วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กรณีนายกฯประยุทธฺ ขี้โมโห กับความห่วยของสื่อไทย




ตอนนี้คนไทยแบ่งเป็นพวกใหญ่ ๆ 2 พวก คือ พวกที่ชอบนายกฯ ประยุทธฺ กับ พวกที่เกลียดนายกฯ ประยุทธ์

คนที่เกลียดนายกฯ ประยุทธ์ มีพื้นฐานมาจากพวกนิยมทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และพวกต่อต้านการรัฐประหาร

ส่วนพวกที่ชอบนายกฯ ประยุทธ์ ก็มีพื้นฐานมาจากเกลียดนักการเมืองคอร์รัปชันที่สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติอย่างไม่ละอายใจ และคิดว่า มีเผด็จการเข้ามาเว้นวรรคการเมืองย่อมดีกว่าปล่อยให้นักการเมืองทำลายชาติต่อไปเรื่อย ๆ

นั่นคือ 2 พวกใหญ่ ๆ ที่ผมขอบอกว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกชอบได้ และเลือกที่จะไม่ชอบก็ได้ ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

แต่บทความนี้ผมอยากจะเขียนถึงเรื่อง นายกฯประยุทธ์ มักอารมณ์เสียกับคำถามจากผู้สื่อข่าวอย่างสม่ำเสมอ

คือโดยส่วนตัว ผมคิดว่า การตอบคำถามกับสื่อนั้น นายกฯ ประยุทธ์ ไม่อาจเทียบชั้นกับพลเอกสุจินดา คราประยูรได้เลย

ถ้าใครเกิดทันยุค รสช. ยึดอำนาจรัฐบาลพลเอกชาติชาย เมื่อปี 2534 คงจะจำนายทหารหน้าตาหล่อ ที่ชื่อ พลเอกสุจินดา กันได้

พลเอกสุจินดา มีศิลปะในการตอบคำถามกับสื่อได้อย่างเหนือชั้น จนทำให้มีคนชอบพลเอกสุจินดามากกว่านายทหาร รสช. นายอื่น ๆ

แต่พลเอกสุจินดา กลับมาพลาดตรงที่เคยพูดว่า จะไม่เป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังจากการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายกลับตระบัดสัตย์รับเป็นนายกรัฐมนตรีในที่สุด จนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ในเวลาต่อมา

------------------------

นายกฯ ประยุทธ์ อารมณ์เสีย เพราะนักข่าวไทยห่วย ??

คือการตอบคำถามของนายกรัฐมนตรีไทย กับนักข่าว เป็นการตอบแบบเป็นกันเองมากจนเกินไป ทำให้บางครั้งทั้งตัวนายกฯ และผู้สื่อข่าวต่างก็ไม่เกรงใจซึ่งกันและกัน

ถ้าเป็นในต่างประเทศ ถ้านักข่าวจะตั้งคำถามต่อนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดี นักข่าวก็ต้องบอกชื่อของตนเอง และบอกชื่อต้นสังกัดเสียก่อน และถามคำถามด้วยไมค์ขยายเสียงเพื่อให้ทุกคนในห้อง รวมถึงผู้ชมทีวีได้ยินคำถามอย่างชัดเจน

แต่การถามของนักข่าวไทยกับนายกรัฐมนตรี คุณผู้อ่านลองสังเกตสิครับ เราจะไม่ได้เห็นหน้านักข่าว ไม่รู้จักชื่อนักข่าว และไม่รู้จักต้นสังกัดของนักข่าวเลย

แถมเวลานักข่าวถาม เราก็ไม่ค่อยได้ยินคำถามของนักข่าว เราจึงไม่รู้ว่า นักข่าวถามอะไรกันแน่ ถึงทำให้นายกรัฐมนตรีจึงต้องตอบแบบนั้น หรือเกิดอารมณ์เสีย

คุณผู้อ่านก็น่าจะรู้ว่า สื่อไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะไม่มีบทลงโทษตามกฎหมายเมื่อสื่อนำเสนอข่าวที่ไม่เหมาะสมต่อสังคมหรือขาดจรรยาบรรณ

เช่น สื่อไทยมักนำเสนอข่าวห่วย ๆ สอนให้คนไทยหลงใหลความเชื่องมงายแบบผิด ๆ เสมอ โดยเฉพาะใกล้วันหวยออก ก็มักมีการเสนอข่าวโง่ ๆ เน้นเรื่องความงมงายออกมาตลอด เพื่ออะไร ??

