วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

ความหมายที่ถูกต้องของ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และ ข้ารองบาท





คำว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท นั้น ได้ยินกันมามาก แต่กลับหาคนที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงได้น้อยมาก

พวกหนักแผ่นดินบางคนโชว์โง่ เพราะมักเอาความหมายผิดๆ ของคำว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมาใช้โจมตีฝ่ายผู้จงรักภักดี เช่น ไม่อยากเป็นฝุ่นใต้ตีนใคร พวกคลั่งเจ้าเป็นพวกฝุ่นใต้เท้า เป็นต้น

การที่พวกหนักแผ่นดินใช้คำด่านี้กับฝ่ายจงรักภักดี กลับเป็นการแสดงให้เป็นถึงความโง่เง่าเบาปัญญาของพวกหนักแผ่นดินเองนั่นแหล่ะ เพราะพวกนี้คิดว่า คำว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ซึ่งแปลตรงตัวว่า ใต้ฝุ่นเท้า หมายถึงประชาชนผู้จงรักภักดี?

ในความเป็นจริงคำว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท หรือใต้ฝ่าพระบาท ไม่ได้หมายถึงตัวประชาชนที่เป็นผู้พูด  แต่หมายถึงเจ้านายระดับสูงตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้า พระองค์เจ้า ขึ้นไปจนถึงพระมหากษัตริย์ ตามพระอิสริยยศของแต่ละพระองค์ ต่างหาก

คำว่า ฝ่าพระบาท หรือใต้ฝ่าพระบาท หรือใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงเป็นสรรพนามบุรุษที่2

ส่วนประชาชนอย่างเรา เราจะใช้คำว่า ข้าพระพุทธเจ้า หรือ เกล้ากระหม่อม แทนตัวผู้พูดที่เป็นชาย และเกล้ากระหม่อมฉัน แทนตัวผู้พูดที่เป็นหญิง เวลาพูดถึงเจ้านายเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงครับ

ต่อมา ก็พูดสั้นๆเป็น หม่อมฉัน

ส่วนคำว่า เกล้ากระหม่อม ก็แปลว่า ผมบนหัวของเรา ซึ่งต่อมาสรรพนามบุรุษที่1ของผู้ชาย จึงใช้คำว่า ผม แทนตัวเองเวลาพูดกับคนอื่นๆอย่างสุภาพไงครับ

(คนไทยนับถือพระพุทธศาสนาเป็นที่เคารพสักการะสูงสุด พระพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่งกว่าผู้ใดในโลกเป็นผู้ที่พุทธศาสนิกชนบูชาและเทิดทูนยกย่องสูงสุด พุทธศาสนิกชนจึงเรียกตัวเองว่าเป็น ข้าของพระพุทธเจ้า เมื่อต้องการแสดงการยกย่องพระเจ้าแผ่นดินจึงนำคำว่า ข้าพระพุทธเจ้า มาใช้เป็น คำสรรพนามแทนตัวเองเมื่อพูดกับพระเจ้าแผ่นดิน / ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล )

-------------------

คำว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท มีที่มาจาก 2 สันนิษฐาน

ข้อสันนิษฐานแรก

ถ้าสังเกตดีๆ เราจะเรียกแทนตัวเราเองด้วยของที่สูงที่สุดในร่างกายของเรา ก็คือ ผมหรือกระผม ในเวลาที่เราคุยกับผู้ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่กว่า หรือมียศฐาบรรดาศักดิ์ที่สูงกว่าเรา นั่นถือเป็นการที่เราอ่อนน้อมถ่อมตัวให้เกียรติผู้ใหญ่ท่านนั้นๆ

ซึ่งวัฒนธรรมนี้มาจากคติที่ว่าไม่ยกตนเสมอท่าน เมื่อเราควรเคารพให้เกียรติผู้ใหญ่ เราจึงไม่ควรเรียกชื่อของท่านต่อหน้าท่านโดยตรง แต่เราจะเรียกสิ่งที่ต่ำที่สุดของผู้หลักผู้ใหญ่แทน ซึ่งก็คือ สิ่งที่อยู่ใต้ของเท้า หรือใต้เท้า (สรรพนามบุรุษที่2) นั่นเอง

ซึ่งคำว่า ใต้เท้า จึงใช้กับผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นสามัญชน

