วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การเก็งกำไรในตลาดหุ้นคือการพนัน เป็นอบายมุข (1)







เกริ่น ผมคงไม่ลงเรื่องรายละเอียดทางเทคนิคของหุ้น แต่จะอธิบายพอที่คนที่ไมรู้จักหุ้นเข้าใจพอสังเขปเท่านั้น

สมัยตอนผมเรียน ม.ต้น มีเพื่อนคนนึงเคยถามผมว่า ทำไมคนเราต้องกู้เงินธนาคารด้วย ไม่กู้ไม่ได้เหรอ จะได้ไม่เป็นหนี้ ?

เพื่อนคนนี้เขาไม่ได้ถามแบบลองภูมิ แต่เขาถามผมเพราะอยากได้ความรู้จริง ๆ ว่า ทำไมคนเราต้องไปเป็นหนี้ธนาคาร เพื่อให้ธนาคารรวยเอาๆ

เพราะในยุคสมัยนั้น เศรษฐีที่รวยที่สุดในประเทศไทย 5 อันดับแรก คือเจ้าของธนาคารทั้งนั้น

และเจ้าสัวที่รวยที่สุดในตอนนั้นก็คือ เจ้าสัวชิน โสภณพานิช เจ้าของธนาคารอันดับ1 ของประเทศไทย คือธนาคารกรุงเทพจำกัด

ซึ่งผมได้ตอบเพื่อนคนนั้นไปว่า "สมมุติถ้ามึงอยากเปิดอู่รถ แต่มึงไม่มีทุนจะสร้างอู่ พอดีมึงมีที่ดินมรดกที่พ่อมึงให้มา  มึงก็ต้องเอาที่ดินไปจำนองกับธนาคาร เพื่อเอาเงินมาลงทุนทำอู่ไงวะ ถ้ามึงไม่อยากกู้ธนาคาร แล้วมึงเอาที่ดินไปจำนองนอกระบบ นอกจากเสียดอกเบี้ยแพงแล้ว มึงอาจโดนโกงได้ง่ายกว่าจำนองธนาคารเสียอีก"

ทีนี้เพื่อนมันเลยอยากรู้ต่ออีกว่า แล้วธนาคารเอาเงินที่ไหนมาจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากของเรา

ผมตอบว่า "ธนาคารก็เอาเงินฝากของเราไปปล่อยให้คนกู้ ส่วนต่างของดอกเบี้ยจากการกู้เงินจะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารจะแบ่งดอกเบี้ยตรงส่วนนั้นมาจ่ายดอกเบี้ยให้เรา"

เพื่อนคนที่ถามผมคนนี้ ต่อมาก็ได้จบเศรษฐศาสตร์ทำงานในบริษัทใหญ่ระดับต้นๆ ของเมืองไทย

และเมื่อผมเรียน ม.ปลาย เป็นปีที่เจ้าสัวชิน โสภณพานิช เสียชีวิต ซึ่งเจ้าสัวชิน ถือเป็นมหาเศรษฐีระดับแสนล้านคนแรกของเมืองไทย จนเจ้าสัวชิน ได้ฉายาว่า "ธนราชันย์" เลยทีเดียว


สำหรับผมเริ่มสนใจตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดหุ้น ตั้งแต่เรียนม.ปลาย อ่านทุกเรื่อง ตามข่าวหุ้นตลอดมาหลายปี

-----------------------------------

ตลาดหลักทรัพย์ คืออะไร ?

ตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดหุ้น ในเมืองไทยถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2518 เป็นตลาดกลางที่ให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ สามารถมาระดมทุนจากประชาชนเพื่อนำไปพัฒนาขยายธุรกิจได้ โดยไม่ต้องไปกู้เงินธนาคาร โดยให้ผลตอบแทนแก่ประชาชนผู้ถือหุ้นในรูปเงินปันผล

เป็นตลาดที่ใช้ซื้อขายหุ้นเพื่อมีการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นได้อย่างสะดวกและง่ายดาย

หากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ อยากขยับขยายธุรกิจเพิ่ม  ก็สามารถระดมทุนจากประชาชนเพิ่มได้ เช่นการเพิ่มทุน

แต่หากกิจการขาดทุน บริษัทก็ไม่ต้องจ่ายเงินปันผล มันก็มีบ่อยครั้ง ที่มีบางบริษัทตบแต่งบัญชีอำพรางเพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินปันผลแก่นักลงทุน หรืออาจจ่ายน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และเพื่อเลี่ยงภาษีไปด้วย

เช่นบริษัทชินวัตรของทักษิณ มันไม่เคยรายงานผลกำไรของบริษัทอย่างจริงแท้ 100 % หรอก สังเกตง่ายๆ คือ ทักษิณมันซุกหุ้นไว้ที่เมืองนอกผ่านนอมินีก็มี หรือเอาทรัพย์สินไปซ่อนไว้ต่างประเทศก็มีเยอะ ไม่งั้นตอนทักษิณถูกยึดทรัพย์ มันจะเอาเงินที่ไหนซื้อหุ้นสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้

นั่นแสดงว่า ตระกูลชินวัตร มันตบแต่งบัญชีต่อรัฐมานานแล้ว เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงการ-จ่ายภาษีไปในตัวครับ (ยิ่งภายหลังได้มีอำนาจทางการเมืองด้วยแล้ว การตรวจสอบก็ยิ่งยากขึ้น เพราะทั้งกลต. และสรรพากร ก็ดูจะรู้เห็นเป็นใจไปด้วย)

ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 แล้ว แทบทุกบริษัทในช่วงนั้น ต่างก็ถือโอกาสไม่จ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นเป็นเวลาหลายปีทีเดียว

---------------------------

โบรกเกอร์ คืออะไร ?

เพราะผู้ซื้อหุ้นกับผู้ขายหุ้น ไม่สามารถขายกันเองได้โดยตรงในตลาด จึงต้องมีคนกลางหรือตัวแทนในการซื้อขายหุ้นแทน เพื่อความสะดวกและคล่องตัว

บริษัทโบรกเกอร์ (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์) ก็คือตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ หรือนายหน้าค้าหลักทรัพย์ โดยโบรกเกอร์จะเป็นตัวกลางระหว่างผู้ต้องการซื้อ และผู้ต้องการขายหุ้น

โดยโบรกเกอร์จะคิดค่าบริการซื้อขายหุ้น โดยหักเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่าหุ้นจากทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

และเพราะกำไรจากส่วนต่างของการซื้อขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี จึงจูงใจให้มีนักลงทุนทั้งรายใหญ่ และรายย่อย (แมงเม่า) ที่หวังอยากรวยเร็วๆ แต่ไม่สูญเงินไปเปล่า ๆ เพราะอย่างน้อยก็มีใบหุ้นไว้ครอบครอง ดีกว่าการลงทุนด้านอื่นๆ ที่ผลตอบแทนช้ากว่า

ฉะนั้น จึงมีนักลงทุนเข้ามาซื้อขายหุ้นเพื่อเก็งกำไรมากขึ้น ประเภทซื้อมา-ขายไป เพื่อหวังกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้น และมูลค่าหุ้นที่ขึ้นลงในช่วงเวลา

ถ้าเป็นเก็งกำไรระยะสั้น ก็จะซื้อมาขายไปในวันเดียวก็มี หรืออาจถึงขั้นซื้อหุ้นตัวเดียวขายไปขายมาวันละหลายรอบก็มี

ยิ่งช่วงตลาดหุ้นบูมเมื่อช่วงปี 2530-2539  จะมีเงินทุนไหลเข้ามามาก (โดยเฉพาะเงินทุนจากต่างชาติ) ยิ่งมีการซื้อขายมากเท่าไหร่ พวกบริษัทโบรกเกอร์ก็จะได้เงินจากการหักเปอร์เซนต์การซื้อขายมากตามไปด้วย

พวกโบรกเกอร์ จึงชอบชี้ชวนให้มีคนเข้ามาซื้อขายหุ้นกันมากๆ เพราะยิ่งมีการซื้อขายมากเท่าไหร่ พวกโบรกเกอร์ก็ยิ่งรวย

ช่วงตลาดหุ้นบูมสุดขีด ก่อนเกิดวิกฤติปี 40 พวกบริษัทโบรกเกอร์ และหุ้นของบริษัทโบรกเกอร์ เป็นหุ้นที่มีผลตอบแทนสูง เพราะมีการเข้ามาเก็งกำไรในหุ้นของบริษัทโบรกเกอร์กันมาก

พวกพนักงานโบรกเกอร์เอง ต่างก็รวยกันไปตามๆ กัน กินดื่มเที่ยวเตร่กันราวกับเงินทองเป็นของหาง่ายเหลือเกิน พวกนี้มักชักชวนให้คนมาเล่นหุ้นกันมาก ๆ โดยมักเอาความร่ำรวยมาล่อหลอกให้คนโลภอยากเข้ามารวยเร็วๆ ในตลาดหุ้น

แต่ผู้ที่ประสบความสำเร็จร่ำรวยจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นจริงๆ มีไม่ถึง 10% และส่วนใหญ่ก็เป็นการรวยจากการเก็งกำไรในราคาหุ้น ซึ่งก็เป็นความร่ำรวยบนความยากจนของคนที่พลาดพลั้งนั่นเอง

ยิ่งการเก็งกำไรระยะสั้นในตลาดหุ้น จะไม่ต่างอะไรกับการพนันชนิดหนึ่งนั่นเอง เพราะมีทั้งเล่ห์เหลี่ยม ลูกล่อ ลูกชน  การหลอกลวงมากมาย ทั้งหมดเพื่อหวังให้อีกฝ่ายขาดทุน เพื่อตัวเองได้กำไรแทน

เป็นการพนันที่ถูกกฎหมาย แถมดูโก้เก๋ เพราะจะถูกเรียกว่า นักลงทุน ไม่ใช่พวกผีพนัน


-----------------------------------

กองทุนรวม คืออะไร?

เนื่องจากในอดีตการที่ใครจะเข้าไปซื้อขายหุ้นได้ ก็ต้องมีบัญชีเงินฝาก ฝากไว้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์นับแสนบาท จนหลายแสนบาท เพื่อเป็นการค้ำประกันการซื้อขาย เงินค้ำประกันส่วนนี้ก็แล้วแต่บริษัทว่าจะกำหนดเท่าไหร่

ด้วยเหตุนี้คนจนๆ ที่ไม่มีเงินแสนไปค้ำประกันไว้ที่บ.โบรกเกอร์ จึงไม่สามารถเข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้นได้ จึงคำพูดประชดประชันที่ว่า

"คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น"

จึงได้เกิดกองทุนรวมขึ้นมา เพื่อให้ประชาชนที่มีเงินไม่มาก ได้มีโอกาสลงทุนในตลาดหุ้นได้ง่ายขึ้น ด้วยการซื้อกองทุนรวม และผู้บริหารกองทุนรวมก็จะนำเงินที่ได้จากประชาชนไปทำการลงทุนในตลาดหุ้นแทน

ซึ่งกองทุนรวมที่มีผลตอบแทนไม่สูง ก็จะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีความมั่นคง และมีความเสี่ยงน้อย เน้นลงทุนในระยะยาว โดยหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่าผลต่างจากราคาซื้อขายหุ้นแบบเก็งกำไรระยะสั้น

ส่วนกองทุนบางกองทุนก็เน้นลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง แต่จะมีผลตอบแทนที่สูงขึ้นไปด้วย

ซึ่งหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง แต่ผลตอบแทนสูงก็คือ หุ้นที่มีนักลงทุนเข้าไปซื้อขายมาก จนเกิดการเก็งกำไรสูงตามเช่นกัน

ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติปี 40 กองทุนรวมทุกกองทุนรวมให้ผลตอบแทนที่ดีมาก คือจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 20 % ต่อปีเลยทีเดียว 

--------------------------


การลงทุนในตลาดหุ้นที่ดีคืออะไร?

การลงทุนในตลาดหุ้นที่ดี ก็คือ การลงทุนซือหุ้นทิ้งไว้ในระยะยาว ไม่ได้หวังเก็งกำไรจากส่วนต่างจากการซื้อขายหุันในระยะเวลาสั้น

เป็นการซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนจริงๆ  โดยหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลที่เกิดจากการประกอบการที่ดีของบริษัทนั้น ๆ อย่างน้อยก็ถือไว้ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน 

โดยมากผู้ที่ลงทุนระยะยาวแบบดูปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจริงๆ มักจะไม่ขาดทุนจากการขึ้นลงของราคาหุ้น เพราะคนที่ลงทุนระยะยาว มักจะซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมักจะไม่เอาเงินเครดิตมาซื้อหุ้น แต่จะลงทุนด้วยเงินออมของตัวเองจริง ๆ

ต่างจากพวกเก็งกำไรบางคน มักอาศัยเครดิตหรือเงินอนาคตมาซื้อ เพราะหวังจะกำไรระยะสั้น จนบางทีลงทุนเกินตัว และหากขาดทุนจากการซื้อขาย ก็จะรีบเทขายเพราะกลัวขาดทุนมาก ซึ่งพวกนี้ความเสี่ยงจะสูง โอกาสเจ๊งก็สูงตามไปด้วย

----------------------

การเก็งกำไรหุ้น สังเกตอย่างไร

ก็ให้สังเกตจาก นำมูลค่าหุ้นตัวนั้น มาหารด้วย ผลตอบแทนจากเงินปันผลต่อหุ้นที่ผ่านมา หากมีค่าแตกต่างกันเกิน 10 เท่า ก็แสดงว่า เริ่มมีการเก็งกำไรจากราคาหุ้นตัวนั้นแล้วครับ

เช่นถ้าราคาหุ้นละ 100 บาท ได้เงินปันผลต่อหุ้น 10 บาท ก็เท่ากับ 100 หาร 10 = 10เท่า

ถ้าไม่เกิน10 เท่า ก็ยังถือว่า การเก็งกำไรมีน้อย แต่หากส่วนต่างของราคาหุ้นกับเงินปันผลเกินกว่า10 เท่าไปยิ่งมากเท่าไหร่ ก็แสดงว่า หุ้นตัวนั้น มีการเก็งกำไรมากขึ้นเท่านั้น

แต่สำหรับปัจจุบัน ให้ระวังเมื่อ อัตราระหวางเงินปันผลกับราคาหุ้น หากยังไม่เกิน 20 เท่า ก็ยังถือว่า พอทน หากเกิน 20 เท่าก็ควรเริ่มระวังอย่างมาก

--------------------------

ตอนต่อไป จะพูดเรื่องการปั่นหุ้นครับ

คลิกอ่าน ตอนจบ !!


วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

AEC จะทำชาวนาไทยเจ๊งมากขึ้นจากโครงการจำนำข้าว







หากเสื้อแดงไม่หลงบ้าประชาธิปไตยแบบโง่ๆ จนลืมนึกถึงประโยชน์ของชาติที่เป็นที่ตั้ง ย่อมไม่หลงผิดเชื่อว่านโยบายจำนำข้าว เป็นเรื่องที่ดีที่ถูกต้อง

ผมเขียนมาหลายบทความเรื่องจำนำข้าว คือหายนะชาติอย่างไร? 

ซึ่งในบทความนี้ผมจะไม่ลงลึกให้เครียดเกินไป แต่จะชี้นำให้เห็นอย่างง่ายๆ ว่าจำนำข้าวมันจะภัยของชาติ ที่รัฐบาลเพื่อไทยและทักษิณร่วมกันทำลายชาติอย่างไร

อย่างเช่น ปัจจุบันผลผลิตข้าวต่อไร่ของชาวนาไทยต่ำที่สุดในอาเซียน คือได้ประมาณ400กว่ากิโลกรัมต่อไร่ แต่ข้าวไทยกลับมีต้นทุนการปลูกสูงที่สุดในอาเซียน แบบนี้พอมองออกมั้ยครับ ต่อไปชาวนาไทยจะหายนะอย่างไร?

ข้าวไทยผลผลิตต่อไร่ต่ำ แต่ต้นทุนสูงลิบ ไม่เจ๊งก็เหลือเชื่อแล้ว

ซึ่งผมเขียนอธิบายไว้ในหลายบทความ อย่างบทความล่าสุดคือ ทำไมชาวนาอินเดียกับชาวนาไทยถึงยากจน ? 

