วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ถ้าคณะราษฎรเลว ก็อย่าด่าปรีดี คนเดียว




ผมอาจกล้าพูดได้เลยว่า ผมเป็นคนแรก ๆ ที่ประณามคณะราษฎรว่า กระทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบ คณะราษฎรไม่ได้ทำประชามติถามประชาชนคนไทยในยุคนั้นว่า ต้องการระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ โดยผมเขียนเป็นบทความที่ชื่อว่า ฤา ประชาธิปไตยไม่เหมาะกับคนไทย

เท่ากับคณะราษฎรก่อการฝืนใจประชาชนไทยส่วนใหญ่ในเวลานั้นหรือไม่ ?

เพราะก่อนหน้านั้นตั้งแต่ผมยังเด็ก เรียนหนังสือมา ก็มีแต่ยกย่องคณะราษฎรที่เปลี่ยนแปลงการปกครองทั้งสิ้น ยังไม่เคยเห็นใครตำหนิคณะราษฎรเลย

คณะราษฎร หรือ กลุ่มผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชให้เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่เรียกอีกอย่างว่า ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

การที่คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงระบอบด้วยปืน แน่นอนว่า เมื่อประชาธิปไตยไทยถือกำเนิดเกิดจากปืน มันจึงเป็นการกำเนิดที่ไม่สมบูรณ์ เพราะช่วงที่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ตอนนั้นคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักด้วยซ้ำว่า ประชาธิปไตยคืออะไร ?




และเมื่อเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยแล้ว การศึกษาไทยก็ไม่สอนให้คนไทยรู้จักว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องมีคุณธรรม ประชาชนต้องรู้จักการทำหน้าที่พลเมืองที่ดีก่อนที่จะเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของตนเอง

เพราะหากคนเรานั้นไม่ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์แล้ว ก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะได้สิทธิเสรีภาพที่สมบูรณ์นั้น ๆ ด้วย

เช่น ถ้าคนที่ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งถือว่า ไม่ทำหน้าที่พลเมืองที่ดี ก็ย่อมถูกจับและอาจถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพที่เคยพึงมี จริงหรือไม่ ?

คนไทยทุกวันนี้เอาแต่เรียกร้องสิทธิ แต่ไม่รู้จักการทำหน้าที่พลเมืองที่ดีกันเลย ดังที่เห็นคนไทยทำผิดกฎหมายมากมายทุกประเภท อย่างเช่นเรื่องง่าย ๆ คือ กฎจราจร คนไทยละเมิดมากที่สุด

--------------------------------

คณะราษฎร์ ไม่ได้มีแค่นายปรีดี !!

หัวหน้าคณะราษฎร

พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของไทย
พ.อ. พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน)
พ.อ. พระยาฤทธิอัคเนย์ (สละ เอมะศิริ)
พ.ท. พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น)

ส่วนคณะราษฎร มีทั้งหมด 115 คน ผมคงไม่ยกมาให้ดูทั้งหมด แต่ขอยกตัวอย่างที่สำคัญ ๆ เช่น


คณะราษฎร สายทหารบก ก็มีเช่น พ.ต.หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) หรือจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม นายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของไทย ผู้เปลี่ยนแปลงชื่อสยาม ให้เป็นประเทศไทย และเป็นผู้พาไทยร่วมกับญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2



คณะราษฎร สายทหารเรือ

ก็เช่น น.ต. หลวงศุภชลาศัย ร.น. (บุง ศุภชลาศัย) อธิบดีกรมพลศึกษาคนแรก เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้าง กรีฑาสถานแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2481 หรือที่มาสนามศุภชลาศัย

หรือเช่น ร.อ. หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ร.น. (ถวัลย์ ธารีสวัสดิ์) นายกรัฐมนตรีคนที่ 8 ของไทย เป็นทหารเรือคนแรกและคนเดียวที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย และยังเป็นปู่ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ด้วย


คณะราษฎรสายพลเรือน

เช่น อำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ดร.ปรีดี พนมยงค์) หัวหน้าคณะราษฎรสายพลเรือน หัวหน้าขบวนการเสรีไทย นายกรัฐมนตรีคนที่ 7 และผู้สำเร็จราชการแทนรัชกาลที่ 8 ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง และเป็นเจ้าของชื่อถนนหลวงประดิษฐ์มนูธรรม

เช่น รองอำมาตย์เอก หลวงโกวิทอภัยวงศ์ (ควง อภัยวงศ์) นายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของไทย และเป็นผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ !!

เช่น นายทวี บุญยเกตุ เสรีไทย และนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของไทย และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คนที่ 2

เช่น ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี หรือพลโทประยูร ภมรมนตรี อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ผู้ริเริ่มก่อตั้งโรงแรมเอราวัณ และเป็นพ่อของนายยุรนันท์ ภมรมนตรี

-------------------

ปรีดี แตกต่างจากทักษิณ อย่างไร

คือช่วงนี้เป็นช่วงที่พวกล้มเจ้ามีกำลังมากขึ้น เพราะคนโง่ในประเทศไทยมีมากขึ้น ด้วยเหตุที่พวกล้มเจ้าในระดับแกนนำจะไปเกาะกระแสนายปรีดี ส่วนพวกเสื้อแดงที่เอียงไปทางพวกล้มเจ้าก็กระแสนายปรีดี เช่นเดียวกัน

เพราะพวกชั่วมันพยายามนำนักโทษทักษิณ ไปเทียบเคียงกับนายปรีดี เพราะต้องมีเหตุให้ออกจากประเทศไทยทั้งคู่

แต่พวกชั่วมันเปรียบเทียบผิดมาก เพราะนายปรีดีถูกภัยทางการเมือง จึงลี้ภัยไปต่างประเทศ และข้อกล่าวหาหมิ่นประมาททุกอย่างที่เคยใส่ร้ายนายปรีดี นายปรีดีก็ชนะหมดทุกคดี

เมื่อออกจากประเทศไทยไปแล้ว นายปรีดีไม่เคยให้ร้ายบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองเลย นายปรีดี ไม่เคยพูดจายุยงให้คนไทยเกิดความแตกแยก นายปรีดีไม่เคยมีข้อหาฉ้อโกงหรือผลประโยชน์ทับซ้อน

ในขณะที่ทักษิณทำความผิดด้วยตัวเองชัดเจน จนต้องหนีคุก แต่ยังพยายามให้ร้ายบ้านเมือง ยุยงคนไทยให้แตกแยกมาจนวันนี้

------------------

อย่าโทษนายปรีดี คนเดียว

ก็อย่างที่ผมบอก ตอนนี้มีคนที่ต่อต้านพวกล้มเจ้า มุ่งโจมตีไปที่นายปรีดีเพียงคนเดียว เพราะตอนนี้พวกล้มเจ้าเกาะกระแสนายปรีดี

ทั้ง ๆ ที่คณะราษฎร มีตั้ง 115 คน รวมทั้งนายควง อภัยวงศ์ ผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

เพียงแต่ว่านายปรีดี เคยเป็นผู้สำเร็จราชการในรัชกาลที่ 8 และเคยเป็นนายกรัฐมนตรี จึงทำให้เขามีศัตรูทางการเมืองมากที่สุด

นายปรีดี จัดเป็นฝ่ายบุ๋นในคณะราษฎร หรือคือ ฝ่ายวิชาการผู้วางรากฐานระบอบประชาธิปไตย (ที่ล้มเหลว) ในไทย

เพราะหากคณะราษฎรไม่มีสายทหาร ลำพังนายปรีดี ย่อมไม่มีทางเปลี่ยนแปลงการปกครองไทยได้หรอก เพราะนายปรีดีไม่มีปืน 

เพราะความรุนแรงในคณะราษฎร มาจากกระบอกปืน 

แล้วผู้นำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้นก็คือ นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของไทย  พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)


ผมขอสรุปบทความนี้ไว้ว่า หากคณะราษฎรเลว มันก็ต้องเลวทั้งคณะ ไม่ใช่โทษใครคนใดคนหนึ่ง นี่คือหลักความรับผิดชอบร่วมกัน

แต่ที่แน่ ๆ ที่ไทยเราไม่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะจอมพล ป. ในฐานะนายกรัฐมนตรีนำพาประเทศไทยไปเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น นั้น

นายปรีดี พนมยงค์ คนนี้นี่แหละ ที่เป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทย และเป็นผู้สำเร็จราชการใน ร. 8 ได้เป็นผู้ช่วยให้ไทยรอดพ้นความพ่ายแพ่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุเพราะนายปรีดีไม่ยอมลงนามแทนพระองค์เพื่อยอมให้ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ ตามที่ จอมพล ป. พยายามบีบบังคับมาตลอด

ต่อมาจนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ออกประกาศสันติภาพในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 ของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ให้เป็น "โมฆะ" ไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย และประเทศไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับสหประชาชาติในการสถาปนาสันติภาพในโลกนี้ ต่อมารัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ 16 สิงหาคม ของทุกปีเป็น "วันสันติภาพไทย"

-----------------------

รัชกาลที่ 8 ทรงแต่งตั้งปรีดี เป็นรัฐบุรุษอาวุโส


นายปรีดี เริ่มเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยจากรัชาลกที่ 8 แล้วยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากภาวะชาติผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

ช่วงนี้เรียกได้ว่า คะแนนนิยมของนายปรีดี เริ่มพุ่งสูงสุด ในขณะที่จอมพล ป. ตกลงสุดขีด

แต่หากคุณผู้อ่านไปอ่านประวัติจอมพล ป. ก็จะรู้ว่า จอมพล ป. ก็มีเหตุผลพอสมควรที่ยินยอมนำไทยร่วมกับญี่ปุ่นหลายประการ เช่น ให้ไทยไม่ถูกญี่ปุ่นบุกด้วยกำลังยึดครอง และหวังให้ญี่ปุ่นทวงดินแดนที่ไทยเสียให้ฝรั่งเศสไปกลับคืนมาเป็นต้น

ฉะนั้น เรื่องการเมืองและสงครามเป็นเสมือนเหรียญที่มีสองด้านเสมอ เพราะการที่ไทยร่วมมือกับญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2  ก็ทำให้ไทยกับญี่ปุ่นยังมีสัมพันธไมตรีอันดีตราบมาจนปัจจุบันเช่นกัน  สำหรับผม ผมจึงไม่โทษจอมพล ป. ในกรณีไทยร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 กับญี่ปุ่น ครับ


จอมพล ป. เข้าเฝ้าฯ ภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ลับมาที่นายปรีดี คุณคิดว่า รัฐบุรุษคนแรกของไทยจะเป็นคนเลวเหรอ ?

แต่ผมไม่เชื่อ เพราะแม้กระทั่งองค์การยูเนสโกก็ยังยกย่องให้นายปรีดี พนมยงค์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นบุคคลสำคัญของโลก โดยมีรัฐบาลชวน หลีกภัย ให้การรับรองสนับสนุน

หากนายปรีดี ไม่ใช่คนดี ก็ควรลบออกจากทำเนียบรัฐบุรุษอาวุโสของไทยเลยสิครับ จริงไหม

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เคยพูดว่า “ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยนี้เป็นบุคคลที่สนใจธรรมะจึงเอาธรรมะขึ้นหน้าแล้วเอาการเมืองไว้ข้างหลังแสดงว่าคนจะเป็นนักการเมืองต้องมีคุณธรรม...”

ที่สำคัญ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นอย่างมาก ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรที่ธรรมศาสตร์ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี เฉกเช่นมหาวิทยาลัยสำคัญ ๆ หลายแห่ง

คุณผู้อ่านลองนึกดู ทั้ง ๆ ที่ นายปรีดีต้องลี้ภัยทางการเมืองไปตลอดชีวิต ไม่ใช่ผู้ชนะที่เขียนประวัติศาสตร์เอง แต่รัฐบาลไทยในยุคต่อ ๆ มา ก็ยังยกย่องนายปรีดี

คุณผู้อ่านควรจะเชื่อรัฐบาลไทย หรือจะเชื่อเพจบนเฟสบุ๊คที่เขียนโจมตีนายปรีดี ก็พิจารณาเองแล้วกัน

-------------------

ยุคสมัยนั้นการเมืองไทยสกปรกมาก กล่าวหากันมากมาย

นายปรีดี ทั้ง ๆ ที่เป็นนักประชาธิปไตยแท้ ๆ ก็ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ได้เลย หรือแม้แต่ที่มีคนไปร้องตะโกนกล่าวหาปรีดีในโรงหนัง

หลายคนเชื่อว่าเป็นฝีมือพรรคประชาธิปัตย์ ? (แต่คุณแน่ใจหรือว่าฝีมือพรรคประชาธิปปัตย์ ?)

หรืออาจเป็นแผนเสี้ยมของใครกันแน่ที่หวังเสี้ยมให้ทั้งสองฝ่ายแตกคอกัน

แม้กระทั่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) เจ้าอาวาสวันมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ผู้นำหลักวิปัสนากรรมฐานยุบหนอ พองหนอ จากพม่ามาเผยแพร่ในไทยคนแรก  พระผู้ที่มีความสนิทสนมกับนายปรีดี ท่านก็ยังเคยโดนกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์เลย จนต้องถูกบังคับให้สึก เพราะต้องไปติดคุกอยู่หลายปี แต่ท่านก็พ้นข้อกล่าวหาได้ในที่สุด และได้กลับมาเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนกระทั่งมรณภาพ


ผมว่า คนไทยบางจำพวก แค่ต้องการดิสเครดิตพวกล้มเจ้า (เพราะพวกล้มเจ้าไปเกาะกระแสยึดนายปรีดีเป็นฝ่ายตน) จนต้องถึงกับกุเรื่องใส่ไข่เพื่อทำลายคนที่ตายไปแล้วอย่างนายปรีดี ผมว่า มันไม่ยุติธรรม เพราะนายปรีดีไม่มีโอกาสแก้ต่างให้กับตัวเองได้เลย

แน่นอน นายปรีดี ไม่ใช่คนที่ทำถูกต้องหมดทุกอย่าง นายปรีดีก็มีเรื่องทำผิดพลาด อย่างเช่นที่ผิดพลาดที่สุด ริเริ่มคณะราษฎรเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเร็วเกินไป

แต่ผมมั่นใจว่า เขาไม่ใช่คนเลวอย่างที่พวกต่อต้านฝ่ายล้มเจ้า พยายามแต่งเรื่องใส่ร้ายนายปรีดี แน่นอน

"...ระบอบประชาธิปไตยนั้น เราหมายถึงประชาธิปไตยอันมีระเบียบตามกฎหมายและศีลธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่ประชาธิปไตยอันไม่มีระเบียบ หรือประชาธิปไตยที่ไร้ศีลธรรม เช่น การใช้สิทธิเสรีภาพอันมีแต่จะให้เกิดความปั่นป่วน ความไม่สงบเรียบร้อย ความเสื่อมศีลธรรม ระบอบชนิดนี้เรียกว่า อนาธิปไตย หาใช่ประชาธิปไตยไม่ 

ขอให้ระวัง อย่าปนประชาธิปไตยกับอนาธิปไตย อนาธิปไตยเป็นภัยอย่างใหญ่หลวงแก่สังคมและประเทศชาติ ระบอบประชาธิปไตยจะมั่นคงอยู่ได้ ต้องประกอบด้วยกฎหมาย ศีลธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต หรือในครั้งโบราณกาลเรียกว่าการปกครองโดยสามัคคีธรรม การใช้สิทธิโดยไม่มีขอบเขตภายใต้กฎหมายหรือศีลธรรม หรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่ใช่หลักของประชาธิปไตย..." - นายปรีดี พนมยงค์ กล่าวแสดงในสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 7 พฤษภาคม 2489

--------------------

สุดท้าย ผมแนะนำว่า เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปโกรธแค้นชิงชังใครในอดีตอีก แต่เราให้เรียนรู้ไว้เพื่อเป็นบทเรียน

เพราะไม่มีใครจะสมบูรณ์แบบไม่เคยกระทำผิดเลยสักอย่าง ทุกคนล้วนแต่ต้องฟันฝ่ามรสุมอย่างโชกโชนทั้งสิ้น เมื่อเราไม่ได้เป็นเขา เราเกิดไม่ทันในยุคนั้น เราจึงไม่มีทางรู้ตื้นลึกหนาบางกับบริบทอะไร ๆ ต่าง ๆ ในยุคนั้นเท่าไหร่นักหรอก

เมื่อเราไม่ได้เกิดทันในยุคนั้น ก็แค่เรียนรู้แบบฟังหูไว้หูจะดีกว่า ที่เราเรียนประวัติศาสตร์ก็เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดในประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอยอีก

โดยความเห็นส่วนตัวของผม ผมเชื่อว่า คณะราษฎรส่วนใหญ่เลว แต่เวลาจะกระทำการอะไร มันก็มีการลงมติในหมู่คณะราษฎร

ปรีดี ไปขวางผลประโยชน์พวกคณะราษฎรเลวๆ หลายอย่าง เลยปล่อยปรีดีไว้ไม่ได้ นี่คือเหตุผลนึง ที่ปรีดีโดนเล่นงานหนักสุด

--------------------

วาระสุดท้ายของนายปรีดี

บั้นปลายชีวิตของนายปรีดี ก็ได้เสียชีวิตอย่างสงบ โดยไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ มาก่อน ในบ้านพักที่ฝรั่งเศส แบบที่เขาเรียกว่า ตายอย่างคนมีบุญครับ

"เวลา 11 นาฬิกาเศษ ของวันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 ณ บ้านอองโตนี ชานกรุงปารีส นายปรีดีสิ้นใจอย่างสงบด้วยอาการหัวใจวาย ขณะกำลังเขียนหนังสืออยู่ที่โต๊ะทำงาน"

สิริอายุ 82 ปี

---------------------
แถมความเห็นบุคคลสำคัญ ต่อนายปรีดี พยนมยงค์

"ข้าพเจ้าเชื่อว่าชีวิตของคนทุกคนย่อมจะต้องเป็นไปตามแนวแห่งกรรมประจำตัว จะไม่มีผู้ใดที่จะเลี่ยงพ้นจากกรรมได้ ดังนี้ดวงของท่าน (ปรีดี) ที่ได้พุ่งขึ้นสูงส่งอย่างน่าประหลาด คือท่านเป็นศาสตราจารย์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นรัฐมนตรีมาแทบทุกยุคทุกสมัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และยังมีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่าเป็นผู้สามารถธำรงเกียรติศักดิ์ของชาติไทยไว้ได้ ครั้นแล้วชะตาชีวิตของท่านอาจารย์ปรีดีก็พลันกลับทำให้ท่านต้องตกต่ำลงมาจนถึงขั้นต่ำสุด ตลอดจนชะตาของท่านอาจารย์ปรีดีก็โหดร้ายต่อตัวท่าน ต่อลูกเมียท่านนานาประการ ถึงขนาดที่เกือบจะต้องตกเป็นคนไทยที่ไม่มีสิทธิ์ในแผ่นดินไทยซึ่งเป็นบ้านเมืองที่รักของท่าน
ข้าพเจ้าเคยกล่าวอยู่เสมอว่า ชะตาหรือดวงของคนคนหนึ่งนั้นอาจจะไปสัมพันธ์กับชะตาชีวิตของคน อีกหลายสิบล้านแม้แต่ดวงของประเทศ และถ้าพิจารณากันให้ละเอียดแล้วจะเห็นได้ชัดว่า ดวงของท่านอาจารย์ปรีดีเป็นเช่นนั้น เพราะว่าชะตาหรือดวงของท่านนั้น มิใช่จะทำให้แต่ตัวท่าน ต้องตกระกำลำบาก และเป็นผู้ที่สูญเสียแต่เพียงผู้เดียว แต่ยังทำให้คนไทยอีกหลายสิบล้านคน ที่ต้องพลอยถูกกระทบกระเทือนและสูญเสียไปด้วย... และต้องเสียไปอย่างที่จะไม่มีทางกลับคืนมาได้อีกแล้ว" พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล



"ตามที่ผมไปเห็นในหลวงและสมเด็จพระราชชนนีมาแล้วในคราวนี้ ผมกล้าบอกได้อย่างแน่นอนว่าท่านมิได้เชื่อว่าคุณหลวงฯ (ปรีดี) เป็นผู้ฆ่าในหลวงดังที่เขาลือกันเลย พูดตามจริงแล้วบรรดาสิ่งต่างๆ ที่ผมเคยคุยกับสมเด็จพระราชชนนีไว้ที่กรุงเทพฯ ในเรื่องที่เกี่ยวกับพวก Royalists ว่าวิธีการปฏิบัติของเขามิได้แสดงเลยว่าเขาเป็น Royalist กล่าวคือถ้าเขาเป็น Royalists จริงแล้ว เขาย่อมจะต้องไม่เอาพระนามในหลวงไปใช้เป็นประโยชน์ของเขาในทางการเมือง ดังที่ปรากฏมาแล้วอันล้วนแต่เป็นการเสื่อมเสียต่อในหลวงทั้งสิ้น" หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ พระเชษฐาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี สมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่ 7


"ถ้าคิดว่าท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว จะมองไม่เห็นความดีของอาจารย์ปรีดี ซึ่งมีเป็นอเนกประการ ถ้ารู้ความจริงว่าอาจารย์ปรีดีเป็นผู้พยายามพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ จะเห็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อสังคมไทยของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์" ศ.นพ. ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส


"ในความรู้สึกของอาตมา ท่านรัฐบุรุษอาวุโสเป็นผู้สนใจในพระพุทธศาสนา ในการปรับปรุงพระพุทธศาสนาให้ทันสมัย ท่านพอใจในกิจการของสวนโมกข์ จนถึงกับได้ขอร้องให้อาตมามาแสวงหาที่เพื่อจะจัดสวนโมกข์ขึ้นในจังหวัดอยุธยา...สำหรับอาตมาได้รับคำขอร้องจากท่านผู้นี้ให้ทำทุกอย่างเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ทันสมัย อาตมาก็ได้สนองความประสงค์อันนี้ พยายามทำหนังสือหนังหาทุกแง่ทุกมุมที่จะสนองความประสงค์อันนั้นเท่าที่เห็น ๆ กันอยู่แล้วในบัดนี้" ท่านพุทธทาสภิกขุ


"โดยกาลเวลาแห่งยุคสมัย นายปรีดี พนมยงค์ นับว่าห่างไกลจากอาตมาภาพ เนื่องจากท่านเป็นคนรุ่นก่อนบิดามารดาเล็กน้อย จะว่าโดยวิถีชีวิต ท่านก็ห่างไกลกับอาตมภาพในแง่ที่ว่า ท่านอยู่ในวงการเมือง แต่อาตมภาพเป็นพระภิกษุอยู่ทางด้านพระศาสนา แต่แม้ห่างไกลอย่างนั้น ก็มีจุดที่ท่านรัฐบุรุษอาวุโสกับอาตมภาพมาบรรจบกัน จุดนั้นก็คือ “ธรรม” พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)


คลิกที่รูปด้านล่างเพื่ออ่านเรื่องมหาราชและรัตนโกสินทร์ เขียนโดยนายปรีดี พนมยงค์


**แก้คำผิดไม่ใช่มหาราชา แต่เป็นมหาราช ครับ

คลิกอ่าน ไม่ธรรมดา กว่าพระองค์เจ้าอานันทมหิดลจะได้ขึ้นเป็นรัชกาลที่ 8


วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

คดีลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 ในมุมมองใหม่เมืองเอก




ก่อนอื่นผมขอเกริ่นนำไว้ก่อนว่า บทความนี้ผมเขียนบนความเข้าใจของผมเองส่วนตัว จะไม่มีการยกหลักฐานใด ๆ ในคดีมาถกให้มากเรื่องจนปวดหัว เพราะบทความผมไม่ได้มาพูดเรื่องหลักฐานคดีและการต่อสู้คดีเป็นสำคัญ

ใครใคร่เชื่อผมก็เชื่อ ใครไม่ใคร่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ 

คดีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 นั้น เป็นการลอบปลงพระชนม์แน่นอน แต่ใครที่ลอบปลงพระชนม์ล่ะ ?

ผมจะไม่ตอบให้ชัด แต่ผมถามคุณผู้อ่านว่า ถ้าคุณผู้อ่านมีความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ยิ่งชีพ

หากคุณผู้อ่านเป็นต้นห้อง เป็นองครักษ์เฝ้าหน้าห้องพระบรรทม แล้วคนในห้องคือกษัตริย์ที่ถูกลอบปลงพระชนม์ ถามว่า คุณผู้อ่านควรรับผิดชอบในหน้าที่ที่ผิดพลาดอย่างไร ที่ปล่อยให้เกิดการปลงพระชนม์กษัตริย์ได้ ?

ถ้าผมเป็นต้นห้องของรัชกาลที่ 8 นะ ผมยิงตัวตายชดใช้ความผิดของผมด้วยมือผมเองแน่นอน ผมไม่ต้องรอให้ศาลมาตัดสินประหารชีวิตของผมหรอก

แต่ย้อนถามไปว่า ต้นห้องรัชกาลที่ 8 ได้ยิงตัวตาย หรือปลิดชีพตัวเองเพื่อสำนึกในหน้าที่ที่ผิดพลาดของตัวเองหรือไม่ ?

คำตอบคือไม่ เพราะทั้ง 2 คน  ต่อสู้คดีจนถึงที่สุด ถุย !!

เมื่อมีหน้าที่เฝ้าหน้าห้องพระบรรทม แต่กลับปล่อยให้มีใครก็ไม่รู้เข้าไปลอบปลงพระชนม์ได้ เพียงแค่นี้ก็สมควรโดนโทษประหารแล้ว

แต่กลับสู้คดีไปจนถึง 3 ศาล นี่คือพิรุธว่า ต้นห้องหรือหน้าห้องบรรทมทั้ง 2 คน มีพิรุธและบกพร่องในเรื่องความจงรักภักดีแน่นอน

แปลง่าย ๆ คือ พวกมันไม่ได้จงรักภักดี !!

----------------------

1 ใน 2 คนหน้าห้องพระบรรทม (กับอีก 1 คน ที่ไม่ได้อยู่หน้าห้องพระบรรทม แต่โดนโทษประหารในข้อหาสมรู้ร่วมคิดเช่นกัน) คือ ผู้รู้เห็นการลอบปลงพระชนม์จริงหรือไม่ ?

อาจมี 1 ใน 2 คนหน้าห้องพระบรรทมที่รู้เห็นการลอบปลงพระชนม์ แต่อาศัยวางยานอนหลับให้กับอีกคนที่เหลือ ก่อนเปิดโอกาสให้มีการก่อเหตุลอบปลงพระชนม์

หรืออาจสมรู้ร่วมคิดทั้ง 2 คนเลยก็ได้ เพราะนั่งอยู่หน้าห้องพระบรรทม ใครจะเข้าออกห้องนี้ ทั้งสองคนย่อมรู้เห็น

แต่ถ้าสมรู้ร่วมคิดร่วมกันทั้ง 2 คนเพื่อลอบปลงพระชนม์ ประเด็นวางยานอนหลับก็ตกไป เพราะไม่จำเป็นต้องวางยานอนหลับใคร

แต่ก็นั่นแหละ ความผิดที่ไม่สามารถปกป้องและรักษาความปลอดภัยให้รัชกาลที่ 8 ได้ ก็มีโทษสมควรตายทั้งหมด

แต่ในคำพิพากษาของศาลฎีกา ได้พิพากษาว่า มหาดเล็ก 2 คนคือนายชิด กับ นายบุศย์ ที่ทำหน้าที่อยู่หน้าห้องพระบรรทมในวันเกิดเหตุมีความผิด เนื่องจากทั้งสองคนไม่สามารถบอกได้ว่า มีใครเข้าไปปลงพระชนม์ในหลวง ดังนั้นจึงถือว่า ทั้งสองคนจึงมีความผิดชัดเจนในข้อหาสมรู้ร่วมคิดลอบปลงพระชนม์ในหลวง ร.8 

ส่วนอีกคนที่สำคัญมากในคดีนี้ คือ นายเฉลียว 

ขอเชิญคุณผู้อ่านไปหาอ่านเอาเองโดยละเอียดเถิด ตามลิงค์คำพิพากษาศาลฎีกาด้านล่างนี้ แล้วคุณจะรู้ว่า นายเฉลียว คนนี้เลวสุด ๆ ทำตัวไม่เคารพพระเกียรติรัชกาลที่ 8 มีการแสดงออกกระด้างกระเดื่องต่อรัชกาลที่ 8 อยู่หลายครั้ง จนรัชกาลที่ 8 ทรงต้องขอให้นายปรีดีปลดนายเฉลียวออกจากตำแหน่งราชเลขานุการส่วนพระองค์ 

นายเฉลียวจึงโกรธแค้นรัชกาลที่ 8 มากจนถึงกับต้องวางแผนลอบปลงพระชนม์ โดยมีนายชิดร่วมสมรู้ร่วมคิด โดยเพราะนายชิด เองก็มีการแสดงออกถึงการหมิ่นพระเกียรติรัชกาลที่ 8 อยู่เนือง ๆ 

อ้อ ส่วนมือปืนที่ยิงรัชกาลที่ 8 เป็นที่สงสัยว่าคือ เรือเอกวัชรชัย แต่หลักฐานยังก้าวไปไม่ถึง แล้วระหว่างการดำเนินคดี รอ.วัชรชัย ก็หนีหายสาบสูญไป



รายละเอียดคดีนี้ คลิกอ่าน คำพิพากษาศาลฎีกา คดีประหารชีวิตมหาดเล็กหน้าห้องพระบรรทม 2 คน กับ ผู้วางแผนสมรู้ร่วมคิดอีก 1 คน



--------------------

ความขัดแย้งระหว่างปรีดี กับ จอมพล ป.

รีดี ไม่ได้อยู่เบื้องหลังลอบปลงพระชนม์แน่นอน อันนี้ผมมั่นใจ แต่ที่ปรีดีโดนสงสัยมาก เหตุเพราะนายเฉลียว นักโทษ 1 ใน 3 รายที่ถูกประหารในคดีลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8  เคยเป็นคนสนิทของปรีดี

แล้วใครล่ะที่แค้นปรีดี มากจนวางแผนปลงพระชนม์ เพื่อใส่ร้ายปรีดี

คำตอบที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ซึ่งก็เป็น 1 ในคณะราษฎรที่ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองเหมือนนายปรีดีเช่นกัน แต่จอมพลป. ก็มีแค้นฝังหุ่นกันหลายเรื่องหลายประเด็นกับนายปรีดี

ทั้งที่ นายปรีดี พนมยงค์ ได้เคยช่วยเหลือให้ จอมพล ป. ไม่ต้องถูกดำเนินคดีในฐานะอาชญากรสงคราม ที่นำพาประเทศไทยไปอยู่กับฝ่ายจักรวรรดิญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้กระนั้นก็ตาม จอมพล ป.ก็เหมือนจะยังตามแค้นนายปรีดี ไม่เลิกรา

ความขัดแย้งระหว่างนายปรีดี กับ จอมพล ป.อาทิ เช่น

เรื่องแรก กรณีที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น เมื่อนำพระราชบัญญัติหรือพระบรมราชโองการใดก็แล้วแต่ เสนอผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อลงพระนามและลงนามในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จอมพล ป.พิบูลสงคราม จะลงนามในฐานะนายกรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการไปเป็นการล่วงหน้า เป็นการบีบบังคับให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องลงนามในพระราชบัญญัติหรือพระบรมราชโองการนั้น ๆ เสมือนเป็นตรายาง อันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

นายทวี บุณยเกตุ ในฐานะเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้นำพระราชบัญญัติขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ได้บันทึกไว้ในหนังสือความทรงจำของท่านว่าดังนี้

"…ตามระเบียบนั้น จะเป็นพระราชบัญญัติก็ตามหรือพระบรมราชโองการใด ๆ ก็ตาม พระมหากษัตริย์หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จะต้องทรงลงพระปรมาภิไธยหรือลงนามก่อน แล้วนายกรัฐมนตรีจึงจะเป็นผู้ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการในภายหลัง แต่ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี และมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม มักจะลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก่อน แล้วจึงได้ให้คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนาม…"

แต่ในสมัยที่ท่านปรีดีฯ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ท่านไม่ยอมให้จอมพล ป.ฯ ทำเช่นนั้น โดยท่านอ้างว่า การกระทำของจอมพล ป.ฯ เช่นนั้นเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ



เรื่องที่ 2 ก็เช่น จอมพลป. เสนอให้เลิกฐานันดรศักดิ์แบบเดิม แล้วให้ไปใช้ฐานันดรศักดิ์แบบใหม่ตามแบบฝรั่ง ซึ่งนายปรีดีไม่เห็นด้วย เพราะจอมพล ป. กำลังทำตนเสมือนตนเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่เสียเอง

