วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เหตุผลที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45





"เราผลิตอาวุธนิวเคลียร์ไปทำไม ถ้าไม่เคยได้ใช้มัน
แล้วเราเอากองทัพสหรัฐอเมริกาไปคุ้มครองโลกตรงนั้นตรงนี้ทำไม เสียทั้งเงิน เสียทั้งกำลังพลมากมายทั้งนั้น เราจะไปคุ้มครองให้เขาฟรี ๆ ไปทำไม"

คือ ทรัมป์ กำลังบอกว่า การผลิตอาวุธนิวเคลียร์มันเปลือง ถ้าไม่ใช้ก็ไม่ต้องผลิต ขีปนาวุธนิวเคลียร์ลูก ๆ นึง ราคาลูกละร่วมพันล้านบาท

แล้วที่ส่งกองทัพสหรัฐฯ ไปคุ้มครองชาวบ้านฟรี ๆ ทำไปทำไม มันไม่คุ้ม
ต่อไปถ้าใครอยากให้สหรัฐอเมริกาไปคุ้มครอง ก็ช่วยจ่ายเงินมา

อีกนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ถูกใจชาวอเมริกัน ก็คือ ทรัมป์มีนโยบาย ดึงสินค้า USA กลับมาผลิตในประเทศ เพื่อให้คนอเมริกันจะได้มีงานทำ

เช่น ไอโฟนจะไปผลิตที่จีนทำไม กลับมาผลิตที่ USA สิ

เฉกเช่น ลีวายส์แท้ต้อง เมดอินยูเอสเอเท่านั้น

เพราะจะมี คนอเมริกันชาตินิยมที่จะยอมซื้อไอโฟนราคาแพงกว่า เพื่อให้คนอเมริกันจะได้มีงานทำ

ส่วนไฮโซทั่วโลก เขาจะซื้อรสนิยมโดยไม่สนใจเรื่องราคา

เช่น ไอโฟนจะมี 2 เกรดราคา คือ Made in USA จะราคาแพงกว่าไอโฟนที่ Made in China

เพราะเขาจะขายความเป็น made in usa

ต่อไป บริษัทที่นำสินค้ากลับมาผลิตในอเมริกาอีก จะได้รับการลดหย่อนภาษีเป็นพิเศษ (ทรัมป์ประกาศลดภาษีให้ 15%) ส่วนสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ไอโฟนที่ผลิตในจีนจะถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เป็นต้น

อย่างบริษัทรถยนต์ของสหรัฐอเมริกาเองหลายยี่ห้อ ที่ออกไปผลิตรถยนต์ในต่างประเทศ แล้วส่งกลับมาขายในสหรัฐอเมริกาเอง ทรัมป์ก็จะเพิ่มภาษีรถยนต์นำเข้าพวกนี้เช่นกัน

แม้แต่รถยนต์สัญชาติอื่น ๆ ถ้ามาผลิตในสหรัฐอเมริกา เพื่อทำให้คนอเมริกันมีงานทำ ก็จะได้รับการลดภาษีเช่นกัน

นี่แหละนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ที่โดนใจอเมริกันชน

----------------------

เหตุผลที่นางฮิลลารี คลินตัน แพ้

ก็เพราะ ฮิลลารี เธอดูฉลาดลึกเกินไป ไอ้ฉลาดลึกแบบนี้ คนอเมริกันเขาเริ่มเบื่อแล้ว

เพราะคนประเภทนี้ มักปากไม่ตรงกับใจ แถมนางคลินตันก็มุ่งโจมตีทรัมป์ ในเรื่องดูถูกสตรีเพศ มากจนเกินไป

กลับทำให้ผู้หญิงอเมริกัน แทนที่จะชอบนางคลินตัน กลับเป็นยิ่งเบื่อเธอมากขึ้น

แล้วผลงานของพรรคเดโมแครตที่ผ่านมา ก็ไม่เห็นจะทำอะไรเพื่อลดความไม่เท่าเทียมกันทางเพศลงเลย

ส่วนทรัมป์ ที่แม้จะโดนโจมตีเรื่อง เคยพูดจาดูถูกสตรีเพศ แต่เขาก็ยอมรับผิดและได้ขอโทษประชาชนแล้ว

คนอเมริกัน เลยคิดมุมกลับว่า ไม่แน่นะ คนที่เคยถูกโจมตีเรื่องดูถูกผู้หญิง เขาก็อาจเป็นคนที่จะดำเนินนโยบายเพื่อผู้หญิงเป็นการแก้ตัวที่เคยทำผิดก็ได้

เอากับคนอเมริกันเขาสิ แหม !!!

------------------

นโยบายโดนใจของทรัมป์ ที่โดนใจคนอเมริกันมากที่สุด

ก็นโยบายเรื่อง ต่อต้านการก่อการร้าย และจำกัดการเข้าประเทศของผู้อพยพ และพวกลักลอบหลบหนีเข้าเมือง

โดยเฉพาะจะควบคุมผู้อพยพเข้าเมืองชาวมุสลิมให้เข้มข้นมากขึ้น

นโยบายนี้เอง ที่ทำให้คนอเมริกันส่วนใหญ่ชอบมาก แม้แต่ชาวอเมริกันมุสลิมเอง ก็เชียร์ทรัมป์ ในประเด็นนี้

เพราะทุกคนต้องยอมรับความจริงว่า พวกผู้อพยพมุสลิมจะมักมีพวกก่อการร้ายแฝงตัวเข้ามาด้วย

"ผมจะทำให้สหรัฐอเมริกาปลอดภัยมากขึ้น ผมจะทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง"  คำพูดของนายโดนัลด์ ทรัมป์


"อย่าได้ถามว่า สหรัฐอเมริกาจะให้อะไรกับท่าน แต่ควรคิดว่า ท่านจะทำอะไรให้สหรัฐอเมริกาบ้าง" คำพูดของอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟเคเนดี้

นี่แหละมั้ง ที่อเมริกันชน เขายึดไว้ในใจเสมอว่า ประเทศต้องมาก่อนเสมอ

(ผมหวังว่า ทรัมป์คงไม่โดนเป่าหัวแบบ JFK ก็แล้วกัน เพราะคนที่เกลียดทรัมป์แบบเข้าเส้นมีเยอะเหลือเกิน)

---------------------

ก่อนจบ ผมขอบอกว่า


ประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีสมุดลับเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่งที่จะมีเพียงประธานาธิบดีอ่านได้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น

และเมื่ออ่านแล้ว ประธานาธิบดีจะต้องสาบานว่า อ่านแล้วจะต้องเก็บเรื่องราวในหนังสือเป็นความลับตลอดชีวิต

และต้องสาบานว่า จะต้องทำตามหลักการในหนังสือเล่มนี้สั่งไว้อย่างเคร่งครัดโดยซื่อสัตย์ที่สุด

ซึ่งสมุดเล่นนี้ จะมีเพียงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ที่เขียนข้อความเพิ่มลงไปได้

ดังนั้น ไม่ว่าใครมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นโยบายหลักของประเทศสหรัฐอเมริกาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงแน่นอนครับ



ก่อนหน้านี้ มีข่าวลือเล่น ๆ กันว่า ถ้าทรัมป์ ได้เป็น ปธน.ยูเอสเอ จริง ๆ กองทัพสหรัฐอเมริกาอาจทำรัฐประหารครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติก็ได้

(แต่ผมมีความลับจะบอก สาเหตุที่นางคลินตันแพ้ เพราะเธอเคยตบหน้าประธานาธิบดีบิล คลินตัน ขณะยังดำรงตำแหน่งจนหน้าแดง จากกรณีโมนิก้า ลูวินสกี้ แต่เธอไม่ยอมรับว่า เธอได้ตบหน้าประธานาธิบดี คนอเมริกันเลยคิดว่า เธอคือจอมโกหก !? อันนี้เอาฮานะครับ อิอิ)

คลิกอ่าน ทำไมชาวอเมริกันส่วนใหญ่เลือกฮิลลารี แต่ผลเลือกตั้งกลับแพ้ทรัมป์



วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ยี่ห้อไหนดีที่สุด




มีกระทู้ถามกันประจำในเว็บบอร์ดหลายแห่งว่า น้ำมันเชื้อเพลิงยี่ห้อไหนดีที่สุด

สำหรับผมใช้แต่รถยนต์เครื่องยนต์เบนซิน จึงไม่สามารถตอบได้ในกรณีน้ำมันดีเซล ว่ายี่ห้อไหนดีที่สุด

แต่ถ้าถามถึงน้ำมันสำหรับเครื่องยนต์เบนซินยี่ห้อไหนดีที่สุด

ผมตอบได้ทันทีว่า น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ของคาลเท็กซ์ นั่นคือ คาลเท็กซ์เทครอนแก๊สโซฮอล์ 95 คือน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดในขณะนี้

ที่ผมเขียนบทความนี้ ขอรับรองด้วยสัจจะว่า ผมไม่ได้รับค่าโฆษณาหรือจะไปช่วยโปรโมทให้คาลเท็กซ์แต่อย่างใด

แต่เพราะผมใช้น้ำมันคาลเท็กซ์เทครอนแก๊สโซฮอล์ 95 มาหลายปี จึงกล้าฟันธงว่าดีที่สุดในขณะนี้ เพราะลองมาทุกยี่ห้อแล้วก็ไม่ดีเท่าคาลเท็กซ์เทครอน



ที่ผมว่า คาลเท็กซ์เทครอนดี ก็เพราะเติมแล้วอัตราการเร่งดี รู้สึกได้ทันทีว่าเครื่องยนต์เกียร์อัตโนมัติเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็ว ไม่อืด ขับลื่นดีมาก ๆ ซึ่งเป็นผลให้ประหยัดน้ำมันและทำให้หัวฉีดเครื่องยนต์ไม่อุดตันได้ง่าย

แต่ถ้าจะถามว่า มีคาลเท็กซ์เทครอนแก๊สโซฮอล์ 95 ดีที่สุดในตลาดตอนนี้ยี่ห้อเดียวเหรอ ?

ผมขอตอบว่า ที่จริงยังมีอีกยี่ห้อครับที่คุณภาพน้ำมันดีพอ ๆ กัน นั่นก็คือ เชลล์วีพาวเวอร์ไนโตรแก๊สโซฮอล์ 95 ครับ



เพียงแต่ว่า ราคาขายของเชลล์วีพาวเวอร์ไนโตรแก๊สโซฮอล์ 95 จะแพงกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ทุกยี่ห้อถึงลิตรละ 4 บาทโดยประมาณ

ก็ไม่รู้เชลล์จะขายให้แพงกว่าชาวบ้านไปมากมายทำไมขนาดนั้น เพราะของแพงกว่าใช่ว่าจะดีกว่าเสมอไป

ดังนั้น แม้น้ำมันเชลล์วีพาวเวอร์ไนโตรแก๊สโซฮอล์ 95 จะมีคุณภาพดี แต่เมื่อเปรียบเทียบกับราคาแล้ว ก็ไม่คุ้มที่จะเติมครับ

ผมขอสรุปเลยว่า ถ้าคุณอยากได้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่ทำความสะอาดระบบหัวฉีดได้ดี ขับลื่น ประหยัดน้ำมันดี ก็ต้องคาลเท็กซ์เทครอนแก๊สโซฮอล์ 95 ตอนนี้ดีที่สุด

----------------

อ้อ ที่ผมเชียร์คาลเท็กเทครอน ก็เพื่อจะให้น้ำมันยี่ห้ออื่น ๆ พัฒนาคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น อย่าเอาเปรียบผู้บริโภคจนเกินไป

นี่คือเจตนาที่เขียนบทความนี้ครับ อยากเขียนมาหลายปีแล้วล่ะ

คุณผู้อ่านไม่ต้องเชื่อผม เพราะนี่คือความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น แค่ใช้แล้วดี ก็ชอบ ก็ต้องชื่นชม เลยอยากบอกต่อเท่านั้น

แต่ปัญหาที่สำคัญของคาลเท็กซ์ในตอนนี้ก็คือ หาปั๊มคาลเท็กซ์เติมได้ยากมาก ไม่รู้เพราะการแบ่งปันผลประโยชน์แก่เจ้าของปั๊มให้น้อยไปหรือไม่ ?

เพราะขนาดปั๊มคาลเท็กซ์แถวบ้านผม ที่ตอนนี้จู่ ๆ ๆ ก็ดันเปลี่ยนเป็นยี่ห้อกลายเป็นปั๊มเอสโซ่ไปเสียแล้ว


วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เหตุผลง่ายๆ ที่ควรรับรัฐธรรมนูญ คสช. 7 สิงหา




วันที่ 7 สิงหาคม 2559 คือวันลงประชามติจะรับร่างรัฐธรรมนูญ คสช. ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ หรือไม่

ถ้าคุณผู้อ่านพอจะตามข่าวบ้าง ก็คงจะรู้ว่า พวก นปช. หรือพวกเสื้อแดง รวมทั้งพวกที่แอบอ้างตัวว่าเป็น กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารให้ คสช. ปวดกระบาลเล่นเป็นระย ๆ นั้น กลุ่มคนต่าง ๆ เหล่านี้ต่างประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คสช. อย่างแน่นอน

จากที่ผมวิเคราะห์ เหตุผลสำคัญที่สุดจากหลาย ๆ เหตุผลที่กลุ่มคนสองกลุ่มนี้กล่าวอ้าง เหตุผลที่แท้จริงของพวกนี้ก็คือ กูขอต่อต้านทุกอย่างที่เป็นผลิตผลของรัฐบาลเผด็จการ คสช. ส่วนเหตุผลอื่น ๆ ที่อ้างมาไม่ใช่เหตุผลสำคัญเลย

แปลง่าย ๆ ว่า พวกนี้เขาต่อต้าน คสช. จึงต้องต่อต้านรัฐธรรมนูญของ คสช. ด้วย คงเพื่อหวังผลทางการเมืองต่อไป

ซึ่งจะมีอะไรต่อไปนั้น ก็ไว้รอดูว่า ประชามติโหวตโนที่พวก นปช. และพวกกลุ่มแอบอ้างเป็นกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ต้องการนั้นจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่

-------------------------

วานนี้ 27 ก.ค. 59 นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแถลงว่า เขาขอไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คสช. นี้เช่นกัน

ส่วนเหตุผลนั้น ใครใคร่ฟังนายอภิสิทธิ์แถลง ก็ไปหาฟังหาอ่านกันเอาเอง

แต่สำหรับผม ใหม่เมืองเอก ไม่ได้สนใจเหตุผลของนายอภิสิทธิ์เลย รู้แค่เขาประกาศไม่รับ รธน. ก็เท่านั้น