สำหรับผม ไม่ว่าจะประกันราคาข้าว หรือจำนำข้าวกำมะลอ(ที่จริงคือการซื้อข้าว) ก็ไม่ได้ช่วยให้ชาวนาไทยพึ่งพาตัวเองได้ยั่งยื่นอย่างแท้จริง เพราะการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงเท่านั้น

แต่ก็เอาเถอะ ยังไงตอนนี้ผมก็มองว่า ยังไง ๆ การประกันราคาก็หายนะน้อยกว่าจำนำข้าวกำมะลอของเพื่อไทย

ส่วนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา นั้น

มันตลกจริงๆ ที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ตอบไปตามโพยว่า โครงการจำนำข้าวขาดทุนน้อยกว่าโครงการประกันข้าว ?

จริงๆแล้ว โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลเพื่อไทย เป็นการเลี่ยงคำ เพราะแท้จริงแล้ว ต้องเรียกว่ารัฐบาลรับซื้อข้าวทั้งหมด (ซึ่งขัดกฎของWTO ทำให้จีนจึงไม่กล้ารับซื้อข้าวไทย เพราะจีนอ้างว่ากลัวขัดWTO)

แถมรัฐบาล ประกาศรับจำนำข้าวแบบไม่อั้น ไม่จำกัดจำนวน รัฐรับซื้อทุกเมล็ด แถมรับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาดโลก

เช่นข้าว30ล้านตันข้าวเปลือก ถ้าสมมุติจำนำตันละหมื่นห้า รัฐก็ต้องใช้เงินอย่างน้อย4.5แสนล้านบาท แถมข้าวไทยขายไม่ออกเพราะแพงกว่าราคาตลาดโลก จนเหลือค้างโกดังมากมาย

แถมรัฐบาลต้องจ้างโรงสีและโกดังต่าง ๆ ช่วยเก็บข้าวแทนรัฐอีกด้วย แต่ยิ่งลักษณ์กลับบอกขาดทุนน้อยกว่าประกันราคาข้าว ??

ซึ่งคือการโกหกคำโต !!

ส่วนประกันราคาข้าว จ่ายแค่ส่วนต่างราคาเท่านั้น ถ้าสมมุติประกันราคาที่ตันละหมื่นห้าเท่ากัน ถ้าโรงสีซื้อจากชาวนาตามราคาตลาดตันละ8พันบาท การประกันราคาข้าวก็จะจ่ายส่วนต่างแค่ ตันละ 7พันบาทเท่านั้น ถูกกว่าจำนำข้าวของรัฐบาลเพื่อไทยอย่างน้อย3เท่าต่อตันแล้ว เห็นไหมครับ

แต่สมัยประกันราคาข้าวจริงๆ ไทยกลับขายข้าวออกนอกได้มากมายสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของไทย แล้วจะมาขาดทุนมากกว่าได้ไง เพราะจ่ายแค่ส่วนต่าง และไม่ต้องจ้างโรงสีและโกดังช่วยเก็บข้าวแทนรัฐบาลด้วย

ตรรกะง่ายๆ แค่นี้ มีแต่เสื้อแดงเท่านั้น ที่เชื่อรัฐบาล

การประกันราคาข้าวประหยัดเงินกว่าเยอะ แถมทุจริตน้อยกว่่าเยอะด้วย เพราะจำกัดจำนวนในการรับข้าวมาประกัน เพราะปิดช่องไม่ให้เขมรเข้ามาสวมสิทธิได้ง่ายๆ แบบไม่จำกัดจำนวนเหมือนโครงการจำนำข้าวด้วย

ทีนี้ นายกฯยิ่งลักษณ์ อ่านโพยตอบโต้ฝ่ายค้านอีกว่า จำนำข้าวทำให้ไทยขายข้าวได้ราคามากขึ้นกว่าเดิม คือขายได้ราคา 6 ร้อยกว่าเหรียญต่อตัน ราคาดีกว่าสมัยปชป. ที่ขายได้แค่ 500 กว่าเหรียญ ต่อตันเท่านั้น

หากเป็นเสื้อแดงปัญญาแค่หางอึ่ง ฟังแค่นี้ก็คงเฮดีใจ ว่านายกฯยิ่งลักษณ์ ฉลาด เก่งจริงๆ

แต่ความเป็นจริงคือ ไทยขายข้าวได้ตันละ 600กว่าเหรียญก็จริง (จริงๆราคาเฉลี่ยทุกชนิดอยู่ที่ 598 เหรียญต่อตันเท่านั้น)

แต่สิ่งที่นายกฯยิ่งลักษณ์ พูดความจริงไม่หมด ก็คือ  ปี2555ไทยกลับได้เงินจากการขายข้าวน้อยลง เพราะข้าวไทยขายไม่ออก รายได้จากการขายข้าวของไทยปี55 ลดลงกว่า 30 % แถมข้าวเหลือค้างโกดังเพิ่มขึ้นเกือบ 50 %


(พอดีมีคนไม่ตามข้อมูล มาขอหลักฐานจากผม ผมก็เลยมาสงเคราะห์เพิ่มให้ว่า ลองเอาตารางการส่งออกข้าวไปคำนวณเอาเอง ว่าปี54 กับปี 55 ขายข้าวมากน้อยลงแค่ไหน ส่วนราคาเฉลี่ยของ54 และ 55 ก็หัดไปหาข้อมูลเอาเองนะ ขี้เกียจหาให้ละ)

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!


คลิกอ่าน แฉรัฐบาลโกหกขายข้าวจีทูจี

---------------------------------

ถามว่า ชาวนาได้เงินจากจำนำข้าวมากกว่าราคาประกันจริงหรือไม่?

ขอตอบว่า จริง แต่ชาวนาจำใจต้องชอบโครงการจำนำข้าว เพราะอะไร? ผมได้เขียนเหตุผลไว้แล้ว ในบทความเรื่อง ชาวนาไทยชอบโครงการจำนำข้าวจริงหรือ ?

------------------------

ข้าวไม่ใช่น้ำมัน ไม่ใช่ทอง

เพราะข้าวไม่สามารถเก็บไว้นานๆ ได้ เพราะถ้ายิ่งเก็บนานก็ยิ่งเสื่อมคุณภาพ

การจำนำข้าวของเพื่อไทย ทำข้าวเหลือล้นโกดัง ยิ่งเก็บนานข้าวก็ยิ่งราคาตก เพราะข้าวจะค่อยๆ เสื่อมคุณภาพ

เมื่อคิดค่าเสื่อมคุณภาพของข้าว ค่าจ้างโกดังเก็บข้าว รวมทั้งดอกเบี้ยเงินกู้ที่รัฐบาลกู้จากธกส.  มีนักวิชาการได้คำนวณคร่าวๆแล้วว่า ไทยจะขาดทุนอย่างน้อยปีละ 1.2 แสนล้านบาทจากโครงการจำนำข้าว ซึ่งยังไม่รวมเรื่องการทุจริตจำนำที่ยังประเมินตัวเลขแน่ชัดไม่ได้

และเมื่อถึงเวลาหนึ่ง ข้าวที่ขายไม่ออก ก็อาจต้องโละข้าวทิ้ง เพราะจะไม่มีใครรับซื้อในที่สุด แล้วเงินที่สูญเสียไปล่ะ เงินของใคร?

ไม่ใช่เงินนายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่เงินพรรคเพื่อไทยแน่นอน แต่คือเงินภาษีของชาติที่ต้องสูญเสียไป

--------------------------

รัฐบาลจีน ไม่โง่ซื้อข้าวจากไทย

การที่นายกฯจีนเวินเจียเป่า มาไทย สาเหตุหลักคือ มาเพื่ออำลาตำแหน่งที่จะหมดวาระลงในต้นปีหน้า

สาเหตุต่อมาคือ จีนต้องการขายรถไฟฟ้าความเร็วสูงให้ไทย และเพื่อไม่ให้อเมริกามีบทบาทในอาเซียนมากเกินไป

แต่การที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์พยายามเสนอให้จีนช่วยซื้อข้าวจากไทย จีนเขาก็เลยเซ็นแบบมารยาท แต่ไม่ขอเซ็นสัญญา GtoG แต่ขอเซ็นแค่ MOU หรือบันทึกความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งไม่ได้มีผลผูกพันธ์ใดๆ

ที่สำคัญจีนเขาไม่โง่ที่จะเซ็นสัญญาผูกมัดตัวเอง จีนจึงเซ็นMOU โดยไม่ให้ระบุจำนวนข้าวที่จะซื้อ และไม่ให้ระบุระยะเวลาที่จะรับซื้อ นั่นแปลว่าจีนจะไม่ซื้อข้าวจากไทยเลยก็ได้ 

และเมื่อไม่กี่วันก่อน จีนได้เปิดตัวข้าวพันธุ์ Super rice ที่มีผลผลิตต่อไร่สูงที่สุดในโลก ด้วยจำนวน 14 ตันต่อ 6.2 ไร่ หรือประมาณ 2,258 กิโลกรัมต่อไร่ !!

เพราะชาวนาจีนเขาไม่มัวรอมัวหวังพึ่งรัฐบาลเหมือนชาวนาไทย เขาเลยมีเวลาพัฒนาการปลูกข้าวได้อย่างชาญฉลาด




และตามปกติจีนไม่ค่อยซื้อข้าวจากไทยเท่าไหร่อยู่แล้ว เพราะตั้งแต่จีนปฏิวัติแดง นโยบายเหมาเจ่อตุงที่สำคัญที่สุด คือการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ

ฉะนั้น รัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงหลอกเสื้อแดงว่า จีนได้ซื้อข้าวไทยแล้ว ซึ่งพวกเสื้อแดงก็ไม่มีปัญญาพอที่จะไม่เชื่อข้อมูลรัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่แล้ว


คลิกอ่านข่าว ทูตจีน ปฎิเสธจีนซื้อข้าว จีทูจี

-----------------

AEC เมื่อไหร่ ชาวนาไทยยิ่งแย่

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกได้บอกว่า คู่ค้าข้าวเริ่มตำหนิคุณภาพข้าวไทยที่เริ่มแย่ลง เพราะชาวนาเร่งปลูกข้าวคุณภาพต่ำอายุเก็บเกี่ยวสั้น เพื่อหวังรับเข้าจำนำข้าว แต่ข้าวไทยกลับแพงมากขึ้น

คลิกอ่านข่าวที่นี่

คนไทยจะมีโอกาสกินข้าวชาติเพื่อนบ้านแทนข้าวไทยมากขึ้น

เพราะเมื่อเข้าสุ่AEC หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผมได้ทราบมาว่า ผู้บรรจุข้าวถุงของไทยก็จะไปกว้านซื้อข้าวคุณภาพดีแต่ราคาถูกกว่าข้าวไทยจากประเทศเพื่อนบ้านมาบรรจุถุงขายแทน เพราะเมื่อเป็น AEC แล้ว จะเปิดการนำเข้าข้าวจากชาติอาเซียนได้อย่างเสรี

ลองนึกภาพง่ายๆ นะครับว่า ถ้าข้าวหอมมะลิไทยชั้นดี 5 กก. ราคาถุง200 บาท แต่ถ้าข้าวหอมชนะเลิศอันดับ1โลกของเขมร 5 กก. ราคาถุงละ 150 บาท อร่อยไม่แพ้ข้าวหอมมะลิไทย เป็นคุณจะเลือกซื้อข้าวแบบไหน?

แถมเมื่อข้าวจากเพื่อนบ้านเข้ามาในไทยได้ง่ายมากขึ้น การนำข้าวเขมร ลาว พม่า เวียตนาม มาสวมสิทธิเพื่อทุจริตในโครงการจำนำข้าวยิ่งง่ายมากขึ้นกว่านี้อีกครับ

ในขณะที่ชาวนาชาติอื่นรวยเพราะกลไกตลาด ส่วนชาวนาไทยจนเพราะพึ่งรัฐบาลครับ

นั่นเพราะรัฐบาลไทย โดยนักการเมืองไทยสอนให้ชาวนาพึ่งพาตัวเองได้โดยแท้จริง ต่างจากในหลวงที่ทรงสอนให้ชาวนายืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง

------------------------

เมื่อถึงวันหายนะ

ลองนึกดูง่ายๆ นะครับ รัฐบาลเพื่อไทยมีนโยบายพักหนี้เกษตรกร ก็ทำให้ธกส.เสียรายได้ไปพอสมควร แล้วนี่ยังกู้เงินธกส. มาใช้จำนำข้าวแบบขาดทุนขายไม่ออกอีก

ในระยะ2-3 ปี ไทยเราอาจจะยังไมเจ๊งจากโครงการจำนำข้าวทันที แต่ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ เมื่อผ่านไปสัก3-4ปี หายนะมาเยือนแน่ ๆ ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น พวกนักการเมืองที่ทำโครงการจนเจ๊งนี้ เขาสามารถหนีไปเมืองนอกได้

ส่วนคนจนในไทย ก็คงต้องอยู่รับกรรมกันไปครับ


คลิกอ่าน เมื่อ อบจ.อ่างทอง ช่วยทำให้ชาวนาอ่างทองฉลาดขึ้น



วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ถาม-ตอบ หลังม็อบเสธ.อ้าย ยุติการชุมนุม






ถาม ทำไมรัฐบาลรีบประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง

akecity - เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์กลัวการชุมนุมของประชาชน ทักษิณเคยต้องยุบสภาเพราะกลัวม็อบพันธมิตรมาแล้ว (พธม.ไม่ได้เรียกร้องให้ทักษิณยุบสภา แต่เรียกร้องให้ทักษิณลาออก)

เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องการสกัดม็อบ ด้วยการสร้างความน่ากังวลใจให้กับผู้ชุมนุมที่มีเจตนามาชุมนุมโดยสงบ อาจเปลี่ยนใจไม่กล้ามา

เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์หาทางสกัดม็อบให้มีจำนวนน้อยลง หวังผู้ชุมนุมให้เดินทางมาชุมนุมได้ลำบากยิ่งขึ้น และเจ้าหน้าที่มีเหตุให้สามารถจับกุุมผู้ชุมนุมได้ง่ายขึ้น

เพราะพ.ร.บ. ความมั่นคง สามารถให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติ ให้มีอำนาจสั่ง ห้ามเข้าหรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่อาคารหรือสถานที่ที่กำหนดในห้วงเวลา ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม หรือยานพาหนะในเส้นทาง และสามารถสั่งให้บุคคลงดเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับเครื่องมือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อป้องกันอันตรายได้

ถาม ทำไมตำรวจจึงใช้แก๊สน้ำตากับผู้ชุมนุมตั้งแต่เช้า

akecity - ฝ่ายตำรวจอ้างว่า ผู้ชุมนุมขับรถ 6 ล้อ จะพุ่งมาทำร้ายเจ้าหน้าที่

ในขณะที่ผู้ชุมนุมบอกว่า รถ 6 ล้อบรรทุก อุปกรณ์และสเบียงไปสมทบที่ลานพระรูป แต่ตำรวจมาสกัดไม่ให้เข้าไป

และเจตนาของตำรวจคือ หวังขู่ผู้ชุมนุมที่หวังมาชุมนุมโดยสงบที่กำลังจะเดินทางมาสมทบ ให้เปลี่ยนใจไม่อยากมา เพราะหวั่นเกิดเหตุรุนแรง เพราะยิ่งตอนเย็นๆ คาดว่าจะมีผู้ชุมนุมที่เลิกงาน และผู้ชุมนุมจากต่างจังหวัดจะมาเพิ่มอีกเยอะ ตำรวจจึงรีบสกัดผู้ชุมนุมไม่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ตามคำสั่งรัฐบาล

ตำรวจอ้างว่า ผู้ชุมนุมมีแก๊สน้ำตายิงใส่ตำรวจเหมือนกัน แต่ผู้ชุมนุมอ้างว่า แค่หยิบลูกระเบิดแก๊สน้ำตาที่ตำรวจยิงมา ปากลับไป


ถาม - ตำรวจทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องในการควบคุมผู้ชุมนุมหรือไม่ ?

akecity - ตำรวจทำข้ามขั้นตอน ตำรวจไม่ทำตามหลักสากลแน่นอน เพราะช่อง 7 สี ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาก่อนจะใช้ขั้นตอนอื่น ๆ ไม่มีแม้กระทั่งประกาศเตือนก่อน

ตำรวจไม่ยอมใช้โล่ห์ดันผู้ชุมนุมก่อน และไม่ใช้การฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุมก่อน แต่กลับเลือกใช้การยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมก่อน (ก่อนการใช้โล่ห์ดันผู้ชุมนุมด้วย)




ถาม - ใครเริ่มก่อความรุนแรงก่อน ?

akecity ตำรวจแน่นอนครับ เพราะผู้ชุมนุมยังไม่ได้บุกรัฐสภา ไม่ได้บุกทำเนียบ แต่ตำรวจหาเหตุทำร้ายผู้ชุมนุมก่อน โดยอ้างว่าผุ้ชุมนุมพังรั้วและแผงกั้นของตำรวจ

แต่ผุ้ชุมนุมอ้างว่า ตำรวจพยายามบีบพื้นที่ให้คับแคบเกินไป ทำให้ผู้ชุมนุมไม่สามารถขยับขยายได้ และตำรวจก็ปิดถนนเกือบทุกเส้นทาง เพื่อป้องกันไม่ให้มีผุ้ชุมนุมรายใหม่ๆ เดินทางเข้าไปในพื้นที่ได้

ถาม - ผู้ชุมนุมพกอาวุธจริงหรือไม่ ?

akecity - เป็นคำกล่าวอ้างของตำรวจว่า จับและยึดอาวุธจากผู้ชุมได้ แต่พอตกค่ำ ตำรวจกลับแถลงการณ์ว่า จะรีบปล่อยผุ้ชุมนุมทั้งหมดที่จับได้ 137 คน 

จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า ทำไมต้องรีบปล่อย โดยเฉพาะคนที่ตำรวจอ้างว่าพกอาวุธ ?