ในคดีดำที่ 4226/2521 ท่านปรีดี พนมยงค์ โจทก์ยื่นฟ้อง นายรอง ศยามานนท์ ศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์ จำเลย กรณีที่ศาสตราจารย์ผู้นั้นบิดเบือนประวัติศาสตร์ หมิ่นประมาทใส่ความ ซึ่งในที่สุดจำเลยรับผิดตามฟ้องนั้น คำบรรยายฟ้องตอนหนึ่งว่า ดังนี้

"เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2484 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้งให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลโทมังกร พรหม โยธี เป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ต่อมาอีก 6 วัน คือในวันที่ 18 เดือนเดียวกันนี้ ก็ได้มีกฤษฏีกาเพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่งว่า ให้จอมพลพิบูลฯ มีอำนาจสิทธิ์ขาดผู้เดียว ในการสั่งทหารสามเหล่าทัพ อันเป็นอำนาจพิเศษยิ่งกว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอื่น ๆ

ครั้นต่อมาในปลายเดือนพฤศจิกายนนั้นเอง คือก่อนที่ญี่ปุ่นจะรุกรานประเทศไทย ในวันที่ 8 ธันวาคม 2484 จอมพลพิบูลฯ ได้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้บัญญัติกฎหมายยกเลิกบรรดาศักดิ์ไทยเดิม โดยสถาปนา “ฐานันดรศักดิ์” (Lordshin) ตามแบบฝรั่งขึ้นใหม่ คือ ดยุค. มาควิส, เคานท์, ไวสเคานท์, บารอน ฯลฯ โดยตั้งศัพท์ใหม่ขึ้นเพื่อใช้สำหรับฐานันดรศักดิ์เจ้าศักดินาใหม่ คือ สมเด็จเจ้าพญา, ท่านเจ้าพญา, เจ้าพญา, ท่านพญา ฯลฯ ส่วนภรรยาของฐานันดรศักดินาใหญ่นั้นให้เติมคำว่า “หญิง” ไว้ข้างท้าย เช่น “สมเด็จเจ้าพญาหญิง”

แต่หลวงวิจิตรวาทการเสนอให้เรียกว่า “สมเด็จหญิง” และฐานันดรศักดินาให้มีคำว่า “แห่ง” (of) ต่อท้ายด้วยชื่อแคว้นหรือบริเวณท้องที่ เช่น สมเด็จเจ้าพญาแห่งแคว้น…, พญาแห่งเมือง… ฯลฯ ทำนองฐานันดรเจ้าศักดินายุโรป เช่น ดยุค ออฟ เบดฟอร์ด ฯลฯ ฐานันดรเจ้าศักดินาใหม่นี้ให้แก่รัฐมนตรี และข้าราชการไทย ตามลำดับตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์สายสะพาย เช่น จอมพลพิบูลฯ ได้รับพระราชทางสายสะพายนพรัตน์ ก็จะได้ดำรงฐานันดรเจ้าศักดินาเป็น “สมเด็จเจ้าพญาแห่ง…”

ฐานันดรเจ้าศักดินาใหม่นั้น ทายาทสืบสันตติวงศ์ ได้เหมือนในยุโรปและญี่ปุ่น อันเป็นวิธีการซึ่งนักเรียนที่ศึกษาประวัติ นายพลนโปเลียน โบนาปาร์ด ทราบกันอยู่ว่า ท่านนายพลผู้นั้นได้ขยับขึ้นทีละก้าวทีละก้าว จากเป็นผู้บัญชาการกองทัพ แล้วเป็นกงสุลคนหนึ่งในคณะกงสุล 3 คน ที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดปกครองประเทศฝรั่งเศส ครั้นแล้วนายพลนโปเลียน โบนาปาร์ด ก็เป็นกงสุลผู้เดียวตลอดกาล ซึ่งมีสิทธิ์ตั้งทายาทสืบตำแหน่ง

รัฐมนตรีที่เป็นผู้ก่อการฯ จำนวนหนึ่งรวมทั้งโจทก์ด้วยนั้น ได้คัดค้านจอมพลพิบูลฯ ว่าขัดต่ออุดมคติของคณะราษฎร อันเป็นเหตุให้จอมพลพิบูลฯ ไม่พอใจ ท่านจึงเสนอให้ที่ประชุมเลือกเอาสองทาง คือทางหนึ่งตกลงตาม แผนสถาปนาฐานันดรนครเจ้าศักดินาอย่างใหม่ ทางที่สองเวรคืนบรรดาศักดิ์เดิมทุกคน

รัฐมนตรีส่วนข้างมาก จึงลงมติในทางเวรคืนบรรดาศักดิ์เดิม เมื่อจอมพลพิบูลฯ แพ้เสียงข้างมาก ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ท่านจึงเสนอว่า เมื่อเวรคืนบรรดาศักดิ์เก่าแล้ว ผู้ใดจะใช้ชื่อและนามสกุลเดิม หรือเปลี่ยนนามสกุลตามชื่อบรรดาศักดิ์เดิมก็ได้

โจทก์ (ท่านปรีดีฯ-ผู้เขียน) กับรัฐมนตรีส่วนหนึ่งกลับใช้ชื่อและนามสกุลเดิม แต่จอมพลพิบูลฯ เปลี่ยนนามสกุลเดิมของท่านมาใช้ตามราชทินนามว่า “พิบูลสงคราม” และรัฐมนตรีบางท่านก็ใช้ชื่อเดิม โดยเอาสกุลเดิมเป็นชื่อรอง และใช้ราชทินนามเป็นนามสกุล ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งชื่อและนามสกุลยาว ๆ แพร่หลายจนทุกวันนี้"

ต่อกรณีดังกล่าวนี้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา อดีตประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ให้การเป็นพยานในคดีอาชญากรสงคราม ที่มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นจำเลย มีความตอนหนึ่งรับกันกับคำฟ้องของท่านปรีดีฯ ข้างต้น ดังนี้

"ตอนที่จอมพล ป.ฯ นำให้มีการลาออกหรือให้พ้นจากบรรดาศักดิ์กันนั้น ขุนนิรันดรชัยได้มาทาบทามข้าพเจ้าว่า จะได้มีการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์กันใหม่ เป็นสมเด็จเจ้าพญาชายบ้าง สมเด็จเจ้าพญาหญิงบ้าง และขุนนิรันดรชัยถูกแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ โดยยึดหลักเกณฑ์ว่า ผู้ที่ได้สายสะพายนพรัตน์ จะได้เป็นสมเด็จเจ้าพญาชาย ซึ่งมีจอมพล ป.ฯ คนเดียวที่ได้สายสะพายนั้น เมื่อตั้งสมเด็จเจ้าพญาชายแล้ว เมียของผู้นั้นก็ได้เป็น สมเด็จเจ้าพญาหญิงตามไปด้วย

ข้าพเจ้ารู้สึกว่า จอมพล ป.ฯ นั้น กระทำการเพื่อจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียเอง แล้วภรรยาจอมพล ป.ฯ ก็มีความมักใหญ่ใฝ่สูงทำนองเดียวกัน เอารูปไปฉายในโรงหนัง ให้คนทำความเคารพโดยมีการบังคับ ในการทำบุญวันเกิดก็เท่าเทียมวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระเจ้าแผ่นดิน เช่น มีตราไก่กางปีกประดับธงทิวทำนองเดียวกับ ตราครุฑหรือตราพระบรมนามาภิไธยย่อ และได้สร้างเก้าอี้ขึ้นทำนองเดียวกับ เก้าอี้โทรนของพระเจ้าแผ่นดิน เว้นแต่ใช้ตราไก่กางปีกแทนตราครุฑเท่านั้น…"


ที่ผมยกมานี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในความขัดแย่งของอำนาจของจอมพลป. ที่มีนายปรีดีคอยขัดขวาง ซึ่งจอมพลป. พยายามลดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ในทุกทาง จึงน่าจะวางแผนการอันแยบยลลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 และใส่ร้ายปรีดี

เพราะคดีสวรรคต ร.8 ไม่เคยมีใครตั้งข้อสงสัยไปที่จอมพล ป. ?

และหลังจากที่จอมพล ป.มีอำนาจในภายหลังต่อมา คนที่ทำรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป.  ลงก็คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ด้วยการเรียกร้องและเสียงสนับสนุนจากนักศึกษาไทยและคนไทยที่ยังจงรักภักดี ที่เห็นว่า จอมพล ป. ออกกฎหมายลิดรอนพระราชทรัพย์ของในหลวง และออกกฎหมายลดบทบาทพระมหากษัตริย์ลง ให้กษัตริย์เป็นเพียงแต่สัญลักษณ์เท่านั้น เพราะจอมพล ป. เป็นพวกไม่นิยมเจ้า

แนะนำคลิกอ่าน บทความจากโอเคเนชัน เรื่องความขัดแย้งระหว่างจอมพล ป. กับ ในหลวง


แต่พวกล้มเจ้าไม่อยากเชิดชูจอมพล ป. เพราะถ้าชูจอมพล ป. ไปก็ไม่ขึ้น เพราะจอมพล ป. แม้ไม่นิยมกษัตริย์ แต่ก็เกลียดและเป็นศัตรูกับพวกคอมมิวนิสต์ในไทย ซึ่งก็คือพวกล้มเจ้าตกยุคที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

พวกล้มเจ้าเลือกที่ไปเกาะกระแสนายปรีดีแทน เพราะนายปรีดีคือผู้ถูกกระทำ จนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ซึ่งภายหลังต่อมา คดีใส่ร้ายปรีดีเรื่องสวรรคตของรัชกาลที่ 8 นายปรีดีชนะคดีหมิ่นประมาททุกคดี

แต่ถ้าคุณผู้อ่านไปอ่านในเว็บปรีดี พูนศุข ที่ยืนยันเองว่านายปรีดีรักเจ้า หรืออ่านประวัติศาสตร์ไทยที่ผ่านมาโดยไม่ฟังความข้างเดียวจากการบอกเล่าจากฝ่ายเดียว คุณผู้อ่านจะรู้เลยว่า นายปรีดี เป็นผู้เทิดทูนกษัตริย์อย่างมาก เพราะนายปรีดีเป็นผู้ที่ไม่ยอมให้เลิกระบบกษัตริย์ไทยภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

"การที่ผลักปรีดีให้กลายเป็นคนผิด คือการไปสนับสนุนให้พวกล้มเจ้าได้ปรีดีไปแอบอ้างใช้เป็นพวกมัน ทำให้พวกล้มเจ้ามีกำลังมากขึ้น ฉะนั้นอย่าโง่ไปช่วยพวกล้มเจ้าครับ"

หรือถ้าจะคิดให้ลึกกว่านั้น จอมพล ป. ก็อาจเป็นเหยื่อเหมือนนายปรีดีก็ได้ นั่นคือ คนที่เกลียดทั้งนายปรีดี และจอมพล ป. เป็นคนวางแผน ด้วยทฤษฎีเสี้ยมคนที่มีอำนาจมากที่สุดให้ชนกัน เพื่อสุดท้ายพังทั้งคู่ 

แต่คนวางแผนเสี้ยมให้คนที่มีอำนาจมากที่สุดหันมาห่ำหั่นกันเองนี้ไม่ยอมเผยตัวออกมา อาจเป็นคนไทยเอง หรืออาจเป็นยิ่งกว่านั้นคือ แผนของต่างชาติก็ได้


ส่วนจอมพล ป. ต่อมาหลังจากที่ได้ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ญี่ปุ่นแล้ว ก็ได้เขียนจดหมายมาขอโทษนายปรีดี เรื่องที่เคยใส่ร้ายนายปรีดี ในคดีรัชกาลที่ 8

ศัตรูของปรีดี มี 4 กลุ่ม คือ 
1. กลุ่มนายทหารบางกลุ่ม เพราะปรีดีพยายามสร้างประชาธิปไตยที่ห้ามทหารมีอำนาจทางการเมือง
2. นักการเมืองบางกลุ่ม 
3. พวกที่ไม่นิยมกษัตริย์ ที่หวังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ให้เป็นสาธารณรัฐแต่ไม่สำเร็จ
4. กลุ่มเจ้าที่สนับสนุนการครองราชย์อีกสายที่ไม่ใช่ราชสกุลมหิดล

ถ้าใครไม่ค่อยรู้ประวัติและเส้นทางการเมืองอันโชกโชนของ จอมพล ป. ไปอ่านตามลิงค์นี้
คลิกอ่านประวัติ จอมพล ป. นายกรัฐมนตรีจอมเผด็จการที่ครองอำนาจยาวนานที่สุด


แต่ผลของการลอบปลงพระชนม์ ร.8 ต่อมา ก็ได้มีพวกล้มเจ้าและพรรคคอมมิวนิสต์ไทย พยายามฉวยโอกาสเอาคดีนี้มาสานต่อเพื่อใส่ร้ายในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา เจตนาเพื่อหวังให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบอบการปกครองอื่นที่ไม่มีพระมหากษัตริย์อีกต่อไป ว่าแต่ระบอบไหนล่ะ ?

ถ้าเมื่อก่อนก็ต้องหมายถึง ระบอบคอมมิวนิสต์ แต่วันนี้คอมมิวนิสต์ไม่ใช่ภัยร้ายแรงแล้ว ระบบสาธารณรัฐต่างหากที่พวกชั่วคอมมิวนิสต์กลายพันธุ์นี้ต้องการ !!

ฉะนั้น คดีนี้ไม่เกี่ยวกับในหลวงของเราแน่นอน พระองค์ก็ทรงเป็นเหยื่อในการใส่ร้ายของพวกไม่หวังดีต่อชาติเช่นกัน


ฟังในหลวงตรัสถึงคดีรัชกาลที่ 8
เพราะในหลวงทรงเอ่ยถึงว่า มีการเมืองมายุ่งเกี่ยว บทความนี้ผมถึงเขียนถึงปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของ จอมพลป. กับ ปรีดี

ถ้าใครเคยดูหนังบางเรื่องที่เกี่ยวกับพระนางมารีอ็องตัวเน็ต ของฝรั่งเศส จะรู้เลยว่า พระนางมารี คือเหยื่อที่ถูกพวกล้มเจ้าใส่ร้าย เพื่อใช้เธอเป็นชนวนจุดความเกลียดชังราชวงศ์ฝรั่งศส เพื่อให้คนฝรั่งเศสเกลียดระบบกษัตริย์

ส่วนพวกอำมาตย์หรือขุนนางฝรั่งเศสที่โกงกินประเทศและทำลายประเทศตัวจริงกลับไม่เดือดร้อนเท่าไหร่นัก เพราะสุดท้ายพวกอำมาตย์ขุนนางในฝรั่งเศส ก็กลับไปเป็นใหญ่ภายใต้ระบอบสาธารณรัฐได้อยู่ดี


คลิกอ่าน เนื้อหาบางส่วนจาก สถาบันปรีดี-พูนศุข ไปอ่านตามลิงค์นี้เถอะ แล้วคุณจะรู้ว่า นายปรีดีปกป้องสถาบันกษัตริย์ และในหลวงทั้งสองพระองค์อย่างไร


แก้คำผิด "สืบราชสันตติวงศ์"

แต่ถ้าศึกษาข้อกฎหมายดี ๆ หม่อมเจ้าอานันทมหิดล ทรงเป็นตัวเลือกอันดับแรกที่สมควรเป็นกษัตริย์อยู่แล้ว เพียงแต่ว่า นายปรีดี พยายามอภิปรายให้คณะพิจารณาเข้าใจในกฎมณเฑียรบาลอย่างถูกต้องตรงกัน

-----------------------

ริง ๆ แล้ว นายปรีดี คือผู้สนับสนุนให้รัชาลที่ 8 ขึ้นครองราชย์ รวมทั้งรัชกาลที่ 9 ด้วยเช่นกัน อีกทั้งรัชกาลที่ 8 มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้นายปรีดี เป็นรัฐบุรุษของชาติอีกด้วย

รัชกาลที่ 8 ถูกลอบปลงพระชนม์ในช่วงที่นายปรีดีเป็นนายกรัฐมนตรีพอดี เมื่อมองด้วยสามัญสำนึก คุณว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนไหนอยากให้เกิดเรื่องเลวร้ายในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่งบ้าง ??


