แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชียงราย รัชกาลที่1 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชียงราย รัชกาลที่1 แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พระแก้วมรกต ของไทย หรือของลาว ?






จริง ๆ แล้วถ้าดูตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน พระแก้วมรกตถูกค้นพบครั้งแรกในจังหวัดเชียงราย ที่วัดพระแก้ว ตามรูปข้างล่าง


วัดพระแก้วเชียงราย


แต่ถ้าจะอ้างตำนานซึ่งไม่อาจอ้างอิงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ ก็พบว่า พระแก้วมรกตได้ปรากฏในหลายประเทศ อาทิ ลังกาทวีป กัมโพชะศรีอโยธยา โยนะวิสัย ปะมะหละวิสัย และ สุวรรณภูมิ

แต่ตามหลักการที่ถูกต้อง ตำนานในแต่ละท้องถิ่นย่อมไม่อาจใช้ยืนยันเป็นหลักฐานที่ถูกต้องได้ เพราะแต่ละท้องถิ่นก็มักอ้างว่า ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงพระแก้วมรกตทั้งนั้น

ตำนานประวัติพระแก้วมรกตแบบย่อ ที่นักประวัติศาตร์เชื่อว่ามีการแต่งเติมขึ้นมา

ตำนานประวัติพระแก้วมรกตได้ถูกจารึกไว้บนแผ่นทองเหลืองภายในวัดพระแก้ว เชียงราย ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษดังนี้ (เฉพาะภาษาไทย)

"ตำนานรัตนพิมพ์วงศ์ กล่าวไว้ว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 300 เทวดาได้สร้างพระแก้วมรกต ถวายพระนาคเสนเถระที่เมืองปาฎลีบุตร (ปัจจุบันเรียก ปัตนะ) ประเทศอินเดีย ต่อมาได้อัญเชิญไปไว้ที่เมืองลังกา (หรือประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน)


ในสมัยพระเจ้าอโนรธามังฉ่อ (พระเจ้าอนุรุทธะ) แห่งเมืองพุกาม ได้ส่งพระสมณทูตไปขอจากเจ้าเมืองลังกา ซึ่งถูกพวกทมิฬรุกราน จึงมอบพระแก้วมรกต และพระไตรปิฎกให้ แต่สำเภาที่บรรทุกพัดหลงไปเกยอยู่ที่อ่าวเมืองกัมพูชา พระแก้วมรกตจึงตกเป็นของกัมพูชา และต่อมาได้ถูกนำไปไว้ ที่เมืองอินทาปัฐ(นครวัด) ต่อมาก็ไปประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยา และที่เมืองกำแพงเพชร ตามลำดับ


วัดพระแก้ว จ.กำแพงเพชร


เมื่อประมาณพ.ศ. 1933 พระเจ้ามหาพรหม เจ้าเมืองเชียงราย ได้ไปอัญเชิญพระแก้วมรกตมาจากเมืองกำแพงเพชร และนำพระแก้วมรกตมาซ่อนไว้ที่เจดีย์วัดป่าเยียะ เมืองเชียงราย (วัดพระแก้ว เชียงรายในปัจจุบัน) ด้วยการนำปูนปิดทับองค์พระแก้วมรกตไว้


กระทั่ง พ.ศ. 1977 อสนึบาต (ฟ้าผ่า)เจดีย์ จึงได้ค้นพบพระแก้วมรกตที่ถูกปูนปิดทับไว้ปูนได้เริ่มกระเทาะออก จึงพบว่าเป็นพระแก้วมรกตองค์เขียว ซึ่งต่อมาได้ถูกอัญเชิญไปไว้เมืองต่างๆ ดังนี้

เมืองเชียงราย พ.ศ. 1934-1979
เมืองลำปาง พ.ศ. 1979-2011
เมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2011-2096
เมืองลาว พ.ศ. 2096-2321
กรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2321-ปัจจุบัน"