ถ้าตำรวจบริสุทธิ์ใจ ก็ควรดำเนินคดีโดยเฉพาะพวกพกอาวุธให้ถึงที่สุดไปเลย เอาให้หนักๆ จะปล่อยง่ายๆ ไปทำไม หรือว่า พวกที่พกอาวุธนั้น ความจริงคือแดงชั่วปลอมตัวมาสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายผู้ชุมนุมที่เขาตั้งใจชุมนุมโดยสงบ ตำรวจรู้เห็นกับแดงเทียมหรือไม่ ?


ถาม - เสธ.อ้าย แพ้หรือไม่ ?

akecity - เสธ.อ้ายไม่ได้แพ้ แต่เป็นผู้ชนะต่างหาก คือชนะความชั่วของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะตั้งแต่ก่อนการชุมนุม เสธ.อ้าย ประกาศว่า จะชุมนุมแค่วันเดียว หากคนมาไม่ถึง5หมื่น จะเลิกชุมนุมทันที จะไม่มีการเคลื่อนม็อบไปทำเนียบ หรือไปรัฐสภาแน่นอน

ในเมื่อคนเขาตั้งใจจะมาชุมนุมโดยสงบในวันหยุดราชการ ตามวิถีประชาธิปไตย รัฐสภาก็ไม่ได้ทำงาน นายกฯ ก็ไม่ได้ทำงาน

แล้ว ตำรวจ จะรีบมาขัดขวางประชาชนตั้งแต่ไก่โห่ทำไม นี่หรือประชาธิปไตย ?

ประชาชนไม่ได้บุกไปทำเนียบ ไม่ได้บุกไปรัฐสภา แต่ตำรวจก็รีบระดมยิงแก๊สน้ำตาใส่ประชาชนก่อนโดยไม่สมเหตุผล

เพียงเพื่อช่วยรัฐบาลชั่วของน้องสาวทรราชทุรชนทักษิณ เท่านั้นเอง

ทีพวกเสื้อแดง ชุมนุมปิดราชประสงค์เป็นเดือนๆ ได้ ตำรวจทำไมไม่ยิงแก๊สน้ำตาใส่เสื้อแดงบ้าง มันน่าจะยิงแก๊สน้ำตาใส่เสื้อแดงตั้งแต่วันแรกบ้างนะ อ้อ! ยิงไม่ได้สิ พวกมันพวกชั่วเดียวกัน 

ทีเสื้อแดงบุกมาหน้าทำเนียบเพื่อเทเลือดได้ ทำไมตำรวจไม่สกัดเสื้อแดงบ้าง

ทีเสื้อแดงบุกมาเทเลือดหน้าบ้านนายอภิสิทธิ์ได้ ทำไมตำรวจไม่สกัดเสื้อแดงบ้าง

แค่องค์การพิทักษ์สยาม เขามาชุมนุมแค่วันแรก ก็มีพวกตำรวจชั่วมาสะกัดทำลายการชุมนุม ตั้งแต่เช้าแล้ว

ฟ้าดินสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงเป็นพยาน หากมันผู้ใด ขัดขวางการชุมนุมโดยสงบของประชาชนผู้รักแผ่นดิน ขอให้ไอ้อีพวกนั้น อย่าได้ตายดีบนแผ่นดินนี้

ถาม - ทำเสธ.อ้าย รีบประกาศยุติการชุมนุม ?

akecity - เพราะเสธ.อ้าย ไม่ได้ต้องการใช้ศพคนตายหากินเพื่อใส่ร้ายรัฐบาล เพราะเสธ.อ้าย ไม่ต้องการใช้ศพคนตายเพื่อช่วยให้ตัวเองได้อำนาจ หรือได้กลับบ้านจันส่องตูดหมา !!

เพราะเสธ.อ้ายไม่ได้ต้องการเหยียบศพคนตายเพื่อไป รับตำแหน่งรัฐมนตรีเผาเลยครับพี่น้องผมรับผิดชอบเอง

เสธ.อ้าย ห่วงใยความปลอดภัยของประชาชนมากที่สุด เพราะรัฐบาลชั่ว ใช้แผนสกปรกทุกทาง เพื่อหวังทำลายการชุมนุม เช่นตัดน้ำตัดไฟ และให้ตำรวจสกัดกั้นไม่ให้คนมาชุมนุมเพิ่ม ปิดกั้นวิถีประชาธิปไตยจากการการแสดงออกของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล

เพราะรัฐบาลชั่วไม่มีหัวใจประชาธิปไตย เพราะไม่ยอมเปิดโอกาสให้ประชาขนได้มีโอกาสชุมนุมคัดค้าน ขับไล่รัฐบาล แม้แต่วันเดียว

เสธ.อ้าย ประกาศว่าพอใจแล้วที่มีคนมาชุมนุมเกิน 5 หมื่นคน แต่เพราะโดนสกัดทุกทาง ได้เท่านี้ก็พอใจแล้ว เมื่อคนมาไม่ถึงล้านคน ก็คงล้มรัฐบาลไม่ได้ จึงประกาศยุติการชุมนุม เพราะ

สถานการณ์เริ่มจะไม่ปลอดภัยต่อผู้ชุมนุม หากปล่อยการชุมนุมให้ยืดเยื้อไปถึงตอนกลางคิน อาจมีการลอบยิงผู้ชุมนุมก็ได้ เพราะเจตนาที่เห็นในวันนี้ มันก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า รัฐบาลชั่ว มันต้องการจุดชนวนให้เกิดความรุนแรง และหวังใส่ร้ายผู้ชุมนุม



---------------------------

บทสรุปการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยาม ในมุมมองใหม่เมืองเอก

การที่ประชาชนจะมาชุมนุมโดยสงบ หากมีรัฐบาลที่ดี เข้าใจวิถีประชาธิปไตยที่แท้จริง ควรเปิดโอกาสให้มีการชุมนุมได้ 

ยิ่งการชุมนุมคัดค้านต่อต้านรัฐบาล รัฐบาลที่ดีก็ต้องรีบให้มีการชุมนุม เพื่อประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ประเทศนี้มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่กล้าเปิดโอกาสให้มีคนต่อต้านรัฐบาลได้อย่างมีเสรี โดยสงบ

แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์พยายามทำลายการชุมนุม ตั้งแต่การชุมนุมยังไม่ทันจะเริ่มจริงๆ เลย ให้ตำรวจทำร้ายประชาชนตั้งแต่เช้า จรด เย็น

เสธ.อ้าย ประกาศว่า จะชุมนุมแค่วันเดียว อย่างมากไม่เกิน 2 วัน หากผิดไปจากนี้ เช่นชุมนุมยืดเยื้อ มีการเคลื่อนผู้ชุมนุมไปทำเนียบ หรือไปรัฐสภา รัฐบาลจะให้ตำรวจสกัดผู้ชุมนุม ย่อมจะมีความสมเหตุสมผลมากกว่านี้

แค่เปิดโอกาสให้เขาชุมนุมได้โดยอิสระ รัฐบาลชั่วก็ไม่กล้าแล้ว

ส่วนคำถาม ที่ว่า การชุมนุมโดยสงบจะล้มรัฐบาลได้เหรอ ? กรุณาไปคลิกอ่านที่นี่ครับ คลิก






วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ทุนนิยมฟุ้งเฟ้อ รัฐบาลใช้เงินเกินตัว คือหายนะ






สหภาพยุโรปกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะหลุดรอดจากวิกฤตินี้เมื่อไหร่ กรีซ โปรตุเกส สเปน อิตาลี กำลังเจอภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ รัฐบาลในแต่ละประเทศเป็นหนี้กันถ้วนหน้า

และมีการคาดการณ์กันว่า หากวิกฤติยูโรโซนนี้ยังไม่รีบจบ มันก็จะลามไปอีกหลายประเทศ ซึ่งคาดกันว่า ประเทศที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรายต่อไปคือ ฝรั่งเศส

น้องๆ อาจไม่ต้องเรียนเศรษฐศาสาตร์ให้ปวดหัว ว่าต้นเหตุวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุโรปเกิดจากอะไร เพราะผมตอบให้ง่ายๆ เลยว่า เกิดจากการใช้เงินเกินตัวของรัฐบาลในแต่ละประเทศ เกิดจากความฟุ้งเฟ้อของคนในประเทศ

คำว่ารัฐบาลใช้เงินเกินตัวก็คือ รัฐบาลมีรายรับไม่พอกับรายจ่าย และการกู้เงินอนาคตมา สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจจอมปลอม จนเกิดภาวะเก็งกำไร และกลายเป็นฟองสบู่เศรษฐกิจในที่สุด

ประเทศไทยก็เคยประสบมาแล้ว จากวิกฤติต้มยำกุ้งในปี40 แต่กว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่แตกได้ ฟองสบู่มันได้เริ่มสะสมมาก่อนนหน้านั้นมาหลายปีแล้ว

จากกระแสทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในไทยมากจนเกินไป จากนโยบายเปิดเสรีทางการเงินยุคชวน1 จึงทำให้ประเทศไทยมีเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสูง ก็เลยเกิดการนำเงินพวกนี้ไปปล่อยให้กู้ง่าย ๆ ซึ่งเงินพวกนี้ก็มักนำไปลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์มากเกินความต้องการ จนเกิดการเก็งกำไรขึ้น และนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งมาแตกในยุครัฐบาลชวลิต!!

ฟองสบู่เศรษฐกิจ ก็คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจจอมปลอม ไม่ได้เติบโตจากความต้องการที่แท้จริง ไม่ได้เติบโตด้วยทุนในประเทศของตัวเอง แต่เป็นการนำเงินกู้มาสร้างความเติบโตจอมปลอมขึ้น สุดท้ายฟองสบู่มันก็แตก

ทั้งไทย สหรัฐอเมริกา และยุโรป ก็มีต้นตอจากปัญหาคล้ายๆ กัน แต่สรุปง่ายๆ ก็คือ เกิดจากการใช้เงินเกินตัวของทั้งรัฐบาลและคนในประเทศนั้นๆ นั่นเอง

จริงๆแล้ว ผมเขียนอธิบายเรื่องคล้ายๆ กัน นี้ ในบทความเก่าๆ มาพอสมควร จึงไม่ขอลงรายละเอียดตรงนี้อีก

--------------------------------------

รัฐบาลในยุโรปหลายประเทศจึงต้องใช้นโยบายรัดเข็มขัด

เพราะที่ผ่านๆ มารัฐบาลในยุโรปหลายประเทศ เช่นกรีซ สเปน อิตาลี และอีกหลายๆ ประเทศ ใช้เงินเกินตัวจนก่อหนี้สาธารณะสะสมมากเกินไป เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนคนเรา มีรายได้หลักหมื่น แต่มีหนี้นับสิบๆ ล้าน แบบนี้มันก็ไปไม่รอด ก็ต้องล้มละลายในที่สุด

เช่น กรีซ ก็กำลังล้มละลาย แต่ประเทศที่มีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งกว่า ก็พยายามจะประคองไม่ให้ล้ม ด้วยการอุดหนุนเงินกู้ระยะยาว ดอกเบี้ยต่ำสุดๆ เพื่อประคับประคองกรีซ ไม่ให้ล้มละลาย เพราะถ้ากรีซล้มละลาย ก็หมายถึงหนี้สูญ และกรีซอาจต้องเร่ขายทรัพย์สินในประเทศในราคาถูก ผู้คนจะตกงานอดอยาก เพราะรัฐบาลไม่มีรายได้จะไปหล่อเลี้ยงระบบเป็นต้น

ที่สำคัญEU ก็จะอาจจะล้มตามกรีซไปด้วย ก็ปล่อยกู้ให้กรีซและอีกหลายประเทศไปมหาศาล ถ้าเกิดหนี้สูญก็ซวยด้วยแน่นอน จริงมะ ?

ลองคิดง่ายๆ ถ้าเราให้ใครกู้เงินไปเยอะๆ แต่สุดท้ายหนี้สูญเราซวยมั้ยล่ะ?

ฉะนั้นเมื่อกรีซ และอีกหลายประเทศ เป็นหนี้เยอะมากๆ แถมได้เงินกู้ใหม่มาเพื่อช่วยให้เกิดสภาพคล่อง เพราะรัฐบาลไม่มีเงิน

วิธีเดียวที่จะประคับประคองเพื่อให้ประเทศรอดต่อไปได้ ก็คือ ต้องใช้จ่ายให้น้อยที่สุด ต้องจ่ายให้น้อยกว่ารายได้ที่หาได้ เพื่อจะได้มีเงินเหลือพอไปใช้หนี้ นั่นก็คือ ต้องใช้นโยบายรัดเข็มขัด

นโยบายรัดเข็มขัดก็คือ ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นเท่านั้น อะไรที่ฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น ต้องตัดทิ้งออกให้หมด เช่นลดเงินเดือน ปลดคนงาน ลดสวัสดิการแก่ประชาชน หรือลดโครงการก่อสร้างใหม่ๆ ของภาครัฐ เพื่อประหยัดงบประมาณ เป็นต้น

นโยบายรัดเข็มขัด จึงทำให้ประชาชนที่เคยได้รับสวัสดิการต่างๆ จากรัฐ ก็ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย ประชาชนทั่วยุโรปจึงได้ออกมาประท้วงคัดค้านนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลกันจะเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

คลิกดู คลิปข่าวสั้น เรื่องสหภาพแรงงานทั่วยุโรปประท้วงนโยบายรัดเข็มขัด จากรายการโลกยามเช้า

--------------------------

สหภาพแรงงานในยุโรป ประท้วงนโยบายรัดเข็มขัด




-----------------------------


ข้อคิดสำหรับคนไทย

เราคนไทยคงไม่อยากให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจแบบปี40 อีกแล้วใช่มั้ย?

เมื่อครั้งหลังวิกฤติปี 40 ผู้ที่ประสบสภาวะล้มละลายทางเศรษฐกิจในตอนนั้น ต่างเข้าใจทันทีว่า ปัญหามันเกิดจากการใช้เงินมือเติบ ใช้เงินเกินตัว กู้เงินอนาคตมาใช้มากเกินไป ทุกคนที่ผ่านจุดนั้นมาได้ ต่างนึกถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงในทันที

ทั้งๆ ที่ในหลวงทรงพร่ำสอนตักเตือนให้คนไทยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากว่า30ปี แต่คนไทยตอนนั้นก็ฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวากันไปหมด จนกระทั่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเข้ากับตัวเองจังๆ ถึงได้นึกถึงคำสอนของในหลวง

แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา!!