ส่วนฝ่าพระบาท ใต้ฝ่าพระบาท ใช้กับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง

ส่วนใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ใช้เฉพาะกับพระมหากษัตริย์และพระราชินี เท่านั้น

ฉะนั้นพสกนิกรและประชาชน จึงไม่ใช่ฝุ่นใต้พระบาทของเจ้านายชั้นสูงนะครับ โปรดทำความเข้าใจเสียใหม่ด้วย

แต่คนมักแปลผิด เพราะเห็นมีคำว่าปกเกล้าปกกระหม่อมมาต่อท้าย 

"ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ขอเดชะ"

ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงหมายถึงในหลวง และพระราชินี

ปกเกล้าปกกระหม่อม หมายถึง คุ้มครองตัวเรา

ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม จึงแปลความทั้งหมดว่า ในหลวงทรงคุ้มครองเรา

-----------------------

ข้อสันนิษฐานที่2

รากศัพท์คำว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท มาจากพุทธประวัติ

ในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ นายศรีโพธิ์ ศิลาน้อย ที่วัดเสนาสนาราม พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันเสาร์ 18 มิ.ย.2554 ที่ผ่านมา ดร.ละเอียด ศิลาน้อย บุตรชายคนที่สองของผู้ตาย เขียนเรื่องที่มาและความหมายของคำกราบ บังคมทูล ของคำขอเดชะ ฝ่าละลองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม เอาไว้ โดยเริ่มตั้งคำถามว่า

ทำไมเราเอ่ยเรียกขานพระองค์ท่านอย่างนั้น?

ก่อนจะศึกษาให้ดี และเข้าใจได้โดยง่าย ดร.ละเอียดขอให้ลองอ่านประวัติพระกาฬุทายี

พระกาฬุทายีเกิดในตระกูลอำมาตย์ในกรุงกบิลพัสดุ์ เกิดวันเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะ เติบโตมาด้วยกัน เป็นสหายรักใคร่ ชอบใจ คุ้นเคยกัน รู้ใจกันดี มีความฉลาดเฉลียวในทางกฎหมาย ต่อมาได้เป็นอำมาตย์ในราชสำนัก

หลังเจ้าชายสิทธัตถะออกบวช พระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดา ทรงติดตามข่าวเมื่อทราบว่าตรัสรู้ และกำลังเผยแผ่ พระธรรมวินัยในแคว้นมคธ โปรดให้อำมาตย์นำบริวารไปกราบทูล ขอให้เสด็จมากบิลพัสดุ์

แต่อำมาตย์นับแต่คนที่ 1 ถึงคนที่ 9 ไปถึงแล้วฟังธรรมแล้ว ก็สำเร็จพระอรหันต์ บวชอยู่กับพระพุทธเจ้า ไม่มีใครกลับมาส่งข่าวแม้แต่คนเดียว

อำมาตย์กาฬุทายีถูกเลือกเป็นคนที่ 10 เพราะได้ชื่อว่าเป็นอำมาตย์ที่จงรักภักดีมั่นคงต่อราชสำนักที่สุด ทั้งยังเป็นผู้คุ้นเคยกับพระพุทธองค์มาก่อน เมื่อไปถึงก็เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับ 9 อำมาตย์ที่มาก่อนแล้ว

เมื่อฟังธรรมเทศนาจนเกิดปัญญาบรรลุพระอรหันต์ มหาอำมาตย์กาฬุทายีและบริวารก็ได้ทูลขอการบรรพชาอุปสมบทตามกฎพระวินัย ว่า

“ขอข้าพระองค์ทั้งหลาย พึงได้บรรพชาและอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด”

พระพุทธองค์จึงทรงยื่นพระหัตถ์ออกมา พร้อมทั้งตรัสพระวาจาว่า “เธอทั้งหลาย จงเป็นภิกษุมาเถิด”

เมื่อบวชแล้ว ใกล้เข้าพรรษา พระกาฬุทายีเห็นว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม จึงทูลเชิญพระบรมศาสดาไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อพระบรมศาสดาทรงรับอาราธนา พระกาฬุทายีก็ขอล่วงหน้าไปก่อน เพื่อถวายพระพรให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบ

พระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ทรงต้อนรับพระกาฬุทายีด้วยความเคารพเลื่อมใส ถวายอาหารบิณฑบาตมิได้ขาดทุกวัน พร้อมกันพระกาฬุทายีก็ได้แสดงธรรมโปรดพระราชาและบริษัท ทำให้พระประยูรญาติและชาวกรุงกบิลพัสดุ์เป็นอันมากเกิดศรัทธา

60 วันหลังจากนั้น พระศาสดาจารย์จึงเสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์ ดร.ละเอียดเขียนว่า เหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปถึงนั้น น่าสนใจมาก

เมื่อเสด็จโปรดพระประยูรญาติใหม่ๆ กษัตริย์ที่เป็นพระญาติซึ่งมีอายุมากกว่าได้มีทิฐิมานะถือตัวถือตน ไม่ยอมเข้ามาเฝ้าใกล้ๆ ไม่ยอมแสดงคารวะพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะถือว่าพระพุทธเจ้าอายุอ่อนกว่า ผลักให้พระราชกุมารผู้เยาว์วัยมานั่งข้างหน้า

พระพุทธเจ้าต้องการทรมานพระประยูรญาติ ให้คลายมานะทิฐิ จึงทรงกระทำนิมิตเสมือนเสด็จลอยขึ้นอยู่เหนือศีรษะของพระประยูรญาติ ผงละอองจากธุลีพระบาทได้โปรยปรายตกลงยังพระเศียรของพระประยูรญาติเหล่านั้น

พระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดาเห็นดังนั้น ก็อัศจรรย์ใจ ประนมมือขึ้นถวายนมัสการ แล้วกราบทูลว่า

ตอนประสูติวันแรก ก็แสดงปาฏิหาริย์ขึ้นไปสถิตอยู่บนชฎาของดาบส (ฤาษี ครูของราชตระกูล)

พระบิดาก็แสดงความเคารพเป็นครั้งแรกแล้ว

ต่อมาระหว่างพิธีแรกนา พระราชกุมารประทับอยู่ใต้ต้นหว้า เงาร่มไม้ก็มิได้เคลื่อนไปตามแนวตะวัน แม้เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว แต่ทว่ายังคงทอดเงาบังแดดคุ้มครองพระวรกายของเจ้าชายอยู่ดังเดิม พระบิดาก็กราบมนัสการเป็นครั้งที่สอง!

และครั้งนี้...ครั้งที่แสดงปาฏิหาริย์ เหาะขึ้นไปลอยอยู่ในอากาศ และละอองธุลีพระบาทได้หล่นสู่เศียรเกล้าของเหล่าพระประยูรญาติทั้งหลาย...พระบิดาก็กราบมนัสการเป็นครั้งที่สาม!



เรื่องราวจากพระพุทธประวัติตอนนี้ ดร.ละเอียด ศิลาน้อย สันนิษฐานว่า นี่จึงอาจจะเป็นที่มาของการกราบถวายบังคมทูล หรือการถวายพระฉายาแด่พระราชา ด้วยการยกย่องอย่างสูงว่า ทรงเป็นผู้ที่มี “ ฝ่าละอองธุลีพระบาท (ของพระผู้มีพระภาคเจ้า) ปกเกล้าปกกระหม่อม”

เมื่อเรากราบบังคมทูล เราก็ขอเดชแห่งพระมหากษัตริย์ ผู้ได้รับฝ่าละอองธุลีพระบาทแห่งพระบรมศาสดาปกเกล้าปกกระหม่อม ได้ช่วยคุ้มครองเราด้วย...นั่นเอง.

คอลัมภ์ บาราย ไทยรัฐ


(ผมขอแปลความให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ วรรณะกษัตริย์ คือผู้ที่ได้รับละอองธุลีพระบาทของพระพุทธเจ้า นั่นเอง)

---------------------------

แล้วประชาชนควรอยู่ตรงจุดไหน?

