วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เจตนาที่แท้จริงของโทษประหารชีวิตที่คุณอาจไม่เคยรู้




จากกรณีการประหารชีวิตนักโทษรายล่าสุดของไทยในรอบ 9 ปี พ.ศ. 2560

แม่ของเด็ก ม.5 ที่ถูกแทง 24 แผลจนเสียชีวิต บอกว่า ทำใจยังไม่ได้ที่สูญเสียลูก

แต่พอนักข่าวถามถึง ผู้ต้องหาถูกประหารชีวิตไปแล้ว รู้สึกยังไง

แม่ของเด็ก ม.5 ตอบว่า ก็ขออโหสิกรรมให้เขา เพราะเขาก็ได้ตายชดใช้ความผิดไปแล้ว

--------

ผมมองว่า คดีรุนแรงฆ่ากันตายต่าง ๆ จนเหยื่อเสียชีวิต

ที่ผ่านมา คนเป็นพ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่รู้สึกเหมือนไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะตัวเองต้องสูญเสียคนที่รักไปตลอดกาล

ในขณะที่คนร้ายกลับยังมีชีวิตอยู่ แล้วเผลอ ๆ อาจได้ออกจากคุกในเวลาไม่นาน

จึงมีผู้ที่สูญเสียจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจอโหสิกรรมให้คนร้ายได้ เพราะเหมือนตัวเองยังไม่ได้รับความยุติธรรมจากสังคมและกฎหมาย

แต่เมื่อคนร้ายถูกประหารชีวิตไปตามโทษทัณฑ์ทางกฎหมายแล้ว ญาติของเหยื่อผู้สูญเสียถึงได้รู้สึกว่า พวกเขายังพอได้รับความเป็นธรรมบ้าง

ก็เลยเริ่มรู้สึกปล่อยวางได้ เริ่มจะอโหสิกรรมให้คนร้ายได้ ไม่งั้นญาติของเหยื่ออาจต้องทนทุกข์ทรมานใจไปตลอดชีวิต

เพราะไม่สามารถอโหสิกรรมให้คนร้ายและกระบวนการยุติธรรมเฮงซวยนี้ได้

-----------

เจตนาของการประหารชีวิตจริง ๆ จึงไม่ใช่หวังให้คนกลัวการกระทำผิดเท่านั้น

แต่เจตนาหลักของการประหารชีวิตจริง ๆ ก็คือ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมของทุกคนทุกชีวิตที่ต้องสูญเสียอย่างเท่าเทียมกันให้ได้มากที่สุด

แต่พวกเพี้ยนที่ชอบปกป้องฆาตกรมากกว่าเห็นใจคนดีที่ตกเป็นเหยื่อ

เพราะภาษีชาติมีไว้ปกป้องชีวิตคนดี ไม่ใช่มีไว้เลี้ยงดูฆาตกรโหดให้อยู่เปลืองภาษีของคนดีนาน ๆ ในคุก

----------------

ปัญหาอาชญากรรมรุนแรงในไทย เหตุเพราะไม่ลงโทษอย่างจริงจัง

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประเทศไทยเพิ่งประหารชีวิตนักโทษจนถึงวันนี้ไปแค่ 320 คนเท่านั้น

หา !! ผ่านมา 80 กว่าปี จากประชากร 20 ล้านคน จนมีประชากร 72 ล้านคน ไทยเพิ่งประหารนักโทษไปแค่ 300 กว่าคนเท่านั้นเองรึ

ผมว่า ตัวเลขนี้มันบอกเลยว่า นี่คือ ปัญหาของประเทศไทย นั่นคือ ถ้าไทยคิดจะใช้โทษประหารชีวิต ก็ต้องใช้ให้มันจริงจัง แบบที่พวกประเทศโลกมุสลิมเขายังใช้

แต่ที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้แบบกล้า ๆ กลัว ๆ มาตลอด จนคุกล้นแออัด