เดิมพระแก้วมรกตเป็นของเมืองไหนกันแน่

ผมแนะนำให้อ่านเรื่องประวัติพระแก้วอย่างพอสังเขป ได้ที่ วิกิพีเดีย

ถ้าอ่านจากตำนานพระแก้วมรกตอย่างย่อ ที่ผมแปะลิงค์ให้อ่านด้านบนนั้น เราก็จะเห็นว่า

พระแก้วมรกตถือกำเนิดที่อินเดีย ย้ายไปลังกา ต่อมาไปขึ้นฝั่งกัมพูชา ประดิษฐานที่นครวัด แล้วนครวัดเกิดอุทกภัยใหญ่ จนมีพระเถระอัญเชิญพระแก้วมรกตจากกัมพูชา มายังอาณาจักรละโว้หรือเมืองลพบุรี เมืองหลวงเก่าก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะย้ายราชธานีมาที่กรุงศรีอยุธยา แล้วพระแก้วมรกตก็ประดิษฐานอยู่กรุงศรีอยุธยาอยู่นาน แต่ไม่ได้เป็นพระพุทธรูปที่สำคัญนัก

จนเมื่อมีพระญาติสนิทของกษัตริย์อยุธยา ทูลขอพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่กำแพงเพชร โดยประดิษฐานที่วัดพระแก้วกำแพงเพชร (ปัจจุบันอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร)

ต่อมาพระเจ้ามหาพรหม เจ้าเมืองแห่งเชียงรายที่ลี้ภัยสงครามกับเมืองเชียงใหม่ได้หนีไปอยู่กำแพงเพชร ได้ทูลขอพระแก้วมรกตจากพระเจ้ากำแพงเพชรมาประดิษฐานที่วัดพระแก้ว เชียงราย


จากที่ยกประวัติคร่าว ๆ มาให้อ่าน ก็จะเห็นว่า พระแก้วมรกตเดินทางไปทั่ว ถ้าเฉพาะในแผ่นดินไทย ก็เคยประดิษฐานที่ลพบุรี อยุธยา กำแพงเพชร เชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ แนะนำดูแผนที่เส้นทางเดินทางของพระแก้วมรกตด้านล่างบทความ

ถ้าตามตำนานเป็นเรื่องจริง พระแก้วมรกตก็อยู่ในแผ่นดินไทยมานมนานกว่าชาติใด ๆ ในแถบนี้ทั้งสิ้น

แต่ถ้าจะเอาตามประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนจริง ๆ ไม่อิงตำนานก็คือ พระแก้วมรกตเคยประดิษฐานที่วัดพระแก้ว เชียงราย อยู่นานหลายปีเป็นที่ชัดเจน !!


ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงราย ก็คืออาณาจักรล้านนาในอดีต ซึ่งปัจจุบันเราถือว่า ทั้งสองจังหวัดได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยแล้ว

ฉะนั้น พระแก้วมรกต เราก็ต้องถือว่า เป็นพระพุทธรูปของไทยครับ

(แต่ถ้าปัจจุบันเชียงใหม่ เชียงรายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศลาว ก็ต้องนับว่าเป็นพระของลาว ทั้งหมดนั้นก็ขึ้นอยู่กับเขตแดนประเทศในปัจจุบัน)


ส่วนถ้าใครจะบอกว่า ไทยไปชิงพระแก้วมรกตมาจากลาว ก็ต้องบอกว่า อาณาจักรธนบุรีได้ไปชิงคืนมาจากอาณาจักรล้านช้างหรือลาว เพราะพระแก้วมรกตกำเนิดดั้งเดิมเป็นของอาณาจักรล้านนามาก่อนครับ

หรือจะพูดอีกแบบก็คือ ไทยเรานำพระแก้วมรกตกลับมาสู่ฝั่งอีกแม่น้ำโขง เพราะประเทศลาวปัจจุบันอยู่คนละฝั่งโขง ซึ่งไม่ใช่ถิ่นฐานเดิมของพระแก้วมรกต

การพูดว่า ไทยไปแย่งพระแก้วมาจากลาว จึงถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะแท้จริงแล้ว พระแก้วมรกตแต่เดิมไม่ใช่ของลาว แต่เดิมเป็นพระพุทธรูปของเมืองเชียงราย ซึ่งปัจจุบันเชียงรายก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยแล้ว

เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ร.1) ไปตีเวียงจันทร์จนชนะ จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกต พระแก้วขาว และพระบาง กลับมาถวายให้พระเจ้าตากสิน


พระแก้วขาว วัดเชียงมั่น จ.เชียงใหม่


ส่วนสาเหตุที่ พระเจ้าตากสินทรงให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกไปทำศึกที่เวียงจันทร์นั้น คลิกอ่านที่นี่

ซึ่งต่อมาเมื่อสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และทรงครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 1 ก็ได้ทรงคืนพระบางคืนแก่อาณาจักรล้านช้างกลับไป เพราะถือว่า "พระบาง" เดิมเป็นของอาณาจักรล้านช้าง หรือประเทศลาวในปัจจุบัน