"ข้ารองบาท , ข้ารองพระบาท"

คำๆ นี้ต่างหากที่ประชาชนอยากจะใช้แทนตัวเองก็ได้ (ถ้าอยากจะใช้)

ซึ่งคำว่า ข้ารองบาท หรือข้ารองพระบาท นั้น สันนิษฐานว่า รากศัพท์น่าจะมาจากเวลาที่เจ้านายหรือเชื้อพระวงศ์จะทรงขึ้นม้า

ทีนี้เมื่อม้าอยู่สูง ก้าวขึ้นลำบาก ข้าราชบริพารจะไม่แตะเนื้อต้องตัวเจ้านาย แต่จะก้มตัวลงเป็นบันไดเพื่อให้เจ้านายเหยียบเพื่อจะขึ้นไปบนม้าได้ง่าย

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นต้นกำเนิดของคำว่า ข้ารองพระบาท ก็คือ ข้าราชบริพารก้มตัวรองพระบาทให้เชื้อพระวงศ์ก้าวขึ้นที่สูง ไงครับ

ซึ่งกรณีแบบนี้มีให้เห็นในทุกประเทศ ในซีรีย์เกาหลีเอง ผมก็เคยเห็นบ่อยๆ เวลาผู้หญิงจะขึ้นม้า ผู้ชายก็มักจะก้มตัวลงเป็นบันไดให้ผู้หญิงเหยียบเพื่อขึ้นม้าได้ง่าย เพราะไม่อยากเสียมารยาทไปแตะต้องตัวผู้หญิง

ถือว่าเป็นสุภาพบุรุษที่ดียอมเสียสละให้สุภาพสตรีเหยียบเลยนะครับ

ซึ่งก็เป็นต้นกำเนิดของสำนวนที่ว่า "ยอมเป็นบันไดให้เขาก้าวขึ้นไป"

ลองดูรูปตัวอย่างจากซีรีย์เกาหลี ที่พระเอกก้มตัวลงเป็นบันไดให้นางเอกเหยียบขึ้นบนหลังพระเอก ในการขึ้นหลังม้า













ซึ่งถ้าจำไม่ผิด เรื่องนี้พระเอกจะเป็นองครักษ์ที่คอยปกป้องนางเอกที่เป็นเจ้าหญิง

การที่ใครสักคนยอมเป็นบันไดให้คนอื่นก้าวขึ้นไปในจุดที่สูงกว่าตนเอง ถ้าเต็มใจทำให้ ก็นับว่า เป็นคนที่เสียสละเพื่อคนอื่น

การจะช่วยให้สุภาพสตรีขึ้นหลังม้า อาจไม่ต้องก้มแบบในรูปด้านบนก็ได้ ถ้าสุภาพสตรีเริ่มชำนาญในการขึ้นม้ามากขึ้น ผู้ชายก็อาจแค่นั่งลงและชันเข่าข้างใดข้างหนึ่งเพื่อเป็นบันไดตามรูปนี้



-----------------

เมื่อเรารู้ความหมายของที่มาของคำว่า ข้ารองบาท แล้ว เราก็จะรู้ว่า ความจริงคำว่า "ข้ารองบาท" คือ การยอมเป็นบันไดให้ผู้อื่นก้าวขึ้นไปนั้น ซึ่งไม่ได้แปลว่า ขี้ข้า แต่อย่างใด

แต่หมายถึง ใครก็ได้ที่ยอมเป็นบันไดให้ผู้อื่นใช้ก้าวขึ้นสู่จุดที่สูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง หรือฐานะ หรือขึ้นม้า เช่น สุภาพบุรุษช่วยสุภาพสตรีที่ไม่ชำนาญในการขึ้นม้า เป็นต้น

ดังนั้น ข้ารองบาท ก็คือ ผู้ช่วยเหลือกษัตริย์ในการขึ้นทรงม้า ข้ารองบาทถือเป็นผู้ที่มีเกียรติยศ มีตำแหน่ง เช่น เป็นนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์เท่านั้น ที่จะได้รับโอกาสทำหน้าที่นี้ เปรียบเสมือนเป็นองครักษ์ผู้ปกป้องกษัตริย์ในยามออกศึกนั่นเอง

หากเป็นสมัยพุทธกาล ก็เปรียบเสมือนเป็นนายฉันนะ ผู้ช่วยพาเจ้าชายสิทธัตถะขึ้นม้าออกจากวัง


ภาพ นายฉันนะรอรับเสด็จเจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนทรงม้าออกจากวัง ฝีมือวาดของครูเหม เวชกร


