วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทำไมชาวนาอินเดียถึงยากจนเหมือนชาวนาไทย







อินเดีย จัดเป็นชาติที่มีคนจนมากที่สุดในโลก แต่!! อินเดียก็จัดเป็นชนชาติที่ฉลาดที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน

อินเดีย มีมหาเศรษฐีระดับเกิน100ล้านบาท ประมาณ 60-70 ล้านคน จากจำนวนประชากรประมาณ 1,200ล้านคน แค่เศรษฐีในอินเดียก็มีมากกว่าประชากรไทยทั้งประเทศ

อินเดีย ยังมีมหาเศรษฐีรวยติดอันดับ1ใน10 ของโลกด้วย และมหาเศรษฐีของอินเดียที่ติดอันดันในฟอร์บส์ มีมากร่วมๆ 50 คน

อินเดีย เป็นแหล่งกำเนิดศาสนาที่สำคัญของโลกหลายศาสนา

นี่คงพอให้เห็นภาพรวมของอินเดียพอสังเขป

หลังจากไทยหลุดจากแชมป์ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลกปีนี้ ก็มีอินเดียกับเวียดนาม ที่ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ1 และ 2 ของโลก ซึ่งยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่า ชาติไหนจะคว้าแชมป์ไปแน่นอนในปีนี้

แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวนาอินเดียเหมือนกับชาวนาไทยอย่างหนึ่งก็คือ ส่วนใหญ่ชาวนายังยากจนเหมือนกัน ซึ่งก็มีสาเหตุค่อนข้างเหมือนกันก็คือ

ชาวนาอินเดีย ก็โดนหลอกให้ปลูกข้าวเชิงเดี่ยว เพื่อการจำหน่ายและส่งออก เหมือนที่เกษตรกรไทยโดนหลอก โดยหลอกว่า ปลูกข้าวจำนวนเยอะๆ ใช้ปุ๋ยเร่งผลผลิตเยอะๆ ใช้ยาฆ่าแมลงเยอะๆ จะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มากมาย ซึ่งจะทำให้ชาวนารวย

ซึ่งนั่นคือผลพวงจากการปฏิวัติสีเขียว (green revolution) โดยสหรัฐอเมริกา ธนาคารโลก และบริษัทการเกษตรของสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันหลอกให้ประเทศด้อยพัฒนาหลงเชื่อทำเกษตรเชิงเดี่ยวเน้นปริมาณเพื่อการส่งออก  (คลิกอ่านคำอธิบายเรื่องปฏิวัติสีเขียว)

และเพราะหลงเชื่อสหรัฐอเมริกา และบริษัทเอกชนอเมริกา ทำให้จนแล้วจนรอด ชาวนาอินเดียก็ไม่เคยได้รวยสักที เพราะสุดท้ายเงินก็ไปหมดกับค่าปุ๋ย ค่ายา เสียหมด นั่นเพราะเกษตรเชิงเดี่ยวคือต้นตอที่ทำให้เกษตรกรอินเดียต้องตกเป็นทาสของบริษัทการเกษตรต่างชาติไป

บริษัทต่างชาติ ที่เข้ามากอบโกยด้วยการขายปุ๋ย ขายยา กลับรวยเอาๆ

ชาวนาอินเดียประท้วงบริษัท Monsanto บรฺิษัทการเกษตรต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย
โดยมีดร.วานนาดา ชิวา เป็นผู้นำประท้วง (ผู้หญิงที่ถือป้ายด้านหน้า)

แถมเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมต่างๆ เกษตรกรอินเดียก็สูญเสียความเป็นเจ้าของ เพราะล้วนแต่ต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์แล้วจากบริษัทเกษตรต่างชาติ ซึ่งพอเกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเกษตรต่างชาติแล้ว ก็เพาะปลูกได้แค่รุ่นเดียว ก็ต้องขายผลผลิตไปจนหมด เพราะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกในฤดูกาลต่อไปได้

เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อจากบริษัทต่างชาติ เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ถูกปรับปรุงพันธุ์ด้วยวิศวพันธุศาสตร์ (รวมถึงพืชGMO) ซึ่งเมล็ดพันธุ์เหล่านี้เหมือนถูกวางระเบิดเวลาไว้คือ ปลูกได้แค่รุ่นเดียว หากเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกในคราวต่อไปอีก พืขชนิดนั้นจะไม่ให้ผลผลิตดีเท่าซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่จากบริษัทการเกษตรต่างชาติ

(ถ้าในไทยก็มี บ.เจียไต๋ ในเครือซีพีเป็นบรฺิษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ขาย คุมตลาดเมล็ดพันธุ์ อันดับ1ของไทย)

อีกทั้งเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อจากบริษัทเกษตรต่างชาติไม่สามารถทนทานต่อโรคและแมลงได้เท่าพันธุ์พื้นเมืองเดิมๆ จึงต้องเร่งปุ๋ยเร่งยาเท่านั้น จึงได้จะผลผลิตมากๆ ตามที่ต้องการ

โฆษณาเรื่องปุ๋ย ยา ในอินเดียจึงระบาดแพร่หลายเหมือนโฆษณาปุ๋ยยาในประเทศไทย รายการเกี่ยวกับการเกษตร ก็มักจะมีโฆษณาชวนเชื่อให้เกษตรกรอินเดียซื้อปุ๋ยซื้อยา ยี่ห้อนั้นๆ มาใช้ เพราะใช้แล้วจะรวย

สุดท้ายแล้ว เกษตรกรก็ไม่รวยสักที ในขณะที่พวกขายปุ๋ยขายยารวยเอาๆ เมื่อบางปีเกษตรกรเจอภัยธรรมชาติ เงินที่เกษตรกรไปกู้มาทำการเกษตรก็พลอยเจ๊งไปด้วย สุดท้ายไม่มีเงินจ่ายค่ายาค่าปุ๋ย และค่าเมล็ดพันธุ์

เพราะเกษตรกรต่างหลงเชื่อที่บริษัทปุ๋ยยาโฆษณา  จึงใช้ยาใช้ปุ๋ยมาก จนดินเกิดความแห้งแล้ง ผลกระทบทำให้ดินเสีย สุดท้ายก็เจ๊งอีก บริษัทปุ๋ยก็หลอกขายผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ต่อไปอีกว่า ต้องใช้ตัวนี้แทนถึงจะดีขึ้น เกษตรกรก็เชื่ออีก

หรืออย่างเช่นยาฆ่าแมลง พอแมลงมันดื้อยา เกษตรกรก็ต้องเปลี่ยนยาตัวใหม่อีก ซึ่งพอเปลี่ยนยาตัวใหม่ทีไร ราคายาก็แพงขึ้นทุกครั้ง

สุดท้ายนี่คือวงจรอุบาทว์ ที่เกษตรกรอินเดีย ชาวนาอินเดียเผชิญมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี (เช่นเดียวกับเกษตรกรไทย)

จนในที่สุด จึงมีเกษตรกร ชาวนา ฆ่าตัวตายเพราะหนี้มันท่วมหัว ซึ่งก็ไม่ต่างจากเกษตรกรไทยเท่าไหร่ เพราะความรวยไปตกอยู่ที่บริษัทปุ๋ยยาแทบทั้งหมด จึงมีชาวนาอินเดียล้มละลายจากหนี้สิน จนฆ่าตัวตายปีละหลายคน

ชาวนาอินเดียฆ่าตัวตาย



ปัญหาทั้งหมดเกิดจากอะไรล่ะ?