ะนั้นประเด็นเรื่องการลอบปลงพระชมน์ จริง ๆ แล้วซับซ้อนว่าใครอยู่เบื้องหลังที่แท้จริงกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ ผมมั่นใจว่า นายปรีดีไม่ใช่ผู้อยู่เบื้องหลัง

ส่วนจอมพล ป.จะอยู่เบื้องหลังจริงหรือไม่ อันนี้ผมยังไม่มั่นใจนัก

(เพราะเรื่องบางอย่าง เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ประกอบกับผมดูหนังสืบสวนลึกลับมาเยอะ การวางแผนซ้อนแผนและการใส่ร้าย มันยากที่คาดเดามีอยู่มาก)


เพราะตอนนั้นประเทศไทยมีกลุ่มการเมืองมากมายหลายกลุ่มที่แย่งชิงอำนาจ รวมทั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีกลุ่มมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และรัสเซียในสงครามเย็น ที่กำลังเผยแพร่ระบอบคอมมิวนิสต์เข้ามาในเอเซียอย่างมาก

แปลความง่าย ๆ ว่า ลัทธิทุนนิยม กับลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังแผ่ขยายเข้ามาในไทย ประเทศไทยเหลือรอดจากการแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 และรอดจากการถูกเป็นเมืองขึ้นมหาอำนาจตะวันตก จนสถาบันพระมหากษัตริย์ยังอยู่รอดมาจนวันนี้

ถ้าเอาตามหลักการทั่วไป พรรคคอมมิวนิสต์สายรัสเซียเวียดนาม มีความต้องการล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยแน่นอน

ส่วนการหยิบยกเรื่องคดีรัชกาลที่ 8 มามโนปั้นน้ำเป็นตัวต่อของพวกล้มเจ้าที่ส่วนใหญ่คือพวกคอมมิวนิสต์อกหักซ้ายตกขอบ ที่แพ้แก่ความเมตตาของรัฐบาลพลเอกเปรม พวกนี้ถึงได้เกลียดพลเอกเปรมมาก เพราะพลเอกเปรมได้รับสนองพระราชประสงค์ของในหลวง ให้ทำนโยบายเมตตาแก่คนไทยที่หลงผิดกลับใจใหม่อีกครั้ง และนี่คือที่มาของนโยบาย 66/23 ให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยทุกคนได้กลับใจมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยภายใต้พระบรมโพธิสมภาร

ส่วนพวกล้มเจ้าสายคอมมิวนิสต์ นำโดยนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ คือหัวเรือใหญ่ ผู้ซึ่งเคยได้รับการพระราชทานอภัยโทษให้รอดพ้นจากโทษประหารชีวิต มาแล้ว

แต่นายสุรชัย แซ่ด่าน มันก็กลับไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ มันยังคิดอกตัญญูในหลวงต่อไป ก็เพื่อหวังผลล้มสถาบันกษัตริย์ให้ได้ ซึ่งพวกคอมมิวนิสต์ไทยที่พ่ายแพ้นี่แหละ ที่พยายามจะใช้เรื่องคดีรัชกาลที่ 8 เพื่อโจมตีสถาบันต่อไป แล้วก็มีพวกโง่หลงเชื่อมากเสียด้วยสิ

ล่าสุดเมื่อปี 2556 นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่เพิ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษออกจากคุกอีกครั้งในคดีความผิดตามมาตรา 112  มันได้ออกมาคุยโวว่า อยู่ในคุกสบายมาก แถมทักษิณยังส่งเงินให้ใช้เดือนละ 3 พัน 

โถ ๆ ไอ้ด่าน ทำเป็นเรียกร้องความเท่าเทียมกัน แต่พอมึงอยู่ในคุกกลับพอใจที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษกว่านักโทษคนอื่น ๆ ถุย !! ทั้งที่จริงทักษิณให้เดือนละ 5 พัน แต่มึงโดนแกนนำแดงอมไปว่ะ 555

คลิกอ่านข่าว สุรชัย ด่าน โวทักษิณให้เงินใช้เดือนละ 3 พัน


คนอย่างไอ้สุรชัย แซ่ด่าน มันเคยทำประโยชน์อะไรให้ประเทศชาติบ้าง วัน ๆ ก็ได้แต่คิดคดกุเรื่องให้คนไทยแตกแยกไปวัน ๆ ใครเชื่อไอ้ด่าน ก็โง่แท้แล้ว

แม้แต่นักการเมืองที่ว่าเลว ๆ โกงชาติก็ยังทำประโยชน์ให้ชาติบ้าง แต่คนอย่างไอ้สุรชัย แซ่ด่านเนี่ย หมาจรจัดตามถนนยังมีค่าบนแผ่นดินไทยมากกว่าชีวิตมันเสียอีก

เพราะคนที่อกตัญญูผู้ให้มันมีชีวิตอยู่จนวันนี้ มันยังเนรคุณได้ จัญไรจริง ๆ

------------------

ข่าวลือที่มีมานาน ปฐมเหตุลอบปลงพระชนม์ ร.8

ข่าวลือนี้ผมได้ยินตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่เล่าต่อ ๆ กันมา ซึ่งไม่ได้มีหลักฐานอะไรอ้างอิง เพราะเป็นเพียงคำบอกเล่าของผู้คน

ข่าวลือที่ว่านั้น ก็คือ รัชกาลที่ 8 ทรงเรียนทางด้านนิติศาสตร์ ทรงมีความปรารถนาว่าหากพระองค์ทรงเรียนจบปริญญาเอกแล้ว ก็ทรงอยากจะสละราชบัลลังค์ให้พระอนุชา เพื่อพระองค์จะเข้าสู่สนามการเมืองเพราะทรงอยากเป็นนายกรัฐมนตรี (เรื่องเล่าลือเช่นนี้ มีกล่าวถึงในคำให้การในเอกสารคำพิพากษาศาลฏีกาคดีลอบปลงพระชนม์ ไปหาอ่านเองตามที่ลิงค์ให้ไว้ข้างต้นครับ)

พวกที่คิดปองร้ายในหลวง ร.8 อาจคาดการณ์ล่วงหน้าไว้ว่า ถ้าในหลวงลงเลือกตั้ง ประชาชนก็ต้องแห่กันเลือกพรรคการเมืองของในหลวงแน่ ๆ ดังนั้นพวกที่มีอำนาจทางการเมืองในยุคนั้น จึงต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม

ข่าวลือเรื่องที่สองคึอ รัชกาลที่ 8 ทรงมีคู่รักเป็นผู้หญิงชาวยุโรป ซึ่งมีพวกคัดค้านแบบหัวโบราณในยุคนั้น ยอมรับไม่ได้กรณีหากรัชกาลที่ 8 ทรงอภิเษกกับผู้หญิงฝรั่งจริง ๆ แล้วประเทศไทยจะต้องมีพระราชินีเป็นคนต่างชาติ

(ตามกฎมณเฑียรบาล ก่อนการขึ้นครองราชย์ ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ต้องไม่เคยแต่งงานกับชาวต่างประเทศ)

ดังนั้นจึงมีพวกหัวโบราณที่ยอมรับในเรื่องนี้ไม่ได้เลย จึงคิดปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8

---------------



ประเทศไทยเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุด ในชัยภูมิอันเหมาะสมในการอยู่ของมนุษย์ที่สุด อุดมสมบูรณ์ที่สุด

แต่ที่ไทยเราไม่เจริญ เพราะคนไทยไปหลงเชื่อนักการเมืองขี้โกงและมีคนไทยอักพวกไปหลงเชื่อไอ้พวกล้มเจ้า นี่แหละครับ

นักการเมืองโกงกินร่วมมือกับนายทุนเอาเปรียบคนไทย ออกกฎหมายที่พวกนายทุนได้ประโยชน์ แล้วนักการเมืองมันก็โยนความผิดแห่งความยากจนของคนไทยไปที่เรื่องชนชั้น ด้วยการใช้วาทกรรมคำว่า อำมาตย์ หรือพวกเผด็จการแทน เพื่อพวกมันจะได้รอดพ้นจาการถูกคนไทยเกลียด

แล้วพวกนักการเมืองเลว ๆ มันก็เอาคำว่าประชาธิปไตยและการเลือกตั้งมาสวมทับเพื่อบดบังความชั่วของพวกมัน

ส่วนคนไทยโง่ ๆ ที่ยากจนก็โดนหลอกให้ไปโทษอำมาตย์แทน

แล้วพวกล้มเจ้าก็มาเกาะกระแสนักการเมืองที่เป็นนายทุนใหญ่เลว ๆ ที่ใช้อำนาจหาผลประโยชน์เข้าพวกพ้อง

คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่า นายทุนใหญ่นักการเมืองคนนั้นเป็นใคร เพราะมันคือคนที่คุณก็รู้ว่าใคร

แล้วไอ้พวกล้มเจ้าก็รีบฉวยโอกาสมาเป็นเห็บเป็นหมัด กระโดดเกาะนายทุนใหญ่การเมืองคนนั้นทันที เพื่อเกาะกระแสประชาธิปไตยของนายทุนใหญ่ หวังใช้ล้มสถาบันกษัตริย์ โดยพวกมันก็แอบอ้างคำว่าประชาธิปไตย มาบังหน้าเช่นกัน

v

v

ปริศนาทิ้งท้าย ถ้าคนร้ายที่ลอบปลงพระชมน์ ร. 8 ไม่ได้เข้ามาทางประตูหน้าห้องพระบรรทม แต่เข้ามาทางหน้าต่างแทนล่ะ ??


ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  สายลับฝีมือระดับพระกาฬมีมากมายในหลายประเทศ ที่เก่งจนเหลือเชื่อ จนคนไทยยุคนั้นยังนึกไม่ถึง แถมระบบรักษาความปลอดภัยของไทยในตอนนั้น จัดว่า ล้าหลังอยู่มาก

ทางฝ่ายจอมพล ป. ก็จะสนิทสนมกับฝ่ายญี่ปุ่น ส่วนฝ่ายปรีดี ก็สนิทสนมกับทางสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งสองชาติมีจารชนระดับโลกแล้วในยุคสงครามโลก

การที่นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล คิดแต่ในกรอบว่า คนร้ายต้องอยู่บนตัวตึกและเข้ามาจากทางหน้าห้องพระบรรทมเท่านั้น จึงเป็นการคิดที่คับแคบและยึดติดในกรอบความคิดที่ล้าหลังมาก ๆ

ขอยกตัวอย่างปิดท้าย คือกรณีคดีนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ แม้วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์และการชันสูตรพลิกศพจะเจริญก้าวหน้ากว่าในยุคสมัย ร.8 มามากแล้ว แต่ผลการชันสูตรศพนายห้างทอง ยังเกิดข้อโต้แย้งทางการแพทย์มาจนวันนี้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า ศาลจะเลือกเชื่อข้อมูลฝ่ายไหน

ดังนั้นกรณีการสวรรคตรัชกาลที่ 8 ก็ยังมีหลายคนในยุคนั้นและหลายคนในยุคนี้ เชื่อว่า หรือบางทีอาจเป็นอุบัติเหตุ ที่วงการแพทย์สมัยนั้นยังก้าวไปไม่ถึง
---------------------

แถมความเห็นบุคคลสำคัญ ต่อนายปรีดี พยนมยงค์

"ข้าพเจ้าเชื่อว่าชีวิตของคนทุกคนย่อมจะต้องเป็นไปตามแนวแห่งกรรมประจำตัว จะไม่มีผู้ใดที่จะเลี่ยงพ้นจากกรรมได้ ดังนี้ดวงของท่าน (ปรีดี) ที่ได้พุ่งขึ้นสูงส่งอย่างน่าประหลาด คือท่านเป็นศาสตราจารย์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นรัฐมนตรีมาแทบทุกยุคทุกสมัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และยังมีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่าเป็นผู้สามารถธำรงเกียรติศักดิ์ของชาติไทยไว้ได้ ครั้นแล้วชะตาชีวิตของท่านอาจารย์ปรีดีก็พลันกลับทำให้ท่านต้องตกต่ำลงมาจนถึงขั้นต่ำสุด ตลอดจนชะตาของท่านอาจารย์ปรีดีก็โหดร้ายต่อตัวท่าน ต่อลูกเมียท่านนานาประการ ถึงขนาดที่เกือบจะต้องตกเป็นคนไทยที่ไม่มีสิทธิ์ในแผ่นดินไทยซึ่งเป็นบ้านเมืองที่รักของท่าน
ข้าพเจ้าเคยกล่าวอยู่เสมอว่า ชะตาหรือดวงของคนคนหนึ่งนั้นอาจจะไปสัมพันธ์กับชะตาชีวิตของคน อีกหลายสิบล้านแม้แต่ดวงของประเทศ และถ้าพิจารณากันให้ละเอียดแล้วจะเห็นได้ชัดว่า ดวงของท่านอาจารย์ปรีดีเป็นเช่นนั้น เพราะว่าชะตาหรือดวงของท่านนั้น มิใช่จะทำให้แต่ตัวท่าน ต้องตกระกำลำบาก และเป็นผู้ที่สูญเสียแต่เพียงผู้เดียว แต่ยังทำให้คนไทยอีกหลายสิบล้านคน ที่ต้องพลอยถูกกระทบกระเทือนและสูญเสียไปด้วย... และต้องเสียไปอย่างที่จะไม่มีทางกลับคืนมาได้อีกแล้ว" พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล



"ตามที่ผมไปเห็นในหลวงและสมเด็จพระราชชนนีมาแล้วในคราวนี้ ผมกล้าบอกได้อย่างแน่นอนว่าท่านมิได้เชื่อว่าคุณหลวงฯ (ปรีดี) เป็นผู้ฆ่าในหลวงดังที่เขาลือกันเลย พูดตามจริงแล้วบรรดาสิ่งต่างๆ ที่ผมเคยคุยกับสมเด็จพระราชชนนีไว้ที่กรุงเทพฯ ในเรื่องที่เกี่ยวกับพวก Royalists ว่าวิธีการปฏิบัติของเขามิได้แสดงเลยว่าเขาเป็น Royalist กล่าวคือถ้าเขาเป็น Royalists จริงแล้ว เขาย่อมจะต้องไม่เอาพระนามในหลวงไปใช้เป็นประโยชน์ของเขาในทางการเมือง ดังที่ปรากฏมาแล้วอันล้วนแต่เป็นการเสื่อมเสียต่อในหลวงทั้งสิ้น" หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ พระเชษฐาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี สมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่ 7


"ถ้าคิดว่าท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว จะมองไม่เห็นความดีของอาจารย์ปรีดี ซึ่งมีเป็นอเนกประการ ถ้ารู้ความจริงว่าอาจารย์ปรีดีเป็นผู้พยายามพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ จะเห็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อสังคมไทยของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์" ศ.นพ. ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส


"ในความรู้สึกของอาตมา ท่านรัฐบุรุษอาวุโสเป็นผู้สนใจในพระพุทธศาสนา ในการปรับปรุงพระพุทธศาสนาให้ทันสมัย ท่านพอใจในกิจการของสวนโมกข์ จนถึงกับได้ขอร้องให้อาตมามาแสวงหาที่เพื่อจะจัดสวนโมกข์ขึ้นในจังหวัดอยุธยา...สำหรับอาตมาได้รับคำขอร้องจากท่านผู้นี้ให้ทำทุกอย่างเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ทันสมัย อาตมาก็ได้สนองความประสงค์อันนี้ พยายามทำหนังสือหนังหาทุกแง่ทุกมุมที่จะสนองความประสงค์อันนั้นเท่าที่เห็น ๆ กันอยู่แล้วในบัดนี้" ท่านพุทธทาสภิกขุ


"โดยกาลเวลาแห่งยุคสมัย นายปรีดี พนมยงค์ นับว่าห่างไกลจากอาตมาภาพ เนื่องจากท่านเป็นคนรุ่นก่อนบิดามารดาเล็กน้อย จะว่าโดยวิถีชีวิต ท่านก็ห่างไกลกับอาตมภาพในแง่ที่ว่า ท่านอยู่ในวงการเมือง แต่อาตมภาพเป็นพระภิกษุอยู่ทางด้านพระศาสนา แต่แม้ห่างไกลอย่างนั้น ก็มีจุดที่ท่านรัฐบุรุษอาวุโสกับอาตมภาพมาบรรจบกัน จุดนั้นก็คือ “ธรรม” พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)


"เพราะผมศรัทธาในท่านพระพรหมคุณาภรณ์ที่สุด ผมจึงเชื่อว่า นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้มีธรรมะ จึงไม่ใช่ผู้ที่คิดล้มล้างระบบกษัตริย์แน่นอน เพราะพวกคิดล้มล้างระบบกษัตริย์จะไม่มีธรรมะในใจ แม้กระทั่งการตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีที่มาจากคำว่า ธรรมะ + ศาสตร์" ใหม่เมืองเอก

สุดท้ายผมขอฝากกว่า นายปรีดี พนมยงค์ เป็นคนรักเจ้า แต่ถูกการเมืองในยุคนั้นที่ทรยศหักหลังกันเอง ใส่ร้ายให้ต้องลี้ภัยออกต่างประเทศ