อีกทั้งวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ของสหรัฐ ที่ผ่านไปเมื่อไม่กี่ปีนี้ ก็เกิดจากสาเหตุเดียวกัน จนเรื่อยมาถึงวิกฤติยูโรโซน ก็เช่นเดียวกัน

แต่เท่าที่ผมมองสถานการณ์ของสังคมไทยในวันนี้ ดูเหมือนว่า วันนี้คนไทยกำลังหลงลืม และหลงระเริงกับความฟุ้งเฟ้อทุนนิยมจ๋ากันอีกแล้ว นั่นเพราะ คนไทยจำนวนมากหลงไปเชื่อคำหลอกลวงของรัฐบาลที่ไม่หวังดีต่อคนไทย ไปเชื่อมหาเศรษฐีที่เลวที่สุดในประวัติศาตร์ไทย ที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังหลอกลวงให้คนไทยกลายเป็นพวกนิยมความฟุ้งเฟ้ออีก

สังเกตได้เลยว่า ทุกครั้งที่ทักษิณโฟนอินมาคุยกับเสื้อแดง มันมักจะนำความร่ำรวยมาล่อหลอกพวกเสื้อแดงด้วยแทบทุกครั้ง

และตอนนี้นโยบายรัฐบาลเพื่อไทย ก็กำลังใช้เงินเกินตัวโดยไม่จำเป็น ใช้เงินไปกับประชานิยมโง่ ๆ ทีจะเป็นผลกระทบในอนาคตต่อประเทศไทยแน่ๆ

เพราะตั้งแต่รัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล ภาวะการส่งออกของไทยก็ย่ำแย่ นั่นหมายถึงรายได้น้อยลง แต่กลับใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัวมากเหลือเกิน

ทั้งหมดนั้น เพียงเพราะคนไทยหลงเชื่อคำว่าประชาธิปไตยจอมปลอม ที่นักการเมืองชั่วๆ เอามาล่อหลอกให้แท้ๆ

ฉะนั้น เราคนไทยจงตื่นจากความหลงใหลคำว่าประชาธิปไตยแบบโง่ๆ ที่ปล่อยให้รัฐบาลทำหายนะให้กับประเทศได้ตามอำเภอใจ

เริ่มต้นที่ตัวเรา ประหยัด และใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่เห่อฟุ้งเฟ้อไปตามกระแส

แล้วอย่าสนับสนุนรัฐบาลซาตาน ที่ใช้จ่ายเงินเกินตัวในสิ่งที่ไม่สมเหตุผลหลายเรื่อง หลอกให้คนไทยเราฟุ้งเฟ้อ เหมือนทุกวันนี้ครับ

ระบอบประชาธิปไตยนั้นดี  เพียงอยู่ในมือนักการเมืองไทยเลว ๆ (ทุกยุคทุกสมัย)

นี่คือสาเหตุหนึ่ง ผมจึงไม่เชื่อถือพรรคการเมืองไทยทุกพรรคครับ เพราะนักการเมืองไทยไม่ได้ช่วยคนไทยอย่างจริงใจ เพราะจากหายนะที่ผ่านๆ มา คือบทพิสูจน์ความล้มเหลวของนักการเมืองไทย ที่ชอบกระตุ้นให้คนไทยใช้จ่ายเยอะ ๆ เพื่อหวังตัวเลขGDP สวยๆ 

คงมีแต่ในหลวงของเราเท่านั้น ที่ทรงมองการณ์ไกล ทรงเตือนพวกเราแล้ว แต่พวกเรากลับไม่นำพา 

"เมื่อรัฐบาลยังฟุ้งเฟ้อ แล้วจะสอนให้ประชาชนพอเพียงได้อย่างไร"

เราต้องช่วยกันไม่ให้ประเทศของเราทำผิดซ้ำอีก..

คลิกดูคลิปรายการ สยามวาระ ต้นเหตุวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤติยูโรโซน (ห้ามพลาด!!)



วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สตาร์บัง vs สตาร์บัค (STARBUNG VS STARBUCKS)




จากกรณี คุณดำรง มัสแหละ คนไทยมุสลิม คนหนึ่งขายกาแฟ โดยใช้โลโก้คล้ายคลึงกับ กาแฟยี่ห้อ Starbucks โดยเขาใช้โลโก้ว่า สตาร์บัง ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซต์พ่วงขายกาแฟชื่อ"ร้านสตาร์บัง" (STARBUNG COFFEE) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมถนนพระอาทิตย์ หน้าสำนักงานASTV




จนถูกสตาร์บัค ฟ้องว่าสตาร์บังลอกเลียนแบบโลโก้สตาร์บัค จนเป็นข่าวดังไปเมื่อไม่นานมานี้ และสตาร์บัคได้จดหมายส่งมาข่มขู่เจ้าของร้านสตาร์บัง เนื้อหาพอสังเขปตามนี้

ร้านสตาร์บังได้ละเมิดเครื่องหมายทางการค้าของสตาร์บัคส์ คอร์ปอเรชั่น เจ้าของร้านสตาร์บัคส์คอฟฟี่ (STARBUCKS COFFEE) และแจ้งให้เปลี่ยนเครื่องหมายการค้า ภายในวันที่ 26 ต.ค.นี้ ซึ่งหากไม่ได้รับคำตอบภายใน 7 วัน จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย

ซึ่งผมมองว่า สตาร์บัคกำลัง2 มาตรฐานหรือไม่ ? เพราะ ในโลกนี้มีการทำโลโก้คล้ายๆ กับสตาร์บัคมากมาย แถมเป็นร้านที่ใหญ่โตกว่าร้านสตาร์บัง มอไซค์พ่วงขายกาแฟของอาบังเสียอีก แถมทำมานานแล้วด้วย และยังอยู่รอดด้วยดี

แต่อย่างว่านะ พอบริษัทใหญ่ๆ เขามาขู่จะฟ้องแล้ว คนหาเช้ากินค่ำ รายได้วันละไม่กี่ร้อย ก็คงไม่กล้าไปสู้คดีกับเขาหรอก เสียเวลาทำมาหากิน ไหนถ้าเกิดแพ้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย

ทีนี้เราลองมาดูโลโก้เลียนแบบในต่างประเทศบ้างดีว่า


ร้านนี้น่าจะอยู่จีน



ร้านนี้เลียนแบบอยู่ที่พนมเปญ ร้านนี้ไม่มีคำว่าสตาร์ และไม่ได้ใช้รูปดาว



นี่ก็คงที่จีนเหมือน

เนื่องจากร้านสตาร์บัง ขายอยู่หน้าASTV สกู๊ป astv เขาเลยไปสัมภาษณ์อาบัง เจ้าของร้านStarbung ว่า รู้สึกยังไง หลังโดนสตาร์บัคขู่ว่าจะฟ้อง

ดังแล้วจะขึ้นราคามั้ย
ต่อให้ผมดังไปทั่วโลก ก็ยี่สิบบาทเหมือนเดิม ไม่ขึ้นหรอกครับ ถ้านม ของเขิงขึ้น ผมก็จะบอกไว้ก่อน แต่ตอนนี้อยู่เท่านี้ ก็ราคาเท่านี้แหละครับ ลูกค้าเราๆ ก็มนุษย์เงินเดือนทั้งนั้นแหละครับ จะให้ขึ้นเป็นร้อย ก็ไม่ได้หรอก แค่ห้าบาทสิบบาท ลูกค้าก็หนีหมดแล้ว

คิดยังไง ช่วงนี้มีคนมาถ่ายรูปด้วยบ่อยๆ
ไม่ได้ห้าม ถ้าอยากจะถ่ายก็ถ่ายไป ดีนานๆ ทีเหมือนดารา นานๆ จะมีอย่างนี้สักที (หัวเราะ) ไม่เขินหรอก ตอนหนุ่มๆ ผมไม่ถ่ายรูปหรอก ส่วนมากจะถ่ายให้เค้า

มีแฟนเพจในเฟซบุ๊กรึเปล่า ดังขนาดนี้
เล่นไม่เป็นอ่ะดิ ไม่รู้ด้วยมันหน้าตายังไง ไม่เคยเล่น

เคยกินกาแฟของคู่กรณีรึยัง
เคยนะ ก็กาแฟสดดีๆ นั่นแหละ พอใช้ได้ แต่ให้กินทุกวันก็ไม่ไหว แพง คิดดูสิ ถ้าเราเป็นมนุษย์เงินเดือนไปกินแก้วละ 100 เดือนนึง 3,000 ไม่ไหวหรอก แพงไป นานๆ อาจจะกินสักแก้วนึง เงินเดือนออกงี้

แล้วคิดจะขายแข่งกะเค้ามั้ย
เอายังงี้นะ ถ้าเป็นกาแฟสด ผมก็คงจะไม่ไปซื้อตามร้าน เราคงไปเอากาแฟคั่วเองมาจากที่บ้าน (กระบี่) มาขายเองดีกว่า ก่อนหน้านี้ผมก็เคยคั่ว แต่ไม่ไหว มันไม่มีเวลา

คิดว่าสตาร์บังอร่อยตรงไหน
ไม่รู้สิ ตอบไม่ถูก ส่วนมากลูกค้าก็จะมาสั่งชากับกาแฟโบราณ โกโก้ โอวัลติน แนะนำเลยแล้วกันถ้ามาสตาร์บัง

โลโก้นี่ได้แต่ใดมา
ได้พี่แหลม (ผู้จัดกวน) เค้ามาทำให้นะ สองปีแล้วที่เริ่มติดป้ายเนี่ย ผ่านมาตั้งสองปีแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมเพิ่งมาฟ้อง แต่จะให้ทำไงล่ะ ฟ้องก็ฟ้องไป ประหลาด ฟ้องว่าเราเหมือนเค้าเหรอ อ่านก็ไม่เหมือนกันแล้ว (หัวเราะ) แต่จะให้เอาป้ายลงก็ขอคิดดูก่อนนะ แต่เดี๋ยวเราก็จะปรึกษาเพื่อนที่เป็นนักกฏหมายมาคุยก่อน ไม่ได้จ้างอะไรหรอกนะ ไม่มีเงินขนาดนั้น

ถ้าโดนบังคับให้เอาป้ายลงล่ะ
เราก็คงให้พี่แหลมออกแบบให้ใหม่ ไม่เปลี่ยนแปลงหรอก อยากให้มีรูปแบบเดิมๆ ปรับเปลี่ยนอะไรนิดหน่อย แต่ถ้ามันรุนแรงนัก เราก็อาจไม่ยอมเปลี่ยนก็ได้ จะเอาอะไรนักหนา เราก็แค่กาแฟซาเล้งคันนึง ไม่มีสาขาอื่นด้วย แล้วเราก็ขายพี่ๆ น้องๆ เราที่อยู่ตรงนี้ แล้วใครจะมาขอแบบป้ายไปขาย ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้จดลิขสิทธิ์

แล้วไม่คิดจะจดกับเค้ามั่งเหรอ
โอ๊ย จะไปจดทำไม ขายกาแฟได้วันละห้า-หกร้อยบาท เราไม่ได้ไปทำการค้าอะไรใหญ่โตมโหฬาร เราก็แค่สามล้อทั่วไปที่วิ่งกันเต็มถนนในกรุงเทพฯ จะมาเอาอะไรกับโพ้มมม (หัวเราะ)


คลิกที่รูปเพื่อขยาย


คดีนี้ถ้าผมเป็นศาลผมจะตัดสินแบบนี้

"ศาลขอตัดสินว่า โลกโก้ของบัง เลิศมาก ทำออกมาสวยกว่าสตาร์บัคอีก จึงขอตัดสินให้ยกฟ้อง เพราะนี่คือการล้อเลียน ไม่ใช่ลอกเลียน 555"

อันนี้ว่ากันตามกฎหมายนะครับ เพราะถือว่าเป็นการล้อเลียน ไม่ใช่ลอกเลียน กรณีนี้อาบังโอกาสชนะสูงครับ เชื่อผม สตาร์บัคโอกาสแพ้สูงกว่า เพราะนี่ไม่ใช่การลอกเลียนครับ ไม่เข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิด้วย เพราะในหลายประเทศก็ทำคล้ายกันแบบนี้ แต่ทำไมสตาร์บัคไม่ไปฟ้องล่ะ ??

คิดดูแล้วกัน

การละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น ทำกระเป๋าปลอม เสื้อปลอม แต่ติดโลโก้หรือยี่ห้อสินค้าเสมือนโลโก้ของจริงครับ

กรณีสตาร์บังแค่มีส่วนคล้าย แต่ถ้าลงลึกในรายละเอียดแล้ว ในโลโก้สตาร์บังแทบไม่มีอะไรเหมือนสตาร์บัคเลย สตาร์บังจึงไม่เข้าข่ายละมิดลิขสิทธิ์ครับ เพราะการละเมิดลิขสิทธิ์ ต้องเหมือนกันเกินกว่าครึ่งนึง หรือ 70-80% ขึ้นไป

ถ้าศาลไทยไม่มีนอกมีในกับสตาร์บัคนะ ยังไง ๆ สตาร์บังก็ชนะคดีแน่นอน


คลิกอ่านข่าวล่าสุด “สตาร์บัคส์” เหี้ยม! ฟ้อง “สตาร์บัง” ขอศาลสั่งขัง เรียก 3 แสน จ่ายรายเดือนอีก 3 หมื่น

-------------------------

ไม่รู้คดีนี้จะจบ ยังไง แต่ผมว่า กรณีที่สตาร์บัง ใช้โลโก้คล้ายคลึงสตาร์บัค นั้น อาจเพราะ ศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่มักมีสัญลักษณ์เป็นสีเขียวเข้ม เป็นพื้น และมีพระจันทร์กับดาว สัญลักษณ์ของอิสลาม อยู่คู่กัน

อ้าวเป็นเรื่อง!! ดันมี สตาร์วอร์คอฟฟี่อีกแล้วนั่น จะโดนฟ้องอีกรายมั้ยนี่?? 555



ข่าวล่าสุด สตาร์บัง กับ สตาร์บัค ก็ไกล่เกลี่ยคดีกัน โดยสตาร์บังยอมเปลี่ยนโลโก้ แล้วสตาร์บัคก็ยอมถอนฟ้อง

เหตุผลไม่ใช่สตาร์บังกลัวแพ้คดีนะครับ แต่เพราะคนหาเช้ากินค่ำ เขาไม่อยากเสียเวลาเป็นคดีความ มันเสียทั้งเวลาทำมาหากิน เสียทั้งสุขภาพจิต และเสียเงินค่าโน่นี่จิปาถะ

ก็แค่เปลี่ยนโลโก้ แล้วกลับไปทำมาหากินตามเดิมดีกว่า แต่ในความเป็นจริงก็อย่างที่ผมเล่า สตาร์บังไม่แพ้คดีหรอกถ้าสู้กันในชั้นศาลจริง ๆ แต่สตาร์บังเขามองว่ามันไม่คุ้มที่จะไปขึ้นโรงขึ้นศาล

โดยสตาร์บังได้เปลี่ยนยี่ห้อเป็น น้ำตาบัง หมายถึง บังโดนรังแก



คลิกอ่าน บทสรุป ทำไมอาบังยอมเปลี่ยนโลโก้สตาร์บังออกแล้ว


How Starbucks Avoids UK Taxes สตาร์บัคเลี่ยงภาษีในอังกฤษ

BY Jessica Menton | Oct 16, 2012 7:11PM EDT | 2 MIN:46SEC
Accounts for Starbucks's coffee chain's UK operation show it has paid almost no tax on revenues of $5 billion over the past 13 years. In September Starbucks CEO Howard Schultz joined London's Mayor Boris Johnson to reveal plans to hire a thousand new apprentices in the UK. Schultz and Kris Engskov, Managing Director of Starbucks UK, were all smiles for the camera, talking to current apprentices and trying to rustle up a perfect latte. But the coffee giant's big boss was not quite as comfortable talking about Starbucks's British tax bill. Starbucks Chief Financial Officer Troy Alstead said the company strictly follows international accounting rules and pays the appropriate level of tax in all the countries where it operates. A spokesman added, "Starbucks is committed to both paying our fair share of taxes and to maximizing the value of our shareholders' investment." But tax campaigners like Richard Murphy find it difficult to reconcile the group's values and the way it files it taxes in Britain. Starbucks' ability to avoid taxes on its UK earnings gives it a competitive edge over domestic rivals. Independent cafe owners like David Abrahamovitch can't escape the tax man by shifting profits into offshore tax savings. Accounts filed by Starbucks for its UK unit, says it has never made a profit. Meanwhile, management has consistently told investors that the British operation was one of its most profitable. Financial analysts say a company's primary responsibility is to its shareholders. And this means, Starbucks has a duty to take advantage of any loophole it can find.