------------------------

เมื่อควายแดงไม่รับ พวกล้มเจ้าไม่รับ หน.แมลงสาบไม่รับร่าง รธน. 7 สิงหา

พวก นปช. ถูกเรียกจากฝ่ายตรงข้ามว่า พวกควายแดง

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีฉายาว่า พรรคแมลงสาบ ตามที่ฝ่ายตรงข้ามชอบเรียก ดังนั้น นายอภิสิทธิ์ ก็คือ หัวหน้าพรรคแมลงสาบ โดยปริยาย

ส่วนพวกแอบอ้างเป็นพวกกลุ่มประชาธิปไตยใหม่นั้น ถ้าเราตามข่าวคนกลุ่มนี้มาบ้าง ก็จะรู้ว่า พวกนี้สายล้มเจ้าทั้งสิ้น

แต่ที่เหมือนกันของทั้ง 3 กลุ่มข้างต้นก็คือ ต่างประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คสช. ทั้งสิ้น

------------------

เหตุผลง่าย ๆ ที่คุณควรจะโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ คสช. ก็คือ

ถ้าใครเกลียดหรือไม่ชอบควายแดง ก็ควรโหวตรับร่าง รธน. 7 สิงหา ซะ เพื่อความสะใจ

หรือถ้าใครเบื่อพลพรรคแมลงสาบ หรือเบื่อพวกดีแต่พูด ก็ควรโหวตรับร่าง รธน. 7 สิงหา ซะ เพื่อความสะใจ

แล้วถ้าใครเบื่อไอ้พวกหน้าแก่ แต่ชอบอ้างเป็นนักศึกษา แถมชอบแอบอ้างประชาธิปไตยหากิน อย่างไอ้จ่านิว อีอั้มเนโกะ และบรรดานักศึกษาสายล้มเจ้าศิษ๋ย์หงอกเจียม หรือศิษย์ชาญวิทย์ หรือศิษย์ตัวอื่น ๆ

คุณก็ควรโหวตรับร่าง รธน. 7 สิงหา ซะ เพื่อความสะใจ เช่นกัน

สรุปแบบขำ ๆ ในชั้นต้นว่า ถ้าคุณเบื่อพวก 3 กลุ่มนี้ ก็เลือกรับ รธน.ไปเถอะ

เพราะอะไรที่ 3 กลุ่มคนน่าเบื่อและเป็นตัวปัญหานี้ไม่ชอบเหมือน ๆกัน แสดงว่า มันต้องเป็นเรื่องดีมาก ๆ แหง ๆ 555

----------------------



ส่วนเหตุผลที่ผม ใหม่เมืองเอก จะโหวตรับร่าง รธน. 7 สิงหา

คือ คนส่วนใหญ่ในประเทศไทย แทบไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญ คุณผู้อ่านเชื่อไหม ?

ดังนั้น การออกไปโหวตรับหรือไม่รับ รธน. 7 สิงหาคมนี้นั้น จึงเป็นการโหวตของคนที่ไม่เคยอ่าน รธน. เกือบทั้งสิ้น (ซึ่งรวมทั้งผมด้วย)

แต่ถ้าใครเคยดูรายการเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทางโทรทัศน์ตอนเย็น ๆ บ้าง ก็น่าจะเห็นว่า ข้อดีของ รธน. ฉบับนี้ก็มีอยู่พอควร

ประเทศไทยผ่านการล้มรัฐธรรมนูญมา 18 ฉบับแล้ว ถามว่า มันเคยแก้ปัญหานักการเมืองโกงได้หรือไม่ ?

คำตอบคือ ไม่ได้เลย

ก็เพราะปัญหาประเทศไทยจริง ๆ ที่สำคัญที่สุด มันไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ แต่มันอยู่ที่สันดานของคนต่างหาก

แน่นอน รัฐธรรมนูญก็พยายามจะเขียนอุดช่องโหว่ต่าง ๆ เพื่อให้นักการเมืองโกงยากขึ้น แต่ก็ยังไม่เคยสำเร็จ

รัฐธรรมนูญ คสช. 7 สิงหา นี้ก็เช่นกัน พยายามเขียนอุดช่องโหว่ที่ผ่าน ๆ มาเพื่อให้นักการเมืองสันดานศรีธนญชัยพยายามหาช่องทางทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องได้ยากขึ้น

ถามว่า รัฐธรรมนูญ คสช.  7 สิงหานี้จะแก้ไขปัญหาสันดานนักการเมืองไทยได้ไหม

ผมตอบได้เลยว่า ผมก็ไม่รู้ แต่เชื่อว่า ไม่น่าจะแก้ไขสันดานได้เหมือน รธน.ที่ผ่าน ๆ มานั่นแหละ แต่คิดว่านักการเมืองก็คงหาช่องทางยากขึ้นกว่าเดิมแน่ ๆ พวกนักการเมืองถึงได้ดิ้นกันนักที่จะไม่รับ รธน. 7 สิงหา ฉบับนี้

แต่เท่าที่รู้คร่าว ๆ รธน.ฉบับนี้บทลงโทษเรื่องคอร์รัปชันจะหนักขึ้น และเอาผิดง่ายขึ้น (เชื่อว่าดีขึ้นกว่าฉบับปี 40 และปี 50)

แต่สำหรับผม ผมไม่สนใจประเด็นเนื้อหารัฐธรรมนูญ หรือ สนใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะปราบโกงได้หรือไม่ เท่าใดนัก

แต่ผมเลือกที่จะโหวตรับรัฐธรรมนูญ มีเพียงเหตุผลง่าย ๆ อย่างเดียวคือ โหวต ๆ ไปเถอะ มันจะได้จบ ๆ ไป เพราะรัฐบาลต้องเสียงบประมาณจ้างคนมาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องเสียเงินค่าทำประชามติ 7 สิงหาคม หมดเงินไปเป็นพันล้านบาทแล้ว

รัฐบาลเองก็อยากจะให้ประชาชนลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปซะ จะได้ไม่เสียงบประมาณชาติไปฟรี ๆ

ผมเองก็ไม่อยากให้ต้องไปจ้างคนมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีก ไม่อยากให้เสียเงินทำประชามติไปเปล่าประโยชน์

ก็เลยคิดว่า โหวต ๆ รับไปซะ จะได้จบ ๆ จะได้ไม่ยืดเยื้อ เพราะยังไง ๆ รัฐธรรมนูญมันก็ไม่ใช่ของวิเศษที่จะมาแก้สันดานนักการเมืองไทยได้อยู่แล้ว

แล้วเราจะไปโหวตไม่รับ รธน. ไปทำไมให้ยุ่งยากล่ะ มันเปลืองงบประมาณเข้าใจไหม ถ้าต้องไปร่าง รธน. ใหม่อีก

แถมถ้าไม่รับร่าง รธน. 7 สิงหา เดี๋ยวพวกที่ต้องการออกมาป่วนชาติ ยิ่งได้ใจหาเหตุออกมาสร้างความปั่นป่วนชาติให้เซ็งอีก

แถมยังมีคนจรจัดหนีคุกรอใช้เรื่องคว่ำ รธน. ฉบับนี้เพื่อดิสเครดิต คสช. ผ่านสื่อรับจ้างเขียนข่าวในต่างประเทศอีกด้วย

คือผมเบื่อจริง ๆ ไอ้พวกป่วนชาติแอบอ้างประชาธิปไตยเนี่ย งั้นก็รับ ๆ รธน. ไปซะ พวกเราจะได้มีการเลือกตั้งไปตามแผนที่วางไว้แต่แรก

--------------------

สว. บางส่วนมาจากการแต่งตั้ง

คือ ประเทศอังกฤษ ประเทศแม่แบบประชาธิปไตย เขาก็มี สว.ที่มาจากการแต่งตั้งเหมือนกัน

แต่อังกฤษเขาไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรให้ล้มแล้วล้มอีกแบบของไทย

เพราะสันดานนักการเมืองและสันดานประชาชนของอังกฤษ เขามีจิตสำนึกประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้ว ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด

ส่วนคนไทย นักการเมืองไทย ทหารไทย เอะอะอะไรก็โทษรัฐธรรมนูญ ดังนั้นที่บ้านเมืองเรามันเฟะแบบนี้ ประเด็นปัญหาจริง ๆ จึงไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ

แต่มันอยู่ที่สันดานของคนไทยต่างหาก จริงไหม ?

สำหรับผมนะ ผมคิดว่า การที่มี สว.แต่งตั้งบางส่วนในระยะแรก ๆ ก็น่าจะดี จะได้เหมือนมีผู้ใหญ่มาคอยดูแลไม่ให้นักการเมืองไทยเล่นการเมืองตามอำเภอใจจนชาติพังง่าย ๆ อีก

ก่อนจบบทความ ผมจึงขอสรุปว่า

ในเมื่อปัญหาชาติจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ ดังนั้นก็ควรไปโหวตรับ รธน. 7 สิงหาคมกันเถอะครับ จะได้ไม่เสียงบประมาณชาติไปเปล่า ๆ อีก และจะได้ไม่เปลืองงบประมาณชาติเยอะไปกว่านี้อีกครับ 555

--------

เสริม

ประเด็นที่นายอภิสิทธิ๋ ติงเรื่อง รธน. เอาผิดนักการเมืองโกงว่า เปิดโอกาสให้ผู้ต้องคดีทุจริตยื่นอุทธรณ์ได้

แสดงว่า นายอภิสิทธิ์ไม่เข้าใจเลยว่า นี่มันคือกระบวนการยุติธรรมตามหลักสากล

ปัญหาเรื่องนี้จริงๆ ไม่ได้อยู่ที่มีการยื่นอุทธรณ์หรือไม่

หากต่อไปกำหนดให้คดีนึกการเมืองทุจริต ต้องตัดสินให้เสร็จภายใน 1 ปีทุกคดี ถึงเปิดโอกาสให้ยื่นอุทธรณ์ได้ ก็ไม่ใช่ปัญหา

เพราะปัญหาจริง ๆ คือคดีที่ล่าช้าต่างหาก คือ ความไม่ยุติธรรม



วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ข้อคิด เมื่อแฟนหรือคนรักตายจากไป




เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสถิติอุบัติเหตุทางรถยนต์สูงมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก จึงมีคนที่ต้องตายก่อนวัยอันควรเป็นจำนวนมาก

รวมถึงโรคภัยที่เกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและอาหารการกินอันก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้มีคนไทยที่ตายก่อนวัยอันควรเช่นกัน

ดังนั้นจึงมีแฟนหรือคนรักของใคร ๆ หลาย ๆ คน ที่ต้องตายจากกันเป็นจำนวนมากตามไปด้วย

บทความนี้มีชื่อว่า "ข้อคิด เมื่อแฟนหรือคนรักตายจากไป" ผมจะเน้นเนื้อหาเฉพาะแฟนหรือคนรักกันที่ยังไม่แต่งงานกันไม่ได้เป็นผัวเมียกันเป็นสำคัญนะครับ

ส่วนกรณีสามีหรือภรรยาที่ตายจากกัน ก็จะเป็นประเด็นรอง

โดยบทความจะเน้นไปที่ฝ่ายผู้หญิงที่เป็นฝ่ายสูญเสียคนรักไป เป็นหลัก เพราะผู้หญิงมักจะเป็นฝ่ายยึดมั่นในความรัก และมักปิดกั้นความรักครั้งใหม่ที่จะเกิดในอนาคต

ส่วนฝ่ายชายที่สูญเสียแฟนหรือคนรักไป ไม่ค่อยมีปัญหาในการเปิดใจใหม่เท่าไหร่

------------

คือพอดีผมได้ดูคลิปรายการวู้ดดี้ ได้ไปสัมภาษณ์คุณจุ๊บ แฟนสาวของดีเจโจ้ อัครพล ดีเจชื่อดังที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งเมื่อร่วม ๆ 10 ปีที่ผ่านมา

ดีเจโจ้จีบคุณจุ๊บ ตั้งแต่คุณจุ๊บ อายุแค่ 16 ปีเท่านั้น โดยในตอนนั้นดีเจโจ้อายุ 28 ปี ซึ่งในตอนแรกคุณจุ๊บ บอกว่ายังไม่ได้ชอบดีเจในทันทีหรอก เพราะหน้าตาไม่ถูกสเปค

แต่เพราะความจริงใจ และความสม่ำเสมอของดีเจโจ้ จึงทำให้คุณจุ๊บ รักดีเจโจ้ในที่สุด

และเมื่อดีเจโจ้เสียชีวิตไปแล้วในวัย 34 ปีเมื่อ 10 ปีก่อน คุณจุ๊บก็ยังรักดีเจโจ้มาจนวันนี้ ทั้งยังเก็บรูปและสิ่งของสำคัญส่วนตัวของดีโจ้ไว้ทั้งหมด รวมทั้งรูปถ่ายเก่า ๆ ที่เคยถ่ายกับดีเจโจ้เอาไว้

คุณจุ๊บ ได้บอกว่า ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เธอไม่ได้ปิดกั้นที่จะมีใครเข้ามาจีบ ซึ่งก็มีผ่านเข้ามาเรื่อย ๆ แต่เมื่อคนที่มาจีบมาเห็นรูปที่คุณจุ๊บถ่ายคู่กับดีเจโจ้ ผู้ชายที่มาจีบก็มักจะถามว่า เคยเป็นแฟนของดีโจ้เหรอ?