-----------------------------------------

เพลง ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป





วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

เพลงที่ช่อง 3 เคยเปิดทุกวันเมื่อนานมาแล้ว





หากใครเคยดูทีวีช่อง 3 ตอนก่อนตี 4ในช่วงนี้ เดี๋ยวนี้ช่อง3จะเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนเข้าข่าวเช้าวันใหม่ตอนตี 4 ทุกวัน

ซึ่งทำให้ผมย้อนนึกถึงสมัยผมยังเด็กๆ ตอนที่สถานีโทรทัศน์ทุกช่องยังต้องปิดสถานีในช่วงกลางวัน จะเปิดสถานีในตอน4โมงเย็นพร้อมกันทุกช่อง

สำหรับช่อง3 ก่อนจะถึง4โมงเย็น จะมีการเปิดเพลงพระราชนิพนธ์ "เราสู้" ก่อนเปิดสถานีทุกวัน

แนะนำลองฟังเพลงนี้ตั้งแต่ต้นจนจบอีกครั้งกันนะครับ


เพลงที่ในหลวงทรงพระชาชนิพนธ์เพลงแรก คือ แสงเทียน
ส่วนเพลงพระราชนิพนธ์บางเพลง ที่ในหลวงทรงแต่งโดยไม่ต้องทรงใช้เครื่องดนตรีช่วยคิดเลย แค่อยู่ๆ นึกขึ้นมาได้ ก็หยิบสมุดขึ้นมาเขียนโน๊ตทันทีเลย ก็อย่างเช่น เพลง "เราสู้"

เพลงพระราชนิพนธ์เราสู้ นี้ เด็กๆในยุคของผม ร้องกันได้ทุกคน ซึ่งผมค่อนข้างมีความเชื่อว่า การได้ฟังเพลงนี้ทุกวัน จะช่วยกระตุ้นจิตสำนึกความรักชาติ และความกตัญญูต่อบรรพบุรุษไทยในจิตใจของเด็กๆได้

แต่เดี๋ยวนี้ช่อง3 เลิกเปิดเพลงเราสู้ เป็นเพลงประจำสถานีมานานมากแล้ว ผมคาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า20ปี ขึ้นไป

ผมอยากให้ช่อง 3 กลับมาเปิดเพลงพระราชนิพนธ์ เราสู้ ทุกวันเหมือนในอดีตจังเลย อยากให้เปิดในช่วงที่เด็กๆ มีโอกาสได้ดู อย่างเช่น ก่อน 6 โมงเช้า หรือก่อน 6 โมงเย็นได้ ก็น่าจะดี

เพราะเดี๋ยวนี้เด็กไทยแทบไม่รู้จักเพลงนี้กันแล้วครับ

-------------------------

ประวัติเพลงเราสู้โดยสังเขป จากวิกิพิเดีย

นายสมภพ จันทรประภา ได้ประพันธ์กลอนสุภาพ ๔ บท จากพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สมาชิกสภานิติบัญญัติที่เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน มาเขียนเป็นคำกลอนถวาย

เมื่อทรงเกิดแรงบันดาลพระราชหฤทัย ที่จะทรงพระราชนิพนธ์เพลง "เราสู้" พระราชทานให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ทหาร อาสาสมัครและตำรวจชายแดน ทรงหยิบซองจดหมายใกล้พระหัตถ์มาตีบรรทัด ๕ เส้น เพื่อทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง

เสร็จแล้วพระราชทานให้ วง อ.ส. วันศุกร์ ซึ่งกำลังบรรเลงอยู่ในงานวันขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ นำออกบรรเลง ณ พระราชวังบางปะอิน จากนั้นได้ทรงนำกลับไปแก้ไขก่อนจะพระราชทานออกมาให้วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ บรรเลง และทรงแก้ไขอีกจนพอพระราชหฤทัย


---------------------------------------------------

รายการเด็กช่อง3 ในความทรงจำ

และช่วงเวลาในอดีตกว่า 30 ปีแล้วนั้น ช่องที่เด็กๆทุกคนชอบดูที่สุด ในตอน4โมงเย็นก็คือ ช่อง3 เพราะจะมีรายการน้องหนู ซึ่งจัดโดยคุณญาดา ยมกานนท์เป็นพิธีกร

ในรายการจะมีการ์ตูนจากวอร์เนอร์บราเทอร์ หลายเรื่องให้ดู เช่น นกทวิสตี้ ทอมแอนด์เจอรรี่ กระต่ายเจ้าเล่ห์ ฯลฯ