คลิกที่รูปข้างล่างเพื่ออ่านข่าว คนอังกฤษเริ่มบอยคอตสตาร์บัค ฐานเลี่ยงภาษี





วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทำไมชาวนาอินเดียถึงยากจนเหมือนชาวนาไทย







อินเดีย จัดเป็นชาติที่มีคนจนมากที่สุดในโลก แต่!! อินเดียก็จัดเป็นชนชาติที่ฉลาดที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน

อินเดีย มีมหาเศรษฐีระดับเกิน100ล้านบาท ประมาณ 60-70 ล้านคน จากจำนวนประชากรประมาณ 1,200ล้านคน แค่เศรษฐีในอินเดียก็มีมากกว่าประชากรไทยทั้งประเทศ

อินเดีย ยังมีมหาเศรษฐีรวยติดอันดับ1ใน10 ของโลกด้วย และมหาเศรษฐีของอินเดียที่ติดอันดันในฟอร์บส์ มีมากร่วมๆ 50 คน

อินเดีย เป็นแหล่งกำเนิดศาสนาที่สำคัญของโลกหลายศาสนา

นี่คงพอให้เห็นภาพรวมของอินเดียพอสังเขป

หลังจากไทยหลุดจากแชมป์ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลกปีนี้ ก็มีอินเดียกับเวียดนาม ที่ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ1 และ 2 ของโลก ซึ่งยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่า ชาติไหนจะคว้าแชมป์ไปแน่นอนในปีนี้

แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวนาอินเดียเหมือนกับชาวนาไทยอย่างหนึ่งก็คือ ส่วนใหญ่ชาวนายังยากจนเหมือนกัน ซึ่งก็มีสาเหตุค่อนข้างเหมือนกันก็คือ

ชาวนาอินเดีย ก็โดนหลอกให้ปลูกข้าวเชิงเดี่ยว เพื่อการจำหน่ายและส่งออก เหมือนที่เกษตรกรไทยโดนหลอก โดยหลอกว่า ปลูกข้าวจำนวนเยอะๆ ใช้ปุ๋ยเร่งผลผลิตเยอะๆ ใช้ยาฆ่าแมลงเยอะๆ จะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มากมาย ซึ่งจะทำให้ชาวนารวย

ซึ่งนั่นคือผลพวงจากการปฏิวัติสีเขียว (green revolution) โดยสหรัฐอเมริกา ธนาคารโลก และบริษัทการเกษตรของสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันหลอกให้ประเทศด้อยพัฒนาหลงเชื่อทำเกษตรเชิงเดี่ยวเน้นปริมาณเพื่อการส่งออก  (คลิกอ่านคำอธิบายเรื่องปฏิวัติสีเขียว)

และเพราะหลงเชื่อสหรัฐอเมริกา และบริษัทเอกชนอเมริกา ทำให้จนแล้วจนรอด ชาวนาอินเดียก็ไม่เคยได้รวยสักที เพราะสุดท้ายเงินก็ไปหมดกับค่าปุ๋ย ค่ายา เสียหมด นั่นเพราะเกษตรเชิงเดี่ยวคือต้นตอที่ทำให้เกษตรกรอินเดียต้องตกเป็นทาสของบริษัทการเกษตรต่างชาติไป

บริษัทต่างชาติ ที่เข้ามากอบโกยด้วยการขายปุ๋ย ขายยา กลับรวยเอาๆ

ชาวนาอินเดียประท้วงบริษัท Monsanto บรฺิษัทการเกษตรต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย
โดยมีดร.วานนาดา ชิวา เป็นผู้นำประท้วง (ผู้หญิงที่ถือป้ายด้านหน้า)

แถมเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมต่างๆ เกษตรกรอินเดียก็สูญเสียความเป็นเจ้าของ เพราะล้วนแต่ต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์แล้วจากบริษัทเกษตรต่างชาติ ซึ่งพอเกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเกษตรต่างชาติแล้ว ก็เพาะปลูกได้แค่รุ่นเดียว ก็ต้องขายผลผลิตไปจนหมด เพราะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกในฤดูกาลต่อไปได้

เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อจากบริษัทต่างชาติ เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ถูกปรับปรุงพันธุ์ด้วยวิศวพันธุศาสตร์ (รวมถึงพืชGMO) ซึ่งเมล็ดพันธุ์เหล่านี้เหมือนถูกวางระเบิดเวลาไว้คือ ปลูกได้แค่รุ่นเดียว หากเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกในคราวต่อไปอีก พืขชนิดนั้นจะไม่ให้ผลผลิตดีเท่าซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่จากบริษัทการเกษตรต่างชาติ

(ถ้าในไทยก็มี บ.เจียไต๋ ในเครือซีพีเป็นบรฺิษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ขาย คุมตลาดเมล็ดพันธุ์ อันดับ1ของไทย)

อีกทั้งเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อจากบริษัทเกษตรต่างชาติไม่สามารถทนทานต่อโรคและแมลงได้เท่าพันธุ์พื้นเมืองเดิมๆ จึงต้องเร่งปุ๋ยเร่งยาเท่านั้น จึงได้จะผลผลิตมากๆ ตามที่ต้องการ

โฆษณาเรื่องปุ๋ย ยา ในอินเดียจึงระบาดแพร่หลายเหมือนโฆษณาปุ๋ยยาในประเทศไทย รายการเกี่ยวกับการเกษตร ก็มักจะมีโฆษณาชวนเชื่อให้เกษตรกรอินเดียซื้อปุ๋ยซื้อยา ยี่ห้อนั้นๆ มาใช้ เพราะใช้แล้วจะรวย

สุดท้ายแล้ว เกษตรกรก็ไม่รวยสักที ในขณะที่พวกขายปุ๋ยขายยารวยเอาๆ เมื่อบางปีเกษตรกรเจอภัยธรรมชาติ เงินที่เกษตรกรไปกู้มาทำการเกษตรก็พลอยเจ๊งไปด้วย สุดท้ายไม่มีเงินจ่ายค่ายาค่าปุ๋ย และค่าเมล็ดพันธุ์

เพราะเกษตรกรต่างหลงเชื่อที่บริษัทปุ๋ยยาโฆษณา  จึงใช้ยาใช้ปุ๋ยมาก จนดินเกิดความแห้งแล้ง ผลกระทบทำให้ดินเสีย สุดท้ายก็เจ๊งอีก บริษัทปุ๋ยก็หลอกขายผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ต่อไปอีกว่า ต้องใช้ตัวนี้แทนถึงจะดีขึ้น เกษตรกรก็เชื่ออีก

หรืออย่างเช่นยาฆ่าแมลง พอแมลงมันดื้อยา เกษตรกรก็ต้องเปลี่ยนยาตัวใหม่อีก ซึ่งพอเปลี่ยนยาตัวใหม่ทีไร ราคายาก็แพงขึ้นทุกครั้ง

สุดท้ายนี่คือวงจรอุบาทว์ ที่เกษตรกรอินเดีย ชาวนาอินเดียเผชิญมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี (เช่นเดียวกับเกษตรกรไทย)

จนในที่สุด จึงมีเกษตรกร ชาวนา ฆ่าตัวตายเพราะหนี้มันท่วมหัว ซึ่งก็ไม่ต่างจากเกษตรกรไทยเท่าไหร่ เพราะความรวยไปตกอยู่ที่บริษัทปุ๋ยยาแทบทั้งหมด จึงมีชาวนาอินเดียล้มละลายจากหนี้สิน จนฆ่าตัวตายปีละหลายคน

ชาวนาอินเดียฆ่าตัวตาย



ปัญหาทั้งหมดเกิดจากอะไรล่ะ?

ก็เกิดจากโดนรัฐบาล นายทุน บริษัทต่างชาติหลอกใช้เกษตรกรอินเดีย ทำเกษตรเชิงเดี่ยว ละทิ้งการเกษตรผสมผสานแบบดั้งเดิม ละทิ้งความขยันในเรือกสวนไร่นา หันไปใช้เครื่องทุ่นแรงอย่างปุ๋ยและยาฆ่าแมลง และเมล็ดพันธฺุ์ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์จากบริษัทเกษตรต่างชาติแทน เพื่อหวังผลผลิตเยอะๆ เพื่อการส่งออก

สุดท้าย มีแต่นักการเมือง นายทุน และบริษัทเกษตรต่างชาติที่รวยเอาๆ

นั่นจึงทำให้ชาวนาอินเดียวต้องยากจนอยู่ทุกวันนี้

แล้วทางรอดคืออะไร ? ทางรอดของชาวนาอินเดีย ก็ไม่ต่างจากชาวนาไทยคือ ต้องหันกลับมาใช้เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เกษตรพอเพียง แบบที่ในหลวงเราทรงสอนไง

ที่อินเดีย เขามี Dr. Vandana Shiva ที่พยายามส่งเสริมให้เกษตรกรอินเดีย หันกลับมาเลิกใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงในการทำเกษตร เพื่อลดต้นทุนการผลิต หันมาผลิตเมล็ดพันธุ์ขึ้นเอง ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์จากบริษัทต่างชาติ ซึ่งการเกษตรแบบนี้เหมือนกับที่ในหลวงเราทรงสอน แต่ที่อินเดียเขาเรียกการเกษตรแบบนี้ว่า การเกษตรแบบชีวภาพ

ดร.วานนาดา ชีวา เป็นผู้รณรงค์ให้เกษตรกรและชาวนาอินเดีย ออกจากวงจรอุบาทว์ที่บริษัทเกษตรต่างชาติหลอกไว้ ด้วยการให้เกษตรกรเลิกใช้เมล็ดพันธุ์จากบริษัทต่างชาติ เลิกใช้ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง ให้เกษตรกรหันกลับมาทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ที่ไม่พึ่งพาเครื่องทุ่นแรงเหล่านั้น ซึ่งเหมือนกันกับทฤษฎีใหม่ของในหลวงของเรา โดยไม่ได้ลอกเลียนแบบกันเลย

นั่นเพราะเกษตรพอเพียง เกษตรธรรมชาติ คือสิ่งที่มีมาแล้วแต่บรรพบุรุษของชนทุกชาตินั่่นเอง ครับ

Vandana Shiva: The Future of Food-Part 1


ในประเทศไทยเรา ตอนนี้ก็กำลังเกิดปัญหาที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งต่างชาติและไทย เป็นผู้ขายเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกร จนเกิดปัญหาหลายเรื่องๆ ในตอนนี้เช่นกัน




วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แรงเงา รึจะสู้ เมียผมคนนี้ดีที่สุด





ข่าวกระแสละครแรงเงา ของช่อง 3 เขามาแรงที่สุดในช่วงนี้ ซึ่งหากใครเคยอ่านบทความเรื่อง เมื่อถึงวันที่ช่อง 7 แพ้แก่ ช่อง 3 ซึ่งในบทความนั้น รวมทั้งที่ผมตอบกลับคุณผู้อ่านที่แสดงความเห็นเข้ามา

ผมจะดูเอียงเข้าข้างคุณภาพละครช่อง 3 มากกว่าละครช่อง7 ซึ่งก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะแฟนๆ ของแต่ละช่องเขาก็ย่อมรักช่องที่เขาบริโภคมากกว่า ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา

ส่วนละครเรื่องแรงเงา นั้น ถ้าถามผมว่า เป็นละครที่สนุกมั้ย? ผมตอบได้ทันทีว่า สนุกมากครับ แต่ไม่ใช่เวอร์ชั่นที่ธัญญเรศ กับ เจนนี่ แสดงนะครับ เพราะเวอร์ชั่นนี้ ผมไม่เคยดู

ที่ผมบอกว่า ละครแรงเงาสนุก นั้นหมายถึง ละครแรงเงา เวอร์ชั่นที่ แอน ทองประสม เล่นคู่กับ เคน ธีรเดช โดยมีสาวิตรี สามิภักดิ์ แสดงเป็นเมียหลวงจอมร้าย ครับ

แรงเงา เวอร์ชั่นแอน ทองประสม ผมเคยดู แม้จะไม่ได้ดูทุกตอน ดูบ้างเป็นบางตอน แต่ผมชอบครับ สนุกดี

แต่ถ้าถามว่า ละครดีมั้ย? คือ ผมดูมานานแล้ว เลยไม่ขอตัดสินชี้ชัด ว่าเป็นละครที่ดีมั้ย? เพราะผมก็ชักลืมๆ ไปบ้างแล้ว

ส่วนแรงเงา เวอร์ชั่น เจนนี่ กับธัญญ่า เขาว่าเวอร์ชั่นนี้แรงมาก เพราะมีฉากรุนแรงเยอะ แต่สำหรับเวอร์ชั้นของแอน ทองประสม เมียหลวงที่แสดงโดย สาวิตรี เป็นเวอร์ชั่นที่ร้ายแบบผู้ดี แสดงถึงอำนาจของเมียคนใหญ่โต ไม่ได้ร้ายแบบตลาดสด แบบเวอร์ชั่น ธัญญ่า ครับ

ซึ่งผมว่า ร้ายแบบสาวิตรี เจ๋งกว่า เพราะดูฉลาดกว่าเยอะ คือใช้อำนาจทั้งบนดิน ใต้ดิน แบบนั้น เจ๋งกว่าครับ สำหรับในความคิดผม

แต่ !! แรงเงา ไม่ว่าจะเวอรชั่นไหน โดยเฉพาะเวอร์ชั้่นที่กำลังเป็นกระแสในตอนนี้ ผมว่าก็ยังเทียบไม่ได้กับละครเกาหลีช่อง 3 เรื่อง เมียผมคนนี้ดีที่สุด My wife is a superwoman ซึ่งกำลังออนแอร์ในช่วงนี้อยู่เหมือนกัน โดยออกอากาศในคืนวันเสาร์และวันอาทิตย์ตอนตี 2 แน่นอนครับ

ผมขอฟันธง !!

----------------------------------

ซีรีย์ เมียผมคนนี้ดีที่สุด



สำหรับผม ผมชอบซีรีย์เกาหลีเรื่องนี้มาก เพราะเขาทำได้ครบทุกรสชาติจริงๆ เป็นละครที่ดูสนุก ให้ข้อคิด สอนให้คนฉลาด ไม่โง่ สู้กันด้วยสมอง แถมแสดงให้เห็นถึงความเสียสละของเมียคนนึง ที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วยสามีของเธอ

นางเอกของเรื่อง จากที่เคยเป็นสาวเนื้อหอม กลับมาได้พระเอกที่แม้จะเป็นคนดี แต่จน เพราะความที่พระเอกเป็นคนตรงและซื่อสัตย์เกินไป ประจบเจ้านายไม่เป็น เลยทำงานได้ไม่นาน ต้องมีเหตุให้ตกงาน เปลี่ยนงานหลายหน

ทำให้ต่อมา พระเอกต้องตกงาน ต้องนอนอยู่กับบ้านไปวันๆ ให้นางเอกหาเลี้ยง  วันๆ พระเอกก็เอาแต่เล่นไพ่ ดูทีวี สนกุสนานเฮฮากับเพื่อนฝูงที่เกาะเมียกินเหมือนกัน นานเป็นปี ๆ จนสุดท้ายนางเอกก็เหลืออด ประกาศว่า จะหย่ากับพระเอก

แต่พระเอกก็บอกว่า กำลังจะไปสมัครงานบริษัทชื่อดังแห่งหนึง ซึ่งพอนางเอกรู้ ก็เลยให้โอกาสพระเอกเป็นครั้งสุดท้าย ว่า หากงานนี้ยังพลาดอีก จะหย่ากับพระเอกแน่นอน

พระเอกซึ่งเป็นคนกลัวเมียเป็นที่สุด ส่วนนางเอกเองแม้ปากจะบอกว่า จะหย่ากับพระเอกถ้าพระเอกยังตกงานอีก แต่นางเอกกลับวิ่งเต้นทุกอย่างเท่าที่เมียจะทำได้ เพื่อหาทางช่วยให้ผัวเข้างานบริษัทชื่อดังนั้นให้ได้

ละครดูสนุกเพลิน ขำมากๆ แต่กลับแฝงข้อคิดสอนใจเราได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมแทรกวิถีชีวิตในการต่อสู้ดิ้นรนของคนเกาหลีได้เป็นอย่างดี

ละครยังแสดงให้เห็นถึงความอิจฉาของผู้หญิง หรือจะเป็นการตีสองหน้าเพื่อประจบสอพลอคนอื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง

หรือแม้กระทั่ง ตอนที่พระเอกเผลอใจไปให้นางรอง ที่ทั้งสวย สาว และรวย นั่นเพราะพระเอกเป็นคนดี ส่วนนางรองกำลังมีปัญหาครอบครัว ต้องการคนปลอบใจ พระเอกก็เลยสงสาร จนเผลอใจไปกับความสวยของนางรอง ส่วนนางเอกพอจับได้ว่าพระเอก เผลอปันใจให้หญิงอื่น

นางเอกของเรา ก็ได้แสดงการแก้ปัญหาครอบครัว ด้วยความฉลาด ไม่หุนหันพลันแล่นไปตบหญิงอื่น แต่ละครก็ได้แสดงให้เราได้เห็นมุมที่นางเอกกำลังเสียใจผิดหวังในความเชื่อใจที่มีต่อพระเอกได้อย่างยอดเยี่ยม