คุณจุ๊บ ก็บอกโดยไม่ปิดบังว่า ใช่ เธอเป็นแฟนดีเจโจ้ และรักดีเจโจ้ที่สุด ไม่มีใครมาแทนดีเจโจ้ได้ ซึ่งถ้าใครรับได้ก็แล้วไป แต่ถ้าใครรับไม่ได้ก็ไม่ควรคบกัน




จากการดูคลิปรายการสัมภาษณ์คุณจุ๊บ ผมคาดว่า ณ ตอนที่สัมภาษณ์เมื่อปี 2558 คุณจุ๊บคงยังไม่มีแฟนหรือคนรักใหม่

สาเหตุบางประการที่อาจจะมีส่วนทำให้ผู้ชายที่เข้ามาจีบคุณจุ๊บต้องเลิกราไป อาจเพราะเขาคงทำใจรับไม่ได้ที่คุณจุ๊บ บอกว่า เธอยังรักดีเจโจ้มากที่สุด และจะไม่มีใครมาแทนที่ดีเจโจ้ได้ตลอดไป


ส่วนคำแนะนำในเรื่องนี้ของผม สำหรับผู้ชายที่คิดจะมาจีบคุณจุ๊บในอนาคต

การที่คุณจุ๊บ บอกว่า เธอยังรักดีเจโจ้มากที่สุด และไม่มีใครแทนที่ดีเจโจ้ได้นั้น

ผมอยากจะบอกว่า ความรักที่มีต่อคนรักที่ตายจากไปแล้ว มันจะยังคงอยู่ในใจเธอเสมอและตลอดไปแน่นอน เพียงแต่ว่า มันไม่ได้แปลว่า เธอจะรักใครใหม่อีกไม่ได้ หรือไม่ได้แปลว่า เธอจะรักผู้ชายคนใหม่ให้มากที่สุดอีกไม่ได้

แน่นอนคงไม่มีใครมาแทนที่ใครได้หรอกครับ รักครั้งใหม่ไม่อาจแทนที่รักครั้งเก่าได้ เพราะมันคนละคนกัน ก็ย่อมแตกต่างกัน แต่ไม่ใช่ว่า เธอจะรักใครหมดหัวใจแบบคุณโจ้อีกไม่ได้

เพียงแต่ความรู้สึกดี ๆ ความทรงจำดี ๆ ความรักที่คุณจุ๊บยังมีให้แก่ดีเจโจ้นั้น มันยังคงอยู่ในใจเธอไปตลอดเท่านั้นเอง

ดังนั้นผู้ชายที่คิดจะมาจีบคุณจุ๊บ จึงควรเข้าใจเธอ เห็นใจเธอให้มาก และต้องใจกว้างครับ ถึงจะเรียกว่า รักเธออย่างจริงใจเช่นกัน

โดยให้ลองคิดในมุมกลับกัน ด้วยหลักใจเขาใจเรา เช่น ถ้าคุณมีแฟนสาวที่คุณรักมากที่สุดตายจากไปก่อนวัยอันควร คุณก็คงจะรักเธอตลอดไปเช่นเดียวกันจริงไหม และมันก็จะเป็นความรักที่เก็บอยู่ในความทรงจำดี ๆ ของคุณตลอดไปจริงไหม

แต่ชีวิตคนเราต้องดำเนินต่อไป การจะไปจมอยู่กับความรักกับคนที่ตายไปแล้วนั้นไม่ผิด แต่ก็ไม่ควรถึงกับปิดกั้นความรักครั้งใหม่ที่อาจทำให้ชีวิตของคุณมีความสุขยิ่งขึ้นไปในอนาคตก็เป็นได้

"เพราะรักแท้ไม่ได้จะมีได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นครับ" คำกล่าวนี้คือความจริง เชื่อผม !!

เพียงแต่ว่า รักแท้อันเดิมก็ยังคงอยู่ต่อไป แต่อาจแปรเปลี่ยนไปเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน ไม่ใช่รักแบบหญิงกับชายแบบเดิมอีก

ผมจึงมีข้อแนะนำสำหรับใครก็ตามที่สูญเสียคนรักไปก่อนวัยอันควร แล้วได้พบเจอรักครั้งใหม่ ควรทำตามคำคมนี้ครับ



ถ้าตามหลักการเวียนว่ายตายเกิด ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว แปลว่า เขาสิ้นบุญและสิ้นเวรกรรมในชาตินี้ไปแล้ว และเขาก็จะไปเกิดหรือจุติในภพภูมิใหม่ในทันที เขาไม่ได้รับรู้อะไรอีกแล้วในชาติที่ผ่านมา เพราะมันจบไปแล้ว

ดังนั้นคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ก็ควรให้ความสำคัญกับคนรักที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยกันในปัจจุบันจะดีกว่า

หากเราทำให้คนรักในปัจจุบันเสียใจ ก็เท่ากับก่อบาปกรรมต่อกัน แต่ถ้าเราทำให้คนรักในปัจจุบันสุขใจ ก็เท่ากับก่อกุศลกรรมต่อกัน

"ทำดีต่อคนที่ยังอยู่ ย่อมดีกว่าทำดีกับคนที่ตายไปแล้ว"

ส่วนหลักศาสนาพุทธ ก็สอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่จมอยู่กับอดีต

ปล่อยวางความรักในอดีต ก็แค่วางลง ไม่ยึดติดเท่านั้น แต่ความรักก็ยังคงอยู่ตลอดไป

-----------------------

บังเอิญผมไปเจอกระทู้ดี ๆ ที่พันทิพ มีคนตั้งกระทู้ว่า

"ถ้าแฟน/สามี/คนรัก เสียชีวิต คุณจะมีคนใหม่หรือไม่คะ? หรือว่า จะไม่มีใครอีกเลยตลอดชีวิตคะ? อยากรู้ความเห็นค่ะ"

http://pantip.com/topic/33869084

กระทู้นี้มีคนตอบได้ดีมาก ๆ อยู่หลายความเห็น

ก่อนอื่น ผมขอแยกแยะความหมายของคำภาษาไทยให้ชัดนะครับ เพื่อไม่ให้สับสนในการสื่อสารอย่างชัดเจนในบทความ

แฟน ควรหมายถึง คนรักที่ยังไม่เคยมีอะไรกัน ไม่ได้อยู่กินกัน ไม่ได้แต่งงานกัน

ผัว หรือ เมีย ควรหมายถึง ได้เสียกันแล้ว

สามี หรือ ภรรยา หมายถึง แต่งงานจดทะเบียนสมรสได้เสียกันแล้ว

คือ คนไทยมักเรียกคำว่า แฟน กันจนงง จนสับสนว่า ตกลงยังเป็นแค่แฟน หรือ เป็นผัวเมีย หรือ เป็นสามีภรรยา กันแน่ เพราะชอบใช้คำว่า แฟน แบบเหมารวมจนงงในสถานะไปหมด


มีความเห็นในกระทู้นี้ ถ้าในกรณียังเป็นแค่แฟนเท่านั้น ยังไม่เคยได้เสียมีอะไรกัน ผมชอบความเห็นที่ 57 มากที่สุด เพราะได้เขียนไว้ว่า

"แฟนดิฉันก็เพิ่งตายคะ ถามว่าต้องการรักเขาตลอดไป ดิฉันขอตอบว่า ใช่คะ จะรักเขาตลอดไป เขาจะอยู่ในหัวใจ เป็นความทรงจำที่สวยงาม แต่ดิฉันยังมีชีวิตคะ ยังมีรัก โลภ โกรธ หลงคะ ยังมีความต้องการ แต่ ถ้าจะมี ก็ขอคนที่ดีกว่า แฟนเก่า หรือ ผู้ชายที่สามารถทำให้ดิฉันรักได้หมดใจอีกครั้งคะ แต่ถ้าอยู่คนเดียวได้ ไม่ตาย ก็อยู่ไปคะ ใช้ชีวิตและทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และ ปล่อยไปตามความรู้สึก อย่าปิดกั้น มีความสุขกับปัจจุบัน ที่สำคัญอย่าจมปลักกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว พอ!"


ส่วนในกรณีที่เป็นผัวเมีย สามีภรรยา ผัวเมียได้เสียกันแล้ว อยู่กินกันแล้ว ผมชอบอยู่ 2 ความเห็น คือ ความเห็นที่ 3 และความเห็นที่ 4

ความเห็นที่ 3 เขียนไว้ว่า

"ความคิดส่วนตัวนะคะ ถ้าสามี/แฟน/คนรัก ถ้าอยู่กินด้วยกันแล้ว เกิดเสียชีวิต
คิดว่าคงไม่มีแล้วละค่ะ เพราะตอนที่เลือกคนนี้ คิดที่จะหยุดกับคนนี้ ก็ไม่อยากมีอีกแล้วละค่ะ (โลกส่วนไปไหมค่ะ)
คงแล้วแต่คนด้วยค่ะ ถ้ารักคนนี้จริงๆ ก็ไม่มีแล้วละค่ะ ถึงแม้จะมีคนดีแค่ไหนเข้ามา อยากทำให้ตัวเองมีค่าบ้างค่ะ
ไม่ใช่ผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่อยากเสียตัวหลายครั้งค่ะ
ความเห็นส่วนตัวนะค่ะ ขึ้นอยู่กับคนแต่ละคนด้วยละค่ะ"


ความเห็นที่ 4 เขียนไว้ว่า

"ต้องดูปัจจัยหลักๆหลายข้อค่ะ
1.อายุของเราตอนนั้นมากรึยัง ถ้าแก่ชนิดเลข 5 ขึ้น คงไม่สนใครแล้วค่ะ
2.มีลูกมั้ย ถ้ามี จะสาวแค่ไหนคงไม่มองใครค่ะ คนอื่นเขาไม่มีทางมารักลูกเราเท่าเรา ตัดปัญหาเลยจบ ไหนจะที่อีกฝ่ายมาตะขิดตะขวงใจหรือหาประโยชน์จากเราอีก
3.ถ้าอายุไม่มากและยังไม่มีลูก ก็คงอาจจะแค่คบเป็นแฟนค่ะ คงไม่แต่งงานเป็นทางการอีกรอบแน่"

-----------------

ยกตัวอย่างกรณี แจ็ค กับ โรส ในไททานิค




ผมอยากยกกรณีตัวอย่างจากภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค เวอร์ชัน แจ็ค กับ โรส

แจ็ค กับ โรส มีรักแท้ที่จริงใจต่อกัน แต่ก่อนที่ แจ็ค จะเสียชีวิตนั้น

แจ็ค ได้บอกกับโรส เพื่อให้โรสสัญญากับเขาว่า "คุณจะเอาชีวิตรอดเพื่อผม คุณจะไม่ยอมแพ้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะสิ้นหวังอย่างไร”

โรส จึงต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่รอด และเธอก็ได้มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขไปจนถึงอายุ 101 ปี แม้เธอจะแต่งงานมีสามีมีลูก แต่โรสก็ไม่เคยเลิกรักแจ็ค แจ็คยังคงเป็นความรักที่แท้จริงของโรสตราบจนโรสสิ้นลมหายใจ

โรส เธอมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขเพื่อแจ็ค นี่แหละที่เรียกว่า การมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าและมีความสุขเพื่อคนที่รักเรา แม้เขาจะตายจากไปแล้ว

เพราะรักแท้ย่อมปรารถนาให้คนที่เรารักมีความสุข ไม่ใช่มัวแต่จมอยู่กับความทุกข์จากการสูญเสียคนรักไปตลอดชีวิต


(ส่วนคำว่า รักเดียวใจเดียว มักใช้ในกรณี คนที่แต่งงานกันแล้ว จดทะเบียนกันแล้ว หรืออยู่กินกันเป็นผัวเมียกันแล้ว ส่วนกรณียังเป็นแค่แฟนกันเท่านั้น ไม่จำเป็นถึงขนาดนั้นหรอกครับ แต่ควรคบเป็นคนๆ ไป)

------------------

บทเพลงของคนที่สูญเสียคนรักตายไปก่อนวันอันควรชอบฟังเป็นอันดับ 1



เท่าที่ผมรู้นะ คนที่สูญเสียคนรักไป ไม่ว่าจะเป็นแฟน หรือ สามี ที่ยังรักกันอยู่ แต่ต้องมาตายจากกัน มักชอบฟังเพลง "รักเธอทั้งหมดของหัวใจ" มากที่สุด

แต่ผมว่า เพลงนี้ออกแนวเศร้ามากไปหน่อย แม้เพลงจะไพเราะมากก็ตาม แต่ดูเหมือนจะทำให้คนฟังมักจมอยู่กับอารมณ์เศร้ามากไป จนถึงขั้นอาจคิดอยากจะตายตามคนรักไปเลยก็ได้

ถ้าให้ผมแนะนำเพลงนะ ผมว่า ถ้าอยากจะฟังเพลงที่แนว ๆ เดียวกัน เนื้อหาใกล้ ๆ เคียงกันนี้ แต่ดูจะมีความสุขมากกว่าเศร้า ฟังแล้วรู้สึกซาบซึ้งดี แนะนำว่าควรฟังเพลงนี้ดีกว่าครับ

เพลง "เธอจะอยู่ในใจฉันตลอดไป" วงแคลช



บทความของผมขอจบลงเท่านี้ หวังว่า ผู้ที่สูญเสียแฟนที่รักไปก่อนวัยอันควร คงจะได้ข้อคิดดี ๆ บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

คลิกอ่าน กฎแห่งความรัก บุพเพสันนิวาสตามหลักพุทธศาสนา



วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ข้อคิดเรื่องโรคหอบหืด กับการเกณฑ์ทหาร




คือเรื่องเป็นหอบหืด แล้วไม่ต้องเป็นทหารเกณฑ์นั้น

อันนี้ถ้าจะดราม่ากัน ก็เถียงกันไม่จบหรอกครับ เพราะถ้ายึดตามระเบียบจริง ๆ โรคหอบหืดก็ไม่ต้องเป็นทหาร (มันเป็นสิทธิของแต่ละคน) 

เพราะถ้าโรคหอบหืดในขั้นรุนแรง มันก็อาจถึงตายได้ง่าย ๆ เช่น อ๊อฟ อภิชาติ พัวพิมล ดาราชายที่จากไปด้วยโรคหอบหืดก่อนวัยอันควร หรือล่าสุด ก็ท่านบรรหาร ศิลปอาชา แต่นั่นก็เพราะท่านอายุมากแล้วด้วย




แต่ประเภทอ้างว่าเป็นหอบหืด แต่ตัวเองกลับเล่นกีฬาเตะฟุตบอลได้สบาย ๆ หรือแสดงหนังบู๊เตะต่อยได้สบาย หรืออดหลับอดนอนกลางป่าเขาเพื่อถ่ายหนังได้กลางแจ้ง หรือประเภทร้องเพลงเต้นเก่งระดับเทพทีละ 3-4 ชม. ซิคแพคกระจาย แต่ดันมาอ้างว่าเป็นโรคหอบหืด เพื่อขอไม่เป็นทหาร

แบบนี้เขาเรียกว่า อะไรนะ ผมไม่อยากเขียนให้กระดาก




ซึ่งจริง ๆ แล้วทั้งหลายทั้งปวง มันก็ขึ้นอยู่ที่จิตสำนึกของเจ้าตัวคนที่จะไปเกณฑ์ทหารเองนั่นแหละมากกว่า

เพราะถ้าอยากเป็นทหารจริง ๆ และอาการโรคหอบหืดก็สงบมาหลายปีแล้ว เสมือนหายแล้ว และอาการก็ไม่เคยกำเริบเป็นถึงขั้นแบบปางตายมาก่อน หลายคนก็เลือกที่จะเข้ารับการคัดเลือก (จับใบดำใบแดง) โดยไม่เอาใบรับรองแพทย์มาบอกทางกองทัพในวันตรวจเลือก เพราะส่วนใหญ่ถ้าอาหารหอบหืดหายดีนานแล้ว เขาก็ไม่มีใบรับรองแพทย์มากันหรอก

แล้วคนส่วนใหญ่ในอดีตเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ถ้าเป็นโรคหอบหืดก็ไม่ต้องเป็นทหารเกณฑ์

โดยที่ผ่านมา หากมีดาราไปเป็นทหาร ทางกองทัพก็มักให้ทำหน้าที่ ๆ สบายกว่าคนอื่น ๆ อยู่พอควร เช่น ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์เชิงบวกให้กองทัพ ออกไปพบปะประชาชนตามท้องที่ต่าง ๆ เป็นต้น