ก็เกิดจากโดนรัฐบาล นายทุน บริษัทต่างชาติหลอกใช้เกษตรกรอินเดีย ทำเกษตรเชิงเดี่ยว ละทิ้งการเกษตรผสมผสานแบบดั้งเดิม ละทิ้งความขยันในเรือกสวนไร่นา หันไปใช้เครื่องทุ่นแรงอย่างปุ๋ยและยาฆ่าแมลง และเมล็ดพันธฺุ์ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์จากบริษัทเกษตรต่างชาติแทน เพื่อหวังผลผลิตเยอะๆ เพื่อการส่งออก

สุดท้าย มีแต่นักการเมือง นายทุน และบริษัทเกษตรต่างชาติที่รวยเอาๆ

นั่นจึงทำให้ชาวนาอินเดียวต้องยากจนอยู่ทุกวันนี้

แล้วทางรอดคืออะไร ? ทางรอดของชาวนาอินเดีย ก็ไม่ต่างจากชาวนาไทยคือ ต้องหันกลับมาใช้เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เกษตรพอเพียง แบบที่ในหลวงเราทรงสอนไง

ที่อินเดีย เขามี Dr. Vandana Shiva ที่พยายามส่งเสริมให้เกษตรกรอินเดีย หันกลับมาเลิกใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงในการทำเกษตร เพื่อลดต้นทุนการผลิต หันมาผลิตเมล็ดพันธุ์ขึ้นเอง ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์จากบริษัทต่างชาติ ซึ่งการเกษตรแบบนี้เหมือนกับที่ในหลวงเราทรงสอน แต่ที่อินเดียเขาเรียกการเกษตรแบบนี้ว่า การเกษตรแบบชีวภาพ

ดร.วานนาดา ชีวา เป็นผู้รณรงค์ให้เกษตรกรและชาวนาอินเดีย ออกจากวงจรอุบาทว์ที่บริษัทเกษตรต่างชาติหลอกไว้ ด้วยการให้เกษตรกรเลิกใช้เมล็ดพันธุ์จากบริษัทต่างชาติ เลิกใช้ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง ให้เกษตรกรหันกลับมาทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ที่ไม่พึ่งพาเครื่องทุ่นแรงเหล่านั้น ซึ่งเหมือนกันกับทฤษฎีใหม่ของในหลวงของเรา โดยไม่ได้ลอกเลียนแบบกันเลย

นั่นเพราะเกษตรพอเพียง เกษตรธรรมชาติ คือสิ่งที่มีมาแล้วแต่บรรพบุรุษของชนทุกชาตินั่่นเอง ครับ

Vandana Shiva: The Future of Food-Part 1


ในประเทศไทยเรา ตอนนี้ก็กำลังเกิดปัญหาที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งต่างชาติและไทย เป็นผู้ขายเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกร จนเกิดปัญหาหลายเรื่องๆ ในตอนนี้เช่นกัน




วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แรงเงา รึจะสู้ เมียผมคนนี้ดีที่สุด





ข่าวกระแสละครแรงเงา ของช่อง 3 เขามาแรงที่สุดในช่วงนี้ ซึ่งหากใครเคยอ่านบทความเรื่อง เมื่อถึงวันที่ช่อง 7 แพ้แก่ ช่อง 3 ซึ่งในบทความนั้น รวมทั้งที่ผมตอบกลับคุณผู้อ่านที่แสดงความเห็นเข้ามา

ผมจะดูเอียงเข้าข้างคุณภาพละครช่อง 3 มากกว่าละครช่อง7 ซึ่งก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะแฟนๆ ของแต่ละช่องเขาก็ย่อมรักช่องที่เขาบริโภคมากกว่า ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา

ส่วนละครเรื่องแรงเงา นั้น ถ้าถามผมว่า เป็นละครที่สนุกมั้ย? ผมตอบได้ทันทีว่า สนุกมากครับ แต่ไม่ใช่เวอร์ชั่นที่ธัญญเรศ กับ เจนนี่ แสดงนะครับ เพราะเวอร์ชั่นนี้ ผมไม่เคยดู

ที่ผมบอกว่า ละครแรงเงาสนุก นั้นหมายถึง ละครแรงเงา เวอร์ชั่นที่ แอน ทองประสม เล่นคู่กับ เคน ธีรเดช โดยมีสาวิตรี สามิภักดิ์ แสดงเป็นเมียหลวงจอมร้าย ครับ

แรงเงา เวอร์ชั่นแอน ทองประสม ผมเคยดู แม้จะไม่ได้ดูทุกตอน ดูบ้างเป็นบางตอน แต่ผมชอบครับ สนุกดี

แต่ถ้าถามว่า ละครดีมั้ย? คือ ผมดูมานานแล้ว เลยไม่ขอตัดสินชี้ชัด ว่าเป็นละครที่ดีมั้ย? เพราะผมก็ชักลืมๆ ไปบ้างแล้ว

ส่วนแรงเงา เวอร์ชั่น เจนนี่ กับธัญญ่า เขาว่าเวอร์ชั่นนี้แรงมาก เพราะมีฉากรุนแรงเยอะ แต่สำหรับเวอร์ชั้นของแอน ทองประสม เมียหลวงที่แสดงโดย สาวิตรี เป็นเวอร์ชั่นที่ร้ายแบบผู้ดี แสดงถึงอำนาจของเมียคนใหญ่โต ไม่ได้ร้ายแบบตลาดสด แบบเวอร์ชั่น ธัญญ่า ครับ

ซึ่งผมว่า ร้ายแบบสาวิตรี เจ๋งกว่า เพราะดูฉลาดกว่าเยอะ คือใช้อำนาจทั้งบนดิน ใต้ดิน แบบนั้น เจ๋งกว่าครับ สำหรับในความคิดผม

แต่ !! แรงเงา ไม่ว่าจะเวอรชั่นไหน โดยเฉพาะเวอร์ชั้่นที่กำลังเป็นกระแสในตอนนี้ ผมว่าก็ยังเทียบไม่ได้กับละครเกาหลีช่อง 3 เรื่อง เมียผมคนนี้ดีที่สุด My wife is a superwoman ซึ่งกำลังออนแอร์ในช่วงนี้อยู่เหมือนกัน โดยออกอากาศในคืนวันเสาร์และวันอาทิตย์ตอนตี 2 แน่นอนครับ

ผมขอฟันธง !!