เว็บไซค์ของปรีดี พูนศุข ยืนยันว่า นายปรีดี รักสถาบันพระมหากษัตริย์ การที่มีคนบางกลุ่มพยายามผลักนายปรีดีให้กลายเป็นคนผิด ก็เท่ากับไปสนับสนุนให้พวกล้มเจ้าที่อาศัยเกาะกระแสนายปรีดีแข็งแรงขึ้นแทน

อย่าผลักไสคนดีไปเข้าทางพวกชั่วครับ

คณะราษฎร์นั้นมีมากมายหลายคน แต่ตอนนี้มีความพยายามผลักความผิดของคณะราษฎรไปที่นายปรีดีเพียงคนเดียว



หมายเหตุ ช่วงเดือนธันวาคม 2557 ผมเห็นเฟสบุ๊ก Somsak Jeamteerasakul เถียงกับ เพจคณะร่าน เรื่องคดีรัชกาลที่ 8 ซึ่งผมชอบนะ ที่สองฝ่ายนี้มาถกเถียงกันเรื่องนี้ ซึ่งผมก็ไม่ได้ให้ความสำคัญในเนื้อหาของทั้งสองฝ่ายเท่าใดนัก

แต่ผมเห็นดีว่า การถกเถียงของ 2 ฝ่าย ก็เหมือนฝ่ายลบ มาปะทะฝ่ายบวก สุดท้ายกลายเป็นศูนย์

คลิกอ่าน ไม่ธรรมดา กว่าพระองค์เจ้าอานันทมหิดลจะได้ขึ้นเป็นรัชกาลที่ 8

คลิกอ่าน มาตรา 112 ที่รัก

คลิกอ่าน พระพรหมคุณาภรณ์ ประยุทธ ปยุตโต เขียนถึงรัฐบุรุษปรีดี

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อ่านบทความนี้ ก่อนคิดแก้ปัญหาส้วม ชักโครก กดไม่ลง




ปัญหากดชัดโครกไม่ลง มีสาเหตุได้จากหลายสาเหตุ แต่ก่อนที่เราจะแก้ปัญหาเรื่องนี้นั้น เราควรนึกถึงสิ่งแรกก่อนคือ บ้านเราไม่ได้สูบส้วมนานแค่ไหนแล้ว ถ้าเกิน 1 ปีขึ้นไปและมีผู้พักอาศัยจำนวนมากพอควร เช่น 4-5 คนขึ้นไป

ขอแนะนำให้เปิดฝาทองเหลืองบนบ่อเกรอะดูก่อนว่า ส้วมเต็มหรือไม่

เพราะส้วมเต็ม คือปัญหาพื้นฐานที่พบบ่อยที่สุดจากปัญหากดชักโครกไม่ลง

ซึ่งถ้าเกิดจากบ่อเกรอะเต็มจริง ๆ แล้วล่ะก็ ก็ขอแนะนำให้โทรไปที่สำนักงานเขตที่บ้านคุณอยู่ บ้านคุณอยู่ในเขตไหนก็โทรไปเขตนั้น เพราะทางเขตจะมีบริการสูบส้วมในราคาที่ถูกมาก คือ ปริมาณสิ่งปฏิกูล 1,000 ลิตร ในราคา 250 บาทเท่านั้น

แต่ก็นั่นแหละ ถ้าให้เขตมาสูบก็ต้องลุ้นนิดหน่อยว่า คิวเขายาวไหม ถ้าคิวไม่ยาวก็อาจได้สูบในวันนั้นเลย แต่ก็ต้องในเวลาราชการเท่านั้น

แต่อย่างช้าก็แค่รอถึงวันรุ่งขึ้น ซึ่งเท่าที่เคยใช้บริการก็รอไม่เกิน 1 วัน แต่ถ้าติดเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการ ถ้ารอรถสูบของทางเขตได้ ก็ควรรอครับ

เพราะถ้าเราไปเรียกใช้บริการสูบส้วมจากเอกชน เขาจะคิดแพงกว่าที่ทางสำนักงานเขตเกือบ 6-8 เท่า คือ คิดค่าสูบประมาณลิตรละ 2 บาท


-------------------

ถ้ากดขักโครกไม่ลง จาก ท่อตัน

ถ้ากดชักโครกไม่ลงเพราะท่อตัน วิธีแก้ไขเบื้องตัน ให้ใช้น้ำส้มสายชูเทลงไปเลย 1 ขวดประมาณ 750 ซีซี ราคาขวดละไม่เกิน 20 บาทเททิ้งไว้ทั้งคืน เช้ามาค่อยกดน้ำ

แต่ถ้ายังแก้ไม่หาย ก็แนะนำให้ใช้วิธีที่รุนแรงขึ้นคือ เทน้ำส้มสายชู 1 ขวด แล้วก็เทเบคกิ้งโซดา หรือจะใช้ผงฟูก็ได้ เทตามลงไปอีกในปริมาณน้อยกว่าน้ำส้มสายชูครึ่งนึง แล้วทิ้งไว้สัก20 นาทีหลังจากนั้นเทน้ำรอนลงไปสักกาน้ำใหญ่ ๆ

แต่ถ้าไม่หายอีก แนะนำให้ไปห้าง แล้วไปซื้อผลิตภัณฑฺ์สลายสิ่งอุดตันในท่อระบายน้ำ ซึ่งมีทั้งแบบน้ำและแบบผง แล้วอ่านวิธีใช้ด้านข้างผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีให้เลือกหลายยี่ห้อ และหลายราคา ตามความพอใจ (ไม่แนะนำให้ใช้โซดาไฟครับ เพราะถ้าแก้ไม่ได้จะยิ่งเพิ่มปัญหามากขึ้น)

ถ้ายังแก้ไม่หายอีก แนะนำโทรเรียกช่างแก้ท่อตัน ได้เลยครับ ราคาขั้นต้นเริ่มที่ 1,500 บาท ซึ่งมีหลายเจ้าที่โฆษณาในเน็ต ซึ่งเขาจะมีเครื่องมาทะลวงท่อตัน มาทะลวงท่อระบายน้ำของคุณให้สะอาดหมดจด กลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง

เพราะท่อระบายสิ่งสกปรก มีโอกาสที่จะอุดตันได้เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

-----------------------

ขอให้ทำตามคำแนะนำของผมเรียงลำดับตามนี้ แล้วคุณจะไม่เสียเงินโดยใช่เหตุ

แต่ก็มีอีกปัญหานึงที่หลายคนไม่รู้คือ เรื่องท่อระบายอากาศของระบบส้วม ถ้าไม่มีท่อระบายอากาศ หรือท่อระบายอากาศตัน ก็ทำให้เกิดปัญหาส้วมตันได้เช่นกัน

ดังนั้น การสร้างห้องน้ำ และส้วมที่ดี มีองค์ประกอบสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ

1 . ขนาดท่อ ท่อระบายสิ่งปฏิกูลควรมีขนาดท่อใหญ่ไม่ต่ำกว่า 4 นิ้ว ยิ่งใหญ่มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะจะลดโอกาสเกิดปัญหาท่อตันได้มากขึ้น

2. พยายามสร้างห้องน้ำให้ตรงกับบ่อเกรอะให้ได้มากที่สุด หมายถึง การที่น้ำทิ้งระบายลงอย่างตรง ๆ  ย่อมดีกว่ามีการโค้งงอของท่อ เพราะการโค้งหรือคดงอของท่อ ย่อมทำให้เกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น

3. ความลาดเอียงของท่อ ซึ่งหากไม่สามารถสร้างห้องน้ำให้ตรงกับบ่อเกรอะได้ตรง ๆ  ก็ต้องสร้างท่อระบายให้มีความลกดเอียงให้มาก ๆ เพราะยิ่งลาดเอียงได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี จะทำให้การอุดตันเกิดขึ้นได้ยาก

4. ท่อระบายอากาศของส้วมหรือบ่อเกรอะ เพราะถ้าไม่มีท่อระบายอากาษ ย่อมทำให้เกิดการกดน้ำไม่ลง ตามหลักการแทนที่ของน้ำและอากาศ ดังนั้น การทำท่อระบายอากาศจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะนอกจากช่วยลดปัญหาชักโครกกดไม่ลงแล้ว ยังช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้องน้ำได้ด้วย

และท่อระบายอากาศที่ดี ควรมีตะแกรงมาปิดปลายท่อ เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกหรือเศษฝุ่นจะเข้าไปอุดตันท่อด้วย และถ้าให้ดีที่สุด ท่อระบายอากาศควรทำให้งอตรงส่วนปลายเพื่อจะได้ไม่ให้สิ่งสกปรกตกลงไปได้ง่ายครับ

--------------

สุดท้าย ถ้าไม่อยากให้ส้วมเต็มง่าย ๆ ก็ควรใช้แบคทีเรีย EM เทใส่ในชักโครกบ่อย ๆ เพื่อลดการสะสมของสิ้งปฏิกูล โอกาสส้วมเต็มก็จะยากขึ้นครับ

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

สิ้นแล้วท่านถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติผู้เกลียดตุ๊ด





ผมเพิ่งรู้ข่าวว่า ท่านถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติได้เสียชีวิตแล้วเมื่อเช้านี้เอง

เศร้านิดหน่อย... แต่กลับสะเทือนในความรู้สึกมาก

ตอนเด็ก ๆ รู้จักท่านถวัลย์ ผ่านรายการ ตามไปดู 

ตอนนั้นรายการตามไปดู ของหมอซ้ง รายการทีวีดังเมื่อกว่า 20 ปัที่แล้ว ได้โปรโมทในรายการว่า ท่านถวัลย์ ดัชนีคือ ศิลปินผู้วาดรูปราคา 30 ล้านบาทต่อรูป !!

คิดดูเมื่อเกิอบ 30 ปีก่อน ราคา 30 ล้าน เดี๋ยวนี้รูปจะราคาเท่าไหร่แล้ว

ลองดูคลิปเกลียดตุ๊ด ของท่านถวัลย์ ดัชนีครับ ว่าท่านยืนยันเองว่า ระดับท่านนี่เขียนรูปเป็นร้อยล้านพันล้าน

เพราะช่วงท้าย ๆ คลิป ท่านถวัลย์ ได้พูดว่า "คุณต้องคิดดูว่า ผมมีนาทีละล้าน ผมเขียนรูปเนี่ยนาทีเดียว ผมก็ได้เป็นล้านแล้ว ผมสามารถเขียนรูปทำเงินได้ร้อยล้านพันล้านได้เพียงชั่วข้ามคืน"




ท่านถวัลย์ ดัชนี เกลียดตุ๊ด จริงเหรอ ?

ถ้าฟังแบบคนโง่เหมือนอีอั้มเนโกะ มันฟัง มันก็จะด่าท่านถวัลย์ อย่างที่เป็นข่าวไปแล้ว

อีอั้มเนโกะ นี่มันรูปชั่วแถมความคิดจัญไรจริง ๆ ทีตัวมันเกลียดสถาบันกษัตริย์ได้ มันบอกว่านี่คือ เสรีภาพของมัน

แต่พอท่านถวัลย์ ดัชนี เกลียดตุ๊ดบ้าง อีอั้มเนโกะกลับไปด่าท่าน ??

ทั้ง ๆ ที่นี่ก็เป็นเสรีภาพของท่านถวัลย์ไงวะ อีตุ๊ดชั่วอั้มเนโกะ

แต่ความจริงแล้ว ท่านถวัลย์ท่านก็พูดทำนองล้อเล่นขำ ๆ เหมือนท่านแค่แซววู้ดดี้ เท่านั้น ซึ่งถ้าไปถามวู้ดดี้ วู้ดดี้ก็คงเข้าใจความหมายประโยคนี้ของท่านถวัลย์

ไม่งั้น รายการวู้ดดี้ เกิดมาคุย จะไปเชิญท่านถวัลย์ มาออกรายการในภายหลังเหรอ ?


ชมคลิปรายการวู้ดดี้ เกิดมาคุย ตอน ถวัลย์ ดัชนี

ลองไปฟังหลักฐานจากปากศิลปินแห่งชาติ กมล ทัศนาญชลี ผู้สนิทสนมกับอาจารย์ถวัลย์ ยังบอกเลยว่า อาจารย์ถวัลย์ ขายรูปได้เป็น 100 ล้านบาทจริง !!



ยิ่งถ้าเราไปอ่านความเห็นของหลาย ๆ คนในยูทูป บางคนบอกเองว่า ขนาดเขาเป็นตุ๊ด เขายังแค่ขำ ๆ เลย ไม่ได้ถือสาอะไรท่าน

บางคนก็บอกว่า กูเป็นเกย๋ กูยังเกลียดตุ๊ดเลย เป็นต้น 5555

ที่จริง ความเกลียด กับ ความรัก ในสภาวะธรรมมันต่างกันแค่เส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น

เช่น ผมก็เกลียดกิเลสของตัวเองอย่างนึงเพราะมันตัดยากจริง ๆ  เพราะกิเลสของผมก็คือ ความชอบดูสาว ๆ สวย ๆ เซ็กซี่

ผมรู้ตัวว่านี่คือ กิเลสที่ตัดยากของผม ผมเกลียดกิเลสตัวนี้ของตัวเองจริง ๆ เกลียดที่ตัวเองดับกิเลสตัวนี้ไม่ได้สักที

ฉะนั้น ถ้าพูดในสภาวะธรรมแล้ว กิเลสในความเกลียดกับกิเลสในความชอบ แทบจะกลายเป็นสิ่งเดียวกัน ??

เปรียบเสมือน สุข ก็คือ ทุกข์น้อย ส่วนทุกข์ ก็คือ สุขน้อย

ผมอธิบายแค่นี้พอเข้าใจไหมครับ ฉะนั้น เกลียดตุ๊ด หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไร

เฉกเช่น คุณก็เกลียดขี้ของตัวเองได้ เช่น เกลียดความขี้เกียจ เกลียดความขี้กลัว เกลียดขี้ขลาดของตัวเอง เป็นต้น

แม้แต่คนเป็นกระเทย ที่จริงเขาก็ไม่อยากเกิดเป็นกระเทย คนที่เป็นเกย์ เขาก็เกลียดความเป็นเกย์ เช่นถ้าให้พวกเขาเลือกเกิดได้ พวกเขาก็อยากจะเกิดเป็นคนที่มีสภาวะทางเพศเป็นปกติ จริงไหม ?

คำว่า เกลียดตุ๊ด ถ้ามองตามสภาวะธรรม อาจหมายถึง นิสัยไม่ดีบางอย่างของผู้ชายก็ได้เช่น มึงมันไม่เป็นลูกผู้ชาย แล้งน้ำใจ ก็เลยด่าไปว่า มึงมันตุ๊ด !!