และถึงแม้นางเอกกำลังเสียใจอย่างมาก แต่นางเอกก็ไม่เคยทำร้ายสามีด้วยการนำความในออก ไปบอกกล่าวแก่คนอื่น แถมนางเอกยังปกป้องพระเอกอีกด้วย ซึ่งถ้าใครได้ดูซีรีย์เกาหลีเรื่องนี้ ขอบอกว่า สนุกและไม่ผิดหวังเลยครับ

ตัวอย่างความประหยัดของนางเอก เมียผมคนนี้ดีที่สุด คือ

ในวันที่พระเอกต้องไปสอบสัมภาษณ์เข้าทำงาน นางเอกซื้อสูทหรู รองเท้่าแพงๆ ให้พระเอกใส่

พระเอกถามว่า คุณยอมลงทุนมากขนาดนี้เลยเหรอ
นางเอกกลับตอบว่า อย่าไปแกะป้ายราคาสูทออกล่ะ ใช้เสร็จจะได้เอาไปคืนได้ ส่วนรองเท้านางเอกเอาพลาสติกหุ้มพื้นรองเท้า พื้นจะได้ไม่สึก จะได้เอาไปคืนร้านได้ ซึ่งนางเอกก็ทำแบบนั้นจริงๆ

นางเอกไม่ใช่คนขี้งก เพราะหากเราดูในละคร จะเห็นเลยนางเอกเป็นคนใจป้ำ กล้าได้กล้าเสียกล้าแลก แต่ที่นางเอกต้องประหยัดมากๆ นั่นเพราะ สถานะของครอบครัวที่ขัดสนมันบังคับ

เพราะขนาดตอนที่นางเอกคิดจะหย่่ากับพระเอก คิดวนเวียนวันละ200 รอบ แต่ก็หย่าไม่ได้ นางเอกได้เปิดใจให้ตัวร้ายที่เป็นเพื่อนของเธอ เพื่อนที่คอยหักหลังเธอเสมอ ว่า ถ้าเธอจะหย่า ก็ต้องไปหาเช่าอพาร์ทเมนท์ใหม่ ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ เป็นเรื่องของเงินทั้งนั้น ไม่มีเงินมันก็ยากที่จะทำแบบนั้น หย่าแล้วจะบอกลูกยังไง เธอบอกว่า เธอคิดวนเวียนแบบนี้จนนอนไม่หลับหลายวัน

นี่คือความเป็นจริงของชีวิตคน ที่ละครเกาหลีแสดงให้เราเห็น ไม่ใช่แบบละครน้ำเน่าไทย ที่ไม่ค่อยสนความเป็นจริงในชีวิตเท่าไหร่ ที่ละครมักมีแต่พระเอกรวยหล่อ มีมรดกให้ตัวร้ายจ้องจับ วันๆ ไม่ต้องทำมาหากินอะไรมาก หล่อไปวันๆ

ละครเกาหลีเขาเจ๋ง ตรงที่ จะหาได้จากละครไทยเรื่องไหน ที่จะมีนางเอกกับนางร้าย มานั่งเปิดใจซึ่งกันและกัน เปิดเผยให้เห็นความในใจที่เป็นความลับของแต่ละฝ่ายฟัง แต่ละครเกาหลีเขาแสดงให้เห็นมุมที่นางร้ายเห็นใจนางเอก นางเอกช่วยเหลือนางร้ายในฐานะความเป็นเพื่อน ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้คืนดีกัน

หรืออย่างเช่น ตอนที่พระเอกได้งานในบริษัทดีๆ แล้ว

ที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องเมียผมคนนี้ดีที่สุด ก็คือ นางเอกมีความอดทนมาก ปกติเธอไม่ยอมใครง่ายๆ เป็นประเภทปากร้าย เลย แต่เพื่อช่วยสามี เธอต้องอดทนก้มหัวให้พวกเมียของผู้บริหารในบริษัท ที่เธอต้องอดทนโดนรับการดูถูกสารพัดและกลั่นแกล้งจากเพื่อนเก่าที่แค้นเธอในสมัยเด็กๆ ที่มาเป็นเมียผู้บริหารในบริษัทนี้

ทั้งหมดนี้ เธอทำสามี เพื่อครอบครัว เพื่อลูกของเธอ แม้แต่สามีของเธอ คือพระเอก จะโดนเจ้านายกลั่นแกลัง เธอก็สอนให้สามีท่องไว้ในใจไว้เสมอว่า เพื่อค่าเทอมของลูก จำไว้ เพื่อค่าเทอมของลูก

ผมคงไม่เล่าอะไรมากไปกว่านี้ เพราะตอนนี้ละครก็ยังไม่จบ แต่กำลังสนุกเข้มข้น ทำให้ผมต้องรอดูทุกเสาร์อาทิตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมขอชื่นชม ทีมเขียนบท ทีมกำกับ และทีมงานนักแสดง ของละครเกาหลีเรื่อง เมียผมคนนี้ดีที่สุด ไว้เลยครับว่า

เขาทำการบ้านให้กับละครจริงๆ เพราะละครทั้งสนุก เพลิดเพลิน มีสาระแก่นสาร ที่ดีมากๆ จนผู้ชมอย่างผมติดหนึบจริงๆ

ฉะนั้น ใครที่ได้ดูแรงเงา ที่ดังที่สุดในช่วงนี้ ถ้าลองได้มาดูละครเกาหลีเรื่อง เมียผมคนนี้ดีที่สุด ดวย แล้วคุณจะเชื่อผมเลยว่า ละครเกาหลีเรื่องนี้เขาเจ๋งจริง ๆ ครับ

ใหม่เมืองเอก..


คลิกอ่าน ทำไมละครเกาหลีถึงดีกว่าละครไทย (เป็นส่วนใหญ่)


วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เตรียมใจรับวิกฤติต้มยำปูเน่า (ไทยระวังจะเหมือนกรีซ)






จากการรับซื้อข้าวเปลือกราคาสูงกว่าราคาตลาดจากชาวนาแบบไม่อั้นของรัฐบาล ส่งผลใช้ชาวนาต่างเพิ่มปริมาณการปลูกข้าว เร่งปลูกข้าวมากๆ เพื่อหวังไปรับเงินจากรัฐบาล

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ อุปสงค์ อุปทาน หากสินค้าชนิดใดมีมากเกินความต้องการ ราคาย่อมตกลง

หากสินค้าชนิดใดมีน้อยกว่าความต้องการ สินค้านั้นจะถีบราคาสูงขึ้น

แต่รัฐบาลปูโง่รับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูงไปเก็บไว้จนล้นโกดัง จนคิดจะเอาไปเก็บที่สนามบินดอนเมืองต่ออีก เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ข้าวมีปริมาณเกินความต้องการแต่จะปั่นราคาให้สูงกว่าราคาตลาดโลก

ข้าวไทยเหลือค้างมากมายหลายล้านตัน ยิ่งเก็บนาน ข้าวก็ยิ่งเสื่อมคุณภาพ ราคาก็ยิ่งตก แต่ค่าโสหุ้ยในการจัดเก็บและรักษาข้าวกลับสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่นานมากขึ้น

รัฐบาลปูโง่มันคงคิดว่า ต่างชาติเขาคงโง่ จะมารับซื้อข้าวเสื่อมคุณภาพในราคาสูง ๆ

ต่างชาติเขาไม่โง่ แถมฉลาดกว่ารัฐบาลปูโง่ด้วยซ้ำ เขารู้ข้อมูลจำนวนข้าวที่ไทยเก็บไว้ เขารู้ว่า ยิ่งเก็บข้าวไว้นาน ราคาต้องยิ่งตกลง แล้วรัฐบาลไทยก็จะร้อนเงิน อยากรีบขาย ก็ต้องยอมขายขาดทุนมากๆ

ฉะนั้น ต่างชาติเขาจะไม่เร่งร้อนที่อยากจะซื้อข้าวจากไทยหรอก แต่รัฐบาลไทยต่างหาก ที่จะร้อนรนอยากระบายข้าวเร็วๆ ไม่งั้นข้าวยิ่งเสื่อม แถมต้นทุนจัดเก็บยิ่งแพงๆๆๆๆ





ตามหลักเศรษฐศาสตร์ หากสินค้าเริ่มล้นตลาด ก็ต้องลดจำนวนการผลิตลง

เมื่อข้าวล้นโกดัง รัฐก็ควรแนะนำให้ชาวนาลดการปลูกข้าวลง แต่เพราะนโยบายจำนำที่ไร้หลักการที่ถูกต้อง รัฐบาลปูเน่าจึงไม่กล้าขอให้ชาวนาลดการปลูกข้าวลงได้เลย

นี่คือ การทำลายกลไกการตลาด นี่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย !!

--------------------------

รัฐบาลปูโง่ ทำได้แต่แช่งคู่แข่ง

ทรราชเหลี่ยมพยายามหลอกฟายแดงทำนองว่า ไม่ต้องห่วงเก็บข้าวไว้ก่อน พอโลกเกิดภาวะขาดแคลน อินเดีย เวียตนามเจอภัยธรรมชาติ ไทยเราก็จะขายข้าวได้ราคาแน่ๆ

แล้วถ้าเขาไม่เกิดภัยธรรมชาติ ล่ะ ไอ้เหลี่ยม?

คนชั่วย่อมคิดชั่วแช่งคนอื่น แบบไอ้เหลี่ยมนี่แหละ

และคนชั่วมันก็มักแช่งใครเขาไม่ขึ้น ทีแรกกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่า เดี๋ยวข้าวอินเดียกับข้าวเวียตนาม ก็จะหมด แล้วข้าวไทยก็จะขายได้ราคาดีแน่นอน

สุดท้าย มันก็แค่ฝันโง่ๆ จนต้องออกมาโกหกว่าขายข้าวแบบจีทูจีได้แล้ว

ถ้าขายข้าวแบบจีทูจีได้จริงๆ ข้าวคงไม่ล้นโกดังแบบวันนี้หรอกว่ะ

-------------------------------

กรีซ หน้าใหญ่ จนคาดการณ์พลาด

ปฐมเหตุแห่งวิกฤติกรีซ เกิดจากกรีซเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก2004 ได้กู้เงินมหาศาล มาจัดโอลิมปิคจนใหญ่โต เป็นที่ชื่นชมจากนานาชาติ

กรีซเองหวังว่าจะได้กำไรจากการจัดโอลิมปิกครั้งนั้น แต่กลับผิดคาด

โอลิมปิค ที่กรุงเอเธนส์ ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจกรีซกระเตื้องในทางที่ดีขึ้น แต่กลับยิ่งฉุดกรีซลงเหวหนักเข้าไปอีก

แถมชาวกรีซมีอัตราเลี่ยงภาษีสูงมากๆ แต่ชาวกรีซกลับชอบให้รัฐบาลทำประชานิยมมากๆ

ในที่สุดกรีซจัดเก็บภาษีได้น้อย เพราะตลาดมืดของกรีซมีมูลค่าประมาณ1ใน3 ของมูลค่ารวมเศรษฐกิจประเทศ

สุดท้ายกรีซเจ๊ง หนี้ท่วมหัว

แม้กระทั่งตอนนี้รัฐบาลกรีซพยายามจะใช้นโยบายรัดเข้มขัด พยายามลดสวัสดิการ ลดประชานิยมต่าง ๆ ลง แต่ประชาชนกรีซเสพติดประชานิยมแล้ว จึงไม่พอใจ ออกมาประท้วงนโยบายรัดเข้มขัดของรัฐบาลแทบรายวัน

-------------------------------

วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำปูเน่า

เพราะเรามีผู้นำรัฐบาลปูโง่ ฉะนั้นวิกฤติเศรษฐกิจของไทย ถ้าจะเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลปูโง่ยังดันทุรังทำประชานิยมโง่ ๆ ต่อไป

ผมใหม่เมืองเอก ก็ตั้งชื่อวิกฤติเศรษฐกิจครั้งต่อไปไว้เลยว่า วิกฤติต้มยำปูเน่า ของนังปูโง่

นี่แค่เรื่องจำนำข้าว ก็จะพาชาติใกล้จะพังแล้ว ต่อไปยังมีค่าแรง300บาททั่วประเทศเท่ากันหมด ซึ่งเป็นอัตราค่าแรงที่ขัดกับหลักเศรษฐศาสตร์ที่ถูกต้อง เพราะแต่ละพื้นที่มีภาวะเศรษฐกิจแตกต่างกัน แต่ดันจะฝืนให้มีค่าแรงเท่ากันทุกพื้นที่

แล้วไหนจะเรื่องเงินเดือนปริญญาตรี หมื่นห้าอีก

ขอบอกว่า คนจบปริญญาตรีเมืองไทยส่วนใหญ่คุณภาพยังสู้ คนเยอรมันจบ ปวส.ในเยอรมัน ไม่ได้ขี้เล็บเค้าเลย

แถมพืชผลชนิดอื่นๆ เกษตรกรก็จะให้รัฐบาลรับจำนำแบบรับจำนำข้าวด้วยอีกล่ะ

ฉะนั้น คนไทยเตรียมตัว เตรียมใจ พังจากวิกฤติต้มยำปูเน่าได้เลย ยิ่งเปิดเขตเศรษฐกิจอาเซียนเมื่อไหร่

ยิ่งโง่ ยิ่งเน่า เพราะยิ่งลักษณ์แน่ ๆ ขอรับ

คลิกอ่าน สื่อปากีสถาน ร่วมแฉทุจริตจำนำข้าวไทย




วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สื่อปากีสถาน ร่วมแฉทุจริตจำนำข้าวไทย






นอกจากรอยเตอร์ที่วิจารณ์โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลเพื่อไทยอย่างเสียๆ หายๆ แล้ว คลิกอ่านข่าวรอยเตอร์

ก็ยังมีสื่อนอก อย่าง Business Recorder ร่วมวิจารณ์ทุจริตโครงการจำนำข้าวของรัฐบเพื่อไทยอีกด้วย

แหม !! สื่อต่างชาติเขารู้ทันความชั่วของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีแต่พวกฟายแดงเท่านั้น ที่หลงใหลความงั่งของนายกฯ โง่แต่ชั่วนะ ^^

นั่นเพราะฟายแดง มันชอบเสพสื่อด้านเดียวสม่ำเสมอ แถมชอบคนโกงที่ให้ประโยชน์แก่ตัวเอง มากกว่าปกป้องประโยชน์ของชาติ



บิสเนส รีคอร์เดอร์ - สื่อต่างประเทศอ้างนักวิเคราะห์ชี้โครงการรับจำนำข้าวของไทยกำลังบิดเบือนตลาดทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดึงดูดให้มีการลักลอบนำข้าวประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่สต๊อกของรัฐบาลไทย ขณะที่การทำธุรกิจที่แท้จริงยังฝืดเคืองและราคาข้าวไทยในตลาดก็ลดลงฮวบฮาบในสัปดาห์นี้

เว็บไซต์ข่าว บิสเนส รีคอร์เดอร์ สื่อมวลชนของปากีสถานรายงานว่าข้าวราคาถูกจากกัมพูชาและพม่า กำลังหาหนทางลักลอบเข้าสู่โกดังข้าวของรัฐบาลไทย และนักวิเคราะห์ของเวียดนามบางส่วนก็คาดคะเนว่าบางทีข้าวเปลือกของเวียดนามเองกว่า 50,000 ตัน ก็อาจถูกลักลอบนำเข้าไทยผ่านทางกัมพูชา

นายฝั่งกวางเสี่ยว (Pham Quang Dieu) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยตลาดบริษัท บริษัท Agromonitor กล่าวว่า "ปกติแล้วเวียดนามจะนำเข้าข้าวเปลือกจากกัมพูชาไม่กี่ล้านตันในแต่ละปีเพื่อช่วยส่งเสริมการส่งออกของกัมพูชา แต่ในปีนี้ แม้แต่ข้าวเปลือกของเวียดนามก็ยังถูกลักลอบข้ามพรมแดนจากกัมพูชาเข้าไปยังฝั่งไทย"

เขาคำนวณด้วยว่ายอดการจัดหาข้าวเปลือกที่ลดลงในปีนี้ อาจทำให้ยอดการส่งออกของเวียดนามในปีนี้ไม่ตรงกับเป้าที่รัฐบาลวางไว้ที่ 7.2 ล้านตัน "ผมคิดว่า อย่างดีที่สุดเวียดนามก็คงส่งออกได้ราวๆ 7 ล้านตัน เพราะว่าผู้ส่งออกทั้งหลายมีข้าวเปลือกไม่เพียงพอ"