แต่ที่ไม่ทรงคืนพระแก้วมรกต เพราะทรงถือว่าพระแก้วมรกตเดิมเป็นของอาณาจักรล้านนา ซึ่งอาณาจักรล้านนาถือเป็นเมืองขึ้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งพระองค์ไปรบชนะจึงอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมา

ส่วนพระบาง ก็คือต้นกำเนิดชื่อเมือง หลวงพระบาง

จริงๆ ถ้าไทยไม่คืนพระบางก็ทำได้ แต่เราก็ไม่ทำเพราะพระบางไม่ใช่ของไทยแต่ดั้งเดิม ประเด็นนี้คนลาวควรขอบคุณเราด้วยซ้ำ

----------------------

ทำไมลาวยังอ้างพระแก้วมรกตเป็นของลาว

สาเหตุเพราะ ตอนที่พระแก้วมรกตได้ถูกอัญเชิญไปอยู่ที่ลาวนั้น เริ่มจากที่เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐา แห่งล้านช้างซึ่งเป็นญาติกับราชวงศ์ล้านนา ได้เคยถูกเชิญมาครองเมืองเชียงใหม่

จนเมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาเสด็จกลับหลวงพระบาง ก็เชิญพระแก้วมรกตไปด้วยพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์


พระไชยเชษฐาธิราช แห่งอาณาจักรล้านช้าง


ต่อมาทางเชียงใหม่ได้ขอพระพุทธรูปทั้งสององค์คืนจากอาณาจักรล้านช้าง 

แต่ทางอาณาจักรล้านช้างก็ได้คืนแต่พระพุทธสิหิงค์ กลับมาให้เมืองเชียงใหม่เท่านั้น แต่ยังยึดพระแก้วมรกตไว้ไม่ยอมคืน

ซึ่งเมื่ออาณาจักรล้านช้างได้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองเชียงคำ (จ.พะเยา) มาอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ ก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตลงมาที่เวียงจันทร์ด้วย

-----------------

ความเดิมก่อนหน้าที่อาณาจักรล้านช้าง จะได้พระแก้วมรกต

ใน พ.ศ. 2088 อาณาจักรล้านนาได้มีกษัตริย์หญิง ชื่อ พระนางจิรประภามหาเทวี ซึ่งเดิมเป็นพระอัครมเหสีในพระเมืองเกษเกล้า พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 12 แห่งอาณาจักรล้านนา พระนางทรงสืบราชสมบัติต่อจากพระราชสวามี

ซึ่งในรัชกาลของพระนางจิรประภามหาเทีวี หัวเมืองฝ่ายเหนือเกิดการระส่ำระสายเนื่องจากบ้านเมืองเกิดการแย่งอำนาจระหว่างขุนนางกับเจ้านาย บ้านเมืองอ่อนแอมีศึกสงครามขนาบทั้งทิศเหนือและใต้ ทั้งกองทัพพม่า และอยุธยา ซึ่งตรงกับรัชสมัย สมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยาที่ยกทัพมาถึงเชียงใหม่

พระนางจิรประภามหาเทวี ทรงปกครองบ้านเมืองเพียงแค่เพียงปีเศษ ก็ได้สละราชบัลลังก์แก่ สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา (หลานยาย) ซึ่งเป็นพระราชโอรสของกษัตริย์โพธิสารราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง

เมื่ออาณาจักรล้านนาได้ไปอัญเชิญเจ้าไชยเชษโฐหรือ เชษฐวังโส พระโอรสของพระเจ้าโพธิสาร ไปครองนครล้านนา เมื่อปีพ.ศ. 2089 แล้ว

ต่อมาพระเจ้าโพธิสาร กษัตริย์ล้านช้างได้เสด็จสวรรคต พ.ศ. 2090  พระโอรสทั้งหลายต่างแย่งชิงราชสมบัติกัน จนอาณาจักรล้านช้างได้แตกเป็น 2 ฝ่าย คือ อาณาจักรฝ่ายเหนือ และฝ่ายใต้

พระเจ้าไชยเชษโฐแห่งล้านนาจึงยกทัพจากล้านนา กลับมาตีกรุงล้านช้าง และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดบุปผาราม เชียงใหม่ รวมทั้งพระพุทธสิหิงค์ (พระสิงค์) และพระแก้วขาว (พระเสตังคมณี) ไปด้วย