การที่คนไทยยังไม่พ้นความงมงาย ยังหลงเชื่อไสยศาสตร์มากกว่าวิทยาศาสตร์ เหตุผลสำคัญก็เพราะสื่อไทยนี่แหละตัวดี

แล้วสื่อไทยก็จะใช้ข้ออ้างแถ ๆ ว่า เพราะคนไทยชอบเสพข่าวแบบนี้ จึงจำเป็นต้องนำเสนอ เพื่อขายข่าว

เฮ่อ.. แทนที่สื่อจะเป็นผู้นำหรือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่ช่วยนำพาสังคมไทยให้พ้นจากความงมงายโง่ ๆ นำพาไปในสิ่งที่ถูกต้องและเสริมสร้างปัญญาให้ประชาชน แต่สื่อไทยกลับสนับสนุนให้คนไทยยิ่งโง่ลงต่อไป

---------------------

ฉะนั้น การที่นายกรัฐมนตรีอารมณ์เสียกับผู้สื่อข่าว

แน่นอน นายกรัฐมนตรีนั้นผิดเต็ม ๆ เพราะยังควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ไม่ดีพอ

แต่นักข่าวไทยล่ะ ได้ตั้งคำถามโง่ ๆ หรือมีเจตนาเสี้ยมคำถามให้นายกรัฐมนตรีโกรธรึเปล่าด้วย เพื่อหวังขายข่าว และเพื่อทำลายภาพลักษณ์นายกฯ ในจุดอ่อน ตามคำสั่งนักการเมืองที่จ้างมาหรือไม่?

แต่ผมรู้อยู่อย่างนึงนะ คือ ถ้าเราตั้งใจทำอะไรเพื่อบางสิ่งบางอย่างอย่างเต็มที่แบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่แล้วเสือกมีพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ มาถามคำถามกวนตีนเพื่อหวังให้เราโกรธ ถ้าเป็นผม ผมก็อาจตบะแตกได้เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น เช่น ถ้าผมเกิดระดมทุนหาเงินบริจาคเพื่อมาสร้างห้องสมุดสาธารณะให้ชุมชนจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี ผมทำอย่างโปร่งใส ตั้งใจทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ผู้ร่วมบริจาคก็เชื่อใจผมทุกคน แต่แล้วจู่ ๆ ดันมีพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำมาถามว่า โกงเงินบริจาคบ้างรึเปล่า ?

แน่นอน ผมย่อมมีบัญชีรายรับรายจ่ายให้ตรวจสอบได้อยู่แล้ว เพราะเราทำอย่างโปร่งใส แต่ก็อดนึกโมโหไม่ได้เช่นกันว่า ทำไมไอ้คนที่ไม่ทำห่าอะไรเลย เสือกมาทำลายเจตนาดีของเราได้ง่าย ๆ แบบนี้ เพราะการถามแบบนี้ย่อมทำให้มีทั้งคนเชื่อและคนไม่เชื่อแน่นอน

ซึ่งคนที่มีเจตนาทำอย่างบริสุทธิ์ใจ ก็จะเสียกำลังใจได้มากทีเดียว ยิ่งพวกจ้องแต่จะจับผิดแบบมีอคติ หรือเจตนาจ้องจะหาเรื่อง คนพวกนี้ยิ่งทำให้คนดี ๆ ท้อใจได้มาก

ผมจึงไม่แปลกใจที่นายกฯ ประยุทธ์ ผู้ที่ไม่ใช่นักการเมือง จึงโมโหได้ง่ายกว่านักการเมือง เพราะคุณผู้อ่านก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า นักการเมืองไทยเสแสร้งหรือเล่นละครได้เก่งกว่าอาชีพดาราเสียอีก