กรณีตัวอย่างที่ผมเคยเจอ คือ พอคนที่เคยเป็นหอบหืดได้ไปเป็นทหารแล้ว ถ้าเจ้าตัวเกิดกลัวโรคจะกำเริบอีกหลังจากทดลองฝึกหนัก แล้วอาจไปต่อไม่ไหว เขาก็จะไปแจ้งกับครูฝึก แล้วเอาใบรับรองแพทย์ไปยืนยันทีหลัง

แล้วหลังจากนั้นทางครูฝึก ก็จะส่งเรื่องทำเรื่องให้ทหารเกณฑ์คนนั้นได้ไปทำงานด้านเอกสาร หรือเป็นพลขับ หรือ คอยรับใช้นายทหาร หรืออื่น ๆ ที่ไม่ต้องฝึกหนักแทน แต่ก็ยังพอมีฝึกระเบียบวินัยแบบทหารบ้างเท่านั้น (กรณีหากเจ้าตัวเลือกที่จะเป็นทหารต่อไปนะ คือจริง ๆ จะโดนปลดประจำการเลยก็ได้)

ส่วนนักกีฬาอาชีพที่เคยเป็นหอบหืดตอนเด็ก ๆ แต่พอมาเล่นกีฬาแล้วหายจากโรคนี้ก็เช่น ดนัย อุดมโชค เป็นต้น

ผมมีเพื่อนหลายคนก็เป็นหอบหืด แต่ก็เรียน รด. ได้ โดยไม่เคยมีอาการกำเริบเลย เพราะการคุมโรคอย่างดีมาหลายปี โรคก็สงบจนเหมือนหายไปแล้ว เพียงแต่ยังทานยาคุมบ้างเล็กน้อยเท่านั้น

ส่วนดาราที่บอกเองว่า เป็นโรคหอบหืดตอนเด็ก ๆ ก็คือ โก๊ะตี๋ อารามบอย เพียงแต่ว่า โก๊ะตี๋ กลับอยากเป็นทหารรับใช้ชาติมากที่สุด เพียงแต่มันเกิดเรื่องฮาขึ้นเท่านั้น

แนะนำอ่าน "เมื่อโก๊ะตี๋ ต้องไปเกณฑ์ทหาร" ตามลิงค์นี้

http://akelovekae.blogspot.com/2014/04/blog-post_10.html


--------------------

เมื่อเสาร์ที่แล้ว ผมได้ชม เจสัน ยัง ให้สัมภาษณ์ในรายการทีวีรายการหนึ่ง

เขาบอกว่า เขาเคยสมัครเข้าเป็นพลทหารในกองทัพเรือ เขาบอกว่า ถ้าให้เขาเล่าว่า การเป็นทหารให้อะไรกับเขาบ้าง เขาบอกว่า เล่าเป็นชั่วโมงก็ไม่จบ

แต่เจสัน ยัง เขาขอบอกสั้น ๆ ว่า "การเป็นทหารสอนให้เขาเป็นอดทนต่อความกดดันต่าง ๆ ในชีวิตได้" 



ใช่เลยครับ ปัญหาของสังคมไทยที่มีปัญหามากในตอนนี้ ก็เพราะผู้คนไม่ค่อยอดทนอดกลั้นกัน

บางทีผมก็นึกนะว่า อยากให้กฎหมายบังคับให้ชายไทยเป็นทหารเกณฑ์ทุกคน ไม่ใช่เพื่อไปรบกับใครหรอก

แต่เพื่อได้ไปฝึกตน ฝึกให้รู้จักความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ฝึกความเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริง เพื่อจะได้พลเมืองที่ดีของประเทศต่อไปในอนาคต

คลิกอ่าน เหตุผลที่ไม่ควรยกเลิกการเกณฑ์ทหารของไทย



วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

รีวิวข้าวปลาผัดขิงเต้าซี่ 7-11 ข้าวกล่องแช่แข็งที่อร่อยที่สุด



ผมเป็นคนนึงที่กินข้าวกล่องแช่งแข็งของเซเว่นอีเลฟเว่นมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม ตั้งแต่สมัยเมื่อเกือบ 20 ปีก่อนน่าจะได้

ข้าวกล่องแช่แข็งของเซเว่นฯ ในยุคแรก ๆ จะเป็นกล่องพลาสติกสำหรับไมโครเวฟอย่างดี ภายในมีข้าวและกล่องกระดาษสีขาวที่ใส่กับข้าวแยกไว้เป็นสัดส่วน

เมื่อแรกเริ่มของข้าวกล่องเซเว่น กล่องจะใหญ่กว่าปัจจุบันมาก ราคาขายตอนนั้นกล่องละ 25 บาท ต่อมาก็ 27 บาท มีข้าว 3 ชนิดที่ขายคือ ข้าวกะเพราหมู ข้าวพแนงหมู และข้าวหมูทอดกระเทียม

แต่พอนานวันเข้า นานวันเข้า กล่องข้าวเซเว่นฯ ก็เริ่มเล็กลง ๆ และไม่ใช่กล่องพลาสติกที่คุณภาพค่อนข้างดีเหมือนอดีต แต่กลายมาเป็นกล่องแบบที่เห็นในปัจจุบัน

---------------

สำหรับบทความนี้ ผมอยากจะแนะนำข้าวกล่องแช่แข็งเซเว่นฯ ที่ผมทานแล้วว่า อร่อยที่สุด ทานมานานก็ไม่เบื่อ

ซึ่งต่างจากข้าวกล่องแช่แข็งชนิดอื่น ๆ ที่กินแล้วยังมีเบื่อได้ เอียนได้

นั่นก็คือ ข้าวปลาผัดขิงเต้าซี่



จริง ๆ แล้วข้าวปลาผัดแบบนี้ เซเว่นฯ ก็เคยออกมาแล้วครั้งนึงในชื่อว่า ข้าวปลาผัดคึ่นช่าย (ถ้าจำไม่ผิด) ในราคากล่องละ 40 บาท

แต่พอขายได้สักพัก ก็หายไปจากเซเว่นอีก

แล้วอีกสักไม่กี่เดือนต่อมา ก็กลับมาใหม่ด้วยรสชาติที่อร่อยกว่าเดิม ในชื่อว่า ข้าวปลาผัดขิงเต้าซี่

ซึ่งผมชอบกินมาก ๆ อาทิตย์นึงก็จะทานประมาณ 2-3 ครั้ง เรื่อยมา ทานแบบนี้นานติดต่อกันมาหลายเดือนแล้วล่ะ เพราะชอบ !!

แม้จะกินมาหลายเดือนก็ยังไม่เบื่อ แตกต่างจากข้าวกล่องแบบอื่น ๆ ที่ถ้าผมทานต่อเนื่องมานาน ๆ จะเบื่อ

ส่วนภายในข้าวกล่อง ข้าวปลาผัดเต้าซี่ เซเว่นอีเลฟเว่น หลังจากเข้าไมโครเวฟแล้วจะมีหน้าตาแบบนี้ครับ



หน้าตาน่าทาน ปลาทอดก็ทอดได้อร่อยดี น้ำราดก็รสชาติดี แต่ผมมักจะใส่ซอสพริกเสริมอีกนิดนึง แล้วเหยาะพริกไทยอีกหน่อย

วิธีเวฟข้าวกล่องชนิดนี้ ผมจะเปิดฝาแล้วใส่น้ำเปล่าลงไปในข้าว และตรงส่วนกับข้าวนิดนึง  เพื่อให้ข้าวนุ่มและขึ้นตัวสวยงาม และใส่น้ำเปล่าตรงส่วนปลาทอดนิดนึงด้วย

โดยผมจะเวฟด้วยความร้อนประมาณ 700 วัตต์ ประมาณ 3 นาที แล้วเวฟต่อด้วยความร้อน 500 วัตต์อีก 1 นาที

ก็จะได้ข้าวกล่องที่หอมอร่อยและนุ่มน่าทานพอดี ๆ

---------------------

ปัญหาที่อยากแนะนำ

ตอนนี้ในเซเว่นฯ หลาย ๆ สาขา ไม่มี ข้าวปลาผัดขิงเต้าซี่ วางจำหน่ายอีก

ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า ทางเซเว่นอีเลฟเว่น จะเลิกผลิตหรือไม่ เริมหาซื้อยากขึ้นทุกวัน

ตอนนี้ผมต้องไปซื้อในเซเว่นอีเลฟเว่นได้เพียงสาขาเดียวที่ยังขายข้าวชนิดนี้อยู่ และต้องขับรถออกไปไกลบ้านพอควร เพื่อจะซื้อข้าวกล่องแช่แข็ง ข้าวปลาผัดขิงเต้าซี่

ผมอยากจะบอกทางเซเว่นอีเลฟเว่นว่า ไม่ควรเลิกผลิตข้าวปลาผัดเต้าซี่เลยครับ เพราะหาข้าวที่เป็นปลา ค่อนข้างหาทานยาก เพราะร้านอาหารตามสั่งที่ไหน ๆ ส่วนใหญ่ก็ขายแต่หมู ไก่ เนื้อ ไม่ค่อยมีปลาขาย

และถึงบางเจ้าจะมีปลาผัดคึ่นช่ายขาย ก็หารสชาติดีจริง ๆ ค่อนข้างยาก

แล้วพวกร้านอาหารตามสั่งก็หามาตรฐานความสะอาดจริง ๆ ได้ยาก !!

ผมเลยไม่ค่อยไว้ใจพวกร้านอาหารตามสั่งเท่าไหร่นัก บางทีก็ขายแพงเกินไป เหมือนเอาเปรียบประชาชน

ทำให้ผมจึงเลือกกินข้าวกล่องเซเว่นฯ เพื่อความสบายใจดีกว่า แฟร์ ๆ ดี แม้ออกจะแพงไปนิด แต่เมื่อเทียบกับค่ากล่อง ค่าแอร์ ค่าพนักงาน และคุณภาพอาหารที่สะอาดพอควร ผมว่า ผมสบายใจที่จะทานข้าวกล่องเซเว่นฯ มากกว่า

โดยเฉพาะข้าวปลาผัดขิงเต้าซี่ของเซเว่นฯ เนี่ย ผมว่า ทางเซเว่นฯ ปรุุงรสชาติออกมาได้ลงตัวมาก รสชาติกำลังดี

ซีพีออลล์ และเซเว่นฯ ควรสนับสนุนให้คนไทยกินปลาเยอะ ๆ

สำหรับความเห็นผมนะ ผมอยากจะบอกว่า ตั้งแต่ทานข้าวกล่องเซเว่นมานานร่วมๆ 20 ปี ผมว่า ข้าวปลาผัดขิงเต้าซี่ คือข้าวกล่องที่อร่อยที่สุดในความเห็นผมครับ 

และถ้าให้ดี ราคาน่าจะขายที่กล่องละ 40 บาทก็พอ ก็จะทำให้รู้สึกคุ้มค่าคุ้มราคาที่สุด

แต่ถ้าเซเว่นเลิกผลิตข้าวปลาผัดขิงเต้าเซี่ ขอบอกว่า น่าเสียดายสุด ๆ



วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

เหตุผลที่ไม่ควรยกเลิกการเกณฑ์ทหารของไทย




พวกที่คัดค้านการเกณฑ์ทหารของประเทศไทย มักคิดว่า นี่คือการบังคับประชาชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกร่าน หรือลิเบอร์ร่าน ที่ชอบแอบอ้างสิทธิมนุษยชนบังหน้า เพื่อพยายามต่อต้านขนบธรรมเนียมประเพณี รวมถึงวัฒนธรมมไทยหลาย ๆ อย่าง

พวกร่านพวกนี้มักต่อต้านการเกณฑ์ทหารของไทยอย่างมาก แล้วพยายามยกเรื่องประเทศอื่น ๆ ในหลาย ๆ ประเทศของโลกว่า เขาได้ยกเลิกวิธีการเกณฑ์ทหารไปนานแล้ว

ผมขอถามว่า จำเป็นด้วยเหรอที่ไทยเราต้องเลียนแบบประเทศอื่น

และพวกร่านที่ต่อต้านการเกณฑ์ทหารนี้เอง ก็มักเป็นพวกที่เกลียดทหาร เพราะทหารปกป้องสถาบันกษัตริย์ไทย ซึ่งพวกร่านบางคนก็เปิดตัวเต็มที่ว่าเป็นพวกล้มเจ้า และบางคนก็เป็นอีแอบล้มเจ้า แต่ใช้วิธีการโจมตีทุกอย่างที่เกี่ยวกับทหารแทน

Royal Thai Armed Forces แปลว่า กองทัพไทย

Royal Thai Army แปลว่า กองทัพบกไทย

Royal Thai Air Force แปลว่า กองทำอากาศไทย

Royal Thai Air Navy แปลว่า กองทัพเรือไทย


สังเกตในภาษาอังกฤษของคำว่า กองทัพไทยทุกเหล่าทัพ จะมีคำว่า Royal ซึ่งหมายถึง เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

เหตุเพราะประเทศไทยคือ ราชอาณาจักรไทย ดังนั้นเพราะทหารไทยต้องมีหน้าที่ปกป้องพระราชาด้วย เพราะกองทัพไทยคือ ทหารของพระราชา

ดังนั้นพวกล้มเจ้าจึงพยายามทำลายทหารไทยทุกทางถ้าสบโอกาสเจอประเด็นโจมตี



--------------

ทำไมไม่ควรยกเลิกการเกณฑ์ทหารของไทย

หากใครที่ชอบคิดตื้น ๆ ก็คงเห็นด้วยว่า ยกเลิกการเกณฑ์ทหารไปก็ได้ แล้วใช้วิธีการเปิดรับสมัครพลทหารแทน

แต่ถ้าคิดให้ลึกซึ้งขึ้นแล้ว คุณจะรู้ว่า การเกณฑ์ทหารนี่แหละดีแล้ว เหมาะแล้ว และไม่สมควรยกเลิกสำหรับสังคมไทยที่ยังมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมอยู่มาก

เพราะการเกณฑ์ทหารนี่แหละ คือ วิธีการอย่างหนึ่งที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้พอควร แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม

ถ้ายึดตามกฎหมายและหลักเกณฑ์จริง ๆ โดยไม่มีการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่นะ

การเกณฑ์ทหาร คือวิธีการที่ทำให้ลูกคนจน ลูกคนรวย ได้มาเท่าเทียมกันในการรับใช้ชาติ เพราะไม่มีใครมีอภิสิทธิ์ที่จะพ้นจากกฎหมายเกณฑ์ทหารได้ ยกเว้น ข้อยกเว้นบางอย่างตามที่กฎหมายกำหนด

จะลูกมหาเศรษฐี ลูกนักการเมือง ไปจนถึงลูกชาวนาชาวไร่ ล้วนจะต้องรับการเข้าเกณฑ์ทหารอย่างเท่าเทียมกัน และเมื่อได้ไปเป็นทหารแล้วก็จะได้อยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมกัน

อ้อ ใครอย่ามาอ้างเรื่องความเหลื่อมล้ำจากการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ล่ะ เพราะนั่นมันผิดกฎหมาย

แต่โดยหลักการ วิธีการเกณฑ์ทหารไทยนี่แหละ ที่ทำให้ลูกผู้ชายไทยทุกคนต้องมารับใช้ชาติไม่ทางใดก็ทางหนึ่งตามหน้าที่

----------------

การจับใบดำใบแดง คือ เสน่ห์ของการเกณฑ์ทหาร

เมื่อหลายเดือนก่อน ผมได้ดูสกู๊ปข่าวของไทยพีบีเอส ที่มีผู้กำกับหนังสารคดีของเกาหลีใต้ ได้เดินทางมาทำสารคดีเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารของไทย

เขาบอกว่า เขาทึ่งมาก ๆ กับการเกณฑ์ทหารของไทย เพราะใช้วิธีการจับใบดำใบแดง ซึ่งเป็นวิธีการเดียวที่มีในโลกที่ใช้วิธีการนี้ (เขาว่าอย่างนั้น)

เขาว่า การจับใบดำใบแดงของคนไทยเหมือนการเสี่ยงโชคนะ แต่ก็เท่าเทียมกันดี เพราะทุกคนมีสิทธิเสี่ยงโชคอย่างเท่าเทียมกัน แถมเขาแปลกใจมาก ที่เวลาจับใบดำใบแดง เสมือนมีงานรื่นเริงที่สนุกสนานมาก ๆ มีทั้งกองเชียร์ มีทั้งกองแช่ง

ซึ่งพอใครจับได้ใบดำก็จะุถูกโห่ จากกองแช่งที่มีจำนวนมากกว่ากองเชียร์จะร่วมกันโห่อย่างเซ็ง ในขณะที่คนที่จับได้ใบดำกลับดีใจลิงโลด

แต่ถ้าใครจับได้ใบแดง กองแช่งที่มีเป็นร้อย ๆ คน มีทั้งหญิงทั้งชายและเพศที่ 3  จะเฮแสดงความดีใจกันลั่น แต่เป็นการดีใจเชิงสมน้ำหน้านะ

มีการร้องรำทำเพลง ตีกลองสนุกสนาน นี่แหละเสน่ห์ของคนไทย ที่สนุกสนานได้ทุกเรื่องจริง ๆ

ใครเคยอยู่ในบรรยากาศการจับใบดำใบแดง ก็จะรู้ว่า สนุกสนานเพียงใด

-------------------

การเรียน รด.

วิธีการเกณฑ์ทหารของไทย เราไม่ได้บังคับโหดร้ายทารุณอะไรเลย แถมยังเปิดโอกาสให้ชายไทยได้ผ่อนผันกันเต็มที่ หากติดเรื่องการศึกษาอยู่ หรือยังไม่พร้อม

แถมยังเปิดโอกาสให้มีผู้สมัครใจรับใช้ชาติได้อย่างเสรี

อย่างในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ ผมเพิ่งเห็นข่าวว่า มีบางจังหวัดก็มีผู้สมัครใจเข้าเป็นทหารเกณฑ์จนเต็มจำนวนที่กองทัพต้องการไปแล้ว

ซึ่งในเขตไหนที่มีผู้สมัครใจเต็มจำนวนที่ต้องการเกณฑ์แล้ว เขตนั้น ๆ ก็ไม่ต้องจับใบดำใบแดงอีก ก็ทำให้คนอื่น ๆ ที่ไม่อยากเป็นทหารก็สบายไปในทันที

นี่แหละ คือความสุดยอดของระบบการเกณฑ์ทหารของไทย

ซึ่งหลังจากชายไทยได้ผ่านการเป็นทหารเกณฑ์จนครบกำหนดแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะได้รับการอบรมเรื่องระเบียบวินัยดีขึ้น เป็นชายที่เป็นลูกผู้ชายที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

แม้การเกณฑ์ทหารจะไม่ได้ทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ถือว่าส่วนใหญ่ที่ปลดประจำการออกมาแล้ว มักจะเป็นคนดีของสังคม และเป็นที่ต้องการของบริษัทห้างร้านต่าง ๆ มากกว่าคนที่ยังไม่ได้เกณฑ์ทหาร

ส่วนใครที่ไม่อยากเป็นทหาร ทางระบบทหารก็เปิดโอกาสให้ได้เรียนนักศึกษาวิชาทหาร หรือเดิมเรียก นักศึกษารักษาดินแดน หรือ เรียน รด.

ซึ่งถ้าความเห็นผมนะ ผมอยากให้บังคับให้นักเรียนชายไทยเรียน รด. ทุกคนเลยด้วยซ้ำ เพราะจะทำให้นักเรียนที่อยู่ต่างโรงเรียนกัน ได้มามีโอกาสเป็นเพื่อนกันได้รู้จักกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความสามัคคีกันมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกนักเรียนช่างกล นี่ยิ่งสมควรบังคับให้มาเรียน รด. ทุกคน เพราะที่ทะเลาะกัน ตีกัน ก็เพราะต่างบ้าสถาบันการศึกษาของตัวเองอย่างผิด ๆ และเพราะความที่ไม่รู้จักกัน จึงทำให้มองสถาบันอื่นเป็นศัตรูไปหมด จึงเกิดการตีกัน ฆ่ากันเกิดขึ้นจนเป็นข่าวทุกปี

แต่ถ้านักเรียนช่างกลถูกบังคับให้มาเรียน รด. ทุกคน ก็จะทำให้รู้จักกัน เป็นเพื่อนกัน และจะได้ปลูกฝังเรื่องวินัย คุณธรรม ความเป็นลูกผู้ชายและความเสียสละเพื่อรับใช้ชาติด้วย

แน่นอน การเรียนการสอนทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น ไม่มีหลักสูตรใดที่ทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ดีกว่า ไม่มีหลักสูตรอบรมสั่งสอนคนเลย

------------

สรุป

ลองคิดดูถ้าไม่มีการเกณฑ์ทหาร ก็จะทำให้โอกาสที่ลูกคนรวย ๆ หรือพวกดารา พวกนักร้อง ยิ่งไม่ต้องมารับใช้ชาติตามหน้าที่ชายไทยเลย

แต่จะกลายเป็นลูกคนจน ที่มีความจำเป็นทางฐานะที่เดิอดร้อน จึงมาอาสารับใช้ชาติไทย สุดท้ายทหารเกณฑ์ไทยก็จะมีแต่ลูกคนจน ๆ เท่านั้น

แล้วการที่ใช้การเกณฑ์ทหาร จึงทำให้ชายไทยจะได้สำนึกในหน้าที่ว่า เกิดมาบนแผ่นดินไทยสมควรตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

หลายคนที่คัดค้านการเกณฑ์ทหารมักบอกว่า ตั้งเงินเดือนทหารเกณฑ์ให้สูง ๆ สิ จะได้มีคนอยากมาเป็นทหารกันเยอะ ๆ แค่นี้ก็ไม่ต้องเกณฑ์ทหารแล้ว

นั่นคือ ความคิดแบบมักง่าย ชุ่ย ๆ เพราะคิดอะไรก็คิดเป็นเงินไปหมด

การเกณฑ์ทหารที่ไม่เลือกว่าใครจะเป็นลูกคนรวย หรือลูกคนจน ก็เพราะต้องการให้ทหารไทยมีจิตสำนึกรักชาติด้วยใจมากกว่าทำไปเพราะเห็นแก่เงิน

แน่นอนเรื่องอัตราผลตอบแทนทหารเกณฑ์ก็ควรได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อให้ทหารเกณฑ์ไม่ยากลำบากเกินไป และจะได้นำเงินเดือนไปช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวได้บ้าง

แต่เรื่องเงินต้องไม่ใช่เรื่องสำคัญไปกว่า เรื่องจิตสำนึกในหน้าที่ครับ

ถามว่า ถ้าวันใดที่ยกเลิกการเกณฑ์ทหารไปแล้ว แล้วเกิดได้จำนวนทหารน้อยกว่าการต้องการของกองทัพจะทำอย่างไร 

อย่าลืมว่า หน้าที่ของทหารไม่ใช่แค่การรบหรือป้องกันประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ทหารมีหน้าที่มากมายในการช่วยเหลือและรับใช้ประชาชน ซึ่งเราคงรู้ ๆ กันอยู่ว่า ในวิกฤติต่าง ๆ มักมีทหารนี่แหละ ที่เข้าไปช่วยเหลือประชาชนก่อนหน่วยงานใด ๆ

หลายคนที่เคยเกลียดการเป็นทหาร แต่พอเข้าไปเป็นทหารจริง ๆ ได้เจอครูฝึกทหารดี ๆ เจอเพื่อนทหารดี ๆ มันสามารถเปลี่ยนทัศนคติที่แย่ ๆ ของเขาที่เคยมีกับทหารไปเลย

เพราะการผ่านการเป็นทหาร เปรียบเสมือนได้ผ่านโรงเรียนของลูกผู้ชายอย่างหนึ่ง

(ส่วนพวกครูฝึกเลว ๆ หรือรุ่นพี่ทหารเลว ๆ กระทำรุนแรงต่อพลทหาร ต้องทำโทษอย่างหนัก เพราะเรื่องนี้คือจุดอ่อนที่คนที่ต้องการให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหารจะยกประเด็นนี้มาโจมตีกองทัพและการเกณฑ์ทหาร) 

(และผมอยากจะบอกอีกว่า แม้แต่สหรัฐอเมริกาที่ไม่มีการเกณฑ์ทหาร แต่เชื่อไหม การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพลทหารกลับมีสูงมากในระดับต้น ๆ ของโลก และพลทหารของกองทัพสหรัฐฯ ที่ปลดประจำการแล้ว ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และเป็นโรคจิตเฉลี่ยสูงมากในอันดับต้น ๆ ของโลกเช่นเดียวกัน ซึ่งเคยมีทั้งสารคดีข่าว รวมทั้งภาพยนตร์ที่เคยมีแผ่ในเรื่องเหล่านี้มาแล้ว)

---------------

องคิดดู ที่สังคมไทยเหลวแหลกอย่างทุกวันนี้ สาเหตุสำคัญเพราะความไม่มีระเบียบวินัยของคนไทย แล้วถ้ายิ่งไปสนับสนุนกิจการที่ส่งเสริมความมีระเบียบวินัยของคนไทยให้เหลือน้อยลง ประเทศไทยเราคงเละเทะยิ่งกว่านี้

อย่าลืมว่า ทุกวันนี้วัยแรงงานไทยเริ่มกลายเป็นพวกหนักไม่เอาเบาไม่สู้ อยากทำงานที่ไม่เหนื่อยแต่มีรายได้สูง ๆ แต่การศึกษาของคนไทยกลับมีค่าเฉลี่ยที่แย่ที่สุดในอาเซียน  จนเป็นประเภท ความรู้ต่ำต้อยแต่รสนิยมสูง

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นช่องทางให้มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานแทนคนไทย ในหลาย ๆ อาชีพ ซึ่งก็ไม่เป็นไร เพราะนั่นมันไม่ใช่งานด้านความมั่นคง

แล้วถ้าไม่มีการเกณฑ์ทหาร เชื่อเถอะว่า ต่อ ๆ ไปคนไทยที่จะอยากมาเป็นทหารก็ยิ่งน้อยลง ๆ เพราะใครล่ะอยากจะมาฝึกความลำบากแถมรายได้น้อย อีกทั้งต้องเสียสละเพื่อปกป้องคนอื่น ๆ ยิ่งนับวัน ๆ สปิริตรักชาติบ้านเมืองของคนไทย กำลังถูกบ่อนทำลายจากพวกแอบอ้างสิทธิมนุษยชนบังหน้า หรือพวกลิเบอร์ร่าน นั่นแหละ

มีเพจต่อต้านการเกณฑ์ทหารมันอ้างว่า พวกดาราดัง ๆ เขาทำเงินวันละเป็นแสน ถ้าเขาต้องถูกเกณฑ์ทหารเป็นปี เขาต้องสูญเสียรายได้เป็นล้าน ใครจะรับผิดชอบ ?

ผมอยากจะบอกว่า การเกณฑ์ทหารนี่แหละครับความเท่าเทียมกันโดยแท้จริง เพราะไม่ว่าคุณจะมีรายได้เดือนละเป็นล้าน หรือมีรายได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำ ก็มีหน้าที่ต้องมาเกณฑ์ทหารโดยเท่าเทียมกันตามกฎหมายทั้งสิ้น

ถ้าต่อไปยกเลิกเกณฑ์ทหารจริง ๆ มันก็อาจจะเหมือนอาชีพใช้แรงงานระดับล่าง ที่ตอนนี้มีแต่ต่างด้าวมาทำงานแทนคนไทย เพราะคนไทยไม่ทำแล้ว งานหนัก ค่าแรงน้อย

หรือว่า ต่อเราต้องไปจ้างคนต่างด้าวให้มาเป็นทหารเกณฑ์แทนคนไทยเหมือนในอาชีพอื่น ๆ ถามว่า มันใช่แล้วหรือ ?

ผมฝากให้คิด


เมื่อก่อนผมเคยถามพ่อว่า ทำไมผู้หญิงไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ?