เมื่อเสด็จถึงล้านช้าง ทรงยึดราชสมบัติจากเจ้าครองนครทั้งสองได้  พระไชยเชษฐาจึงทรงครองนครทั้งสองเองซึ่งเรียกว่า กรุงศรีสัตนาคนหุต พระองค์จึงขึ้นครองราชสมบัติ นับเป็นมหาราชองค์ที่ 2 ของลาว ที่ทรงพระปรีชาสามารถ ทรงพระนามว่า "พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช"

ซึ่งต่อมาพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากเมืองเชียงคำ (อำเภอเชียงคำ จ.พะเยา) กลับไปอยู่ที่เวียงจันทน์ ได้อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระแซกคำ (พระพุทธสิหิงค์ หรือพระสิงค์) มาประดิษฐานไว้ที่เวียงจันทน์ เรียกว่า เวียงจันทน์ล้านช้าง

ส่วนพระบางประดิษฐานไว้ที่เมืองเชียงทอง จึงได้ชื่อว่าหลวงพระบางมาจนถึงบัดนี้

ซึ่งบางครั้งก็เรียกชื่อว่า ล้านช้างหลวงพระบาง และได้สร้างวัดเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตขึ้นเป็นพิเศษ พระองค์ได้ทรงสร้างพระธาตุหลวง ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นยอดเยี่ยมของลาวเมื่อ พ.ศ. 2109

------------------------

สาเหตุที่คนลาวยังยึดว่า พระแก้วมรกตเป็นของลาว เพราะตอนที่พระแก้วมรกตถูกนำไปฝั่งลาวโดยพระไชยเชษฐาได้นำไปโดยสันติ ไม่ได้แย่งชิงไป

คนลาวจึงถือว่า พระแก้วมรกตได้มาเป็นของคนลาวแล้ว เพราะอาณาจักรล้านนา และอาณาจักรล้านช้าง ได้เคยรวมกันเป็นอาณาจักรเดียวกัน โดยใช้ชื่อใหม่ในตอนนั้นว่า กรุงศรีสัตนาคนหุต

คนลาวจึงถือว่า เป็นความชอบธรรมที่พระแก้วมรกตได้เป็นของคนลาวไปแล้ว แต่ภายหลังเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้เคยขอพระแก้วมรกตคืน แต่ทางลาวไม่ยอมคืนให้

ส่วนตอนที่พระแก้วมรกตกลับมาอยู่ที่ไทย คนลาวถือว่า เพราะพระแก้วมรกตได้ถูกแย่งชิงจากอาณาจักรธนบุรี เพราะเวียงจันทร์แพ้สงครามแก่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ ๑)

คนลาวจึงไม่ยอมรับว่า พระแก้วมรกตเป็นของไทยมาจนบัดนี้ เพราะถือว่าถูกแย่งชิงไป

------------

สรุปอย่างง่าย

ผมขอสรุปคร่าว ๆ ว่า พระแก้วมรกตกำเนิดเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทยในอาณาจักรล้านนา ในเมืองเชียงราย หรือจังหวัดเชียงราย ในปัจจุบัน

ดังนั้นบรรพบุรูษคนเชียงรายคือเจ้าของพระแก้วมรกต แต่ดั้งเดิม

แต่ต่อมาเจ้าลาวได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปอยู่ที่ฝั่งลาว แล้วรัชกาลที่ 1 ได้ไปรบชนะอาณาจักรเวียงจันทร์ ก็เลยอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมาฝั่งไทยตามเดิม

แล้วอาณาจักรล้านช้างเอง ก่อนที่จะถูกพระเจ้ากรุงธนบุรีให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศีกหรือรัชกาลที่1 ยกทัพไปปราบนั้น อาณาจักรล้านช้างเองก็เคยแตกแยกออกเป็น 3 อาณาจักร คือ 

อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทร์ อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง และอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์

แต่พอพระเจ้ากรุงธนบุรีให้ยกทัพไปปราบ ก็ทำให้อาณาจักรล้านช้างที่เคยแตกแยกกลับมารวมเป็นอาณาจักรเดียวกันอีก กลายเป็นอาณาจักรลาว และได้เป็นเมืองขึ้นต่อสยามประเทศมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 จนต่อมาถูกฝรั่งเศสยึดเอาไปปกครองเป็นอาณานิคม