อย่างผมเองก็เกลียดตุ๊ดเหมือนกัน แต่เป็นตุ๊ดเลว ๆ อย่างไอ้ศรัณย์ ฉุยฉาย นะ

----------------------

สกู๊ปถวัลย์ ดัชนี สำนักข่าวไทย


สกู๊ปถวัลย์ ดัชนี ไทยพีบีเอส



อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ได้กล่าวถึงการจากไปของท่านถวัลย์ ไว้ว่า

“ผมเป็นคนที่ตามรอยเท้าของพี่หวัน เพราะผมปรารถนาตั้งแต่วัยเด็ก ที่จะเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ตามรอยของพี่หวัน ดังนั้นชีวิตของผมที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ จึงพยายามเอาแบบอย่างพี่หวันอย่างต่อเนื่อง ที่ผมมีวันนี้ เพราะพี่หวัน เป็นคนแผ้วถางนำทางให้ ผมสามารถถึงวันนี้ เพราะพี่หวันนำหน้า และทำให้เส้นทางที่ผ่านมาของผมมาได้สะดวก จึงเป็นที่น่าเสียดายมาก และหาคนแบบนี้ได้ยากมาก"


คลิปอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ พูดถึงการจากไปของท่านถวัลย์ อยู่ในคลิปเรื่องเล่าเช้านี้



ขอไว้อาลัยแก่ศิลปินแห่งชาติผู้ยิ่งใหญ่ นาม ถวัลย์ ดัชนี ครับ


----------------------------

ชีวประวัติน่าสนใจมาก ๆ ของท่านถวัลย์ ดัชนี


ถวัลย์ ดัชนี เกิดเมื่อ 27 กันยายน พ.ศ. 2482 ที่ จ.เชียงราย เป็นบุตรของนายศรี และนางบัวคำ (พรหมสา) ดัชนี ได้รับการศึกษาชั้นมูลและระดับประถมที่โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม 

ต่อมาบิดาย้ายมาปฏิบัติงานสรรพสามิตที่อำเภอเมืองพะเยา จึงเรียนต่อชั้นประถมที่โรงเรียนบุญนิธิซึ่งตั้งอยู่ริมชายกว๊านพะเยา และชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนพะเยาพิทยาคม เมื่อบิดาย้ายกลับเชียงรายจึงเข้าเรียนจนจบชั้นชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสามัคคีวิทยาคมจนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ของสมัยนั้น

ถวัลย์มีแววด้านการวาดรูปมาตั้งแต่ชั้นมูลและชั้นประถม สามารถวาดตัวละครรามเกียรติ์ได้เกือบทุกตัว นอกจากจะมีความจำเป็นเลิศสามารถจำชื่อเพื่อนร่วมชั้นได้ทุกชั้นปีทั้งที่เชียงรายและพะเยาแล้ว เมื่อถวัลย์มีอายุ 8-9 ขวบก็มีความคิดแผลงๆ จำเรื่องนายมั่นนายคงจากละครวิทยุปลุกใจยุคปลายและหลังสงคราม เที่ยวชักชวนเพื่อนกรีดเลือดสาบานไปอยู่ดงพญาเย็นด้วยกันเมื่อโตขึ้นเป็นต้น

เมื่อจบชั้นมัธยม 6 ที่เชียงราย ถวัลย์ก็ได้รับทุนมาเรียนต่อที่ โรงเรียนเพาะช่าง และได้เป็นนักเรียนดีเด่น ด้วยฝีมือการวาดรูปที่แม่นยำ เฉียบคม ฉับไว จึงเป็นหนึ่งในนักเรียนเพาะช่างดีเด่นด้านจิตรกรรม ที่ผลงานได้รับการคัดเลือกไปแสดงในหอศิลป์แห่งชาติ นครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

หลังจากนั้น ถวัลย์ ดัชนี จึงเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้เป็น "ศิษย์รุ่นท้ายๆ ของ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี"

ตอนเรียนอยู่ที่ศิลปากรในชั้นปีที่ 1 ถวัลย์ ดัชนี ทำคะแนนการวาดรูปได้ถึง 100+ แต่เมื่อขึ้นปี 2 เขากลับทำได้แค่ 15 คะแนน เพราะเหตุผลที่ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ให้ไว้ว่า ปลาของนายไม่มีกลิ่นคาว นกของนายแหวกว่ายไปในอากาศไม่ได้ ม้าของนายไม่สามารถที่จะควบหรือวิ่งทะยานออกไปได้ นายเป็นเพียงแค่นักลอกรูป มันไม่ใช่งานศิลปะ

คำวิจารณ์ของศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรีดังกล่าวนี้ทำให้ถวัลย์ ดัชนี เปลี่ยนแปลงการทำงานทุกอย่างใหม่หมด เมื่อคิดและดำรงอยู่ในวิถีทางแห่งศิลปะได้แล้ว เขาจึงได้รับการสนับสนุนจากศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ให้สอบชิงทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ด้านสาขาจิตรกรรมฝาผนัง อนุสาวรีย์ ผังเมือง และในระดับปริญญาเอก สาขาอภิปรัชญา และสุนทรียศาสตร์ ที่ราชวิทยาลัยศิลปะอัมสเตอร์ดัม

ที่แห่งนี้เองที่ถวัลย์ได้เรียนร่วมชั้นเดียวกันกับนักเรียนต่างชาติ ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีศิลปินแห่งชาติเกิดขึ้น 3 คนจากสถาบันแห่งนี้ นั่นคือ ศิลปินแห่งชาติของอินโดนีเซีย ด้านการแกะสลัก, ศิลปินแห่งชาติของอเมริกา ชาวสวิตเซอร์แลนด์ นามว่า Giger (ไกเกอร์ หรือ กีเกอร์ ถ้าอ่านแบบเยอรมัน) ซึ่งเป็นศิลปินที่วาดรูปออกแนวอวกาศและเป็นผู้ออกแบบเอเลี่ยน และศิลปินแห่งชาติของไทย ถวัลย์ ดัชนี

เมื่อกลับมาถึงประเทศไทย เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น รูปเขียนขนาดใหญ่ของเขาหลายรูปถูกนักเรียนกรีดทำลาย ด้วยเหตุที่ว่างานของเขานั้นดูหมิ่นพระพุทธศาสนา ทำให้ถวัลย์ ดัชนี เลิกแสดงผลงานในประเทศไทยไปนานหลายปี กว่าคนไทยจะยอมรับได้ เขาก็ต้องเดินตากแดดตากฝนนานอยู่ถึง สามสิบกว่าปี ในปัจจุบันผลงานของเขาได้รับการยอมรับ และได้รับการยกย่องชื่นชมว่าเป็นงานศิลปะชั้นเลิศ อีกทั้งเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสมงานศิลปะทั่วไปอีกด้วย

ถวัลย์ ดัชนี ได้ฝากศิลปะไทยจิตวิญญาณตะวันออกของเขา ไว้ในหลายๆ ที่ในโลก "ผลงานบางส่วนถูกเขียนขึ้นในปราสาทที่มีถึง 500 ห้อง ในประเทศเยอรมนี ซึ่งมีชื่อว่าปราสาทกอททอฟ (Gottorf Castle) " ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ปราสาทนี้ไม่เปิดให้ใครได้เข้าชมแล้ว เพราะอากาศที่หนาวเย็นจะทำให้มีหยดน้ำมาเกาะบนกำแพง ทำให้ภาพเสียหาย แต่รายการโทรทัศน์ที่ได้เข้าไปถ่ายทำเป็นรายการสุดท้ายนั่นคือ รายการชีพจรลงเท้า

ยามว่างจากการเขียนรูป ถวัลย์ ดัชนีจะเดินไปในป่าเพื่อหาเขากวางที่ผลัดแล้วมาเก็บไว้ เพื่อเป็นเครื่องลับจินตนาการให้เฉียบคมอยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบัน ก่อนจะล้มป่วยลงและเสียชีวิตในที่สุด ได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับศิลปินรุ่นใหม่ ด้วยการใช้บ้านดำ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย เป็นสถานที่จัดกิจกรรม ร่วมทั้ง เดินทางไปบรรยายและให้ความรู้ร่วมกับศิลปินแห่งชาติท่านอื่นๆ ทั่วประเทศไทย

และระหว่างวันที่ 13 - 15 ธันวาคม พ.ศ.2556 เพิ่งจัดงานฉลองครบรอบ 74 ปี ของตนเอง ณ สยามพารากอน

ซึ่งภายในงานมีการแสดงพร้อมประมูล ผลงานศิลปะของ 7 ศิลปิน ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ถวัลย์ ดัชนี,เปิดตัวหนังสือภาพถ่ายบ้านดำ และเปิดตัวเหรียญ "สุริยภูมิจักรวาล" ที่ตนเป็นผู้ออกแบบ ( หลังจากที่เมื่อมีอายุ 73 ปี เคยออกแบบและเปิดตัวเหรียญ "ปฐมภูมิจักรวาล" ) ตลอดจน ศิลปะการแสดง,ดนตรี,แฟชั่นโชว์ และการจำหน่ายของที่ระลึกอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการครบรอบ 74 ปี

ถวัลย์ ดัชนี ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2544


“คนตะวันตกมีวิถีทางในการคิดและทำงานศิลปะอย่างไร แล้วให้พวกเราได้ย้อนกลับมาดูว่า เราซึ่งเป็นคนตะวันออกคิดอย่างไร เพื่อที่ในที่สุดจะได้นำความคิดของคนตะวันตก มาผสมผสานกับตะวันออก แล้วสร้างเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่สามารถหายใจได้ใน พ.ศ.นี้ ของเรา

ไม่ใช่ว่า กลับมาทำเหมือนในสมัยอยุธยาตอนต้นหรือตอนปลาย สุโขทัย หรือรัตนโกสินทร์ แต่กลับมาทำงานศิลปะอย่างคนที่รู้จักตน รู้จักคนอื่นรู้จักเขา รู้จักเรา และอยู่ในโลกนี้ได้อย่างสมบูรณ์"

ถวัลย์ ดัชนี กล่าวให้สัมภาษณ์กับ ART EYE VIEW ไว้คราหนึ่ง ใน "ค่ายเยาวชนสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย (สาขาทัศนศิลป์)" ณ บ้านดำ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย ก่อนจะมีการคัดเลือกเยาวชนที่มีผลงานโดดเด่นไปศึกษาดูงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

astv

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทำไมทหารต้องฆ่าประชาชนที่โดนหลอกมาตาย ตอนจบ






หมายเหตุ ลิงค์ต้นฉบับเดิมของบทความนี้ ถูก ICT ยุค คสช. Ban ไป เลยต้องนำมาลงใหม่


ต้นเหตุที่ทหารฆ่าประชาชน

เกริ่น

หลังจากเขียนบทความเรื่องนี้มา3 ตอน (คลิกอ่าน ตอนต้นเหตุที่ทหารต้องฆ่าประชาชน ตอน1 )

ผมยังไม่ได้อธิบายอะไรชัดเจนมาก เพราะแค่อยากให้คุณผู้อ่านที่ได้อ่าน 3 ตอนแรกแล้ว ลองวิเคราะห์เองก่อนว่า ทำไมทหารถึงต้องฆ่าประชาชน แต่สำหรับในบทความตอนจบนี้ ผมจะสรุปสาเหตุที่ชัดเจนว่า ทำไม?

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 จากสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นประชาธิปไตยด้วยการยึดอำนาจปฏิวัติของคณะราษฎร ในเวลานั้น ได้มีแนวคิดการปกครองของโลกอีกอย่างที่กำลังมาแรง นั่นก็คือ ระบอบคอมมิวนิสต์

และระบอบคอมนิวนิสต์ได้มาเด่นชัดมาก ภายหลังสงครามโลกครั้งที่2 จบลง โดยมีสหภาพโซเวียตรัสเซีย คือผู้นำแนวทางคอมมิวนิสต์ที่มีอำนาจและบทบาทที่สุด ตามด้วยจีนแดง ของเหมาเจ๋อตุง

เมื่อประเทศในแถบแหลมทอง อย่าง ลาว เขมร เวียตนาม ได้ประกาศอิสรภาพจากฝรั่งเศสแล้ว ต่อมาทั้ง3ประเทศ จึงได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย แต่ในที่สุดทั้ง3ประเทศ ก็พ่ายแก่กระแสคอมมิวนิสต์ที่กำลังถาโถมเข้ามาในภูมิภาคนี้ในที่สุด

ผมคงไม่ลงรายละเอียดในส่วนนี้ แต่จะขอมาเน้นที่ประเทศไทย ซึ่งก็ได้มีแนวคิดคอมมิวนิสต์แพร่หลายเข้ามาในไทยมากเช่นเดียวกัน

เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยแล้ว นักการเมืองไทยก็ไม่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง มุ่งแต่กอบโกยทรัพย์สินเงินทอง คอร์รัปชั่นเพียบ

ส่วนทหารไทยก็ยังไม่เข้าใจวิถีแห่งประชาธิปไตย ทหารจึงไม่ค่อยชอบที่จะก้มหัวให้นักการเมืองชั่วๆ

ทหารไทยก็ยังบ้าอำนาจอยู่ จึงมักยึดอำนาจจากนักการเมืองโดยอ้างเรื่องการคอร์รัปชั่นมาเป็นเหตุผลในการยึดอำนาจเสมอมา

ในระหว่างนั้น ทั้งนักการเมือง นายทุน และข้าราชการ ก็มักร่วมกันฮั้วเอาเปรียบประชาชน ตามที่ผมเสนอในบทความต่างๆ มาหลายบทความ ว่า คน3กลุ่มนี้ ทำชาติและประชาชนโดยอาศัยประชาธิปไตยบังหน้าอย่างไร

เพราะเหตุที่ความเหลื่อมล้ำทางฐานะ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ของนักการเมือง นายทุน และข้าราชการ กับประชาชนส่วนใหญ่มีสูงมาก จึงเป็นช่องให้พวกนิยมคอมมิวนิสต์ได้มีโอกาสปลุกระดมความเกลียดชังในหมู่ประชาชนผู้ยากไร้และฐานะต่ำในสังคม ให้เกลียดพวกชนชั้นนำเหล่านี้ ว่าไม่มีความเท่าเทียมกัน เอาเปรียบคนจน กดขี่คนจนเพื่อผลประโยชน์ตนเอง

รายละเอียดเรื่องคอมมิวนิสต์ เผด็จการ และนักการเมือง ผมได้เขียนไว้แล้ว ในบทความเก่าเรื่อง พวกไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน ทั้ง 7ตอน คลิกอ่านตอนแรก

แต่ในบทความนี้ผมจะอธิบายว่า ทำไมทหารถึงต้องฆ่าประชาชน!!

----------------------------

เหตุผลที่ทหารฆ่าประชาชน

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า คำว่าประชาชน นั้นหมายถึงทั้ง ทหาร ตำรวจ พ่อค้า นักการเมือง เกษตรกร พวกคอมมิวนิสต์ไทย พวกโจร และคนไทยทั่วไป ล้วนนับว่าเป็นประชาชนทั้งนั้น จะคนดี คนชั่ว โจร หรือผู้ก่อการร้าย ก็ล้วนเป็นประชาชนทั้งสิ้น

ประชาชน จึงมีทั้งเลวและดี มีทั้งคนที่จงรักภักดีสถาบัน และพวกที่ต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์

ประเทศไทยประกอบด้วยสถาบันหลัก 3 สถาบัน ผู้ใดคิดล้มล้างทำลาย ถือว่า เป็นกบฎ มีโทษถึงประหารชีวิต แต่นั่นคือการตัดสินตามกระบวนการยุติธรรม

ซึ่งในระบอบคอมมิวนิสต์ เขาไม่ยอมรับการมีพระมหากษัตริย์ หากประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ นั่นหมายถึงต้องล้มล้างสถาบันกษัตริย์ลงไปด้วย

ในขณะที่ระบอบประชาธิปไตย ยังยอมรับ การมีสถาบันพระมหากษัตริย์ได้

ประเทศผู้นำโลกคอมมิวนิสต์ อย่างสหภาพโซเวียตรัสเซีย ก็ยังสังหารหมู่ราชวงศ์โรมานอฟ ทั้งหมด ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง นี่คือแนวคิดคอมมิวนิสต์โซเวียตฯ ที่ระบบกษัตริย์จะอยู่ร่วมกับคอมมิวนิสต์ไม่ได้

และในภูมิภาคแถบนี้ คอมมิวนิสต์แนวทางโซเวียตฯ ผ่านทางเวียดนาม มีบทบาทมากที่สุดต่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

-----------------------

เมื่อนักศึกษาโดนผลักให้เข้าป่า

เพราะนักศึกษาต้องการล้มเผด็จการ พวกคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ก็เข้ามาแทรกเพื่อหวังดึงนักศึกษาไทยไปเป็นแนวร่วม

ทั้งๆ ที่จริงแล้ว มีแค่นักศึกษาบางส่วนเท่านั้นที่ศรัทธาต่อระบอบคอมมิวนิสต์ แต่การที่ถูกใส่ร้ายจากเผด็จการ หรืออาจเป็นแผนคอมมิวนิสต์ใส่ร้ายนักศึกษาทางอ้อมเพื่อดึงมวลชนก็ได้ และประกอบกับสถานการณ์ในภูมิภาคช่วงนั้น มันน่ากลัวและเสี่ยงต่อภัยคอมมิวนิสต์มาก ๆ ด้วย

ทหารจึงไม่อาจแยกแยะได้ง่ายๆ ว่า ใครที่รักประชาธิปไตยแท้จริง หรือใครที่นิยมคอมมิวนิสต์ (สังคมนิยมและคอมมิวนิสต์) จึงทำให้นักศึกษาที่ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในช่วงนั้น จึงถูกผลักให้เป็นพวกคอมมิวนิสต์ และพวกล้มเจ้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ 

(นักศึกษาที่เข้าป่าไป หลายคนพอออกจากป่าแล้ว เขายังจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เพราะเนื้อแท้แล้ว เขาแค่ต่อต้านเผด็จการ แต่ไม่ได้อยากไปเป็นคอมมิวนิสต์)

จึงมีความเป็นไปได้ที่การที่ทหารฆ่าพวกล้มเจ้า และพวกคอมมิวนิสต์ จะมีผู้บริสุทธิ์โดนพวกล้มล้างสถาบันฯ หลอกให้มาตาย จะถูกลูกหลงจนตายไปด้วย

เพราะทหารรู้แค่ว่า ต้องปกป้องความมั่นคงของชาติเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

เมื่อไม่อาจแยกแยะใครได้ชัดเจน แนวคิดทางการทหาร ซึ่งไม่เหมือนแนวคิดในระบบยุติธรรม เพราะ??