หรือแม้แต่ประเทศญี่ปุ่น เขาก็ยังใช้โทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคออยู่ในปัจจุบัน อ้างอิง https://bit.ly/2JRR7Zj

พวกแอมเนสตี้ทั้งหลาย อย่ามาอ้างตัวเลขการวิจัยในต่างประเทศว่า โทษประหารไม่ได้ช่วยให้คดีอาชญากรรมรุนแรงลดลง

ผมเคยเขียนในบทความเก่าว่า

"ไทยเราควรทดลองจริง ด้วยการใช้โทษประหารอย่างจริงจังไปสัก 10 ปีดูสิ แล้วมาดูกันว่า จะช่วยลดจำนวนคดีอาชญากรรมรุนแรงลงได้ไหม ก็เพราะนิสัยคนไทยไม่เหมือนชาติใดในโลกโว้ย อย่ายกตัวเลขวิจัยต่างชาติมาใช้กับสังคมไทย"

การที่อ้างผลวิจัยในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่คือในประเทศที่เจริญแล้วโดยเฉพาะในยุโรป เขาย่อมได้ผลวิจัยว่า โทษประหารชีวิตไม่มีผลในการลดจำนวนอาชญากรรมรุนแรงลง

นั่นเป็นเพราะ ประเทศที่เจริญเหล่านั้น เขาได้ผ่านจุดวิกฤติของสังคมที่นิยมความรุนแรงไปแล้ว เพราะประชาชนมีการศึกษาดีขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันดีพร้อมมากกว่าประเทศไทย เมื่อมีความกินดีอยู่และอยู่ในสภาพแวดล้อมดีกว่า ความเครียดและความรุนแรงในสังคมจึงลดลงตามลำดับ

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศของทวีปยุโรปจึงมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม เคารพกฎหมายดีอยู่แล้ว

ดังนั้นผลแห่งการลงโทษประหารจึงไม่มีผลอะไรต่อวิถีชีวิตของประเทศที่ผู้คนส่วนใหญ่มีความเจริญทางจิตใจและรู้จักหน้าที่พลเมืองดีอยู่แล้ว

แต่ประเทศไทยทุกวันนี้ ยังไม่ไปถึงจุดนั้น เพราะคนไทยจำนวนมากยังละเมิดกฎหมายเป็นว่าเล่นโดยไม่รู้สึกผิด  เช่นกฎหมายจราจร ยังไม่เคารพสิทธิของคนอื่น ยังเอาแต่สิทธิของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่รู้จักหน้าที่พลเมืองดี

ซึ่งที่ผ่านมา 9 ปีที่ประเทศไทยไม่มีการลงโทษประหารชีวิตเลย ก็ไม่ทำให้อาชญากรรมรุนแรงของไทยลดลง แถมมากขึ้น ๆ รุนแรงขึ้นทุกวัน




ขอฝากไปถึง พวกแอมเนสตี้ต่อต้านโทษประหาร Amnesty International Thailand ว่า

ตัวอย่าง กรณีนักโทษประหารรายล่าสุดนี้ เขามีโอกาสได้โทรคุยกับเมียสั่งเสียก่อนตายร่วมชั่วโมง ได้เลือกอาหารมื้อสุดท้ายที่อยากกิน แถมได้ตายแบบไม่ทรมาน สภาพศพสมบูรณ์ ให้พ่อแม่นำกลับไปทำพิธีทางศาสนา

ในขณะที่เหยื่อ ต้องตายด้วยสภาพศพถูกแทง 24 แผล ตายอย่างทุรนทุราย เพราะดิ้นรนหนีความตาย ต้องหมดอนาคตที่จะได้เลี้ยงดูตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ทั้งที่เป็นนักเรียนเรียนดี เป็นนักกีฬาของโรงเรียน และควรมีอนาคตที่ยาวไกลเป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ

พวกแอมเนสตี้ทั้งหลาย พวกคุณลองมีลูกชายที่ถูกฆ่าตายแบบถูกแทง 24 แผลก่อนสิ หรือมีลูกสาวที่ถูกข่มขืนฆ่าก่อนสิ ถึงค่อยเสือกออกมาเรียกร้องให้ไว้ชีวิตฆาตกรที่ฆ่าลูกของพวกคุณ

---------------------

นช. ธีรศักดิ์ หลงจิ ถูกลัดคิวตายหรือไม่

ซึ่งแม่ของนักโทษประหารรายล่าสุด เธอไม่ได้พูดคัดค้านการมีโทษประหารเลยนะ

แต่เธอสงสัยว่า

ยังมีนักโทษคดีรุนแรงกว่าลูกชายของเธออีกตั้งหลายคน (คงหมายถึงต้องโทษประหารเหมือนกัน) แต่ทำไมต้องมาประหารลูกชายของเธอก่อน ??

แม่ของ นช. กล่าวทิ้งท้ายว่า หรือเป็นเพราะครอบครัวของเรายากจน ?

นั่นสิ คำถามนี้มันก่อให้เกิดความสงสัยว่า รัฐกำลังเลือกปฏิบัติหรือเปล่า ?

ทำไมถึงประหารนักโทษรายนี้ก่อน ทั้ง ๆ ที่มีนักโทษรอประหารอยู่อีกหลายคนก่อนหน้านี้

แต่ความเป็นจริงที่ผมได้รับคำตอบมาแบบไม่เป็นทางการจากการสอบถามผู้รู้มาว่า

เป็นเพราะนักโทษรอประหารคดีสิ้นสุดก่อนหน้านี้ เป็นนักโทษที่อยู่ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์ส่งเรื่องทูลเกล้า ฯ ขอพระราชทานอภัยโทษให้นักโทษประหารทุกราย แต่ทางสำนักพระราชวัง ไม่มีการตอบกลับมา เรื่องจึงค้างอยู่อย่างนั้น

และเมื่อรัชกาลที่ 9 สวรรคต ก็เลยทำให้เรื่องทูลเกล้า ฯ ขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษประหารเหล่านี้ เลยเสมือนต้องรอเรื่องที่ค้างต่อไป (เสมือนรอดการประหารไปเลย เว้นแต่มีการส่งเรื่องใหม่อีกครั้ง)

ส่วนกรณีการประหารนักโทษรายล่าสุด เป็นเรื่องที่กรมราชทัณฑ์เพิ่งจะส่งเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษในรัชสมัยของรัชกาลที่ 10 แต่เรื่องถูกส่งตีกลับมาอย่างเดิม (โดยไม่มีพระราชวินิจฉัย)
.
แปลความโดยธรรมเนียมปฏิบัติว่า กรณีนี้ไม่มีการพระราชอภัยโทษลงมา จึงยืนตามคำพิพากษาศาลดังเดิม

ผิดถูกอย่างไร กรมราชทัณฑ์จะมาแก้ไขชี้แจงได้นะครับ

--------------------

พระพุทธเจ้ากับบทลงโทษทางกฎหมาย

สมัยพระพุทธเจ้าทรงไม่แตะเรื่องบทลงโทษตามกฎหมายของบ้านเมือง

เพราะบทลงโทษทางกฎหมายเขามีกำหนดไว้อยู่ก่อนแล้ว เพื่อให้คนเกรงกลัวการกระทำผิด

แล้วถ้าใครละเมิดก็ต้องถูกลงโทษไปตามกฎหมาย เพราะมันคือ กฎกติกาของสังคม

อย่างเรื่องโทษประหารชีวิตของไทย ผมอยากเตือนสติคุณผู้อ่านทุกคนว่า

เราอย่ายินดีหรือสะใจในการประหารชีวิตนักโทษคนนั้น ๆ เพราะมันจะเป็นบาปแก่เราเอง (จงไม่ยินดีในการฆ่า)

แต่ให้เราวางใจเป็นกลาง เป็น อุเบกขา ว่า

"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"



ผู้ติดตาม