--------------------------

มีคนที่ด่าพลเอกประยุทธฺ กรณีโมโหนักข่าว ทำนองว่า ก็เพราะคุณมาจากรัฐประหารน่ะสิ ถึงได้ตอบคำถามแบบนี้ เพราะถ้าคุณมาจากการเลือกตั้ง คงไม่ตอบคำถามด้วยอารมณ์โมโหแบบนี้หรอก อย่างทักษิณ ก็ไม่ตอบคำถามด้วยอารมณ์แบบนี้

คนที่ด่านายกฯ ประยุทธ์ และไปยกยอทักษิณแทนเนี่ย แสดงว่า คุณไม่รู้อะไรเลย

ทักษิณนี่แหละ ใส่อารมณ์กับนักข่าวบ่อย ๆ แต่ทักษิณเขามีวิธีปราบนักข่าวพวกนี้ง่าย ๆ ก็คือ สั่ง AIS ไม่ลงโฆษณาในสื่อพวกนี้ซะ ถอนโฆษณา AIS และบริษัทในเครือชิน ออกจากสื่อนั้น ๆ ซะ ถ้าสื่อต้นสังกัดยังปล่อยให้นักข่าวถามคำถามที่ทักษิณไม่อยากตอบ

นี่แหละที่ทำให้สื่อและนักข่าวที่หวังโฆษณาจากทักษิณ เลยไม่กล้าถามคำถามอะไรที่อาจทำให้ต้นสังกัดถูกถอนโฆษณาได้

หรืออย่าง มติชน ข่าวสด ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีอำนาจก็จะสั่งให้หน่วยงานราชการมาลงโฆษณาให้ 2 สื่อนี้โดยตลอด ทำให้ทั้งสองสื่อนี้จะไม่ตั้งคำถามกวนใจยิ่งลักษณ์เลย

แต่หากเรามองในอีกแง่นึง การที่นายกฯ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก็ดีตรงที่ไม่ต้องเกรงใจหัวคะแนนที่มักจะเป็นพวกมาเฟีย หรืออันธพาลทั้งหลายที่คุมผลประโยชน์จากการละเมิดกฎหมาย จึงทำให้สามารถปฏิรูปบ้านเมืองได้เพราะไม่กลัวจะเสียคะแนนเสียง เช่น จับพวกค้าขายริมหาดที่พวกหัวคะแนนคุมอยู่ จับพวกนายทุนที่สนิทกับพวกนักการเมืองที่บุกรุกป่าสงวน เป็นต้น

--------------------

สรุปแล้วกัน

ผมว่า รัฐบาลไทยไม่ว่าจะรัฐบาลไหน ๆ ก็ตาม ควรเริ่มต้นเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ คือ ทำให้การตั้งคำถามของนักข่าวต่อนายกรัฐมนตรีเป็นทางการมากขึ้น ไม่ควรปล่อยให้เป็นกันเองจนเลยเถิดเกินไปแบบทุกวันนี้ เพราะจะเกิดความไม่เกรงใจกัน และกลายเป็นวิวาทะเกิดขึ้น

รัฐบาลควรให้นักข่าวลุกขึ้นถามคำถามอย่างเป็นทางการ และต้องบอกชื่อนามสกุล และต้นสังกัดของนักข่าว ก่อนที่จะตั้งคำถามก้บนายกรัฐมนตรี และสื่อทีวีควรถ่ายภาพที่ตัวนักข่าวคนนั้น ๆ ให้เห็นหน้าตาด้วย

คนดูทางบ้านจะได้รู้ว่า นักข่าวคนนั้น ๆ ได้ถามคำถามกวนตีนหรือ ถามคำถามโง่ ๆ ชวนทะเลาะหรือไม่

แล้วคนดูจะวิเคราะห์ได้เองว่า ที่นายกรัฐมนตรีตอบแบบโมโหนั้น โมโหเพราะนายกฯ ไร้วุฒิภาวะที่ดี หรือเพราะนักข่าวไทยมันห่วยแตก เพราะอย่างไหนมากกว่ากัน

แต่ผมสรุปตรงที่ว่า คนที่ชอบนายกฯ ประยุทธ์ เขาก็จะสะใจมากที่นายกฯ ด่านักข่าว เพราะคนกลุ่มนี้เขาคิดว่า นักข่าวไทยมันก็ห่วยจริง ๆ นั่นแหละ