----------------------------------

ซีรีย์ เมียผมคนนี้ดีที่สุด



สำหรับผม ผมชอบซีรีย์เกาหลีเรื่องนี้มาก เพราะเขาทำได้ครบทุกรสชาติจริงๆ เป็นละครที่ดูสนุก ให้ข้อคิด สอนให้คนฉลาด ไม่โง่ สู้กันด้วยสมอง แถมแสดงให้เห็นถึงความเสียสละของเมียคนนึง ที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วยสามีของเธอ

นางเอกของเรื่อง จากที่เคยเป็นสาวเนื้อหอม กลับมาได้พระเอกที่แม้จะเป็นคนดี แต่จน เพราะความที่พระเอกเป็นคนตรงและซื่อสัตย์เกินไป ประจบเจ้านายไม่เป็น เลยทำงานได้ไม่นาน ต้องมีเหตุให้ตกงาน เปลี่ยนงานหลายหน

ทำให้ต่อมา พระเอกต้องตกงาน ต้องนอนอยู่กับบ้านไปวันๆ ให้นางเอกหาเลี้ยง  วันๆ พระเอกก็เอาแต่เล่นไพ่ ดูทีวี สนกุสนานเฮฮากับเพื่อนฝูงที่เกาะเมียกินเหมือนกัน นานเป็นปี ๆ จนสุดท้ายนางเอกก็เหลืออด ประกาศว่า จะหย่ากับพระเอก

แต่พระเอกก็บอกว่า กำลังจะไปสมัครงานบริษัทชื่อดังแห่งหนึง ซึ่งพอนางเอกรู้ ก็เลยให้โอกาสพระเอกเป็นครั้งสุดท้าย ว่า หากงานนี้ยังพลาดอีก จะหย่ากับพระเอกแน่นอน

พระเอกซึ่งเป็นคนกลัวเมียเป็นที่สุด ส่วนนางเอกเองแม้ปากจะบอกว่า จะหย่ากับพระเอกถ้าพระเอกยังตกงานอีก แต่นางเอกกลับวิ่งเต้นทุกอย่างเท่าที่เมียจะทำได้ เพื่อหาทางช่วยให้ผัวเข้างานบริษัทชื่อดังนั้นให้ได้

ละครดูสนุกเพลิน ขำมากๆ แต่กลับแฝงข้อคิดสอนใจเราได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมแทรกวิถีชีวิตในการต่อสู้ดิ้นรนของคนเกาหลีได้เป็นอย่างดี

ละครยังแสดงให้เห็นถึงความอิจฉาของผู้หญิง หรือจะเป็นการตีสองหน้าเพื่อประจบสอพลอคนอื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง

หรือแม้กระทั่ง ตอนที่พระเอกเผลอใจไปให้นางรอง ที่ทั้งสวย สาว และรวย นั่นเพราะพระเอกเป็นคนดี ส่วนนางรองกำลังมีปัญหาครอบครัว ต้องการคนปลอบใจ พระเอกก็เลยสงสาร จนเผลอใจไปกับความสวยของนางรอง ส่วนนางเอกพอจับได้ว่าพระเอก เผลอปันใจให้หญิงอื่น

นางเอกของเรา ก็ได้แสดงการแก้ปัญหาครอบครัว ด้วยความฉลาด ไม่หุนหันพลันแล่นไปตบหญิงอื่น แต่ละครก็ได้แสดงให้เราได้เห็นมุมที่นางเอกกำลังเสียใจผิดหวังในความเชื่อใจที่มีต่อพระเอกได้อย่างยอดเยี่ยม

และถึงแม้นางเอกกำลังเสียใจอย่างมาก แต่นางเอกก็ไม่เคยทำร้ายสามีด้วยการนำความในออก ไปบอกกล่าวแก่คนอื่น แถมนางเอกยังปกป้องพระเอกอีกด้วย ซึ่งถ้าใครได้ดูซีรีย์เกาหลีเรื่องนี้ ขอบอกว่า สนุกและไม่ผิดหวังเลยครับ

ตัวอย่างความประหยัดของนางเอก เมียผมคนนี้ดีที่สุด คือ

ในวันที่พระเอกต้องไปสอบสัมภาษณ์เข้าทำงาน นางเอกซื้อสูทหรู รองเท้่าแพงๆ ให้พระเอกใส่

พระเอกถามว่า คุณยอมลงทุนมากขนาดนี้เลยเหรอ
นางเอกกลับตอบว่า อย่าไปแกะป้ายราคาสูทออกล่ะ ใช้เสร็จจะได้เอาไปคืนได้ ส่วนรองเท้านางเอกเอาพลาสติกหุ้มพื้นรองเท้า พื้นจะได้ไม่สึก จะได้เอาไปคืนร้านได้ ซึ่งนางเอกก็ทำแบบนั้นจริงๆ

นางเอกไม่ใช่คนขี้งก เพราะหากเราดูในละคร จะเห็นเลยนางเอกเป็นคนใจป้ำ กล้าได้กล้าเสียกล้าแลก แต่ที่นางเอกต้องประหยัดมากๆ นั่นเพราะ สถานะของครอบครัวที่ขัดสนมันบังคับ

เพราะขนาดตอนที่นางเอกคิดจะหย่่ากับพระเอก คิดวนเวียนวันละ200 รอบ แต่ก็หย่าไม่ได้ นางเอกได้เปิดใจให้ตัวร้ายที่เป็นเพื่อนของเธอ เพื่อนที่คอยหักหลังเธอเสมอ ว่า ถ้าเธอจะหย่า ก็ต้องไปหาเช่าอพาร์ทเมนท์ใหม่ ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ เป็นเรื่องของเงินทั้งนั้น ไม่มีเงินมันก็ยากที่จะทำแบบนั้น หย่าแล้วจะบอกลูกยังไง เธอบอกว่า เธอคิดวนเวียนแบบนี้จนนอนไม่หลับหลายวัน

นี่คือความเป็นจริงของชีวิตคน ที่ละครเกาหลีแสดงให้เราเห็น ไม่ใช่แบบละครน้ำเน่าไทย ที่ไม่ค่อยสนความเป็นจริงในชีวิตเท่าไหร่ ที่ละครมักมีแต่พระเอกรวยหล่อ มีมรดกให้ตัวร้ายจ้องจับ วันๆ ไม่ต้องทำมาหากินอะไรมาก หล่อไปวันๆ

ละครเกาหลีเขาเจ๋ง ตรงที่ จะหาได้จากละครไทยเรื่องไหน ที่จะมีนางเอกกับนางร้าย มานั่งเปิดใจซึ่งกันและกัน เปิดเผยให้เห็นความในใจที่เป็นความลับของแต่ละฝ่ายฟัง แต่ละครเกาหลีเขาแสดงให้เห็นมุมที่นางร้ายเห็นใจนางเอก นางเอกช่วยเหลือนางร้ายในฐานะความเป็นเพื่อน ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้คืนดีกัน

หรืออย่างเช่น ตอนที่พระเอกได้งานในบริษัทดีๆ แล้ว

ที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องเมียผมคนนี้ดีที่สุด ก็คือ นางเอกมีความอดทนมาก ปกติเธอไม่ยอมใครง่ายๆ เป็นประเภทปากร้าย เลย แต่เพื่อช่วยสามี เธอต้องอดทนก้มหัวให้พวกเมียของผู้บริหารในบริษัท ที่เธอต้องอดทนโดนรับการดูถูกสารพัดและกลั่นแกล้งจากเพื่อนเก่าที่แค้นเธอในสมัยเด็กๆ ที่มาเป็นเมียผู้บริหารในบริษัทนี้