บิสเนส รีคอร์เดอร์ระบุว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลไทย กำหนดซื้อข้าวเปลือกในราคา 15,000 บาท(490 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ต่อตัน ส่วนราคาข้าวเปลือกของเวียดนามที่นำเข้าไทยมีราคาราวๆ 440 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ขณะที่ราคาข้าวเปลือกกัมพูชา มีราคา 330 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นการเปิดทางให้พวกลักลอบนำเข้าข้าวมีกำไรอย่างงดงามหากพวกเขานำไปขายให้กับรัฐบาลไทย

ฤดูกาลเก็บเกี่ยวในปี 2011/12 ซึ่งสิ้นสุดเดือนกันยายน รัฐบาลไทยยืนยันรับจำนวนไม่อั้น ผลก็คือมีสต๊อกข้าวสะสมจำนวนมหาศาลที่เหล่าผู้ค้าและนักวิเคราะห์คาดหมายว่าน่าจะมีข้าวสารคงค้างอยู่ราวๆ 12 ล้านตัน ขณะที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทย ส่งออกข้าวได้ประมาณ 8 ถึง 10 ล้านตันต่อปีเท่านั้น

เมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลไทยอ้างว่ามีสต๊อกข้าวเพียงแค่ราวๆ 4 หรือ 5 ล้านตัน แต่ทางบิสเนส รีคอร์เดอร์ ตั้งข้อสังเกตไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยได้ตัวเลขนี้มาได้อย่างไร เนื่องจากข้าวที่อ้างว่าขายให้แก่รัฐบาลชาติอื่นๆ บางทีอาจไม่มีการส่งมอบมานานหลายเดือนแล้วด้วยที่ไม่พบเห็นความเคลื่อนไหวตามท่าเรือหรือข้อพิสูจน์อื่นๆ ขณะที่เหล่าผู้ค้าต่างเคลือบแคลงและตั้งข้อสงสัยว่ามีการลงนามในข้อตกลงซื้อขายข้าวจริงหรือไม่

ด้วยสต๊อกยังคงค้างในตลาดมหาศาลและไทยกำลังเริ่มเก็บเกี่ยวข้าว จึงคาดหมายว่าราคาข้าวในสัปดาห์นี้จะดิ่งลงไปอีก เนื่องจากเมื่อมีข้าวเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ผู้ส่งออกก็จะเสนอราคาที่ต่ำลง

"นี่บ่งชี้ว่าคงไม่เหลือพื้นที่ว่างในโกดังสำหรับเก็บข้าวอีกแล้ว และเวลานี้มันกำลังจะล้นตลาด" วิชัย ศรีประเสริฐ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกล่าว

http://astv.mobi/AU9JJXW

-----------------------

ข่าวโพลมาเลย์ ไม่ยอมรับคนโกงเหมือนพวกฟายแดง

สุดท้ายฝากข่าว โพลมาเลเซีย เผย คนมาเลย์ไม่ยอมรับรัฐบาลโกง แม้ตนเองจะได้ประโยชน์ก็ตาม


คลิกที่รูปเพื่อไปอ่านข่าว !!



คลิกอ่าน ชาวนาชอบโครงการรับจำนำข้าวจริงหรือ?



-------------------------------

ต้นฉบับข่าวต่างประเทศ

BANGKOK: Thailand's rice intervention scheme is distorting trade around Southeast Asia, attracting rice smuggled from neighbouring countries into Thai government stockpiles, but genuine business remains slack and Thai prices have fallen this week.

Cheap rice from Cambodia and Myanmar is finding its way into Thai government warehouses and some analysts reckon as much as 500,000 tonnes of Vietnamese paddy may also have been smuggled in via Cambodia.

"Vietnam normally imports a few million tonnes of Cambodian paddy each year that boosts its exports. But this year, even Vietnamese paddy has been smuggled into Thailand across the Cambodian border," said Pham Quang Dieu, an analyst at Agro Monitor.

He calculated that the fall in available paddy this year could cause Vietnamese exports to fall short of the government's target of 7.2 million tonnes.

"I think Vietnam could sell 7 million tonnes at best because exporters aren't getting enough paddy," he said.

The Thai government is buying paddy at 15,000 baht ($490) per tonne. Vietnamese paddy would cost around $440 a tonne by the time it is transported into Thailand, while Cambodian rice costs $330 a tonne, giving smugglers a nice profit if they manage to sell it to the Thai government.

Stung by criticism of the intervention scheme, the Thai authorities are starting to crack down on such illicit trading.

The Department of Special Investigation (DSI), part of the Justice Ministry, seized 180 tonnes of smuggled paddy last week in Sa Kaeo province, around 240 km (150 miles) east of Bangkok on the border with Cambodia, DSI chief Tarit Pengdith said.

At the western border with Myanmar, police arrested local traders and confiscated 10 tonnes of paddy brought by truck into Mae Sod district in Tak province.

"It might just be a tiny amount of rice but this sort of smuggling is going on every day," a police officer in Tak province told Reuters, declining to be named.

In the 2011/12 crop year to the end of September, the Thai government stood ready to buy every single grain it was offered.

As a result, it has amassed stockpiles that traders and analysts put at around 12 million tonnes of milled rice. As a comparison, in recent years Thailand has exported around 8 to 10 million tonnes.

The government has recently given lower figures for the stockpiles of around 4 or 5 million tonnes but it is unclear how that figure is reached, especially as rice it may have sold to other governments may not be shipped for many months.

In the absence of port activity or other proof, traders remain sceptical that these deals have really been signed.

PRICES EASE

With the stockpiles hanging over the market and Thailand starting to harvest its main crop, prices have fallen this week. More rice may be reaching the market, allowing exporters to offer lower prices.

"This suggests there is no warehouse space left for holding rice and it is now spilling over into the market," said Vichai Sriprasert, a h o norary president of the Thai Rice Exporters Association.

The price of Thailand's benchmark 100 percent B grade white rice dropped to $565 per tonne from last week's $600. Demand remained thin.

The 5 percent broken grade fell to $555 a tonne from $585, way above the same grade in Vietnam of $445-$452 a tonne. That was up from $430-$435 early this week but still below the new floor price of $460 a tonne set by the Vietnam Food Association.

Vietnamese 25 percent broken rice was quoted at $410-$420 a tonne versus $420 last week, lower than the $435 a tonne set as the floor, which came into effect on Wednesday.

"Prices will only rise if the government secures a new contract," an exporter in Ho Chi Minh City said.

-----------------

ภาษีคนไทย ได้ช่วยให้ชาวนาเขมรรวย !!




วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ชาวนาชอบโครงการรับจำนำข้าวจริงหรือ?





บทความนี้ ต่อเนื่องมาจากบทความ นโยบายจำนำข้าวของเพื่อไทยทำลายชาติ และ คนไทยจ่ายภาษีให้ต่างชาติกินข้าวราคาถูก

แค่ชื่อโครงการรับจำนำข้าวก็โกหกแล้ว มีอย่างที่ไหน รับจำนำแพงกว่าราคาตลาด แบบนี้เขาต้องเรียกว่า โครงการซื้อข้าวแบบรับไม่อั้นของรัฐบาลต่างหาก แต่เลี่ยงบาลีกลัวผิดกฎWTO ที่ระบุไว้ว่า

" ห้ามอำนาจรัฐเข้าแทรกแซงตลาดและเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในกระบวนการค้าระหว่างประเทศภายใต้หลักการค้าเสรี"

ผมสงสารชาวนาไทยจริงๆ เพราะซวยทั้งขึ้นทั้งร่อง ไม่ว่านโยบายไหนๆ จะประกันราคา หรือจำนำราคา ชาวนาก็ไม่ได้รวยหรือสบายกับเขาจริงๆ หรอก

ถึงตอนนี้ถ้าไปถามชาวนาว่า อยากจะยกเลิกโครงการจำนำข้าวหรือไม่?

ชาวนาทั้งหมดคงตอบว่า ไม่!!

เพราะเราต้องยอมรับว่า ชาวนาได้เงินจากโครงการจำนำมากขึ้นก็จริง (แต่พวกโกงได้เพิ่มขึ้นมากกว่า) และชาวนาเขาไม่รู้หรอก โครงการนี้จะทำให้ระบบข้าว ที่ปลูกไว้เก็บไม่ได้เอาไปขาย ชาวนาจะปลูกปริมาณเยอะๆ เพื่อหวังได้เงินจำนำมากๆ แต่สุดท้ายประเทศจะเจ๊งในอีกไม่ช้า เพราะรัฐบาลซื้อข้าวมาเก็บ มากกว่าจะขายออกไป จนเวียตนามเยาะเย้ยไทยจนเป็นข่าวมาแล้ว

สาเหตุที่ชาวนาต้องการนโยบายจำนำข้าว ไม่ใช่เพราะมันดีหรืออะไรหรอก แต่ชาวนาถอยหลังไม่ได้ เพราะชาวนาเหมือนยืนอยู่ริมหน้าผาแล้ว หากยกเลิกชาวนายิ่งเดือดร้อน

เพราะทันทีพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง เจ้าของที่นาให้เช่า ก็ขึ้นค่าเช่านาทันทีเท่าตัว จากไร่ละ500บาท เป็น1,000 บาททันที ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงงานในนาข้าว ค่าเกี่ยว ต่างก็ปรับขึ้นรับรัฐบาลเพื่อไทยทันที

ต้นทุนการปลูกข้าวขึ้นทุกอย่างทันที ซึ่งมาจากปากคำบอกเล่าของนายกสมาคมชาวนาไทย ที่ไปออกรายการตอบโจทย์ ทางทีวีไทย เมื่ออาทิตย์ก่อน

ทั้งๆ ที่ ประเทศไทยมีบริษัทปุ๋ยยาดังๆ ในเครือซีพี มีบริษัทที่ผลิตรถไถนา รถใช้ในการเกษตรชื่อดัง แล้วทำไมชาวนาไทยถึงปลูกข้าวได้ผลผลิตต่อไร่ตำกว่าเพื่อนบ้าน ต่ำกว่าลาวด้วยซ้ำ!!

คำตอบก็คือ ชาวนาไทยไปหลงเชื่อพวกนักการเมือง เชื่่อข้าราชการที่รับใช้นายทุน และที่รับใช้พ่อค้าคนกลาง

หากชาวนาไทยทำตามที่ในหลวงสอน ชาวนาก็จะไม่ยากจนเหมือนทุกวันนี้ มีตัวอย่างชาวนาที่ประสบความสำเร็จมากมายในแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ต้นทุนปลูกข้าวต่อไร่ต่ำมาก เพราะไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี กับยาฆ่าแมลง ซึ่งไม่ว่าราคาตลาดจะเท่าไหร่ เขาก็ไม่มีทางขาดทุน

ส่วนชาวนาที่หลงเชื่อนักการเมืองและนายทุน ก็จะจนเหมือนเดิม เพราะข้าวไทยมีต้นทุนการปลูกสูงที่สุดกว่าทุกชาติคู่แข่ง แต่กลับได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าทุกชาติ ต่ำกว่าพม่า ต่ำกว่าลาว ต่ำกว่าเวียตนาม

โครงการจำนำปีแรก ใช้เงิน5แสนล้าน มีการโกงอย่างน้อยๆ 1 แสนล้าน หรือ20%จากห้าแสนล้าน ตามที่พลอากาศเอกสุกำพล เคยพูดว่า ยอมให้โกงได้20% ซึ่งจริงๆ อาจโกงมากกว่าแสนล้านก็ได้

คิดดูง่ายๆ เงิน5แสนล้าน พวกโกงในระบบจำนำคงมีสักไม่เกิน1หมื่นคน แต่โกงไป1แสนล้าน โดยไม่ต้องปลูกข้าวเลย

แล้วเหลือ4แสนล้านให้ชาวนาอีก14ล้านคนไปหารแบ่งกัน จะได้คนละสักเท่าไหร่กัน!!

ซึ่งพอชาวนาได้เงินมา ก็เอาไปจ่ายค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าเช่าที่ ค่าแรง ค่าเกี่ยว ค่าดอกเบี้ย สุดท้ายชาวนาก็เหลือไม่มากเท่าไหร่หรอก

ฉะนั้นชาวนาก็ต้องเอาโครงการจำนำไว้ก่อน เพราะต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้นทุกอย่าง มันแพงแล้วแพงเลย ไม่ลดง่ายๆ หากล้มโครงการจำนำไป ชาวนาก็มีแต่เดือดร้อนแน่นอน

โครงการจำนำข้าว จะทำให้ประเทศไทยล้มทางเศรษฐกิจในไม่กี่ปีแน่ๆ เตรียมตัวกันให้ดีๆ โดยเฉพาะ ธกส.ตอนนี้ขาดสภาพคล่องอย่างหนัก เพราะโดนรัฐบาลกู้เงินไปใช้ในโครงการจำนำมากจนเป็นหนี้ธกส.ในปีแรก1แสนล้านบาท

ชาวนาไทยส่วนใหญ่คิดใกล้ ไม่คิดไกล ถ้าเชื่อในหลวง ไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวแบบที่ทำกันอยู่ ก็จะไม่จน ไม่ต้องสนใจว่ารัฐบาลจะใช้โครงการไหน เพราะยังไงก็จะไม่ขาดทุน

ชาวนาอย่าหลงปากพวกนักการเมืองและข้าราชการสอพลอ ที่หลอกว่า ข้าวไทยดีที่สุดโลก ขายแพงยังไงก็มีคนซื้อ

เพราะถ้าคิดแบบนี้ ข้าวไทยก็จะเหมือนหลายๆ บริษัทในโลก เช่นตอนนี้ที่เกิดกับยักษ์ใหญ่มือถืออย่างโนเกีย ที่กลายเป็นยักษ์ที่กำลังจะล้ม เพราะหลงยึดติดว่าตัวเองเหนือกว่าทุกยี่ห้อมาหลายปีครับ


ทุกวันนี้รัฐบาลหุ่นเชิดของทรราชทักษิณ คงคิดแช่งให้คู่แข่งเจอภัยธรรมชาติเพื่อให้ข้าวไทยได้มีโอกาสขายมากขึ้น เหมือนหลายปีก่อน จนราคาข้าวสูงในตลาดโลกสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ พ่อค้าข้าวแย่งซื้อข้าวจากชาวนาจนถึงไร่ จนชาวนาร่ำรวยกันใหญ่

ประเทศไทยต้องการขายข้าวได้ บนความล่มจมของคนอื่นๆ จริงๆหรือ แค่คิดก็บาปแล้ว 


แน่นอนรัฐต้องช่วยชาวนา ต้องแทรกแซงราคาข้าว แต่ถ้าช่วยแบบนี้ ชาวนาอาจได้เงินเพิ่มขึ้น แต่ชาติจะเจ๊ง คุ้มหรือไม่?