ส่วนคนที่เกลียดนายกฯ ประยุทธ์ เขาก็จะด่านายกฯ ประยุทธ์ว่า ถ้าคุมอารมณ์ตัวเองยังไม่ได้ แล้วจะคุมประเทศได้ยังไง

-------------------

ฐานันดรที่ 4 คือ นักข่าวไทย อภิสิทธิ์ชนตัวจริง

ทุกสิ้นปี บรรดานักข่าวไทยในวงการต่าง ๆ มักจะตั้งฉายาให้คนนั้นคนนี้เสมอ แถมตั้งฉายาแรง ๆ จนอาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทด้วยซ้ำ

แต่นักข่าวไทยกลับไม่ตั้งฉายาให้ตัวเอง ว่าปีที่ผ่านมา นำเสมอข่าวที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม หรือละเมิดสิทธิคนอื่นหรือเปล่า

อย่างกรณี งานศพ ปอ ทฤษฎี ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนความห่วยในวงการสื่อไทยว่า สื่อไทยห่วยจริง ๆ จนประชาชนต้องตั้งฉายาให้สื่อไทยว่า แร้งลง !!

----------------

อัพเดทข่าวล่าสุด

หลังจากผมเขียนบทความนี้ไปได้ 6 วัน ล่าสุดนายกฯ ลุงตู่ก็ได้จัดระเบียบนำข่าวประจำทำเนียบใหม่แล้ว ตามข่าวนี้



แล้วในรายการคืนความสุขฯ เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 59 นายกฯ ก็ได้พูดในรายการเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

"..ไม่ใช่หาแต่คนที่มันขัดแย้ง มาสร้างข่าวอยู่ทุกวัน ๆ แบบนี้ สื่อไปหาแบบนี้มาไปหาที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ให้กำลังใจคนจน ให้กำลังใจคนทำดีไม่ค่อยเห็นนะ มีแต่เรื่องอะไรที่ไร้สาระอยู่เยอะมากกว่าสาระนะ 

นี่ผมก็ทะเลาะกับเขาอีก วันนี้ก็ให้ 4 คำถาม ถามกันว่าทำไมต้อง 4 คำถาม เออแปลกดีเหมือนกันนะ ผมไปเมืองนอกเขาก็ทำแบนี้ คำถามเดียวเขายังไม่ให้เลย นี่ผมให้ความเป็นกันเอง แต่ไม่ได้ สรุปแล้วไม่ได้ ผมกลายเป็นลูกไล่ให้กับท่าน ผมโมโหก็ไม่ได้อีก 

เพราะฉะนั้นมีกติกาก็แล้วกัน เรื่องความเกื้อกูลซึ่งกันและกันนะ ย้อนกลับไปที่ผมทำให้คือผมเกื้อกูล ให้ท่านมีงาน มีข่าวเขียน ปรากฏว่า แทนที่จะช่วยผม มาทำร้ายผมด้วย บางคนนะ บางคนนั่นแหละ ก็ต้องรับไปด้วยกัน เพราะนั่งอยู่ด้วยกัน เวลาถามผม ก็ไปดูกันเองว่าใครชอบสร้างความขัดแย้ง..."



1 ความคิดเห็น:

  1. จะเห็นหรือไม่เห็นบทความของคุณใหม่เมืองเอก ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่คุณแนะนำ น่าภาคภูมิใจและน่ายินดีอย่างยิ่ง
    คนที่มาเป็นผู้นำต้องรับผิดชอบอะไรมากมาย ดังนั้นสิ่งที่ควรรับผิดชอบด้วย คือ ใจของตัวเอง ที่ควรนิ่ง มั่นคง อย่างหินผา ผู้คนจะได้ยำเกรง ให้เกียรติ และฟัง

    ตอบลบ

ถ้าแสดงความเห็นตรงช่องนี้ผมจะได้อ่านทุกความเห็นครับ แต่ถ้าความเห็นไม่ขึ้นอาจเพราะระบบรอตรวจสแปม ต้องรอ1-2วัน / ใหม่ เมืองเอก kaeake@ymail.com


ผู้ติดตาม