เพลงเปิดการ์ตูนวอร์เนอร์ สมัยผมเด็กๆ


และในรายการน้องหนู จะมีเพลงชวนเด็กๆดื่มนมทุกวัน ส่วนตอนท้ายรายการคุณญาดา เธอจะมีแว่นวิเศษ ส่องดูเด็กๆ แล้วเธอก็จะทักทายชื่อเด็กๆ เด็กๆทุกคนก็อยากให้เธอเอ่ยชื่อถึง

เนื้อเพลงดื่มนมในรายการน้องหนู

"ดื่มนม ดื่มนมกันเถอะ ดื่มเยอะๆร่างกายแข็งแรง โรคภัยไม่ต้องระแวง เพราะเราแข็งแรงดื่มนมกันเถอะ"

ซึ่งตอนนั้นเด็กๆ จะร้องเพลงนี้กันได้ทุกคน

ยุคที่ผมเด็กๆ เป็นยุคที่ดีที่สุดสำหรับเด็กๆ จริงๆ เพราะเป็นยุคที่เด็กมีของเล่นดีๆที่ไม่ไฮเทคเกินไปเล่น

ยังไม่มีมือถือ ไม่มีอินเตอร์เน็ต ใครที่ได้เกิดทันยุคเมื่อ30ปีก่อนขึ้นไป ย่อมเข้าใจที่ผมเล่าดี ว่าเป็นยุคคลาสสิคสำหรับเด็กไทยจริงๆครับ


ก่อนจบบทความ ลองมาดูตัวอย่างการ์ตูนหลายๆเรื่องของวอร์เนอร์ กันครับ


คลิกอ่าน เล่าเรื่องเกมกดเก่าๆและของเล่นของakecity



วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

ในหลวงทรงเคยสูบบุหรี่ !!





คือ พอดีผมไปเจอคลิปหนึ่งที่ยูทูป ชื่อว่า Thai king smoking ซึงเป็นคลิปสั้นๆ ตามนี้



ซึ่งผมคิดว่า คนโพสอาจมีเจตนาแอบแฝงอะไรบางอย่าง เพราะถ้าคนที่ไม่เคยรู้ข้อมูลมาบ้าง ก็อาจจะเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีก็เป็นไปได้

ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องทรงสูบพระโอสถมวนของในหลวง พระองค์ไม่เคยทรงปิดบัง และไม่เคยปฏิเสธว่าทรงเคยสูบ เพราะในอดีตการสูบบุหรี่ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจเหมือนในยุคปัจจุบันนี้

และในหลวงก็ทรงรู้โทษภัยของการสูบบุหรี่เป็นอย่างดี เพราะโทษภัยนี้ก่อให้เกิดพระโรค แก่พระญาติสนิทของในหลวง ก็คือ สมเด็จพระชนนี และสมเด็จพระพี่นางเธอฯ รวมทั้งโรคพระหทัยของพระองค์ก็มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ เช่นกัน

--------------------

ผมขอยกส่วนหนึ่งของพระราชดำรัส เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่4 ธันวาคม พ.ศ.2547 เกี่ยวกับภัยของบุหรี่ มาให้อ่านครับ

(คลิกอ่านพระราชดำรัสทั้งหมดที่นี่)


".... แต่ที่สำคัญเรื่องที่ฟังว่า เห็นว่าเด็ก ๆ จะต้องสามารถที่จะเรียนรู้ เรียนให้ทำงานเพื่อช่วยบ้านเมือง จริงถ้าเด็กไม่มีความรู้ช่วยบ้านเมืองไม่ได้ บ้านเมืองไปไม่รอด เพราะว่าเด็ก ๆ มัวไปเสพยาเสพติด สูบบุหรี่ ไม่ดี เสพยาเสพติดไม่ต้องบอกว่ามันเสียหายอย่างไร แต่บุหรี่นี่เรียกว่าหูเสีย ตาเสีย สมองเสีย เส้นเลือดเสียอุดหัวใจ เมื่อสิบกว่าปีที่ต้องเข้าโรงพยาบาล มาเจาะหัวใจ เรียกว่าเจาะหัวใจสามครั้ง ก็เลยเครียด