พ่อผมตอบว่า เพราะผู้หญิงมีหน้าที่เป็นแม่ ต้องอุ้มท้องลูก นี่คือความเสียสละของการเกิดเป็นลูกผู้หญิงอยู่แล้ว

ฉะนั้น ลูกผู้ชายก็ต้องมีหน้าที่ปกป้องผู้หญิง ปกป้องชาติบ้านเมือง เพราะมันเป็นหน้าที่ที่ดีของลูกผู้ชายทุกคน

คำตอบของพ่อผม ทำให้ผมเลยเกทเลย ว่า เราทุกคนที่เกิดมาต่างมีหน้าที่ติดตัวกันมาทุกคน

การทำหน้าที่คือสิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นพลเมืองที่ดีของชาติและสังคม

-------

แถมข้อคิด

คุณพรัญชัย อดิเทพวรพันธ์ เจ้าของค่ายมวย "พรัญชัย" ค่ายมวยไทยยอดเยี่ยม 3 สถาบัน ได้พูดถึงนักมวยไทยไว้ว่า

"ตั้งแต่ผมเกิดมาไม่เคยเห็นลูกคนรวยมาขอเป็นนักมวยไทยอาชีพ ต้องมาฝึกมวยตั้งแต่เด็ก ต้องอดทน ต้องลำบากมาก แถมชกได้ค่าตัวแค่ไม่กี่ร้อย เลยไม่มีลูกคนรวยที่ไหนอยากมาเป็นนักมวยไทยหรอก"

จากคำพูดของเจ้าของค่ายมวยพรัญชัย คุณผู้อ่านลองนำกรณีการเกณฑ์ทหารมาเปรียบเทียบกับการเป็นนักมวยไทยอาชีพ แล้วได้ข้อคิดอะไรไหมครับ

นั่นคือ พลทหาร คือผู้ที่อยู่ในระดับต่ำสุดของกองทัพ ต้องฝึกหนัก ต้องลำบากที่สุดต้องเสี่ยงมากที่สุดในกองทัพ แถมได้ค่าตอบแทนต่ำสุดด้วย

ถ้าไม่มีการเกณฑ์ทหาร สุดท้ายจะมีสักกี่คนที่จะเสียสละมาเป็นพลทหาร ขนาดนักมวยไทยอาชีพก็ยังมีแต่ลูกคนจนเท่านั้น

การเป็นทหารจึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อชาติของลูกผู้ชาย ขอให้ภาคภูมิใจเถิดที่คุณได้ตอบแทนคุณแผ่นดินด้วยภาระหน้าที่นี้

คลิกอ่าน เหตุผลที่พระสันตะปาปาทรงจูบเท้าผู้อพยพมุสลิม



วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559

ควรสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงหรือไม่




ผมเคยเขียนเรื่องนิสัยส่วนตัวของผมอย่างนึงในบทความก็คือ ผมจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้รับรู้ว่า สถานที่สวยงามทางธรรมชาติที่ใด ๆ ก็ตามยังคงสมบูรณ์และงดงามดังเดิม โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเที่ยวที่แห่งนั้นเลย

เพราะผมคิดว่า วิธีอนุรักษ์ธรรมชาติที่งดงามให้คงอยู่ที่ดีที่สุดก็คือ ให้ธรรมชาติแห่งนั้น ๆ ห่างไกลมนุษย์มากที่สุด ถือเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ดีที่สุด

แน่นอน เราคงจะไปห้ามมนุษย์ผู้ยังมีกิเลส ยังอยากไปเที่ยว อยากไปชมธรรมชาติที่สวยงามก็คงจะห้ามไม่ได้ แต่อย่างน้อยการจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยว หรือคัดสรรนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและเข้าใจธรรมชาติสักหน่อย ก็น่าจะช่วยให้สถานที่ธรรมชาติสวยงามแห่งนั้น ๆ ยังคงความงดงามคงเดิมได้นานที่สุด

ทุกครั้งที่มีข่าวว่าสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ยังคงความสวยงามอยู่ ผมจะรู้สึกดีใจไปด้วย แม้ผมจะไม่เคยไปเที่ยวสถานที่นั้น ๆ เลยก็ตาม

เช่นเดียวกัน หากภูกระดึงเป็นสถานที่ ๆ เดินขึ้นไปด้วยความยากลำบาก ผู้ที่สุขภาพแข็งแรงเท่านั้นที่จะขึ้นไปถึงยอดภูกระดึง ผมคิดว่า ใครที่เดินไปถึงยอดภูกระดึงได้ด้วยขาของตัวเองก็คงรู้สึกภูมิใจ

เช่นเดียวกัน หากผมเป็นคนสุขภาพไม่แข็งแรง หรือเดินชึ้นไปไม่ไหว ผมก็จะคิดว่า ผมก็ไม่ควรกระสันอยากจะไปถึงยอดภูกระดึงเลย เพราะแม้ไม่ได้ไป แต่ถ้าภูกระดึงยังสวยงามคงอยู่ ผมก็ดีใจแล้วแม้ผมจะไม่เคยขึ้นไปเลยก็ตาม

ส่วนในประเด็นที่ว่า ควรสร้างกระเช้าขึ้นไปยอดภูกระดึงดีไหม ?

คำตอบของฝ่ายสนับสนุน อ้างว่า จะได้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น คนแก่ หรือคนที่ไม่แข็งแรงพอก็จะได้ขึ้นไปเที่ยวได้เช่นกัน และจะทำให้มีรายได้จากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นด้วย

ผมเชื่อเลยว่า ที่ยกเรื่องคนแก่ อ้างคนไม่แข็งแรง มาอ้างนั้น สุดท้ายประเด็นหลักจริง ๆ ก็คือ ต้องการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุดนั่นแหละ

คนที่เขาอยากรวยจากการมีนักท่องเที่ยวขึ้นภูกระดึงน่ะ ใจจริงเขาไม่สนหรอกว่า การสร้างกระเช้าจะมีผลกระทบหรือผลเสียต่อธรรมชาติของภูกระดึงมากเท่ากับเงินที่เขาจะได้หรอกครับ เพราะเจตนาของเขาจริง ๆ คือ มุ่งกอบโกยรายได้จากนักท่องเที่ยวมากกว่า

ภูกระดึง ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของคนทั้งประเทศ และเป็นของคนทั้งโลก การที่ธรรมชาติสร้างภูกระดึงขึ้นมาไม่ใช่เพื่อการท่องเที่ยว แต่เพื่อความสมดุลของธรรมชาติและเพื่อความสวยงามประดับโลก

แน่นอนอาจมีคนอ้างว่า ในต่างประเทศเช่น ญี่ปุ่น จีน หรือที่อื่น ๆ เขาก็มีการสร้างกระเช้าขึ้นภูเขาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งนั้นแหละ

แต่ผมขอถามกลับว่า ในวันนี้คนไทยมีจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และรักษาระเบียบวินัยของสังคมเท่ากับคนในประเทศที่เจริญแล้วเหล่านั้นแล้วหรือยัง ?

หรือถ้าคนไทยยังไร้ระเบียบวินัย ถามว่า กฎหมายไทยสามารถบังคับใช้เพื่อป้องกันความเสียหายจากคนไทยที่ไร้ระเบียบวินัยดีพอหรือไม่ ?

คำตอบคือ ไม่ !!!

อย่างกรณีตัวอย่าง ที่ประเทศญี่ปุ่น บนเกาะฮอกไกโด มีลุงเจ้าของต้นไม้สวยงามที่ยืนต้นโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่ง ลุงเขาจำใจต้องตัดต้นไม้นี้ทิ้งไป เหตุเพราะลุงทนเสียงบ่นของเพื่อนบ้านและชาวสวนลาเวนเดอร์โดยรอบบ่นไม่ไหว ที่มีพวกนักท่องเที่ยวจากจีน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวไทยที่ไร้มารยาท ไร้ระเบียบวินัย บุกเดินเข้าไปย่ำสวนผัก และแปลงผัก เพื่อจะไปถ่ายรูปต้นไม้ต้นนี้แบบใกล้ชิด

สุดท้ายลุงเจ้าของต้นไม้จึงจำใจต้องตัดต้นไม้นี้ทิ้งเพื่อตัดปัญหาไปเสียเลย

เมื่อผมได้อ่านข่าวนี้ ในฐานะที่ผมเป็นคนไทย ผมอึ้งและอายแทนครับ ทั้งอาย และละอายเลย แม้ผมจะไม่ใช่ผู้ก่อเหตุก็ตาม




หรืออย่างกรณีล่าสุด ทุ่งดอกหญ้าสีขาวกลางกรุง ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ บ้านผมนี่เอง



พอเป็นข่าวและลงในเว็บดัง สุดท้ายก็มีคนแห่ไปเที่ยวเพื่อถ่ายรูปแบบไม่เคารพสถานที่ บุกเข้าไปเหยียบย่ำต้นหญ้า เพื่อขอเข้าไปถ่ายเซลฟี่ไว้อวด ไว้แชร์

รวมทั้งทิ้งขยะกันเกลื่อนในพื้นที่ แถมยังจอดรถกันริมถนน ทั้ง ๆ ที่เป็นที่ห้ามจอด แต่ก็นั่นแหละ จอดกันพรึบ ทำให้คนอื่น ๆ ที่สัญจรผ่านทางนี้ก็พลอยได้รับผลกระทบรถติดไปด้วย

เพราะความอยากเซลฟี่อยากอวด อยากแชร์รูปบนโซเชียลของพวกขี้อวดนี่แหละครับ

ผมว่า ค่านิยมขี้อวด ขี้แชร์ เพื่อจะแสดงตนว่า ทันสมัย ทันโลก อะไรทำนองนี้ เริ่มมีมากจนกลายเป็นปัญหาในสังคมไทยแล้วนะครับ

หรืออย่างกรณีภูทับเบิกก็เช่นกัน เห่อกันไปเที่ยวกันจนแออัด ตามที่สื่อนำเสนอจนเป็นข่าว และเที่ยวกันแบบไม่สนเลยว่า จะช่วยกันทำลายความสวยงามที่ควรรักษา ทั้งผู้ค้าขาย ผู้ทำรีสอร์ท บนภูทับเบิก ต่างร่วมกันตักตวงเงินตรากันถ้วนหน้า จนขยะล้นภูทับเบิก จนหน่วยงานรัฐต้องเข้าไปช่วยนำลงขยะลงมากำจัด

------------------------

ทั้งจากกรณีท่องเที่ยวกันแบบเห็นแก่ตัว แห่กันไปถ่ายรูปเพื่ออวด และความไม่เคารพสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้น

หรือแม้แต่กรณีคนไทยไปโพสข้อความอย่างไม่สมควรในอินสตาแกรมรัชทายาทบรูไน อย่างไม่รู้จักกาลเทศะและเสียมารยาท

รวมถึงกรณีเกรียนไทยที่ผ่าน ๆ มาในอีกหลาย ๆ กรณี ทั้งการไปเกรียนในยูทูปขององค์การนาซ่า และกรณีอื่น ๆ อีกมากมาย จนจำไม่หวัดไหว

ที่คนไทยสมัยนี้ไร้มารยาทและเห็นแก่ตัว คิดแค่ว่า ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ ในเมื่อกูพอมีเงินไปเที่ยว กูก็ต้องใช้ชีวิตให้คุ้มที่สุด โดยไม่เกรงใจผู้อื่นนั้น

ผมว่า มันเป็นปัญหาที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ นำหลักสูตร "สมบัติผู้ดี" ในอดีตกลับมาสอนนักเรียนอีกครั้งได้แล้วล่ะครับ

-------------------

กลับมาที่ประเด็นการสร้างกระเช้าบนภูกระดึง

ถ้าได้อ่านที่ผมเขียนมาทั้งหมด คุณผู้อ่านก็คงรู้แล้วว่า ผมจะสรุปว่าอย่างไร

สรุปก็คือ ไม่ควรสร้างครับ  นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงปัญหาการจัดการขยะจำนวนมากที่จะตามมาอีก หากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้นไป

ถามว่า ระบบจัดการขยะในประเทศไทยพร้อมแค่ไหน และบนภูกระดึงพร้อมแค่ไหน

หรืออย่างเรื่องพลังงานไฟฟ้าที่จะใช้กับกระเช้า ในขณะที่ปัญหาการสร้างโรงไฟฟ้ายังถูกต่อต้านจากคนไทยในหลาย ๆ พื้นที่ แล้วภูกระดึงล่ะจะใช้พลังงานอะไรใช้กับกระเช้า หรือจะปั่นไฟเองด้วยน้ำมัน ? ไม่กลัวก่อมลพิษทางอากาศหรือ ?

ยังมีปัญหาตามมาให้แก้อีกเพียบแน่นอน แล้วมันคุ้มเหรอที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติของภูกระดึง

คนไทยมักชอบคิดแง่เดียวคือ ต้องการรายได้มากขึ้นซึ่งก็เข้ากระเป๋าคนไม่กี่คนหรอก แต่สิ่งที่จะตามมาผลเสียด้านสิ่งแวดล้อม เคยคิดไหมว่า ใครต้องจ่ายต้นทุนในส่วนนี้ ? เหมือนที่สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลงในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในหลาย ๆ แห่ง


ผมจึงอยากขอให้คนที่ไม่แข็งแรง หรือคนแก่ ก็ควรทำใจเสียสละว่า เราอย่าไปเที่ยวในที่ ๆ เราไปด้วยขาของตัวเองไม่ได้เลยครับ

แล้วให้ทำใจว่า ความงามธรรมชาติจะคงอยู่ได้นานที่สุด ถ้ามีมนุษย์ไปถึงน้อยที่สุด นี่แหละคือความคิดที่คุณควรจะคิดครับ

การที่ขึ้นไปยอดภูกระดึงมีเพียงวิธีเดินขึ้นไปเท่านั้น ก็ถือเป็นการคัดกรองและจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวด้วยวิธีธรรมชาติอย่างหนึ่ง

คุณผู้อ่านลองคิดดูว่า ถ้ามีกระเช้าขึ้นไปง่าย ๆ ต่อมานอกจากจะมีนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นแล้ว ก็คงต้องมีนักท่องเที่ยวจีนอีกมากมายที่อยากจะแห่ขึ้นไปเที่ยวเช่นกัน

ลองนึกสภาพดูแล้วกัน คุณเคยเห็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ยั้วเยี้ยและเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจีนเดินกันจนเบียดเสียดสิ ขนาดวัดร่องขุ่นของอาจารย์เฉลิมชัย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างเอง ยังรับสภาพแทบไม่ไหว

แล้วสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ถ้าเจอปริมาณนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ๆ ธรรมชาติเขาอาจรองรับไม่ไหว แล้วธรรมชาติอาจฟื้นตัวเองไม่ทัน

มนต์เสน่ห์ของภูกระดึง ก็คือการเดินขึ้นไปอย่างลำบากและถือเป็นตำนานที่ท้าทายและน่าจดจำ

หากสร้างกระเช้าให้ขึ้นไปง่าย ๆ มนต์เสน่ห์ที่เป็นตำนานเล่าขานของภูกระดึงก็คงหมดไป

เลิกซะทีเถอะ ไอ้เรื่องค่านิยมแดกด่วน เที่ยวด่วนเนี่ย



--------------

พอผมโพสบทความนี้ออกไปได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็บังเอิญ อ.ศศิน ก็ได้มาออกรายการทางไทยพีบีเอส

ลองฟังความเห็นของ อ.ศศิน ในรายการคิดยกกำลัง 2 เมื่อคืนวันที่ 3 มีนาคม 2559 กันดูครับ



---------------------

แต่ถ้ายังฟังเหตุผลของอาจารย์ศศิน ยังไม่เข้าใจ

ขอแนะนำลองดูคลิปรายการ ช่วยคิดช่วยทำ ที่ได้เชิญ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยนิด้า มาให้ความเห็นเรื่องกระเช้าขึ้นภูกระดึง ครับ





คลิกอ่าน ไทยควรขุดคอคอดกระหรือไม่



วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กรณีนายกฯประยุทธฺ ขี้โมโห กับความห่วยของสื่อไทย




ตอนนี้คนไทยแบ่งเป็นพวกใหญ่ ๆ 2 พวก คือ พวกที่ชอบนายกฯ ประยุทธฺ กับ พวกที่เกลียดนายกฯ ประยุทธ์

คนที่เกลียดนายกฯ ประยุทธ์ มีพื้นฐานมาจากพวกนิยมทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และพวกต่อต้านการรัฐประหาร

ส่วนพวกที่ชอบนายกฯ ประยุทธ์ ก็มีพื้นฐานมาจากเกลียดนักการเมืองคอร์รัปชันที่สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติอย่างไม่ละอายใจ และคิดว่า มีเผด็จการเข้ามาเว้นวรรคการเมืองย่อมดีกว่าปล่อยให้นักการเมืองทำลายชาติต่อไปเรื่อย ๆ

นั่นคือ 2 พวกใหญ่ ๆ ที่ผมขอบอกว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกชอบได้ และเลือกที่จะไม่ชอบก็ได้ ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

แต่บทความนี้ผมอยากจะเขียนถึงเรื่อง นายกฯประยุทธ์ มักอารมณ์เสียกับคำถามจากผู้สื่อข่าวอย่างสม่ำเสมอ

คือโดยส่วนตัว ผมคิดว่า การตอบคำถามกับสื่อนั้น นายกฯ ประยุทธ์ ไม่อาจเทียบชั้นกับพลเอกสุจินดา คราประยูรได้เลย

ถ้าใครเกิดทันยุค รสช. ยึดอำนาจรัฐบาลพลเอกชาติชาย เมื่อปี 2534 คงจะจำนายทหารหน้าตาหล่อ ที่ชื่อ พลเอกสุจินดา กันได้

พลเอกสุจินดา มีศิลปะในการตอบคำถามกับสื่อได้อย่างเหนือชั้น จนทำให้มีคนชอบพลเอกสุจินดามากกว่านายทหาร รสช. นายอื่น ๆ

แต่พลเอกสุจินดา กลับมาพลาดตรงที่เคยพูดว่า จะไม่เป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังจากการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายกลับตระบัดสัตย์รับเป็นนายกรัฐมนตรีในที่สุด จนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ในเวลาต่อมา

------------------------

นายกฯ ประยุทธ์ อารมณ์เสีย เพราะนักข่าวไทยห่วย ??