--------------------------

ความต่างของแนวคิดทหาร กับแนวคิดระบบยุติธรรม

แนวคิดในกระบวนการยุติธรรมคือ ปล่อยคนผิดสิบคน ดีกว่าลงโทษคนบริสุทธิ์คนเดียว

แต่แนวคิดทางทหารในทุกประเทศ คือ ยอมเสียสละส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนใหญ่เอาไว้

ตัวอย่างแนวคิดทหาร ที่เคยปรากฏในหนังฮอลีวู้ดหลายเรื่อง

เช่น หากพบว่า หมู่บ้านนี้มีโลกระบาดรุนแรงมาก ยังหาวิธีรักษาไม่ได้ และมีความเสี่ยงที่จะระบาดออกไปที่พื้นที่อื่นๆ ซึ่งจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศได้

แนวคิดทหารก็คือ ยอมสละหมู่บ้านนี้ทิ้งไป ทำลายคนในหมู่บ้านทั้งหมด เพื่อรักษาประเทศและคนส่วนใหญ่เอาไว้ให้ปลอดภัย 

หรือสมมุติว่า ผู้ก่อการร้ายยึดเครื่องบินโดยสาร มุ่งหมายจะขับมาชนตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ 

หากทางทหารตรวจพบเรื่องนี้ก่อน แนวคิดทหารก็คือ ยิงเครื่องบินลำนั้นทิ้งซะ แม้จะต้องสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปด้วยก็ตาม แต่เพื่อรักษาคนส่วนใหญ่และความมั่นคงของชาติไว้ ทหารก็จำเป็นต้องทำ

หรืออย่าง สหรัฐอเมริกาบุกถล่มตามล่าบินลาเดน หรือ ตามล่าซัดดัม จนมีผู้บริสุทธิ์ต้องล้มตายไปด้วย จากปฏิบัติการของทหารสหรัฐในหลายครั้ง นั่นก็เพราะ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา เขาถือว่า การปกป้องประเทศชาติของเขาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งมันก็ดูจะเห็นแก่ตัวไปบ้าง

แต่หากรัฐบาลสหรัฐไม่สั่งให้ทำเช่นนี้ คนสหรัฐ ประเทศสหรัฐ ก็จะตกอยู่ในภาวะไม่ปลอดภัยตลอดเวลา

-----------------------

ทำไมทหารต้องฆ่าประชาชนคอมมิวนิสต์

สาเหตุก็เพราะ คอมมิวนิสต์คือภัยสูงสุดของประเทศในตอนนั้น ซึ่งเราต้องยอมรับว่า พวกล้มเจ้านั้น เขาต้องคิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ด้วยแน่ ๆ นั่นเพราะสถาบันกษัตริย์ คือสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจคนไทยให้รักสามัคคีกัน

วิธีเดียวที่จะล้มสถาบันกษัตริย์ได้ คือ ต้องใส่ร้ายให้ประชาชนจงเกลียดจงชังพระมหากษัตรย์และพระบรมวงศานุสงศ์ ด้วยวิธีการต่างๆ มากมาย แต่วิธีที่จะทำให้ประชาชนเกลียดสถาบันกษัตริย์ได้ดีที่สุดคือ ใช้ข้อหาสั่งฆ่าประชาชน

ทั้งๆ ที่ความจริงการฆ่าประชาชนไม่ได้เกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์เลย แต่เพราะทหารมีหน้าที่ปกป้องราชบัลลังค์ จึงกระทำไปตามแบบแนวคิดทางทหาร

ในเมื่อมีคนคิดร้ายทำลายราชบัลลังค์ ทหารก็จำเป็นต้องกำจัดให้หมดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรักษาสถาบันหลักของชาติไว้ให้คงอยู่

ก็อย่างที่ผมบอกไป ในยุคนั้นทหารไม่อาจแยกแยกได้อย่างชัดเจนว่า ใครคือคอมมิวนิสต์ ที่เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เพราะพวกล้มเจ้ามันอาศัยประชาชนบังหน้า มันมักแฝงตัวเข้ามาในหมู่ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่พวกล้มเจ้ามันฉลาดที่จะหลอกให้ประชาชนมาตายแทนมัน โดยที่ตัวมันมักรอด

เพื่อพวกล้มเจ้ามันจะได้มีเหตุใส่ร้ายทหาร และกษัตริย์ ว่าสั่งฆ่าประชาชน

-----------------------

ลูกฆ่าพ่อ ?

คนไทยรักพระมหากษัตริย์ประดุจดั่งพ่อแห่งแผ่นดิน ถามว่า เมื่อมีลูกบางคนอตัญญูคิดฆ่าพ่อแม่ คนที่เป็นลูกกตัญญู และเป็นทหาร เขาย่อมคิดกำจัดพวกอกตัญญูเหล่านี้ เพื่อปกป้องชีวิตพ่อให้อยู่รอด

ตามรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ เขียนไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงมีสถานะเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติ เป็นประมุขของชาติ สมควรยกย่องให้พระองค์อยู่เหนือการเมือง แต่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

และในสถานการณ์ภัยคอมมิวนิสต์รุนแรง ทหารต้องใช้วิธีเด็ดขาดเท่านั้น จึงจะยับยั้งชนะภัยคอมมิวนิสต์ที่กำลังคุกคามภูมิภาคนี้ให้ได้ ตามทฤษฎีโดมิโน หากไทยล้มเมื่อไหร่ ภูมิภาคนี้ทั้งหมดจะล้มตามไปด้วย

และรอเวลาจนกว่าประชาชนจะเริ่มเข้าใจประชาธิปไตยที่ถูกต้องมากขึ้น วิธีการละมุนละม่อมตามนโยบาย66/23 สมัยพลเอกเปรม ให้ผู้หลงผิดเข้ามาร่วมพัฒนาชาติไทย จึงจะใช้ได้ผล

รายละเอียดเรื่่อง สถาบันกษัตริย์ มีส่วนช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นภัยคอมมิวนิสต์ได้อย่างไร ผมเคยเขียนไว้ในบทความเก่าเรื่อง พวกไม่จงรักภักดีต่อสถาบันไว้แล้ว

------------------------

ทำไมรัฐบาลถนอมได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา

แน่นอนรัฐบาลถนอมเป็นประชาธิปไตยกึ่งเผด็จการมากๆ แต่ยังได้รับการสนับสนุนทั้งทางตรงทางอ้อมจากสหรัฐอเมริกา ผู้นำค่ายเสรีประชาธิปไตย นั้น (รวมทั้งรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา)

ก็เพราะในยุคแรกๆ ที่ภัยคอมมิวนิสต์กำลังระบาดรุนแรง การที่มีรัฐบาลเป็นเผด็จการในภูมิภาคนี้ จะมีความมั่นคงและเด็ดขาดในการยืนหยัดสู้ภัยคอมมิวนิสต์ได้ดีกว่า รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ

เพราะการต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์มีหลายรูปแบบและต้องฉับไวเด็ดขาด หากเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย บางครั้งการตัดสินใจจะช้าเกินไปที่จะใช้วิธีการในการสู้กับคอมมิวนิสต์

อย่างเช่น ประเทศเกาหลีใต้ ในยุคที่แยกประเทศกับเกาหลีเหนือใหม่ๆ รัฐบาลเกาหลีใต้ก็เป็นรัฐบาลทหาร ด้วยการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา

แน่นอน รัฐบาลเผด็จการย่อมริดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนอยู่มาก แต่ก็เพราะความเป็นเผด็จการและเด็ดขาดนี่แหละ ถึงจะรับมือสถานการณ์ภัยคอมมิวนิสต์ที่กำลังรุนแรงได้ดีที่สุด

เพราะในช่วงภัยคอมมิวนิสต์เริ่มแรกนั้น ประเทศที่ประชาชนยังไม่เข้าใจประชาธิปไตยที่แท้จริง นักการเมืองเอาแต่คอร์รัปชั่นเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ย่อมทำให้เกิดความไม่มั่นคงในรัฐบาล

ซึ่งพวกคอมมิวนิสต์มันชอบให้รัฐบาลประชาธิปไตยไม่มั่นคง เพราะมันจะแทรกซึมทำลายได้ง่าย การมีรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีแต่นักการเมืองคอร์รัปชั่น ในช่วงประชาชนยังแยกแยะเรื่องความเท่าเทียมกันของระบอบคอมมิวนิสต์ กับความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตยไม่ออก ก็ย่อมเป็นการง่ายที่จะทำให้ประเทศนั้นๆ กลายเป็นคอมมิวนิสต์ได้ง่ายกว่า

และเพราะประเทศที่มีคนยากจนมาก พวกคอมมิวนิสต์และพวกล้มเจ้าย่อมยุยงให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนรวยกับคนจนได้ง่าย และนี่คือช่องโหว่ที่ทำให้พวกคอมมิวนิสต์แฝงเข้ามาเพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยได้ง่าย

-------------------------

บทสรุป

ผมเชื่อว่า คนอ่านบทความของผม โดยเฉพาะแฟนประจำย่อมพอมองภาพออกแล้วว่า ทำไมทหารต้องฆ่าประชาชน และทำไมพวกล้มเจ้าจึงชอบให้ประชาชนตาย เพื่อให้ประชาชนเกลียดทหาร

นั่นก็เพราะ หากทำลายทหารได้ ย่อมทำลายสถ่าบันกษัตริยฺได้ง่ายขึ้น เพราะทหารมีหน้าที่โดยตรงในการปกป้องสถาบันกษัตริย์

เมื่อทหารฆ่าประชาชนที่คิดล้มสถาบันกษัตริย์ พวกล้มเจ้าก็จะโยงไปที่กษัตริย์ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการฆ่าประชาชน ซึ่งความจริงมันไม่ใช่เลย


ใครที่คิดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ มีโทษประหารตามมาตรา107 ถึง109  อยู่แล้ว อย่างในบทความตอน 1 ผมได้ยกตัวอย่างให้เห็นการรบระหว่างทหารอเมริกันกับทหารญี่ปุ่น ว่า ทั้งสองฝ่ายต่างทำหน้าที่ของการเป็นทหาร เพราะการรบย่อมมีความสูญเสียได้ทั้งสองฝ่าย

ฉะนั้นผู้ที่ออกรบจะไม่โทษอีกฝ่ายในการทำหน้าที่ของตนเอง หากตายก็ถือว่าตายในหน้าที่ หากสงครามจบ ก็ต้องไม่ถือโทษต่อกัน เพราะต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่

แต่พวกล้มเจ้ามันชั่วมาก ในเมื่อมันคิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ มันก็ควรต้องพร้อมที่จะพลีชีพตามอุดมการณ์และตามหน้าที่ของมันด้วย 

ะนั้นหากพวกล้มเจ้าต้องตาย ก็ไม่สมควรมาโทษทหาร เพราะเมื่อคิดจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์แล้ว ย่อมเกิดความสูญเสียแน่นอน

ส่วนทหารเขาก็ทำหน้าที่ของทหารในการปกป้องสถาบันฯ พวกล้มเจ้าก็คิดล้มสถาบันฯ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ตามอุดมการณ์ของตัวเอง เมื่อมีความตายเกิดขึ้น จึงไม่อาจโทษใครได้ เพราะต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่

โดยปกติใครคิดล้มล้างสถาบันฯ ก็ต้องคิดไว้เลยว่า พร้อมที่จะตายอยู่เสมออยู่แล้ว

แต่พวกล้มเจ้าในไทยมันหน้าตัวเมีย คิดล้มล้างสถาบันสูงสุง แต่ไม่ยอมรับเรื่องความสูญเสียที่จะตามมา นี่จึงแสดงให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวและหน้าตัวเมียของพวกล้มเจ้าในประเทศไทย 

เช่น คืออยากจะล้มเจ้า คิดอยากจะใส่ร้ายเจ้า คิดอยากจะด่าเจ้า แต่กลับขอให้ทางบ้านเมืองช่วยล้มมาตรา 112 ให้หน่อยสิ พวกล้มเจ้าจะได้ล้มสถาบันได้ง่ายขึ้น จะได้ไม่มีโทษ

ผมอยากถามว่า พวกล้มเจ้า พวกมึงบ้ารึเปล่าวะ ขออะไรโง่ ๆ มึงอยากล้มเจ้า ล้มสถาบัน แต่กลับมาขอให้ฝ่ายบ้านเมือง ฝ่ายอำนาจรัฐ อย่าเอาโทษพวกมึงด้วยมาตรา 112  มึงมันนี่หน้าตัวเมียจริง ๆ 


สุดท้ายนี้ ผมขอยกบางส่วนในบทความเก่าๆ ของผม ที่ผมเคยลงมาแล้วถึง2บทความ ในเรื่อง ทำไมในหลวงต้องทรงลำบากช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากความยากจน??

เป้าหมายที่แท้จริงของพระราชกรณียกิจ

ผมเคยเขียนเรื่องเล่าถึงในหลวงจากปากของดร.สุเมธ ตันติเวชกุลที่ได้เล่าให้ฟัง ในบทความเก่าๆของผมเมื่อปีก่อน ผมจะขอนำกลับมาเล่าให้ฟังใหม่อีกครั้ง

เรื่อง เป้าหมายสูงสุดของโครงการในหลวงไม่ใช่เรื่องแก้ปัญหาความยากจน?

ผมได้ฟังดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เล่าเรื่องการทำงานของในหลวงเรื่องหนึ่งว่า โดยปกติหากไม่ได้ไปทรงงานที่อื่น ในหลวงจะทรงเรียกข้าราชการที่ทำงานกับพระองค์ มาประชุมวางแผนงานต่างๆณ.พระตำหนักจิตรลดาฯเป็นประจำ

ในหลวงจะทรงเรียกข้าราชการเหล่านี้มาเข้าเฝ้าประมาณช่วงเย็น4-5โมงเย็น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็จะมีดร.สุเมธ ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งปกติทุกๆครั้งที่ในหลวงทรงงาน ในหลวงจะไม่ได้ประทับบนพระราชอาสน์(เก้าอี้ประทับ) แต่ในหลวงจะทรงประทับนั่งพับเพียบที่พื้น โดยมีแผนที่หรือเอกสารต่างๆวางอยู่ที่พื้น

และมีอยู่ครั้งหนึ่ง ในหลวงทรงหันไปที่พระราชอาสน์ แล้วทรงตรัสถามขึ้นว่า

"ทำไม พระมหากษัตริย์ต้องทำงานเหล่านี้ด้วย? ทั้งๆที่พระมหากษัตริย์ไม่ได้มีหน้าที่เหล่านี้สักหน่อย รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนกำหนดไว้ให้ทำ? ทำไปเพื่ออะไร" ในหลวงท่านทรงกำลังถามพระมหากษัตริย์ซึ่งเปรียบแทนด้วยที่ประทับพระราชอาสน์

ข้าราชการที่กำลังเข้าเฝ้าถวายงานอยู่ ต่าง งง !