ทักขี้ "คุ้มครับ เพราะผมต้องการทำลายชาติไง และให้พรรคพวกโกงจำนำแล้วแบ่งให้ลูกน้อง"

และหลังจากผมเขียนบทความนี้เสร็จ ผมก็เพิ่งไปเจอความเห็นของชาวนาฉลาดๆ ท่านนึง ที่คิดตรงกับบทความที่ผมเขียนไว้นี้ เหมือนอย่างที่ใจเราตรงกันโดยบังเอิญจริงๆ

v

v

ตัวอย่างความเห็นชาวนาส่วนน้อยที่ฉลาด และมองการณ์ไกล

ผมขอยกตัวอย่างปราชญ์ชาวนา ที่คิดต่างจากชาวนาส่วนใหญ่ เพราะเป็นเพียงชาวนาเสียงส่วนน้อยเท่านั้นที่คิดเช่นนี้

จากข่าวสดออนไลน์

เสริมศักดิ์ เหมพิจิตร
ปราชญ์ชาวบ้าน
ประธานศูนย์ข้าวชุมชนจังหวัดนครสวรรค์



การรวมตัวของนักวิชาการที่ร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวผมเห็นด้วยแต่ไม่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็น กลัวถูกรุมจากกลุ่มผู้เสียประโยชน์

สิ่งที่นักวิชาการออกมากล่าวเป็นเรื่องที่ถูกต้องแต่รับรองได้ว่าชาวนานครสวรรค์ไม่เชื่อ เพราะว่ายังมองไม่เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แต่ถ้ารู้ว่าจะมีผลกระทบต่อตนเองกลุ่มชาวนาก็จะรวมตัวประท้วงกันเอง หรือไม่ก็รวมตัวปิดถนน

ช่วงระยะนี้จึงยังไม่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวนาที่นครสวรรค์ ได้มีการพูดคุยกันบ้างในกลุ่มย่อยเพราะเห็นว่าทั้งการรับจำนำข้าวและการประกันราคาข้าวก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียทั้งสองอย่าง

โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเป็นโครงการที่ดีหากดำเนินการแล้วผลประโยชน์ตกถึงมือชาวนาโดยตรง แต่มีปัญหาคือผลประโยชน์ไปตกอยู่กับโรงสีและผู้ค้าข้าวส่งออก ชาวนาไม่ค่อยได้รับอะไร

ปัญหาหลักคือ คุณภาพข้าวที่รับจำนำส่วนใหญ่เป็นข้าวคุณภาพต่ำ เนื่องจากเป็นข้าวอายุสั้น เรียกกันว่าข้าวฟันหนู ใช้เวลาปลูกเพียง 90 วัน ต้นข้าวถูกเร่งให้โต เมื่อข้าวไม่ได้คุณภาพรัฐบาลก็จะไม่สามารถนำออกขายได้ ทำให้ประสบปัญหาขาดทุน

ประกอบกับราคาข้าวที่รับจำนำที่จริงควรต่ำกว่าท้องตลาด และเมื่อจำนำแล้วชาวนาต้องมาไถ่ถอนคืน แต่เมื่อตั้งราคาสูงกว่าท้องตลาดชาวนาก็จะไม่มาไถ่ถอนคืน ขณะที่รัฐบาลนำไปขายไม่ได้ราคา

พอรัฐบาลขาดทุนก็ส่งผลทำให้ชาวนาได้รับความเดือดร้อน มีการขึ้นค่าแรงงาน ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นทั้งค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง เอกชนก็ไม่มาประมูลข้าวไปขายเพราะรู้ว่าคุณภาพข้าวไม่ได้ตามเกณฑ์

ทางที่ดีรัฐบาลควรสนับสนุนชาวนาให้ปลูกข้าวที่มีคุณภาพสูง ส่งออกต่างประเทศได้ราคาสูง ถ้ามีการนำความรู้มาเผยแพร่และสนับสนุนส่งเสริมด้านการลงทุนด้วยการจัดตั้งกองทุน มีงบประมาณสนับสนุน จะดีกว่าการประกันราคาหรือการรับจำนำข้าว

รวมทั้งให้ความรู้ในการทำการเกษตรอินทรีย์ที่ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการใช้ยาฆ่าแมลง หันมาใช้สารกำจัดแมลงตามธรรมชาติ ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนลงได้และข้าวก็จะได้คุณภาพที่ดีด้วย

แต่เดิมนั้นชาวนาจากเวียดนามมาศึกษาดูงานด้านการทำนาและการดำเนินงานศูนย์ข้าวชุมชนของเรา รัฐบาลเขาสนับสนุนอย่างจริงจังเป็นรูปธรรม จนประสบผลสำเร็จ ทำให้เราต้องสูญเสียลูกค้าในตลาดข้าวโลก ตกอันดับจากผู้ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลกไปแล้ว

หากรัฐบาลยังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ส่งเสริมศูนย์ข้าวชุมชนอันเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งระบบ ต้นทุนการทำนาก็ยังสูงต่อเนื่อง

หากเรายังเงียบเฉยอยู่และไม่มีการวางแผนการดำเนินการของศูนย์ข้าวเข้มแข็ง อีกไม่ช้าเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อนั้นชาวนาเราจะอยู่ไม่รอดในสังคมโลก

อย่างไรก็ตาม หากโครงการรับจำนำข้าวถูกระงับ ชาวนาต้องได้รับความเดือดร้อนแน่นอน เพราะหลายแห่งรับเงินกันไปแล้ว ใช้หมดแล้ว แต่ข้าวยังไม่มีเข้ามา

ถ้ายกเลิกโครงการชาวนาที่รับเงินไปแล้วแต่ยังไม่มีข้าวจะเอาเงินที่ไหนมาใช้คืนรัฐบาล!?


----------------

ข้าวหอมเขมรดีที่สุดในโลกประจำปี 2555


ข้าวกัมพูชาขึ้นแท่นข้าวคุณภาพดีที่สุดในโลกประจำปีนี้ (World's Best Rice 2012) อย่างน่าประหลาดใจ ประเทศนี้เพิ่งฟื้นฟูการปลูกข้าวและเพิ่งจะเริ่มส่งออกเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่ปริมาณเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 1ของโลกตลอดมาจนกระทั่งปีที่แล้วและข้าวหอมมะลิ 105 ของไทย ยังเป็นข้าวหอมที่ขายได้ราคาแพงที่สุดในโลก รัฐบาลยังคงยืนกรานขายข้าวในราคาแพงต่อไป ขณะที่สถานการณ์ตลาดเปลี่ยนไปไม่หยุดยั้ง ซึ่งปัจจุบันตลาดโลกมีตัวเลือกมากยิ่งขึ้น. -- http://www.trtworldrice.com/


เมื่อปี2554 ข้าวพม่าชนะเลิศข้าวที่ดีที่สุดในโลก มาปี2555นี้ ข้าวหอมเขมรชนะเลิศข้าวที่ดีที่สุดในโลกแล้ว

ถ้าชาวนายังหลงเชื่อรัฐบาลเพื่อไทย ที่บอกว่า ข้าวไทยดีที่สุด แม้แพงก็ขายได้ สุดท้ายชาวนาจะยิ่งจนกว่าเดิม ในไม่ช้านี่แหละ

คลิกอ่านข่าว ข้าวเขมรชนะเลิศโลก







วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

ไข่ไก่ซีพีแพงกว่าไข่ไก่อเมริกา





คุณผู้อ่านครับ เมื่อก่อนผมเคยชื่นชม CP. มากๆ เพราะคิดว่าเขาทำกิจการเกษตร จนรวยล้นฟ้าได้ขนาดนี้ แสดงว่าเขาเก่งจริงๆ ซึ่งผมเคยเปรียบเทียบเล่นๆ คุยให้พวกแท็กซี่ที่ผมเคยนั่งเมื่อสมัยปี 2538 ฟังว่า ซีพีขายไก่จนรวยแสนล้าน กำไรไข่ฟองละกี่สตางค์ ต้องขายเท่าไหร่ถึงจะรวยได้ขนาดนี้ ส่วนทักษิณขายมือถือเอากำไรแพงๆ ถึงได้รวยแสนล้านภายในเวลาไม่กี่ปี

เจ้าของซีพีจึงเก่งกว่าทักษิณเยอะ เพราะขายของกำไรน้อย ๆ แต่รวยได้มหาศาล ส่วนทักษิณขายของแพง บนธุรกิจสัมปทาน คู่แข่งน้อย ถึงได้รวยมหาศาลในเวลาอันสั้น แถมเป็นกิจการนำเข้าสินค้ามาเอากำไรคนไทย ขณะซีพีเอาสินค้าคนไทยไปขายต่างชาติ

แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังยอมรับว่าซีพีเขาเก่ง แต่อย่าเชื่อในสิ่งที่เจ้าสัวซีพีพูดทั้งหมด เพราะสุดท้ายแกพูดอะไรก็ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของซีพีเป็นหลัก คล้ายๆ หลอกคนไทยให้เชื่อแกเพื่อช่วยให้ซีพีรวยๆๆๆ

อย่างเช่นเมื่อเดือนก่อน เจ้าสัวธนินทน์ พูดว่า รัฐบาลทำโครงการจำนำข้าวน่ะดีแล้ว ตามนโยบาย2สูงของแก ก็เพื่อกิจการยาปุ๋ย โรงสีในเครือเจี่ยไต๋ ได้ผลประโยชน์ ด้วยนั่นแหละ

หรืออย่างเช่นเจ้าสัวซีพียังจะบอกอีกว่า ให้รัฐบาลสนับสนุนคนไทยปลูกยางพาราเยอะๆ ทั้งๆ ที่จีนก็ไปสนับสนุนให้ลาวปลูกยางพารา จนตอนนี้ยางพาราราคาตก เพราะจีนผลิตยางรถยนต์ราคาถูกตีตลาดโลกแล้ว ทำให้ยางพาราราคาตก

ที่ซีพีอยากให้คนไทยปลูกยางพาราเยอะๆ เพราะเมล็ดพันธุ์ยาง ซีพีครองตลาด แถมซีพีต้องการวัตถุดิบยางพาราราคาถูกๆ เพื่อไปผลิตมอเตอรไซค์ที่จีน

ซึ่งนโยบายยางพาราทำให้คนไทยบุกรุกป่ามากขึ้น เช่นทางใต้ ชาวบ้านปลูกยางพาราบนเขา จนดินถล่มยามหน้าฝนทุกปี

คุณเคยรู้ม้ย? ระบบการผลิตทั้งไก่และไข่ ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของซีพี และบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่เจ้า เพราะซีพีเป็นผู้ขายพันธุ์ไก่ เป็นผู้ขายอาหารไก่ เป็นผู้ขายยารักษาไก่ พูดง่ายๆ ว่า ซีพีคุมตลาดไก่ได้ทั้งระบบ

ฉะนั้น ราคาไก่หรือไข่ที่แพง ก็เพราะเครือซีพีนี่แหละ ได้รับผลประโยชน์ทุกอย่างเต็มๆ เพราะคุมราคาต้นทุนการผลิตไก่และไข่ทั้งระบบ โดยที่บริษัทไก่และไข่รายอื่นๆ ก็ไม่กล้าหือกับซีพี แปลความง่ายๆ ว่าร่วมกินตามน้ำไปกับซีพี เพราะหากไปขวางยักษ์ใหญ่ซีพี เดี๋ยวตัวเองจะเจ๊งๆ ง่ายๆ

หากใครเคยเดินตลาดสด ย่อมรู้ดีว่า ไข่ไก่เบอร์ 0 ของซีพี เล็กกว่าไข่ไก่เบอร์1 ตามตลาดสดด้วยซ้ำ

แต่ซีพีเขาก็ขายได้ เพราะเขามีช่องทางขายที่ครอบคลุม เพราะซีพีคือเจ้าของเซเว่น และยังมีหุ้นในแมคโครและเทสโก้โลตัส รวมทั้งซีพีเฟรชมาร์ท เพราะเขาขายความสะดวก ซึ่งคนไทยจำนวนมากก็ชอบซื้อความสะดวก โดยที่ไม่รู้ตัวว่าโดนเขาเอาเปรียบอยู่ หรือก็ยอมให้เขาเอาเปรียบเพราะไม่มีทางเลือก

แต่ไม่ว่าไข่ซีพีจะขายได้หรือไม่ก็ตาม เขาก็มีกิจการรองรับไข่ที่เหลือขายอยู่แล้ว ด้วยการไปแปรรูปทำอาหารกล่อง ฯลฯ หรือแม้แต่ไข่ไก่ของชาวบ้านขายได้ ซีพีก็รวยด้วยเหมือนกัน เพราะซีพีคือผู้ครองระบบการผลิตไข่และไก่ในประเทศไทย

-----------------

ราคาไข่ไก่ไทยเทียบไข่อเมริกาเมื่อปี 54

เมื่อปีที่แล้ว ปี54 ช่วงรัฐบาลประชาธิปไตย์ ผมเคยเขียนบทความเรื่อง ไข่ไทยแพงกว่าไข่ญี่ปุ่น โดยเทียบกับค่าแรงของแต่ละประเทศ

และในบทความนั้น ก็มีแถมราคาไข่ไก่ในอเมริกาไว้หน่อยนึง ซึ่งในบทความนั้น ไข่ไก่ที่นิวยอร์ค แบบคละขนาด ราคาอยู่ที่ประมาณฟองละ 4.75 บาทเท่านั้น ซึ่งราคาไม่ต่างประเทศไทยเท่าไหร่นัก เพราะไข่ไก่ซีพีก็ตกฟองละ 4 บาทกว่ามาตั้งแต่ปีที่แล้วละ โดยเฉพาะไข่ไก่เบอร์ 1


ซึ่งคนนิวยอร์คมีค่าแรงขั้นต่ำที่ 1,740 บาทต่อวัน ก็เท่ากับว่า คนนิวยอร์ค ทำงานสามารถซื้อไข่ไก้ได้มากถึง 1,740 หาร 4.75 = 366 ฟองต่อวัน

ในขณะที่เมื่อปี54 คนกรุงเทพฯ ยังมีค่าแรงอยู่ที่ 226 บาทต่อวัน ก็เท่ากับคนกรุงเทพฯ ซื้อไข่ไก้ได้วันละ 226บาท หาร 4 บาท = 56.5 ฟองเท่านั้น

แต่นั่นเป้นการหาข้อมูลแบบคร่าวๆ ของผม

------------------------

ราคาไข่ไก่ ซีพี เทียบกับไข่ไก่อเมริกาปี55


ทีนี้ลองมากดูราคาไข่ไก่ ที่อเมริกาดูบ้างครับ

แต่ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ที่อเมริกาเขาขายไข่ไก่หลักๆ แค่ 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง เล็ก ซึ่งขนาดใหญ่ก็น่าจะตรงกับไข่เบอร์ 0 บ้านเรา

ราคาไข่ไก่ขนาดใหญ่ ที่อเมริกา โหลละ 1.79 เหรียญ หรือ 53.7 บาทเท่านั้น นี่เป็นราคาเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว



ไข่ไก่ขนาดใหญ่ที่อเมริกา 12ฟอง ราคา 53.7 บาท หรือตกฟองละ 4.47 บาทเท่านั้น ซึ่งถูกกว่าไข่ไก่เบอร์0 ของซีพีเสียอีก เพราะไข่ไก่เบอร์0 ซีพี10 ฟองอยู่ที่ 61บาท หรือฟองละ 6.10บาท เข้าไปแล้ว





ส่วนราคาไข่ไก่เบอร์1 ของซีพี แพค10ฟอง ที่ร้านซีพีเฟรชมาร์ช ขายที่ราคา 59 บาท หรือ ตกฟองละ 5.9 บาท แพงโคตรๆ




แล้วที่อเมริกา ราคาไข่ไก่ขนาดกลาง ถูกที่สุดเท่าที่ผมพอจะหาได้ คือราคาไข่ขนาดกลาง medium 1โหล ราคาขายเพียง 99เซนต์ หรือประมาณ 30บาท เท่านั้น (ราคาเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว) หรือตกฟองละ 2.50 บาทเท่านั้น ถูกเหลือเชื่อ!! ซึ่งราคาไข่ไก่ในอเมริกาก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนักหรอก

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!




แต่ผมยังหาราคาไข่ที่ถูกเหลือเชื่อได้อีก คือที่ซุปเปอร์มาเก็ตที่มีชื่อว่า Save a lot ของอเมริกา เขาจัดรายการเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ราคาไข่ไก่ขนาดใหญ่ โหลละ1เหรียญ หรือ30บาท เท่านั้น แต่ต้องซื้อ10แพค 10เหรียญ





จากที่ผมนำราคาไข่ไก่ในอเมริกามาให้ดูนั้น เราก็คงจะมองเห็นแล้วว่า คนไทยเรากินไข่แพงกว่าอเมริกาจริงๆ ทำไมนะ ประเทศที่ได้ชื่อว่า ส่งออกไก่มากอันดับโลก ส่งไข่ไก่ไปขายต่างประเทศ มีไข่ไก่ที่ผลิตได้เอง กลับต้องกินไข่แพง??

ไม่เพียงแต่ไข่เท่านั้น ไก่สดที่อเมริการาคาก็ใกล้เคียงกับที่คนไทยซื้อเช่นกัน

ผมคงไม่ต้องบอกว่าเพราะอะไร เพราะในบทความที่ผ่านๆ มาของผม ก็ได้บอกไว้แล้ว

สุดท้ายขอแถมราคาไข่ขนาดกลางของญี่ปุ่น 10ฟองราคา จัดรายการคือ 139 เยน หรือ 55.18บาทเท่านั้น ตกฟองละ 5.50 บาท ใกล้เคียงกับราคาไข่ไก่เบอร์1 ของซีพีเลย



แต่ค่าแรงขั้นต่ำญี่ปุ่น เขาตกวันละ 2,400บาทต่อวันนะครับ !!

สรุปว่า คนไทยเราหากเชื่อในหลวง  โดยเฉพาะพ่อค้า นักการเมือง ทุกคนเชื่อในหลวง ก็จะไม่มีการเอาเปรียบคนไทยด้วยกันมากขนาดนี้หรอกครับ

ประเทศไทยจะรอดได้เพราะเชื่อในหลวงเท่านั้นครับ

คลิกอ่าน คนไทยกินน้ำตาลทรายแพงไปมั้ย??


ผู้ติดตาม