หากไม่มีประเทศฝรั่งเศสมายึดเอาอาณาจักรลาวไปเป็นอาณานิคม ปัจจุบันอาณาจักรลาว ก็คงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยไปแล้วจริงไหมครับ 

---------------------

อาณาจักรโบราณ ไม่อาจอ้างสิทธิเป็นเจ้าของได้ในเขตประเทศปัจจุบัน

หากยังยึดถือเรื่องอาณาจักรโบราณเป็นสรณะ ไม่ปล่อยวาง โลกนี้คงวุ่นวาย

เพราะปัจจุบันได้มีการแบ่งเขตเป็นประเทศในโลกปัจจุบันแล้ว ฉะนั้นก็ต้องปล่อยวางเรื่องอาณาจักรโบราณลง เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะกล่าวอ้างเพื่อเรียกร้องสิทธิความเป็นเจ้าของเดิมอีก

เพราะถ้ายังอ้างสิทธิของอาณาจักรโบราณอยู่ โลกนี้ก็คงมีแต่สงครามและการฆ่าฟันกัน

เช่นเผ่าอะบอริจิ้น เรียกร้องขอคืนความเป็นเจ้าของประเทศออสเตรเลีย อินเดียแดงเรียกร้องขอเป็นเจ้าของประเทศอเมริกา

และยังอีก ๆ หลายแห่งในโลก ถ้ายังจะยึดติดความเป็นเจ้าของในอาณาจักรโบราณไว้ ก็จะไม่มีสันติสุขที่แท้จริงแน่นอน

ปัจจุบันอาณาจักรล้านนาได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยแล้ว พระแก้วมรกตจึงต้องเป็นของไทยตามหลักสากลประเทศในปัจจุบันครับ

(อย่าให้เหมือนพวกโจรใต้ ที่ยังคลั่งอ้างอาณาจักรปัตตานีโบราณบังหน้า แต่แอบแฝงการยกแผ่นดินให้มาเลเซีย)


-------------------------

ภาพเส้นทางพระแก้วมรกต และจำนวนปีที่ประดิษฐาน ทั้งตามตำนานและประวัติศาสตร์




1. ไชยา ( ปาฏลีบุตร ) พ.ศ. 1260 – 1400 รวม 140 ปี
2. นครศรีธรรมราช ( ตามพรลิงค์ ) พ.ศ.1400 – 1432 รวม 32 ปี
3. นครวัด ( เขมร ) พ.ศ. 1432 – 1545 รวม 113 ปี
4. ลพบุรี ( ละโว้ ) พ.ศ. 1545 – 1592 รวม 47 ปี
5. อโยธยา ( อู่ทอง ) พ.ศ. 1592 – 1730 รวม 138 ปี
6. กำแพงเพชร พ.ศ. 1730 – 1900 รวม 170 ปี
7. เชียงราย พ.ศ. 1900 – 2019 รวม 119 ปี
8. ลำปาง พ.ศ. 2019 – 2022 รวม 4 ปี
9. เชียงใหม่ พ.ศ. 2022 – 2095 รวม 73 ปี
10. หลวงพระบาง ( ลาว ) พ.ศ. 2095 – 2107 รวม 12 ปี
11.เวียงจันทน์ ( ลาว ) พ.ศ. 2107 – 2322 รวม 215 ปี
12. ธนบุรี พ.ศ. 2322 – 2327 รวม 5 ปี
13. กรุงเทพฯ พ.ศ. 2327 – ปัจจุบัน

เรียบเรียงโดย พล.อ.ต. วินิจ หุตะเจริญ

ส่วนรายละเอียดตำนานและประวัติศาสตร์ ได้ที่นี่ คลิก !!

(ก่อนอื่นเราต้องแยกแยะคำว่า ตำนาน กับ ข้อเท็จจริงประวัติศาสตร์ให้ถูกต้องเสียก่อนว่า แตกต่างกัน เพราะตำนานคือความเชื่อเฉพาะถิ่นเท่านั้น)

แต่สรุปได้ง่าย ๆ ว่า พระแก้วมรกตไม่ได้ถือกำเนิดเกิดบนแผ่นดินลาวแน่นอนครับ

--------------------

คลิปใครสร้างพระแก้ว




คลิกอ่าน พระพุทธรูปประจำชาติไทยคือองค์ไหน ?

คลิกอ่าน จุดกำเนิดการดูถูกผู้อื่น ด้วยคำว่า "ลาว"



ผู้ติดตาม