ทั้งหมดนี้ เธอทำสามี เพื่อครอบครัว เพื่อลูกของเธอ แม้แต่สามีของเธอ คือพระเอก จะโดนเจ้านายกลั่นแกลัง เธอก็สอนให้สามีท่องไว้ในใจไว้เสมอว่า เพื่อค่าเทอมของลูก จำไว้ เพื่อค่าเทอมของลูก

ผมคงไม่เล่าอะไรมากไปกว่านี้ เพราะตอนนี้ละครก็ยังไม่จบ แต่กำลังสนุกเข้มข้น ทำให้ผมต้องรอดูทุกเสาร์อาทิตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมขอชื่นชม ทีมเขียนบท ทีมกำกับ และทีมงานนักแสดง ของละครเกาหลีเรื่อง เมียผมคนนี้ดีที่สุด ไว้เลยครับว่า

เขาทำการบ้านให้กับละครจริงๆ เพราะละครทั้งสนุก เพลิดเพลิน มีสาระแก่นสาร ที่ดีมากๆ จนผู้ชมอย่างผมติดหนึบจริงๆ

ฉะนั้น ใครที่ได้ดูแรงเงา ที่ดังที่สุดในช่วงนี้ ถ้าลองได้มาดูละครเกาหลีเรื่อง เมียผมคนนี้ดีที่สุด ดวย แล้วคุณจะเชื่อผมเลยว่า ละครเกาหลีเรื่องนี้เขาเจ๋งจริง ๆ ครับ

ใหม่เมืองเอก..


คลิกอ่าน ทำไมละครเกาหลีถึงดีกว่าละครไทย (เป็นส่วนใหญ่)


วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เตรียมใจรับวิกฤติต้มยำปูเน่า (ไทยระวังจะเหมือนกรีซ)






จากการรับซื้อข้าวเปลือกราคาสูงกว่าราคาตลาดจากชาวนาแบบไม่อั้นของรัฐบาล ส่งผลใช้ชาวนาต่างเพิ่มปริมาณการปลูกข้าว เร่งปลูกข้าวมากๆ เพื่อหวังไปรับเงินจากรัฐบาล

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ อุปสงค์ อุปทาน หากสินค้าชนิดใดมีมากเกินความต้องการ ราคาย่อมตกลง

หากสินค้าชนิดใดมีน้อยกว่าความต้องการ สินค้านั้นจะถีบราคาสูงขึ้น

แต่รัฐบาลปูโง่รับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูงไปเก็บไว้จนล้นโกดัง จนคิดจะเอาไปเก็บที่สนามบินดอนเมืองต่ออีก เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ข้าวมีปริมาณเกินความต้องการแต่จะปั่นราคาให้สูงกว่าราคาตลาดโลก

ข้าวไทยเหลือค้างมากมายหลายล้านตัน ยิ่งเก็บนาน ข้าวก็ยิ่งเสื่อมคุณภาพ ราคาก็ยิ่งตก แต่ค่าโสหุ้ยในการจัดเก็บและรักษาข้าวกลับสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่นานมากขึ้น

รัฐบาลปูโง่มันคงคิดว่า ต่างชาติเขาคงโง่ จะมารับซื้อข้าวเสื่อมคุณภาพในราคาสูง ๆ

ต่างชาติเขาไม่โง่ แถมฉลาดกว่ารัฐบาลปูโง่ด้วยซ้ำ เขารู้ข้อมูลจำนวนข้าวที่ไทยเก็บไว้ เขารู้ว่า ยิ่งเก็บข้าวไว้นาน ราคาต้องยิ่งตกลง แล้วรัฐบาลไทยก็จะร้อนเงิน อยากรีบขาย ก็ต้องยอมขายขาดทุนมากๆ

ฉะนั้น ต่างชาติเขาจะไม่เร่งร้อนที่อยากจะซื้อข้าวจากไทยหรอก แต่รัฐบาลไทยต่างหาก ที่จะร้อนรนอยากระบายข้าวเร็วๆ ไม่งั้นข้าวยิ่งเสื่อม แถมต้นทุนจัดเก็บยิ่งแพงๆๆๆๆ





ตามหลักเศรษฐศาสตร์ หากสินค้าเริ่มล้นตลาด ก็ต้องลดจำนวนการผลิตลง

เมื่อข้าวล้นโกดัง รัฐก็ควรแนะนำให้ชาวนาลดการปลูกข้าวลง แต่เพราะนโยบายจำนำที่ไร้หลักการที่ถูกต้อง รัฐบาลปูเน่าจึงไม่กล้าขอให้ชาวนาลดการปลูกข้าวลงได้เลย

นี่คือ การทำลายกลไกการตลาด นี่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย !!

--------------------------

รัฐบาลปูโง่ ทำได้แต่แช่งคู่แข่ง

ทรราชเหลี่ยมพยายามหลอกฟายแดงทำนองว่า ไม่ต้องห่วงเก็บข้าวไว้ก่อน พอโลกเกิดภาวะขาดแคลน อินเดีย เวียตนามเจอภัยธรรมชาติ ไทยเราก็จะขายข้าวได้ราคาแน่ๆ

แล้วถ้าเขาไม่เกิดภัยธรรมชาติ ล่ะ ไอ้เหลี่ยม?

คนชั่วย่อมคิดชั่วแช่งคนอื่น แบบไอ้เหลี่ยมนี่แหละ

และคนชั่วมันก็มักแช่งใครเขาไม่ขึ้น ทีแรกกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่า เดี๋ยวข้าวอินเดียกับข้าวเวียตนาม ก็จะหมด แล้วข้าวไทยก็จะขายได้ราคาดีแน่นอน

สุดท้าย มันก็แค่ฝันโง่ๆ จนต้องออกมาโกหกว่าขายข้าวแบบจีทูจีได้แล้ว

ถ้าขายข้าวแบบจีทูจีได้จริงๆ ข้าวคงไม่ล้นโกดังแบบวันนี้หรอกว่ะ

-------------------------------

กรีซ หน้าใหญ่ จนคาดการณ์พลาด

ปฐมเหตุแห่งวิกฤติกรีซ เกิดจากกรีซเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก2004 ได้กู้เงินมหาศาล มาจัดโอลิมปิคจนใหญ่โต เป็นที่ชื่นชมจากนานาชาติ

กรีซเองหวังว่าจะได้กำไรจากการจัดโอลิมปิกครั้งนั้น แต่กลับผิดคาด

โอลิมปิค ที่กรุงเอเธนส์ ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจกรีซกระเตื้องในทางที่ดีขึ้น แต่กลับยิ่งฉุดกรีซลงเหวหนักเข้าไปอีก