ในหลวงทรงทรงตรัสต่อ ว่า "ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาความยากจนหรอก แต่ทำเพื่อรักษาประชาธิปไตยไทยให้อยู่รอดได้ต่างหาก เพราะหากประชาชนยังยากจน ประชาธิปไตยก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะหากประชาชนยังยากจน ยังอดอยาก พอใครเขาเอาเงินมาให้สัก500 ก็จะกาให้เขาแล้ว ประชาธิปไตยจึงไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง"


รูปหนีร้อนมาพึ่งพระบารมี

นักศึกษาว่ายน้ำข้ามคูรอบพระตำหนักจิตรลดาฯ ในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16



นักศึกษายุค 14 ตุลา เข้าเฝ้าในหลวง ในพระตำหนักจิตรลดา รโหฐาน


------------------------------

หลังจากทุกท่านได้อ่านบทความของผมนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ผมเชื่อว่า ท่านคงเข้าใจทหารมากขึ้น ว่าทำไมทหารถึงฆ่าประชาชน แม้ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าผู้บริสุทธิ์ก็ได้ตาม

นั่นเพราะแนวคิดของทหาร เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ ต่างจากแนวคิดในกระบวนการยุติธรรม และไม่ใช่แนวคิดที่พวกนักกฎหมายโง่ๆ บางคน จะเข้าใจได้ง่าย ๆ ครับ

ซึ่งในสถานการณ์ความแตกแยกในปัจจุบันนี้ เหตุของความแตกแยกก็มีพวกล้มเจ้าอยู่เบื้องหลังอยู่ด้วยอีกเช่นเคย เพราะพวกนี้กำลังอ้างประชาธิปไตยบังหน้า และหาเหตุให้เกิดความรุนแรง เพื่อได้มีเหตุใส่ร้ายทหารและสถาบันกษัตริย์อีกครั้ง

บทความบทนี้ จึงเป็นบทความที่ผมจำเป็นต้องชี้ให้คนไทยที่จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ได้รู้เท่าทันพวกล้มเจ้า เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อให้พวกล้มเจ้าอาศัยประโยชน์ได้อีก เหมือนทุกครั้งที่ผ่านๆ มา

หากทุกคนจำได้ ในสมัยทรงครองราชย์ครบ 60 ปี เราคนไทยทั้งประเทศมีความสุขขนาดไหน อย่าให้พวกชั่วทำให้คนไทยต้องแยกเลยครับ

ใหม่เมืองเอก



คลิกอ่าน พวกไม่จงรักภักดีต่อสถาบันฯ ตอน1 เหตุคอมมิวนิสต์แพ้


คลิกอ่าน คดีสวรรคตรัชกาลที่ 8 ในมุมมองใหม่เมืองเอก


วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อบจ. อบต. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยดีที่สุดในโลก





เขาบอกว่า พวก อบจ. หรือ อบต. ส่วนใหญ่มีความพอเพียงกันทั้งนั้น

รถก็ใช้ยี่ห้อญี่ปุ่นคันเล็ก ๆ หรือที่มีมอไซค์ ก็เก่า ๆ ใช้กันแบบซ่อมแล้วซ่อมอีก ไม่ค่อยจะเปลี่ยน เพราะเกรงใจประชาชน ไม่อยากให้นำงบไปใช้แบบไม่จำเป็น

ไปดูงานเมืองนอก ก็ออกเงินกันเอง ไม่เคยเอางบของ อบจ. อบต. กันเลย ไปกันแบบประหยัด เพราะเกรงใจประชาชน กลัวถูกครหาว่าเอางบไปเที่ยว

ของแพงไม่เคยกินกันหรอก ไปทำงานก็ให้เมียทำอาหารใส่ปิ่นโตมากินทั้งนั้น ไม่เคยให้พวกพ่อค้าพาไปเลี้ยงดูปูเสื่อเลย

อบจ.  อบต. แต่ละคนดูติดดิน โทรศัพท์มือถือก็ใช้รุ่นเก่า ๆ ไอฟงไอโฟนอะไรนี่ไม่เคยใช้ เพราะมันแพงเกินไป ก็แค่ใช้คุยเรื่องงาน ไม่ได้มีไว้อวด

อบจ.  อบต. ไม่มีการแย่งตำแหน่งกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ขนาดตอนหาเสียงก็ถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่มีหรอกมายิงกัน ด่ากันเหมือนการเมืองระดับประเทศ

จริง ๆ นะ อบจ. อบต. ของไทย เขามีแต่ดีเลิศประเสริฐศรีกันแบบนี้จริงๆ ทุกคนเลย

บอกตรง ถ้าเรื่องนี้ไม่จริงนะ ให้ฟ้าผ่า พวก อบจ. อบต. ที่ไม่เป็นแบบนี้ให้ตายห่า ให้หมดได้เลย

55555/@akecity



วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ขอชื่นชมคุณแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ในการทำ Ice Bucket




ผมเคยเขียนบทความชื่นชมคุณแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ มาครั้งนึงแล้ว ในบทความ ชื่นชมคุณนวลพรรณ ล่ำซำ และคุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี

ด้วยเหตุที่คุณแป้ง นวลพรรณ ได้อยู่เบื้องหลังคอยสนับสนุนนักกีฬามาหลายประเภท ทั้งเคยเป็นผู้จัดการทีมนักกีฬาคนพิการมาก่อน ก่อนที่จะมารับงานเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยในวันนี้

ที่ผมต้องชื่นชมคุณแป้งมากเป็นพิเศษ เพราะกีฬาที่คุณแป้งให้การสนับสนุนเป็นกีฬา ที่ไม่ใช่กีฬาที่เป็นที่ยอดนิยมอย่างมากสำหรับคนไทยเท่าไหร่นัก

เช่นกีฬาคนพิการ แม้คนพิการไทยจะเก่ง แต่ในความเป็นจริงจะมีมหาเศรษฐีสักกี่คนที่จะเสียสละเข้ามาทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อนักกีฬากลุ่มนี้ เพราะผลที่ได้กลับคืนมาในทางธุรกิจแทบไม่มีใครรู้เลยด้วยซ้ำ จริงไหม ?

คุณผู้อ่าน เคยรู้ไหมว่าคุณแป้ง นวลพรรณ เคยเป็นผู้จัดการทีมนักกีฬาพิการในเฟสปิคเกมส์ ?

แทบไม่มีใครรู้จริงไหม ?

แล้วการที่คุณแป้งมาสนับสนุนกีฬาฟุตบอลหญิงนี่ก็เช่นกัน ค่อนข้างเป็นเรื่องยากพอสมควรที่จะประสบความสำเร็จ เพราะก่อนหน้านี้ในอาเซียนทีมชาติพม่า และทีมชาติเวียดนาม โดยสถิติที่ผ่านมาหลายสมัยเขาค่อนข้างเหนือกว่าทีมชาติไทย

แต่เมื่อคณแป้ง นวลพรรณ ได้เข้ามาดูแลสนับสนุนทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ก็ช่วยทำให้ทีมฟุตบอลหญิงของไทยประสบความสำเร็จได้เหรียญทองซีเกมส์ และได้ไปฟุตบอลโลกหญิงใน ปี 2012 อีกด้วย

แถมนักกีฬาฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยทุกคน คุณแป้งก็ยังบรรจุให้เป็นพนักงานของเมืองไทยประกันภัย เพื่อให้นักฟุตบอลหญิงทุกคนจะได้มีหลักประกันความมั่นคงในชีวิตและมีรายได้ที่แน่นอน จะได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการฝึกซ้อมได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงพะวงกับปัญหาภาระที่ต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว

ล่าสุด คุณแป้งก็ทำ Ice Bucket และได้บริจาคเงินเพื่อการกุศลเป็นจำนวนเงิน1 ล้านบาท

ลองดูคลิปคุณแป้งทำไอซ์บักคเก็ตสิครับ น่ารักจริง ๆ แม้เธอจะอายุ 48 ปีแล้ว แต่กลับสวยและดูสาวเหมือนสาว 30 ต้น ๆ อยู่เลย คงเพราะเป็นคนจิตใจดี และเสียสละทำกุศลอย่างเต็ม 100 เสมอ นี่เอง ที่ทำให้สวยน่ารักคงนานแบบนี้



ชอบตรงที่เธอจะบริจาคเท่าไหรก็บอกมาเลย เพราะที่เมืองไทยไม่ได้มีกติกาขั้นต่ำในการบริจาคจากการทำ ICE BUCKETเหมือนเมืองนอก

แล้วนักธุรกิจที่สนับสนุนวงการกีฬาตั้งแต่เบื้องหลัง คลุกคลีร่วมทกข์ร่วมสุขไปพร้อม ๆ กับนักกีฬา ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวของนักกีฬา แบบนี้ชั่งน่ายกย่องจริง ๆ ครับ

ไม่ใช่แบบมหาเศรษฐีบางคนที่รวยมาก ๆ ติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ  ที่ชอบมาขโมยซีน มาฉวยโอกาสอาศัยความดังจากนักกีฬา ก็เมื่อตอนนักกีฬาประสบความสำเร็จแล้วเท่านั้น เพื่อหวังโฆษณาประชาสัมพันธ์และสร้างภาพให้ตัวเอง


โทรศัพท์โนเกีย ราคา 2,200 บาท ที่คุณแป้ง นวลพรรณ ใช้



----------------

คลิปวู้ดดี้เกิดมาคุย คุณแป้ง นวลพรรณ ตัวแทนจำหน่ายแอร์เมส ในไทย



คลิกอ่าน การทำ Ice Bucket แบบอันตราย และหัวใจของ Ice bucket

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การใช้รถเข็นในห้าง กับสิ่งเล็ก ๆ ที่ควรใส่ใจ





เวลาเลือกซื้อของในห้าง กับเรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม !!

เวลาผมเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า แล้วต้องใช้รถเข็นเพื่อช่วยขนของในขณะเลือกซื้อสินค้า

หากผมต้องใช้เวลาเลือกหรือพิจารณาสินค้า ผมก็จะไม่จอดรถเข็นให้เกะกะขวางทาง ที่คนอื่นกำลังเดินหรือเข็นรถผ่านในล็อคสินค้าเดียวกับที่ผมกำลังเลือก

แล้วถ้าใครมายืนเลือกซื้อสินค้าตรงจุดที่รถเข็นที่ผมใช้จอดบังอยู่ ผมก็จะรีบเข็นหลบให้เขาทันที

และเวลาผมซื้อของในห้างเสร็จ ต้องเข็นรถเข็นนำของมาเก็บที่รถเสร็จแล้ว ผมไม่เคยนำรถเข็นไปจอดเกะกะขวางทางคนอื่น ๆ

เช่น

1. ผมจะไม่นำรถเข็นไปจอดตรงที่จอดรถที่ยังว่าง เพราะจะทำให้คนที่เขากำลังหาที่จอดรถอยู่ เขาไม่สามารถเข้าจอดได้ทันที เขาอาจต้องลงจากรถมาเข็นรถเข็นออกไปก่อน

2. ผมจะไม่มักง่ายจอดรถเข็นไว้หลังรถคันอื่นที่จอดอยู่ เพราะจะทำให้เจ้าของรถคันนั้นต้องมาเสียเวลาเข็นรถเข็นออกไป หากเขาจะถอยรถออก

3. เวลาเลือกซื้อของในห้าง ผมจะไม่จอดรถเข็นเกะกะกลางช่องทางเดิน จะพยายามจอดรถเข็นชิดฝั่งใดฝั่งหนึ่งไว้ และจะคอยมองเสมอว่า รถเข็นของเราไปเกะกะคนอื่นที่กำลังจะเลือกสินค้าบนชั้นวางหรือไม่ 

เรื่องง่าย ๆ เล็กน้อยแค่นี้ เพื่อน ๆ อย่ามองข้ามครับ นี่คือจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมเช่นกัน

มารยาทกับเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้ เป็นการเริ่มต้นฝึกจิตใจของเราอย่างดี ในการที่จะเห็นอกเห็นใจคนอื่น บนหลักเรื่องใจเขาใจเรา

----------------

เรื่องเล็กน้อยที่คนไทยไม่รู้จักมารยาท

อย่างเช่น การเรียกรถแท็กซี่

ผมเห็นผู้คนจำนวนมาก ชอบเรียกรถแท็กซี่แล้วขวางทางเดินรถคันอื่น ๆ เช่น เรียกแท็กซี่หน้าปากซอย ทำให้รถที่จะเข้าจะออกซอยก็พลอยติดขัดเข้าซอยไม่ได้ เพราะต้องรอให้แท็กซี่ออกรถไปก่อน

สำหรับผมนะ ผมจะเดินไปเรียกแท็กซี่ให้ห่างจากปากซอยออกไป จะได้ไม่กีดขวางทางรถคันอื่นเข้าออกซอย

หรือบางคนชอบเรียกรถแท็กซี่ตรงป้ายรถเมล์ ซึ่งมันกลายเป็นการกีดขวางรถเมล์เข้าจอดป้าย ทำให้คนอื่น ๆ ต้องพลอยเสียเวลาไปด้วย ทั้ง ๆ ที่การเรียกรถแท็กซี่ไปเรียกตรงจุดอื่นที่ไม่เกะกะขวางทางคนอื่นก็ได้

หรืออย่างเช่น การหยุดพูดคุยในสถานที่สาธารณะ 

ผมเจอบ่อยมากในสถานที่ราชการ ที่มีคนมาใช้บริการเยอะ ๆ บางคนคิดจะหยุดคุยกัน ก็หยุดเอาตรงกลางทางเดิน ยืนกีดขวางการเดินของคนอื่น ๆ โดยไม่สนใจ

ทั้ง ๆ ที่ ถ้าเราเจอคนรู้จักระหว่างทางเดิน แล้วจะหยุดคุยกัน ก็ควรหลบหลีกทางแอบไปชิดขอบทางเดิน จะได้ไม่เกะกะขวางทางคนอื่นที่เขาอาจกำลังรีบติดต่อราชการ

เช่น การเดินข้ามถนนหน้าปากซอย

ผมเจอประจำ คือ เวลาผมจะเลี้ยวรถเข้าซอยหมู่บ้าน ผมจะเจอพวกที่เห็นรถแล้วก็ยังเดินลอยชายไม่เดือดร้อนอะไร ไม่สนใจว่า รถเขาจะเลี้ยวเข้าซอย ทั้ง ๆ ที่บางครั้งรถเขาอุตส่าห์หยุดให้เพื่อให้คนเดินถนนข้ามถนนไปก่อน แต่แทนที่คนข้ามถนนจะกุลีกุจอรีบข้าม ก็กลับเอ้อระเหยลอยชายเดินช้า ๆ ซะงั้น

ในขณะที่เวลาผมเป็นคนเดินถนน แล้วผมต้องเดินข้ามถนน เช่น ข้ามถนนหน้าปากซอย ยิ่งถ้ามีรถเขาหยุดให้ผมเดินข้ามไปก่อน ผมจะรีบเดินอย่างเร็ว เพื่อไม่ให้รถเขาต้องรอนาน

มีอยู่ครั้งหนึง ผมขับรถจากอุโมงค์ข้างกรมทหารราบที่ 11 แล้วลอดใต้สะพานบางบัว เพื่อมุ่งตรงไปดอนเมือง พอเลยจุดลอดใต้สะพานมาแล้ว ก่อนจะเข้าถนนพหลโยธิน จะมีทางม้าลายของชุมชนริมคลองแถวนั้น

มีครั้งนึงตรงทางม้าลาย มีเด็กนักเรียนหญิงน่าจะไม่เกิน ป.2 กำลังรอข้ามทางม้าลายเพื่อจะเดินขึ้นสะพานบางบัวข้ามไปโรงเรียนบางบัว ผมจึงจอดรถให้นักเรียนหญิงคนนี้ข้ามทางม้าลายไปก่อน

เชื่อไหม นักเรียนหญิงโรงเรียนบางบัวคนนี้ ยกมือไหว้ขอบคุณผม แล้วเธอก็รีบวิ่งข้ามทางม้าลายอย่างรวดเร็วพร้อมกับวิ่งก้มตัวตลอดทาง ประหนึ่งก้มหัวเคารพผู้ใหญ่ที่อุตส่าห์หยุดรถให้เธอข้าม

จากที่ผมเล่ามา คุณผู้อ่านพอมองเห็นภาพไหมว่า มารยาทดี ๆ แบบนี้ช่างงดงามจริง ๆ ผมเองไม่อยากจะเชื่อเลยว่า แค่ผมจอดรถให้นักเรียนหญิงตัวเล็ก ๆ ข้ามถนน จะเกิดภาพประทับใจแบบนี้ให้ผมสุขใจไปตลอดการเดินทางในเช้าวันนั้น

-----------------

ทุกวันนี้ ผมพยายามมีวินัยรักษากฎระเบียบต่าง ๆ ที่บ้านเมืองกำหนดไว้ ผมพยายามไม่ผิดกฎจราจร พยายามไม่ทำผิดกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม

เพราะผมเบื่อที่ต้องเกิดมาในประเทศที่มีแต่คนเห็นแก่ตัว คอยแต่จะเอาเปรียบชาติบ้านเมืองทุกทางเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง เหมือนอย่างที่คนไทยส่วนใหญ่ในวันนี้เห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่ชาติ

เพราะผมเองก็มีสันดานมักง่ายเหมือนคนไทยส่วนใหญ่เป็น ทำให้ผมจึงต้องพยายามอย่างมากเพื่อที่จะไม่ละเมิดกฎระเบียบต่าง ๆ ในสังคม

ผมหวังว่า กุศลจากการรักษาระเบียบวินัยของผม จะช่วยให้ผม หากต้องเกิดใหม่อีก ก็อยากจะไปเกิดในยุคที่มีแต่คนมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม

แต่ถ้าประเทศไทยยังมีคนเห็นแก่ตัวมาก ๆ แบบนี้อีก ก็ขอให้ผมได้ไปเกิดในประเทศที่คนในประเทศส่วนใหญ่มีระเบียบวินัย มีจิตสำนึกเพื่อชาติบ้านเมืองมาก่อน อย่างเช่น ญี่ปุ่น เป็นต้น


ผู้ติดตาม