คือการตอบคำถามของนายกรัฐมนตรีไทย กับนักข่าว เป็นการตอบแบบเป็นกันเองมากจนเกินไป ทำให้บางครั้งทั้งตัวนายกฯ และผู้สื่อข่าวต่างก็ไม่เกรงใจซึ่งกันและกัน

ถ้าเป็นในต่างประเทศ ถ้านักข่าวจะตั้งคำถามต่อนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดี นักข่าวก็ต้องบอกชื่อของตนเอง และบอกชื่อต้นสังกัดเสียก่อน และถามคำถามด้วยไมค์ขยายเสียงเพื่อให้ทุกคนในห้อง รวมถึงผู้ชมทีวีได้ยินคำถามอย่างชัดเจน

แต่การถามของนักข่าวไทยกับนายกรัฐมนตรี คุณผู้อ่านลองสังเกตสิครับ เราจะไม่ได้เห็นหน้านักข่าว ไม่รู้จักชื่อนักข่าว และไม่รู้จักต้นสังกัดของนักข่าวเลย

แถมเวลานักข่าวถาม เราก็ไม่ค่อยได้ยินคำถามของนักข่าว เราจึงไม่รู้ว่า นักข่าวถามอะไรกันแน่ ถึงทำให้นายกรัฐมนตรีจึงต้องตอบแบบนั้น หรือเกิดอารมณ์เสีย

คุณผู้อ่านก็น่าจะรู้ว่า สื่อไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะไม่มีบทลงโทษตามกฎหมายเมื่อสื่อนำเสนอข่าวที่ไม่เหมาะสมต่อสังคมหรือขาดจรรยาบรรณ

เช่น สื่อไทยมักนำเสนอข่าวห่วย ๆ สอนให้คนไทยหลงใหลความเชื่องมงายแบบผิด ๆ เสมอ โดยเฉพาะใกล้วันหวยออก ก็มักมีการเสนอข่าวโง่ ๆ เน้นเรื่องความงมงายออกมาตลอด เพื่ออะไร ??

การที่คนไทยยังไม่พ้นความงมงาย ยังหลงเชื่อไสยศาสตร์มากกว่าวิทยาศาสตร์ เหตุผลสำคัญก็เพราะสื่อไทยนี่แหละตัวดี

แล้วสื่อไทยก็จะใช้ข้ออ้างแถ ๆ ว่า เพราะคนไทยชอบเสพข่าวแบบนี้ จึงจำเป็นต้องนำเสนอ เพื่อขายข่าว

เฮ่อ.. แทนที่สื่อจะเป็นผู้นำหรือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่ช่วยนำพาสังคมไทยให้พ้นจากความงมงายโง่ ๆ นำพาไปในสิ่งที่ถูกต้องและเสริมสร้างปัญญาให้ประชาชน แต่สื่อไทยกลับสนับสนุนให้คนไทยยิ่งโง่ลงต่อไป

---------------------

ฉะนั้น การที่นายกรัฐมนตรีอารมณ์เสียกับผู้สื่อข่าว

แน่นอน นายกรัฐมนตรีนั้นผิดเต็ม ๆ เพราะยังควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ไม่ดีพอ

แต่นักข่าวไทยล่ะ ได้ตั้งคำถามโง่ ๆ หรือมีเจตนาเสี้ยมคำถามให้นายกรัฐมนตรีโกรธรึเปล่าด้วย เพื่อหวังขายข่าว และเพื่อทำลายภาพลักษณ์นายกฯ ในจุดอ่อน ตามคำสั่งนักการเมืองที่จ้างมาหรือไม่?

แต่ผมรู้อยู่อย่างนึงนะ คือ ถ้าเราตั้งใจทำอะไรเพื่อบางสิ่งบางอย่างอย่างเต็มที่แบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่แล้วเสือกมีพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ มาถามคำถามกวนตีนเพื่อหวังให้เราโกรธ ถ้าเป็นผม ผมก็อาจตบะแตกได้เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น เช่น ถ้าผมเกิดระดมทุนหาเงินบริจาคเพื่อมาสร้างห้องสมุดสาธารณะให้ชุมชนจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี ผมทำอย่างโปร่งใส ตั้งใจทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ผู้ร่วมบริจาคก็เชื่อใจผมทุกคน แต่แล้วจู่ ๆ ดันมีพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำมาถามว่า โกงเงินบริจาคบ้างรึเปล่า ?

แน่นอน ผมย่อมมีบัญชีรายรับรายจ่ายให้ตรวจสอบได้อยู่แล้ว เพราะเราทำอย่างโปร่งใส แต่ก็อดนึกโมโหไม่ได้เช่นกันว่า ทำไมไอ้คนที่ไม่ทำห่าอะไรเลย เสือกมาทำลายเจตนาดีของเราได้ง่าย ๆ แบบนี้ เพราะการถามแบบนี้ย่อมทำให้มีทั้งคนเชื่อและคนไม่เชื่อแน่นอน

ซึ่งคนที่มีเจตนาทำอย่างบริสุทธิ์ใจ ก็จะเสียกำลังใจได้มากทีเดียว ยิ่งพวกจ้องแต่จะจับผิดแบบมีอคติ หรือเจตนาจ้องจะหาเรื่อง คนพวกนี้ยิ่งทำให้คนดี ๆ ท้อใจได้มาก

ผมจึงไม่แปลกใจที่นายกฯ ประยุทธ์ ผู้ที่ไม่ใช่นักการเมือง จึงโมโหได้ง่ายกว่านักการเมือง เพราะคุณผู้อ่านก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า นักการเมืองไทยเสแสร้งหรือเล่นละครได้เก่งกว่าอาชีพดาราเสียอีก

--------------------------

มีคนที่ด่าพลเอกประยุทธฺ กรณีโมโหนักข่าว ทำนองว่า ก็เพราะคุณมาจากรัฐประหารน่ะสิ ถึงได้ตอบคำถามแบบนี้ เพราะถ้าคุณมาจากการเลือกตั้ง คงไม่ตอบคำถามด้วยอารมณ์โมโหแบบนี้หรอก อย่างทักษิณ ก็ไม่ตอบคำถามด้วยอารมณ์แบบนี้

คนที่ด่านายกฯ ประยุทธ์ และไปยกยอทักษิณแทนเนี่ย แสดงว่า คุณไม่รู้อะไรเลย

ทักษิณนี่แหละ ใส่อารมณ์กับนักข่าวบ่อย ๆ แต่ทักษิณเขามีวิธีปราบนักข่าวพวกนี้ง่าย ๆ ก็คือ สั่ง AIS ไม่ลงโฆษณาในสื่อพวกนี้ซะ ถอนโฆษณา AIS และบริษัทในเครือชิน ออกจากสื่อนั้น ๆ ซะ ถ้าสื่อต้นสังกัดยังปล่อยให้นักข่าวถามคำถามที่ทักษิณไม่อยากตอบ

นี่แหละที่ทำให้สื่อและนักข่าวที่หวังโฆษณาจากทักษิณ เลยไม่กล้าถามคำถามอะไรที่อาจทำให้ต้นสังกัดถูกถอนโฆษณาได้

หรืออย่าง มติชน ข่าวสด ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีอำนาจก็จะสั่งให้หน่วยงานราชการมาลงโฆษณาให้ 2 สื่อนี้โดยตลอด ทำให้ทั้งสองสื่อนี้จะไม่ตั้งคำถามกวนใจยิ่งลักษณ์เลย

แต่หากเรามองในอีกแง่นึง การที่นายกฯ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก็ดีตรงที่ไม่ต้องเกรงใจหัวคะแนนที่มักจะเป็นพวกมาเฟีย หรืออันธพาลทั้งหลายที่คุมผลประโยชน์จากการละเมิดกฎหมาย จึงทำให้สามารถปฏิรูปบ้านเมืองได้เพราะไม่กลัวจะเสียคะแนนเสียง เช่น จับพวกค้าขายริมหาดที่พวกหัวคะแนนคุมอยู่ จับพวกนายทุนที่สนิทกับพวกนักการเมืองที่บุกรุกป่าสงวน เป็นต้น

--------------------

สรุปแล้วกัน

ผมว่า รัฐบาลไทยไม่ว่าจะรัฐบาลไหน ๆ ก็ตาม ควรเริ่มต้นเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ คือ ทำให้การตั้งคำถามของนักข่าวต่อนายกรัฐมนตรีเป็นทางการมากขึ้น ไม่ควรปล่อยให้เป็นกันเองจนเลยเถิดเกินไปแบบทุกวันนี้ เพราะจะเกิดความไม่เกรงใจกัน และกลายเป็นวิวาทะเกิดขึ้น

รัฐบาลควรให้นักข่าวลุกขึ้นถามคำถามอย่างเป็นทางการ และต้องบอกชื่อนามสกุล และต้นสังกัดของนักข่าว ก่อนที่จะตั้งคำถามก้บนายกรัฐมนตรี และสื่อทีวีควรถ่ายภาพที่ตัวนักข่าวคนนั้น ๆ ให้เห็นหน้าตาด้วย

คนดูทางบ้านจะได้รู้ว่า นักข่าวคนนั้น ๆ ได้ถามคำถามกวนตีนหรือ ถามคำถามโง่ ๆ ชวนทะเลาะหรือไม่

แล้วคนดูจะวิเคราะห์ได้เองว่า ที่นายกรัฐมนตรีตอบแบบโมโหนั้น โมโหเพราะนายกฯ ไร้วุฒิภาวะที่ดี หรือเพราะนักข่าวไทยมันห่วยแตก เพราะอย่างไหนมากกว่ากัน

แต่ผมสรุปตรงที่ว่า คนที่ชอบนายกฯ ประยุทธ์ เขาก็จะสะใจมากที่นายกฯ ด่านักข่าว เพราะคนกลุ่มนี้เขาคิดว่า นักข่าวไทยมันก็ห่วยจริง ๆ นั่นแหละ

ส่วนคนที่เกลียดนายกฯ ประยุทธ์ เขาก็จะด่านายกฯ ประยุทธ์ว่า ถ้าคุมอารมณ์ตัวเองยังไม่ได้ แล้วจะคุมประเทศได้ยังไง

-------------------

ฐานันดรที่ 4 คือ นักข่าวไทย อภิสิทธิ์ชนตัวจริง

ทุกสิ้นปี บรรดานักข่าวไทยในวงการต่าง ๆ มักจะตั้งฉายาให้คนนั้นคนนี้เสมอ แถมตั้งฉายาแรง ๆ จนอาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทด้วยซ้ำ

แต่นักข่าวไทยกลับไม่ตั้งฉายาให้ตัวเอง ว่าปีที่ผ่านมา นำเสมอข่าวที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม หรือละเมิดสิทธิคนอื่นหรือเปล่า

อย่างกรณี งานศพ ปอ ทฤษฎี ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนความห่วยในวงการสื่อไทยว่า สื่อไทยห่วยจริง ๆ จนประชาชนต้องตั้งฉายาให้สื่อไทยว่า แร้งลง !!

----------------

อัพเดทข่าวล่าสุด

หลังจากผมเขียนบทความนี้ไปได้ 6 วัน ล่าสุดนายกฯ ลุงตู่ก็ได้จัดระเบียบนำข่าวประจำทำเนียบใหม่แล้ว ตามข่าวนี้



แล้วในรายการคืนความสุขฯ เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 59 นายกฯ ก็ได้พูดในรายการเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

"..ไม่ใช่หาแต่คนที่มันขัดแย้ง มาสร้างข่าวอยู่ทุกวัน ๆ แบบนี้ สื่อไปหาแบบนี้มาไปหาที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ให้กำลังใจคนจน ให้กำลังใจคนทำดีไม่ค่อยเห็นนะ มีแต่เรื่องอะไรที่ไร้สาระอยู่เยอะมากกว่าสาระนะ 

นี่ผมก็ทะเลาะกับเขาอีก วันนี้ก็ให้ 4 คำถาม ถามกันว่าทำไมต้อง 4 คำถาม เออแปลกดีเหมือนกันนะ ผมไปเมืองนอกเขาก็ทำแบนี้ คำถามเดียวเขายังไม่ให้เลย นี่ผมให้ความเป็นกันเอง แต่ไม่ได้ สรุปแล้วไม่ได้ ผมกลายเป็นลูกไล่ให้กับท่าน ผมโมโหก็ไม่ได้อีก 

เพราะฉะนั้นมีกติกาก็แล้วกัน เรื่องความเกื้อกูลซึ่งกันและกันนะ ย้อนกลับไปที่ผมทำให้คือผมเกื้อกูล ให้ท่านมีงาน มีข่าวเขียน ปรากฏว่า แทนที่จะช่วยผม มาทำร้ายผมด้วย บางคนนะ บางคนนั่นแหละ ก็ต้องรับไปด้วยกัน เพราะนั่งอยู่ด้วยกัน เวลาถามผม ก็ไปดูกันเองว่าใครชอบสร้างความขัดแย้ง..."



วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559

30 บาทรักษาทุกโรค ในยุคทักษิณห่วยที่สุด




ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนว่า ผมชื่นชมนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เพราะเป็นนโยบายที่คนจนได้ประโยชน์มากที่สุด

แน่นอน นโยบายนี้ได้ทำให้ทักษิณได้คะแนนนิยมมากที่สุด ซึ่งเราต้องยอมรับว่า ในเมื่อรัฐบาลทักษิณเป็นคนเริ่มนโยบายนี้ ก็ย่อมต้องได้เครดิตในฐานะผู้กล้าเริ่มทำนโยบายนี้เป็นการตอบแทน

แต่ทักษิณเริ่มนโยบายที่ดีก็จริงแต่บริการแสนห่วยทิ้งเอาไว้

แต่ผู้ที่แก้ปัญหาให้นโยบายที่และมีการบริการที่ดีขึ้นตามลำดับ ก็คือ บุคลากรทางการแพทย์ที่เสียสละอย่างอดทน ไม่ลาออกหนีไปโรงพยาบาลเอกชนเพราะงานหนักขึ้นหลายเท่า รวมถึงรัฐบาลสมัยต่อมา เช่น รัฐบาลสุรยุทธ์ และรัฐบาลอภิสิทธิ์ ต่างหากที่พยายามเพิ่มการบริการในโครงการนี้ให้ดีขึ้น จนประชาชนได้รับสิทธิที่ดีขึ้นกว่าในยุคทักษิณทั้ง 2 สมัย

เพราะใน 2 สมัยของรัฐบาลทักษิณ ตั้งแต่เริ่มโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคก็แทบไม่ช่วยพัฒนาการบริการและสิทธิให้ดีขึ้นกว่าตอนแรกเริ่มประกาศใช้โครงการเลย

การที่ทุกคนรู้สึกว่า โครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ชื่อปัจจุบัน) หรือ สิทธิ สปสช. ดีขึ้นมากในปัจจุบันนี้นั้น ควรจะต้องขอบคุณรัฐบาลสุรยุทธ์ กับ รัฐบาลอภิสิทธิ์ มากกว่ารัฐบาลใด ๆ

เพราะสิทธิของผู้ป่วยได้รับการปรับปรุงมากที่สุดใน 2 ยุคนี้ เพราะรัฐบาลทั้งสองยุคนี้ เป็นยุคที่เศรษฐกิจไทยดีมาก

ในขณะช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับไม่ค่อยพัฒนาหรือปรับปรุงคุณภาพสิทธิของผู้ป่วย สปสช. สักเท่าไหร่นัก เหตุเพราะรัฐบาลเอางบประมาณไปทุ่มกับโครงการรับจำนำข้าวมากเกินไป จนงบประมาณชาติต้องขาดทุนเสียหายย่อยยับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์


ส่วนสิ่งที่ยังผิดพลาดในนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคคือ ทำเป็นประชานิยมมากไป ซึ่งแตกต่างจากรัฐสวัสดิการ ที่รัฐจะเก็บภาษีจากประชาชนค่อนข้างสูงมากเพื่อนำมาสนับสนุนโครงการรัฐสวัสดิการ ในขณะที่การจัดเก็บภาษีของไทยได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

และนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ก็ไม่กำหนดวิธีการหาเงินเข้ารัฐให้ชัดเจนว่า จะนำเงินจากตรงไหนมาอุดหนุน นี่คือจุดบกพร่อง

เพราะถ้าให้ดีควรกำหนดไปเลยอย่างเช่น อาจกำหนดภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนที่กี่เปอร์เซนต์ว่า จะนำมาใช้อุดหนุนโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเท่าไหร่

หรือเช่นกำหนดไปเลยว่า ภาษีสรรพสามิตของเหล้า บุหรี่ ภาษีจากน้ำมันซึ่งก่อมลพิษในอากาศ ว่าจะนำมาอุดหนุนโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกี่เปอร์เซนต์

หรือเช่น ปฏิรูปการจัดเก็บภาษีที่ดินที่ไร้ประโยชน์จากพวกเศรษฐีที่ดินทั้งหลายในอัตราก้าวหน้า เพื่อมาอุดหนุนรัฐสวัสดิการด้านสุขภาพประชาชน เป็นต้น

ซึ่งจะทำให้รัฐเห็นรายได้ชัดเจนที่จะนำมาใช้เพื่อรัฐสวัสดิการเพื่อสุขภาพประชาชน

------------------

และที่ผมบอกว่า 30 บาทยุคทักษิณห่วยสุด เพราะตอนนั้นทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่า รักษาทุกโรค

เคยมีคุณหมอท่านนึงลุกขึ้นถาม นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี ซึ่งเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขในยุครัฐบาลทักษิณ 1 ในการสัมนาเรื่อง 30 บาททุกโรคก่อนที่จะออกเป็นนโยบายจริง ๆ ในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งว่า แล้วการล้างไตทางช่องท้อง และการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมนั้น บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรคครอบคลุมการรักษาโรคไตวายหรือไม่

นพ.สุรพงษ์ ตอบทันทีว่า ไม่ครอบคลุมโรคไตวาย รวมถึงการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะทุกชนิด (แม้กระทั่งผ่าตัดหัวใจ และโรคทันตกรรม ในตอนนั้นก็ไม่ครอบคลุม)

แต่ในยุคต่อมาในรัฐบาลสุรยุทธ์ ก็ได้พัฒนาบริการ 30 บาทรักษาทุกโรคให้ดีขึ้น จนครอบคลุมหลาย ๆ โรค เช่น รวมการรักษาโรคไตวายทั้งการล้างไตทางช่องท้อง การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม รวมถึงการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะต่าง ๆ และบัญชียาหลักแห่งชาติก็ปรับให้ดีขึ้นมาก

ค่าหัวโครงการบัตรทองในยุคทักษิณ พ.ศ.2544 มีงบประมาณ 48,000 ล้านบาท ในยุคนั้นจะตกหัวละประมาณ 1,100 บาทต่อปีเท่านั้น

แต่ใน พ.ศ. 2558 งบประมาณบัตรทองหรือ 30 บาท อยู่ที่ 153,151.66 ล้านบาท (อ่านว่า หนึ่งแสนห้าหมื่นสามพันหนึ่งร้อยห้าสิบเอ็ดล้านหกแสนหกหมื่นล้านบาท) หรือตกหัวละ 2,895 บาทต่อคนต่อปี

และในปี 2559 คาดว่างบประมมณก็จะเพิ่มขึ้นเป็นหัวละ 3 พันกว่าบาท

เพราะงบประมาณมีแต่เพิ่มขึ้น การบริหารจัดการในปี 2558 - 2559 ก็ย่อมต้องยากขึ้นกว่ายุคทักษิณ

-----------------------

ในยุคทักษิณเริ่ม 30 บาทรักษาทุโรค ได้ก่อปัญหาทางการแพทย์มากมาย ทำให้แพทย์และพยาบาลสมองไหลออกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนที่พรรคพวกของทักษิณ รวมทั้งทักษิณเองถือหุ้นในโรงพยาบาลเอกชนหลายโรงพยาบาล

เพราะงบประมาณเพื่อรองรับการเจ็บป่วยประชาชนมันไม่สมดุลกัน แพทย์ที่มีน้อยไม่พอแก่ความต้องการอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่พอมากขึ้น เพราะแพทย์หนีออกจากระบบ 30 บาทรักษาทุกโรค ไปเป็นหมอโรงพยาบาลเอกชนเพื่อสนองนโยบายฮับทางการแพทย์ ที่เริ่มขึ้นในสมัยทักษิณนั่นแหละ


พวกเสื้อแดงมักอวยทักษิณแบบไม่รู้ที่มาที่ไป มักอ้างว่า ทำไมทักษิณถึงบริหารจัดการงบประมาณ 30 บาทรักษาทุกโรคได้

ขอตอบว่า ก็ตอนนั้นประเทศไทยเริ่มมีเงินมากขึ้น ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 มาได้แล้ว และที่ผ่านมาได้ก็เพราะรัฐบาลชวนได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจเอาไว้ก่อน แต่ทักษิณมาได้หน้าในยุคต่อมาแทน แล้วแอบอ้างว่าเป็นผลงานของตนเองคนเดียวที่ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น

รวมทั้งอ้างเอาหน้าว่าใช้หนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด ทั้ง ๆ ที่ใช้หนี้ได้ก่อนกำหนดเพราะรัฐบาลชวนไม่กู้เงินไอเอ็มเอฟจนเต็มวงเงินที่เคยทำเรื่องขอกู้ไว้ในยุครัฐบาลชวลิต

รายละเอียดเรื่อง ไอเอ็มเอฟ ผมได้เขียนไว้แล้วในบทความเรื่อง ใครกู้ไอเอ็มเอฟ ใครปลอดแอกไอเอ็มเอฟ ใครผลาญเงินเอาหน้า


ที่ว่าเศรษฐกิจดีขึ้น แม้แต่ในยุครัฐบาลสุรยุทธ์ เศรษฐกิจก็ดีขึ้นกว่ายุคทักษิณ เพราะการส่งออกยุคสุรยุทธ์ทำลายสถิติสูงสุด เหตุเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกเอื้ออำนวยด้วยนั่นแหละ

ในยุครัฐบาลสุรยุทธ์ ก็เลยยกเลิกการจัดเก็บเงิน 30 บาทรักษาทุกโรค ให้เป็นรักษาฟรีเลย เพราะเงินในคลังเริ่มมีมากขึ้น

แล้วโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก็พัฒนาขึ้นเรื่อยมา งบก็มากขึ้นเรื่อยมา

-------------------------

จนกระทั่งมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์นี่แหละ ที่ใช้เงินผิดพลาดไปกับโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดราคาสูงกว่าตลาดโลกกว่า 50 % จนข้าวไทยขายไม่ออกเหลือค้างโกดังกว่า 18 ล้านตัน เสียหายขาดทุนกว่า 5 แสนล้านบาท

ซึ่งความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องกลายเป็นภาระหนี้ที่รัฐบาลต่อ ๆ มา ต้องชดใช้หนี้ปีละไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาทไปร่วม ๆ 20 ปี กว่าจะหมด

ลองคิดดูเงินจำนวน 5 แสนล้านบาท (ยังไม่รวมดอกเบี้ยเงินกู้) สามารถสร้างโรงพยาบาลดี ๆ หรือ สามารถซื้ออุปกรณ์ทางการการแพทย์ที่ขาดแคลนไปให้โรงพยาบาลในชนบทที่ห่างไกลจะได้มากขนาดไหน

รวมทั้งนโยบายรถยนต์คันแรก ที่เสียเงินภาษีเข้ารัฐโดยใช่เหตุ ทำอุปสงค์อุปทานตลาดรถยนต์ปั่นป่วนไปหมด กระทบไปถึงตลาดรถมือสองด้วย

จนถึงขนาดที่ว่า ค่ายรถยนต์ทุกค่าย ต้องออกมาขอร้องว่า ต่อไปรัฐบาลกรุณาอย่าทำโครงการรถยนต์คันแรกอีกเลย เพราะมันกระทบอุตสาหกรรมรถยนต์โดยรวม มีผลเสียมากกว่าผลได้

และยุคยิ่งลักษณ์นี่แหละที่งบประมาณเริ่มขาดมือ จนต้องกลับมาเก็บเงิน 30 บาทรักษาทุกโรคอีกครั้ง แถมเริ่มมีแนวคิดที่จะให้ผู้ใช้สิทธิ สปสช. ต้องร่วมจ่ายสมทบค่ารักษาพยาบาลด้วย 

เพราะงบประมาณประเทศเริ่มขาดสภาพคล่อง จนผมต้องเขียนบทความเรื่อง "ปฏิรูปหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต้องสอนให้คนไทยรู้ทันประชานิยมชั่ว" ขึ้นมาว่า สาเหตุเพราะรัฐบาลเอาเงินไปใช้ในประชานิยมแบบผิด ๆ จนมากระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทั้งประเทศ

คลิกอ่าน ปฏิรูปหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต้องสอนให้คนไทยรู้ทันประชานิยมชั่ว ๆ

---------------------------

ผมเองเขียนบทความเรื่อง จะปฏิรูปหลักประกันสุขภาพ ต้องสอนให้คนไทยรู้ทันประชานิยมชั่ว ๆ

ซึ่งในบทความดังกล่าวได้อธิบายเหตุผลที่ ทำให้หลักประกันสุขภาพมีปัญหาสภาพคล่อง ก็เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์นี่แหละ

แน่นอน โครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นนโยบายที่ดี ห้ามยกเลิกเด็ดขาด แต่ต้องปรับปรุงและพัฒนาการใช้จ่ายงบให้รอบคอบมากขึ้น

อย่างเช่น พวกเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุ กรณีนี้แม้แต่การประกันภัยทุกประเภทตั้งแต่ประเภทที่ 1 ไปถึงประเภทที่ 3 บริษัทประกันจะไม่จ่ายสินไหมกรณีเมาแล้วขับที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 150 มก.% จนก่อให้เกิดอุบัติเหตุ สุดท้ายภาระค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดก็ตกมาเป็นภาระที่งบ สปสช.แทน

ดังนั้นกรณีเมาแล้วขับสมควรร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลสมทบด้วย


หรืออย่างเช่น พวกอันธพาลตีกัน ก็สมควรต้องร่วมจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลสมทบด้วย

หรืออย่างเช่น พวกขับรถแต่ไม่ทำพ.ร.บ.ประกันภัยบุคคลที่ 3 พวกนี้พอไปทำให้คนอื่นบาดเจ็บ หรือตัวเองบาดเจ็บเอง แทนที่จะเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลจาก พ.ร.บ.ฯ ได้ แต่กลับเบิกไม่ได้ เพราะไม่ทำประกันไว้ ก็ต้องให้โครงการ สปสช.มาแบกรับภาระไว้อีก

หรืออย่างเช่น พวกโจรไปปล้นเขา ทำผิดกฎหมายเองจนตัวเองถูกยิงบาดเจ็บเอง ก็ต้องมาเปลืองค่ารักษาพยาบาลจาก สปสช. ด้วย

นี่คือตัวอย่างที่น่าจะนำไปพิจารณาว่า คนที่กระทำผิดกฎหมายเหล่านี้ สมควรได้รับค่ารักษาพยาบาลฟรีทั้งหมดหรือไม่ ? หรือสมควรร่วมจ่ายสมทบ ?

-----------------

แนะนำอ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

คลิกอ่าน วิเคราหะ์คำว่า "โกงแต่ให้ประชาชน"

คลิกอ่าน จากลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ถึง 30 บาทรักษาทุกโรค

ดูทักษิณมันทำ ถวายบัตร 30 บาทให้ในหลวง




ผู้ติดตาม