เดี๋ยวนี้มันมี ไม่บีบหัวใจสบายมาก เลือดเดินดี เลือดเดินดีในหัวใจ แข็งแรง แต่ว่ามันมีอื่น ๆ ที่มาจากไปเจาะหัวใจนี่ ไปเจาะหัวใจนี่ ลงท้ายสบายมาก จนกระทั่งทำให้มีความคิดความรู้เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ และได้ไปช่วยเพื่อนที่เขาเป็นโรคแบบเดียวกัน เป็นอย่างนี้ไปหาหมอเจาะหัวใจ ให้เจาะหัวใจทันที เขาก็ไป เพื่อนเล่นกีตาร์ เล่นกีตาร์หงอย เพราะว่าหัวใจมันตัน ไป..ๆ เขาก็ไปทำ ไม่กี่วันเขาก็กลับมายิ้มแย้มแจ่มใสเล่นกีตาร์สบายมาก คือที่ไปเจาะหัวใจได้ความรู้ว่า เจาะหัวใจนี่มันมีประโยชน์ เราก็ให้ไปเลย ก็มีหมอที่ดีก็ช่วย เมื่อช่วยกลับมาเขาต้องไปทำสองครั้ง

แต่หมอก็บอกให้คุณที่พระเจ้าอยู่หัวให้ไปนั่นนะ ดีเคราะห์ดี ไม่งั้นตาย จริง แต่ก็ต้องขอให้หยุดสูบบุหรี่ เขาสูบบุหรี่มาก พี่ชายเขาก็สูบ ตายแล้ว พ่อเขาก็สูบ ตายแล้ว ก็เหลืออยู่คนเดียว เขาเลยไม่ตาย และก็ปลอดโปร่ง ไปเข้าเรียน ๆ กันความรู้สูง ตอนแรกไม่มีความรู้ ผลที่สุดเขาก็ไปเรียนได้ บุหรี่นี่ ไปทำให้หัวใจเขาเสีย ไม่ใช่ใจเสียนะ หัวใจเสีย และก็ไปทำ และก็เรียนได้ เดี๋ยวนี้ก็เรียนจะจบแล้ว อายุมาก ไม่ใช่เด็ก ๆ เขาก็ได้มีชีวิตที่ดีก็เลยต้องมาเล่าให้ฟังว่า

คนที่สูบบุหรี่สมองก็ทึบ ที่ทึบเพราะว่าเส้นเลือดในสมองตีบ คิดอะไรไม่ออก ตอนแรกก็คิดว่าจะคิดออก แต่ตอนหลังมันคิดไม่ออก ทีแรกนึกว่าคนเราสูบบุหรี่ทำให้กระฉับกระเฉง ตรงข้าม ไม่กระฉับกระเฉง ทำให้รู้สึกว่าสมองมันทึบๆ สมองมันตัน ก็เลยคิดว่า เลิกสูบบุหรี่ดีกว่า มีการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ และห้ามขายบุหรี่แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ที่จริงไม่แต่เด็กหรอก อายุ 50 ก็ควรจะห้าม

คนไหนที่อายุ 80 อยากสูบบุหรี่ก็สูบ เพราะว่าตอนนั้นสมเด็จพระบรมราชชนนีท่าน 80 นะ ท่านสูบบุหรี่ สมเด็จกรมหลวงฯ ท่านก็สูบบุหรี่ ตอนหลังท่านเลิก แต่สมเด็จพระบรมราชชนนีท่านไม่เลิก แก่แล้วๆ จะไปเลิกๆ ได้อย่างไร แม้จะเลิกสองปีมันก็ทำให้ดีขึ้น เพราะว่าแก่แล้ว แต่ในที่สุดท่านต้องเลิก เพราะว่าไม่สบาย เพราะท่านทำไปทำมาท่านอายุ 95 เราก็เลยนึกเราเลิกบุหรี่นี่ดี มีคนเขาบอกว่าเราอยู่ถึง 120 ๆ

นี่แต่บางคนก็มาบอกว่า คนเราอายุที่ได้ถึง 128 คนที่มา 128 เพราะ 128 นั่นต้องให้ร่างกายมันดี 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าแค่ 120 ก็ยอมเอา แค่ 120 แต่ 120 นี่ก็ไม่เลวนะ

