบับเต็มๆ ก็ไปอ่านได้ที่เว็บนี้ http://www2.ect.go.th/download.php?Province=nongkhai&SiteMenuID=7640


---------------------------------------


คุณผู้อ่าน อ่านมาตรา88 ในพ.รบ.เลือกตั้ง ทั้งปี50 และปี54 พอจะเข้าใจมั้ยครับ??

ถ้ายังไม่เข้าใจ ผมจะยกคำอธิบายของศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และอดีตนายกสมาคมรัฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ที่มีไว้ดังนี้

ศ.ดร.ธีรภัทร์ ระบุว่า กรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งจะได้รับการเลือกตั้งก็ต่อเมื่อได้ผ่านหลักเกณฑ์เงื่อนไขสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ คือ ผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งต่อเมื่อได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และผู้สมัครจะต้องได้รับคะแนนเลือกตั้งมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือโหวตโน ซึ่ง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ฉบับที่ 2 ปี 2554 มาตรา 27 และ 28 ที่แก้ไขมาตรา 88 และ 89 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้งปี 2550 ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจน

โดยมาตรา 88 ใหม่ บัญญัติไว้สำหรับกรณีที่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งคนเดียวต้องเข้าหลักเกณฑ์เงื่อนไขทั้งสองประการข้างต้น และหากไม่เข้าหลักเกณฑ์เงื่อนไขดังกล่าวก็จะต้องมีการเลือกตั้งรอบสอง และหากการเลือกตั้งรอบสองยังไม่ผ่านหลักเกณฑ์เงื่อนไขทั้งสองประการข้างต้นอีก ก็จะต้องมีการเลือกตั้งรอบสาม และการเลือกตั้งรอบสามนี่เองที่ไม่ต้องอาศัยหลักเกณฑ์เงื่อนไขทั้งสองประการ ผู้สมัครได้รับคะแนนจำนวนเท่าใดก็ตามขอให้มีเพียงคะแนนเดียวก็ถือว่าได้รับเลือกตั้ง

V

V

ผมขอแปลความให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ถ้าผู้สมัครได้คะแนนแพ้คะแนนไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือแพ้คะแนนโหวตโน ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่!! โดยสามารถจัดการเลือกตั้งใหม่ได้ถึง3ครั้ง

จริงๆแล้วกฏหมายในเรื่องนี้ ยังบัญญัติไว้ไม่ดีพอ เพราะไม่ได้ห้ามคนที่แพ้คะแนนโหวตโน ลงเลือกตั้งอีก

แต่ผมขอสรุปตรงนี้คร่าวๆไว้ก่อนแล้วกันว่า คะแนนโหวตโนมีผลทางกฏหมาย เพียงแต่ตอนนี้กฏหมายที่มีอยู่ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะทำให้คะแนนโหวตโนมีอำนาจน่าเกรงขามเหมือนอย่างในประเทศอื่นๆ

-----------------------------------------

สิ่งที่ผมปรารถนาในอนาคตต่อไป คือผมอยากให้แก้กฏหมายเกี่ยวกับคะแนนโหวตโนให้มีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ซึ่งผมได้เคยไปโพสความเห็นไว้ที่ ผจก. ซึ่งมีคนเห็นด้วยตามนี้

กดที่รูปเพื่อขยาย


"ถ้าประชาชนไม่ชอบพรรค ไม่ชอบผู้สมัครในเขตนั้นๆ แล้วโหวตโนชนะในเขตนั้นๆ ก็ต้องมีการเลือกตั้งในเขตนั้นใหม่อีกครั้ง
พอให้มีการเลือกตั้งซ่อมในเขตนั้นใหม่ พรรคเดิมที่แพ้โหวตโน ต้องไม่มีสิทธิลงในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนั้นด้วย"


แต่นั่นเป็นความเห็นสั้นๆ ที่ผมอยากให้ประชาชนไทยมีช่องทางอำนาจในการเลือกผู้แทนได้มากกว่าในปัจจุบัน

ประชาชนควรมีโอกาสเลือกคนที่เขาคิดว่าดีที่สุดเข้าไปทำงานเพื่อบ้านเมือง ไปเป็นตัวแทนของเขาในสภา

ไม่ใช่!!เป็นอย่างทุกวันนี้ ที่ประชาชนเหมือนถูกมัดมือชก ให้จำใจต้องเลือกไอ้คนที่เลวน้อยที่สุด!!เข้าไปเป็นตัวแทนพวกเขา

ผมหวังว่าต่อไปจะมีการแก้กฏหมายให้ การโหวตโนให้เป็นเสมือนอาวุธกำจัดนักการเมืองเลวๆได้ดียิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น ในเขตหนึ่ง  มีแต่พรรคการเมืองห่วยๆทั้งนั้น ส่งผู้สมัครไร้คุณภาพมาให้ประชาชนเลือก ซึ่งประชาชนเห็นแล้วว่า มีแต่ไอ้พวกกลุ่มอำนาจเดิมๆ หน้าเดิมๆ ประชาชนก็เลยกาไม่ประสงค์จะลงคะแนนให้ใคร

ถ้าคะแนนโหวตโนในเขตนั้นๆ เอาชนะคะแนนของผู้สมัครจากทุกพรรคได้ ผมก็อยากให้พรรคที่แพ้คะแนนโหวตโน หมดสิทธิ์ส่งคนจากพรรคตัวเองมาลงเลือกตั้งใหม่ในเขตนั้นๆอีก

เท่ากับว่า ประชาชนได้กำจัดพรรคการเมืองที่แย่ๆออกไปได้ แล้วเปิดโอกาสให้พรรคใหม่ๆที่ยังไม่เคยส่งคนลงในเขตนั้นๆได้ส่งคนมาให้ประชาชนเลือกแทน

ถ้าเป็นแบบที่ผมว่าได้จริง คะแนนโหวตโน ก็เปรียบเสมือนอาวุธกำจัดพวกนักการเมืองน้ำเน่า หน้าเดิมๆ ให้ออกไป และเปิดโอกาสให้นักการเมืองหน้าใหม่ๆ จากพรรคใหม่ๆ ได้เข้าสภาแทน "ใช้น้ำดีไล่น้ำเสีย"

-----------------------------------

ถ้าคุณผู้อ่านยังจำได้ เมื่อปี49 ประชาชนก็เคยสั่งสอนพรรคการเมืองโกงกิน ด้วยการโหวตโนมาแล้ว ยังจำได้มั้ยครับ??

บทความบทนี้ ผมเขียนเพื่อต้องการเรียกร้องให้คะแนนโหวตโน เป็นอาวุธสั่งสอนนักการเมืองเลวๆ ไม่อยากให้ประชาชนที่ไม่รู้กฏหมายเข้าใจผิดว่า คะแนนโหวตโน ไม่มีผลทางกฏหมาย หรือคะแนนโหวตโน เป็นการไม่เอาประชาธิปไตย ซึ่งนั่นคือความเข้าใจที่ผิดอย่างมาก!!

ผมหวังว่า ในอนาคตกฏหมายไทยจะกำหนดบทบาทคะแนนในช่องไม่ประสงค์เลือกใคร ให้มีอำนาจและพลังมากกว่าในปัจจุบันครับ การเมืองไทยจะได้พ้นวงจรอุบาทว์สักที





แนะนำอ่าน ยุคมิคสัญญีกับการเลือกตั้งไทย!!


ผู้ติดตาม