แถมชาวกรีซมีอัตราเลี่ยงภาษีสูงมากๆ แต่ชาวกรีซกลับชอบให้รัฐบาลทำประชานิยมมากๆ

ในที่สุดกรีซจัดเก็บภาษีได้น้อย เพราะตลาดมืดของกรีซมีมูลค่าประมาณ1ใน3 ของมูลค่ารวมเศรษฐกิจประเทศ

สุดท้ายกรีซเจ๊ง หนี้ท่วมหัว

แม้กระทั่งตอนนี้รัฐบาลกรีซพยายามจะใช้นโยบายรัดเข้มขัด พยายามลดสวัสดิการ ลดประชานิยมต่าง ๆ ลง แต่ประชาชนกรีซเสพติดประชานิยมแล้ว จึงไม่พอใจ ออกมาประท้วงนโยบายรัดเข้มขัดของรัฐบาลแทบรายวัน

-------------------------------

วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำปูเน่า

เพราะเรามีผู้นำรัฐบาลปูโง่ ฉะนั้นวิกฤติเศรษฐกิจของไทย ถ้าจะเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลปูโง่ยังดันทุรังทำประชานิยมโง่ ๆ ต่อไป

ผมใหม่เมืองเอก ก็ตั้งชื่อวิกฤติเศรษฐกิจครั้งต่อไปไว้เลยว่า วิกฤติต้มยำปูเน่า ของนังปูโง่

นี่แค่เรื่องจำนำข้าว ก็จะพาชาติใกล้จะพังแล้ว ต่อไปยังมีค่าแรง300บาททั่วประเทศเท่ากันหมด ซึ่งเป็นอัตราค่าแรงที่ขัดกับหลักเศรษฐศาสตร์ที่ถูกต้อง เพราะแต่ละพื้นที่มีภาวะเศรษฐกิจแตกต่างกัน แต่ดันจะฝืนให้มีค่าแรงเท่ากันทุกพื้นที่

แล้วไหนจะเรื่องเงินเดือนปริญญาตรี หมื่นห้าอีก

ขอบอกว่า คนจบปริญญาตรีเมืองไทยส่วนใหญ่คุณภาพยังสู้ คนเยอรมันจบ ปวส.ในเยอรมัน ไม่ได้ขี้เล็บเค้าเลย

แถมพืชผลชนิดอื่นๆ เกษตรกรก็จะให้รัฐบาลรับจำนำแบบรับจำนำข้าวด้วยอีกล่ะ

ฉะนั้น คนไทยเตรียมตัว เตรียมใจ พังจากวิกฤติต้มยำปูเน่าได้เลย ยิ่งเปิดเขตเศรษฐกิจอาเซียนเมื่อไหร่

ยิ่งโง่ ยิ่งเน่า เพราะยิ่งลักษณ์แน่ ๆ ขอรับ

คลิกอ่าน สื่อปากีสถาน ร่วมแฉทุจริตจำนำข้าวไทย




วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สื่อปากีสถาน ร่วมแฉทุจริตจำนำข้าวไทย






นอกจากรอยเตอร์ที่วิจารณ์โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลเพื่อไทยอย่างเสียๆ หายๆ แล้ว คลิกอ่านข่าวรอยเตอร์

ก็ยังมีสื่อนอก อย่าง Business Recorder ร่วมวิจารณ์ทุจริตโครงการจำนำข้าวของรัฐบเพื่อไทยอีกด้วย

แหม !! สื่อต่างชาติเขารู้ทันความชั่วของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีแต่พวกฟายแดงเท่านั้น ที่หลงใหลความงั่งของนายกฯ โง่แต่ชั่วนะ ^^

นั่นเพราะฟายแดง มันชอบเสพสื่อด้านเดียวสม่ำเสมอ แถมชอบคนโกงที่ให้ประโยชน์แก่ตัวเอง มากกว่าปกป้องประโยชน์ของชาติ



บิสเนส รีคอร์เดอร์ - สื่อต่างประเทศอ้างนักวิเคราะห์ชี้โครงการรับจำนำข้าวของไทยกำลังบิดเบือนตลาดทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดึงดูดให้มีการลักลอบนำข้าวประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่สต๊อกของรัฐบาลไทย ขณะที่การทำธุรกิจที่แท้จริงยังฝืดเคืองและราคาข้าวไทยในตลาดก็ลดลงฮวบฮาบในสัปดาห์นี้

เว็บไซต์ข่าว บิสเนส รีคอร์เดอร์ สื่อมวลชนของปากีสถานรายงานว่าข้าวราคาถูกจากกัมพูชาและพม่า กำลังหาหนทางลักลอบเข้าสู่โกดังข้าวของรัฐบาลไทย และนักวิเคราะห์ของเวียดนามบางส่วนก็คาดคะเนว่าบางทีข้าวเปลือกของเวียดนามเองกว่า 50,000 ตัน ก็อาจถูกลักลอบนำเข้าไทยผ่านทางกัมพูชา

นายฝั่งกวางเสี่ยว (Pham Quang Dieu) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยตลาดบริษัท บริษัท Agromonitor กล่าวว่า "ปกติแล้วเวียดนามจะนำเข้าข้าวเปลือกจากกัมพูชาไม่กี่ล้านตันในแต่ละปีเพื่อช่วยส่งเสริมการส่งออกของกัมพูชา แต่ในปีนี้ แม้แต่ข้าวเปลือกของเวียดนามก็ยังถูกลักลอบข้ามพรมแดนจากกัมพูชาเข้าไปยังฝั่งไทย"

เขาคำนวณด้วยว่ายอดการจัดหาข้าวเปลือกที่ลดลงในปีนี้ อาจทำให้ยอดการส่งออกของเวียดนามในปีนี้ไม่ตรงกับเป้าที่รัฐบาลวางไว้ที่ 7.2 ล้านตัน "ผมคิดว่า อย่างดีที่สุดเวียดนามก็คงส่งออกได้ราวๆ 7 ล้านตัน เพราะว่าผู้ส่งออกทั้งหลายมีข้าวเปลือกไม่เพียงพอ"

บิสเนส รีคอร์เดอร์ระบุว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลไทย กำหนดซื้อข้าวเปลือกในราคา 15,000 บาท(490 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ต่อตัน ส่วนราคาข้าวเปลือกของเวียดนามที่นำเข้าไทยมีราคาราวๆ 440 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ขณะที่ราคาข้าวเปลือกกัมพูชา มีราคา 330 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นการเปิดทางให้พวกลักลอบนำเข้าข้าวมีกำไรอย่างงดงามหากพวกเขานำไปขายให้กับรัฐบาลไทย

ฤดูกาลเก็บเกี่ยวในปี 2011/12 ซึ่งสิ้นสุดเดือนกันยายน รัฐบาลไทยยืนยันรับจำนวนไม่อั้น ผลก็คือมีสต๊อกข้าวสะสมจำนวนมหาศาลที่เหล่าผู้ค้าและนักวิเคราะห์คาดหมายว่าน่าจะมีข้าวสารคงค้างอยู่ราวๆ 12 ล้านตัน ขณะที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทย ส่งออกข้าวได้ประมาณ 8 ถึง 10 ล้านตันต่อปีเท่านั้น

เมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลไทยอ้างว่ามีสต๊อกข้าวเพียงแค่ราวๆ 4 หรือ 5 ล้านตัน แต่ทางบิสเนส รีคอร์เดอร์ ตั้งข้อสังเกตไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยได้ตัวเลขนี้มาได้อย่างไร เนื่องจากข้าวที่อ้างว่าขายให้แก่รัฐบาลชาติอื่นๆ บางทีอาจไม่มีการส่งมอบมานานหลายเดือนแล้วด้วยที่ไม่พบเห็นความเคลื่อนไหวตามท่าเรือหรือข้อพิสูจน์อื่นๆ ขณะที่เหล่าผู้ค้าต่างเคลือบแคลงและตั้งข้อสงสัยว่ามีการลงนามในข้อตกลงซื้อขายข้าวจริงหรือไม่

ด้วยสต๊อกยังคงค้างในตลาดมหาศาลและไทยกำลังเริ่มเก็บเกี่ยวข้าว จึงคาดหมายว่าราคาข้าวในสัปดาห์นี้จะดิ่งลงไปอีก เนื่องจากเมื่อมีข้าวเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ผู้ส่งออกก็จะเสนอราคาที่ต่ำลง

"นี่บ่งชี้ว่าคงไม่เหลือพื้นที่ว่างในโกดังสำหรับเก็บข้าวอีกแล้ว และเวลานี้มันกำลังจะล้นตลาด" วิชัย ศรีประเสริฐ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกล่าว

http://astv.mobi/AU9JJXW

-----------------------

ข่าวโพลมาเลย์ ไม่ยอมรับคนโกงเหมือนพวกฟายแดง

สุดท้ายฝากข่าว โพลมาเลเซีย เผย คนมาเลย์ไม่ยอมรับรัฐบาลโกง แม้ตนเองจะได้ประโยชน์ก็ตาม


คลิกที่รูปเพื่อไปอ่านข่าว !!



คลิกอ่าน ชาวนาชอบโครงการรับจำนำข้าวจริงหรือ?



-------------------------------

ต้นฉบับข่าวต่างประเทศ

BANGKOK: Thailand's rice intervention scheme is distorting trade around Southeast Asia, attracting rice smuggled from neighbouring countries into Thai government stockpiles, but genuine business remains slack and Thai prices have fallen this week.

Cheap rice from Cambodia and Myanmar is finding its way into Thai government warehouses and some analysts reckon as much as 500,000 tonnes of Vietnamese paddy may also have been smuggled in via Cambodia.

"Vietnam normally imports a few million tonnes of Cambodian paddy each year that boosts its exports. But this year, even Vietnamese paddy has been smuggled into Thailand across the Cambodian border," said Pham Quang Dieu, an analyst at Agro Monitor.

He calculated that the fall in available paddy this year could cause Vietnamese exports to fall short of the government's target of 7.2 million tonnes.

"I think Vietnam could sell 7 million tonnes at best because exporters aren't getting enough paddy," he said.

The Thai government is buying paddy at 15,000 baht ($490) per tonne. Vietnamese paddy would cost around $440 a tonne by the time it is transported into Thailand, while Cambodian rice costs $330 a tonne, giving smugglers a nice profit if they manage to sell it to the Thai government.

Stung by criticism of the intervention scheme, the Thai authorities are starting to crack down on such illicit trading.

The Department of Special Investigation (DSI), part of the Justice Ministry, seized 180 tonnes of smuggled paddy last week in Sa Kaeo province, around 240 km (150 miles) east of Bangkok on the border with Cambodia, DSI chief Tarit Pengdith said.

At the western border with Myanmar, police arrested local traders and confiscated 10 tonnes of paddy brought by truck into Mae Sod district in Tak province.

"It might just be a tiny amount of rice but this sort of smuggling is going on every day," a police officer in Tak province told Reuters, declining to be named.

In the 2011/12 crop year to the end of September, the Thai government stood ready to buy every single grain it was offered.

As a result, it has amassed stockpiles that traders and analysts put at around 12 million tonnes of milled rice. As a comparison, in recent years Thailand has exported around 8 to 10 million tonnes.

The government has recently given lower figures for the stockpiles of around 4 or 5 million tonnes but it is unclear how that figure is reached, especially as rice it may have sold to other governments may not be shipped for many months.

In the absence of port activity or other proof, traders remain sceptical that these deals have really been signed.

PRICES EASE

With the stockpiles hanging over the market and Thailand starting to harvest its main crop, prices have fallen this week. More rice may be reaching the market, allowing exporters to offer lower prices.

"This suggests there is no warehouse space left for holding rice and it is now spilling over into the market," said Vichai Sriprasert, a h o norary president of the Thai Rice Exporters Association.

The price of Thailand's benchmark 100 percent B grade white rice dropped to $565 per tonne from last week's $600. Demand remained thin.

The 5 percent broken grade fell to $555 a tonne from $585, way above the same grade in Vietnam of $445-$452 a tonne. That was up from $430-$435 early this week but still below the new floor price of $460 a tonne set by the Vietnam Food Association.

Vietnamese 25 percent broken rice was quoted at $410-$420 a tonne versus $420 last week, lower than the $435 a tonne set as the floor, which came into effect on Wednesday.

"Prices will only rise if the government secures a new contract," an exporter in Ho Chi Minh City said.

-----------------

ภาษีคนไทย ได้ช่วยให้ชาวนาเขมรรวย !!




วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ชาวนาชอบโครงการรับจำนำข้าวจริงหรือ?





บทความนี้ ต่อเนื่องมาจากบทความ นโยบายจำนำข้าวของเพื่อไทยทำลายชาติ และ คนไทยจ่ายภาษีให้ต่างชาติกินข้าวราคาถูก

แค่ชื่อโครงการรับจำนำข้าวก็โกหกแล้ว มีอย่างที่ไหน รับจำนำแพงกว่าราคาตลาด แบบนี้เขาต้องเรียกว่า โครงการซื้อข้าวแบบรับไม่อั้นของรัฐบาลต่างหาก แต่เลี่ยงบาลีกลัวผิดกฎWTO ที่ระบุไว้ว่า

" ห้ามอำนาจรัฐเข้าแทรกแซงตลาดและเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในกระบวนการค้าระหว่างประเทศภายใต้หลักการค้าเสรี"

ผมสงสารชาวนาไทยจริงๆ เพราะซวยทั้งขึ้นทั้งร่อง ไม่ว่านโยบายไหนๆ จะประกันราคา หรือจำนำราคา ชาวนาก็ไม่ได้รวยหรือสบายกับเขาจริงๆ หรอก

ถึงตอนนี้ถ้าไปถามชาวนาว่า อยากจะยกเลิกโครงการจำนำข้าวหรือไม่?

ชาวนาทั้งหมดคงตอบว่า ไม่!!

เพราะเราต้องยอมรับว่า ชาวนาได้เงินจากโครงการจำนำมากขึ้นก็จริง (แต่พวกโกงได้เพิ่มขึ้นมากกว่า) และชาวนาเขาไม่รู้หรอก โครงการนี้จะทำให้ระบบข้าว ที่ปลูกไว้เก็บไม่ได้เอาไปขาย ชาวนาจะปลูกปริมาณเยอะๆ เพื่อหวังได้เงินจำนำมากๆ แต่สุดท้ายประเทศจะเจ๊งในอีกไม่ช้า เพราะรัฐบาลซื้อข้าวมาเก็บ มากกว่าจะขายออกไป จนเวียตนามเยาะเย้ยไทยจนเป็นข่าวมาแล้ว

สาเหตุที่ชาวนาต้องการนโยบายจำนำข้าว ไม่ใช่เพราะมันดีหรืออะไรหรอก แต่ชาวนาถอยหลังไม่ได้ เพราะชาวนาเหมือนยืนอยู่ริมหน้าผาแล้ว หากยกเลิกชาวนายิ่งเดือดร้อน

เพราะทันทีพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง เจ้าของที่นาให้เช่า ก็ขึ้นค่าเช่านาทันทีเท่าตัว จากไร่ละ500บาท เป็น1,000 บาททันที ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงงานในนาข้าว ค่าเกี่ยว ต่างก็ปรับขึ้นรับรัฐบาลเพื่อไทยทันที

ต้นทุนการปลูกข้าวขึ้นทุกอย่างทันที ซึ่งมาจากปากคำบอกเล่าของนายกสมาคมชาวนาไทย ที่ไปออกรายการตอบโจทย์ ทางทีวีไทย เมื่ออาทิตย์ก่อน

ทั้งๆ ที่ ประเทศไทยมีบริษัทปุ๋ยยาดังๆ ในเครือซีพี มีบริษัทที่ผลิตรถไถนา รถใช้ในการเกษตรชื่อดัง แล้วทำไมชาวนาไทยถึงปลูกข้าวได้ผลผลิตต่อไร่ตำกว่าเพื่อนบ้าน ต่ำกว่าลาวด้วยซ้ำ!!

คำตอบก็คือ ชาวนาไทยไปหลงเชื่อพวกนักการเมือง เชื่่อข้าราชการที่รับใช้นายทุน และที่รับใช้พ่อค้าคนกลาง

หากชาวนาไทยทำตามที่ในหลวงสอน ชาวนาก็จะไม่ยากจนเหมือนทุกวันนี้ มีตัวอย่างชาวนาที่ประสบความสำเร็จมากมายในแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ต้นทุนปลูกข้าวต่อไร่ต่ำมาก เพราะไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี กับยาฆ่าแมลง ซึ่งไม่ว่าราคาตลาดจะเท่าไหร่ เขาก็ไม่มีทางขาดทุน

ส่วนชาวนาที่หลงเชื่อนักการเมืองและนายทุน ก็จะจนเหมือนเดิม เพราะข้าวไทยมีต้นทุนการปลูกสูงที่สุดกว่าทุกชาติคู่แข่ง แต่กลับได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าทุกชาติ ต่ำกว่าพม่า ต่ำกว่าลาว ต่ำกว่าเวียตนาม

โครงการจำนำปีแรก ใช้เงิน5แสนล้าน มีการโกงอย่างน้อยๆ 1 แสนล้าน หรือ20%จากห้าแสนล้าน ตามที่พลอากาศเอกสุกำพล เคยพูดว่า ยอมให้โกงได้20% ซึ่งจริงๆ อาจโกงมากกว่าแสนล้านก็ได้

คิดดูง่ายๆ เงิน5แสนล้าน พวกโกงในระบบจำนำคงมีสักไม่เกิน1หมื่นคน แต่โกงไป1แสนล้าน โดยไม่ต้องปลูกข้าวเลย

แล้วเหลือ4แสนล้านให้ชาวนาอีก14ล้านคนไปหารแบ่งกัน จะได้คนละสักเท่าไหร่กัน!!

ซึ่งพอชาวนาได้เงินมา ก็เอาไปจ่ายค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าเช่าที่ ค่าแรง ค่าเกี่ยว ค่าดอกเบี้ย สุดท้ายชาวนาก็เหลือไม่มากเท่าไหร่หรอก

ฉะนั้นชาวนาก็ต้องเอาโครงการจำนำไว้ก่อน เพราะต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้นทุกอย่าง มันแพงแล้วแพงเลย ไม่ลดง่ายๆ หากล้มโครงการจำนำไป ชาวนาก็มีแต่เดือดร้อนแน่นอน

โครงการจำนำข้าว จะทำให้ประเทศไทยล้มทางเศรษฐกิจในไม่กี่ปีแน่ๆ เตรียมตัวกันให้ดีๆ โดยเฉพาะ ธกส.ตอนนี้ขาดสภาพคล่องอย่างหนัก เพราะโดนรัฐบาลกู้เงินไปใช้ในโครงการจำนำมากจนเป็นหนี้ธกส.ในปีแรก1แสนล้านบาท

ชาวนาไทยส่วนใหญ่คิดใกล้ ไม่คิดไกล ถ้าเชื่อในหลวง ไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวแบบที่ทำกันอยู่ ก็จะไม่จน ไม่ต้องสนใจว่ารัฐบาลจะใช้โครงการไหน เพราะยังไงก็จะไม่ขาดทุน

ชาวนาอย่าหลงปากพวกนักการเมืองและข้าราชการสอพลอ ที่หลอกว่า ข้าวไทยดีที่สุดโลก ขายแพงยังไงก็มีคนซื้อ

เพราะถ้าคิดแบบนี้ ข้าวไทยก็จะเหมือนหลายๆ บริษัทในโลก เช่นตอนนี้ที่เกิดกับยักษ์ใหญ่มือถืออย่างโนเกีย ที่กลายเป็นยักษ์ที่กำลังจะล้ม เพราะหลงยึดติดว่าตัวเองเหนือกว่าทุกยี่ห้อมาหลายปีครับ


ทุกวันนี้รัฐบาลหุ่นเชิดของทรราชทักษิณ คงคิดแช่งให้คู่แข่งเจอภัยธรรมชาติเพื่อให้ข้าวไทยได้มีโอกาสขายมากขึ้น เหมือนหลายปีก่อน จนราคาข้าวสูงในตลาดโลกสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ พ่อค้าข้าวแย่งซื้อข้าวจากชาวนาจนถึงไร่ จนชาวนาร่ำรวยกันใหญ่

ประเทศไทยต้องการขายข้าวได้ บนความล่มจมของคนอื่นๆ จริงๆหรือ แค่คิดก็บาปแล้ว 


แน่นอนรัฐต้องช่วยชาวนา ต้องแทรกแซงราคาข้าว แต่ถ้าช่วยแบบนี้ ชาวนาอาจได้เงินเพิ่มขึ้น แต่ชาติจะเจ๊ง คุ้มหรือไม่?

ทักขี้ "คุ้มครับ เพราะผมต้องการทำลายชาติไง และให้พรรคพวกโกงจำนำแล้วแบ่งให้ลูกน้อง"

และหลังจากผมเขียนบทความนี้เสร็จ ผมก็เพิ่งไปเจอความเห็นของชาวนาฉลาดๆ ท่านนึง ที่คิดตรงกับบทความที่ผมเขียนไว้นี้ เหมือนอย่างที่ใจเราตรงกันโดยบังเอิญจริงๆ

v

v

ตัวอย่างความเห็นชาวนาส่วนน้อยที่ฉลาด และมองการณ์ไกล

ผมขอยกตัวอย่างปราชญ์ชาวนา ที่คิดต่างจากชาวนาส่วนใหญ่ เพราะเป็นเพียงชาวนาเสียงส่วนน้อยเท่านั้นที่คิดเช่นนี้

จากข่าวสดออนไลน์

เสริมศักดิ์ เหมพิจิตร
ปราชญ์ชาวบ้าน
ประธานศูนย์ข้าวชุมชนจังหวัดนครสวรรค์



การรวมตัวของนักวิชาการที่ร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวผมเห็นด้วยแต่ไม่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็น กลัวถูกรุมจากกลุ่มผู้เสียประโยชน์

สิ่งที่นักวิชาการออกมากล่าวเป็นเรื่องที่ถูกต้องแต่รับรองได้ว่าชาวนานครสวรรค์ไม่เชื่อ เพราะว่ายังมองไม่เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แต่ถ้ารู้ว่าจะมีผลกระทบต่อตนเองกลุ่มชาวนาก็จะรวมตัวประท้วงกันเอง หรือไม่ก็รวมตัวปิดถนน

ช่วงระยะนี้จึงยังไม่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวนาที่นครสวรรค์ ได้มีการพูดคุยกันบ้างในกลุ่มย่อยเพราะเห็นว่าทั้งการรับจำนำข้าวและการประกันราคาข้าวก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียทั้งสองอย่าง

โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเป็นโครงการที่ดีหากดำเนินการแล้วผลประโยชน์ตกถึงมือชาวนาโดยตรง แต่มีปัญหาคือผลประโยชน์ไปตกอยู่กับโรงสีและผู้ค้าข้าวส่งออก ชาวนาไม่ค่อยได้รับอะไร

ปัญหาหลักคือ คุณภาพข้าวที่รับจำนำส่วนใหญ่เป็นข้าวคุณภาพต่ำ เนื่องจากเป็นข้าวอายุสั้น เรียกกันว่าข้าวฟันหนู ใช้เวลาปลูกเพียง 90 วัน ต้นข้าวถูกเร่งให้โต เมื่อข้าวไม่ได้คุณภาพรัฐบาลก็จะไม่สามารถนำออกขายได้ ทำให้ประสบปัญหาขาดทุน

ประกอบกับราคาข้าวที่รับจำนำที่จริงควรต่ำกว่าท้องตลาด และเมื่อจำนำแล้วชาวนาต้องมาไถ่ถอนคืน แต่เมื่อตั้งราคาสูงกว่าท้องตลาดชาวนาก็จะไม่มาไถ่ถอนคืน ขณะที่รัฐบาลนำไปขายไม่ได้ราคา

พอรัฐบาลขาดทุนก็ส่งผลทำให้ชาวนาได้รับความเดือดร้อน มีการขึ้นค่าแรงงาน ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นทั้งค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง เอกชนก็ไม่มาประมูลข้าวไปขายเพราะรู้ว่าคุณภาพข้าวไม่ได้ตามเกณฑ์

ทางที่ดีรัฐบาลควรสนับสนุนชาวนาให้ปลูกข้าวที่มีคุณภาพสูง ส่งออกต่างประเทศได้ราคาสูง ถ้ามีการนำความรู้มาเผยแพร่และสนับสนุนส่งเสริมด้านการลงทุนด้วยการจัดตั้งกองทุน มีงบประมาณสนับสนุน จะดีกว่าการประกันราคาหรือการรับจำนำข้าว

รวมทั้งให้ความรู้ในการทำการเกษตรอินทรีย์ที่ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการใช้ยาฆ่าแมลง หันมาใช้สารกำจัดแมลงตามธรรมชาติ ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนลงได้และข้าวก็จะได้คุณภาพที่ดีด้วย

แต่เดิมนั้นชาวนาจากเวียดนามมาศึกษาดูงานด้านการทำนาและการดำเนินงานศูนย์ข้าวชุมชนของเรา รัฐบาลเขาสนับสนุนอย่างจริงจังเป็นรูปธรรม จนประสบผลสำเร็จ ทำให้เราต้องสูญเสียลูกค้าในตลาดข้าวโลก ตกอันดับจากผู้ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลกไปแล้ว

หากรัฐบาลยังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ส่งเสริมศูนย์ข้าวชุมชนอันเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งระบบ ต้นทุนการทำนาก็ยังสูงต่อเนื่อง

หากเรายังเงียบเฉยอยู่และไม่มีการวางแผนการดำเนินการของศูนย์ข้าวเข้มแข็ง อีกไม่ช้าเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อนั้นชาวนาเราจะอยู่ไม่รอดในสังคมโลก

อย่างไรก็ตาม หากโครงการรับจำนำข้าวถูกระงับ ชาวนาต้องได้รับความเดือดร้อนแน่นอน เพราะหลายแห่งรับเงินกันไปแล้ว ใช้หมดแล้ว แต่ข้าวยังไม่มีเข้ามา

ถ้ายกเลิกโครงการชาวนาที่รับเงินไปแล้วแต่ยังไม่มีข้าวจะเอาเงินที่ไหนมาใช้คืนรัฐบาล!?


----------------

ข้าวหอมเขมรดีที่สุดในโลกประจำปี 2555


ข้าวกัมพูชาขึ้นแท่นข้าวคุณภาพดีที่สุดในโลกประจำปีนี้ (World's Best Rice 2012) อย่างน่าประหลาดใจ ประเทศนี้เพิ่งฟื้นฟูการปลูกข้าวและเพิ่งจะเริ่มส่งออกเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่ปริมาณเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 1ของโลกตลอดมาจนกระทั่งปีที่แล้วและข้าวหอมมะลิ 105 ของไทย ยังเป็นข้าวหอมที่ขายได้ราคาแพงที่สุดในโลก รัฐบาลยังคงยืนกรานขายข้าวในราคาแพงต่อไป ขณะที่สถานการณ์ตลาดเปลี่ยนไปไม่หยุดยั้ง ซึ่งปัจจุบันตลาดโลกมีตัวเลือกมากยิ่งขึ้น. -- http://www.trtworldrice.com/


เมื่อปี2554 ข้าวพม่าชนะเลิศข้าวที่ดีที่สุดในโลก มาปี2555นี้ ข้าวหอมเขมรชนะเลิศข้าวที่ดีที่สุดในโลกแล้ว

ถ้าชาวนายังหลงเชื่อรัฐบาลเพื่อไทย ที่บอกว่า ข้าวไทยดีที่สุด แม้แพงก็ขายได้ สุดท้ายชาวนาจะยิ่งจนกว่าเดิม ในไม่ช้านี่แหละ

คลิกอ่านข่าว ข้าวเขมรชนะเลิศโลก







ผู้ติดตาม