ถ้า 120 ก็อีก 40 กว่าปี ๆ ท่านทั้งหลายนี่งอกแงก ๆ แต่ว่าถ้าทำให้ร่างกายดีอาจจะได้ ระมัดระวังให้ดี เพราะว่าคนเดี๋ยวนี้อายุ 70 ให้ถึง 120 เอา 120 เขาก็เท่าไหร่ เรา 120 เขา 110 ก็เขาก็ทำงานพอจะทำงานได้ ดูเหมือนผู้พิพากษา 70 นะ 70 นี่ยังทำงานต่อได้อีก 40 ปีก็นับว่า แต่ท่านอาจจะงอกแงก ๆ แต่ว่าผู้พิพากษาอายุ 70 ถ้าไม่งอกแงก ก็ทำงานได้ ให้ถึง 120 ได้

แต่ว่าสงสัย เพราะว่าเดี๋ยวนี้ใกล้ ๆ 70 ก็ชักจะงอแง ๆ ยิ้มอย่างงอแง ก็ยังไงถึง 70 ก็ไม่เลว แต่ว่า 80 ก็น่าจะได้ เดี๋ยวนี้สมัยนี้ คนอายุ 70 ก็ดูกระฉับกระเฉง 77 หย่อน 1 วันก็นับว่า ไม่ถึงวันก็ 77

เราเกิด 8 โมงเช้าที่อเมริกา 8 โมงเช้าที่อเมริกาที่นี่เท่าไหร่ ? ที่นี่ 2 ทุ่มวันรุ่งขึ้น ก็หมายความว่าอีก 24 ชั่วโมงกว่า ๆ เรา 77 ก็ระหว่างนี้ก็ยังคงแข็งแรงดีมาพูดเลอะเทอะ ๆ อะไรอย่างนี้ ก็ยิ่งอายุยืน ไม่ทราบว่าท่านจะอายุยืนก็ไม่รู้ บางคนก็อาจจะตรอมใจ แต่ว่าถึงกัน อย่างท่านผู้เฒ่าต่าง ๆ ต้องให้อายุยืน

ส่วนเด็กเขาไม่เชื่อนายกฯ สูบบุหรี่ เล่นเข้าคาราโอเกะ ไม่เชื่อก็เรียนอะไรไม่ได้ นายกฯ ต้องไปเจรจาให้เด็กๆ อายุ 10 ขวบถึง 20 ให้เขาตั้งใจเรียน ต่อไป อีก 7 ปีข้างหน้าเขาจะได้ทำงานให้ดี แต่ถ้าเด็ก สมัยนี้ได้ทำงาน 70 ปี เมืองไทยจะไปถึงขนาดไหน ไปถึงดวงดาวได้ ทำให้เมืองไทยมีชื่อเสียงได้ ถ้าเราไม่ระวังเดี๋ยวนี้ต่อไป 80 ปี เด็กที่ไม่ระมัดระวังไม่ถึง 80 ปี คือบุหรี่นี่ทอนอายุอย่างมาก ๆ แต่เดี๋ยวนี้ได้ยินว่าบุหรี่ชักดีขึ้น แต่เด็กๆ ไม่ดีขึ้น นี่ก็พูดอย่างนี้เด็ก ๆ โกรธแน่ ยังไงเมื่อเด็กๆ อยากสูบบุหรี่ก็สูบนิดหน่อยให้ได้ชื่อว่าได้สูบ

เราเองเริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่เด็ก ๆ บุหรี่จริงไม่มี เป็นไม้ซางแห้ง ๆ สูบ ก็เด็ก ๆ เขาเล่นสูบ แต่ทีหลังเลิก มาตอนอายุ 18 ได้สูบบุหรี่ เพราะทำไม เพราะตอนนั้นสมเด็จพระบรมราชชนนีท่านบอกว่า เด็ก ๆ ห้ามสูบบุหรี่ ๆ เด็ก ๆ หมายความว่าลูกท่าน ต้องอายุ 18 ก่อน แต่ตอนนั้นอายุ 18 และก็มาหลังสงครามพอดี พวกทหารฝรั่งเขามีกระป๋องสำหรับทหาร มีอาหารยังชีพ และมีบุหรี่ 6 มวนในนั้น คนเขาก็ให้มา เราก็ลอง เวียนหัว ตอนนั้นอายุ 18 นานๆ ไปก็เลยชินแต่ว่าบุหรี่อย่างนั้นก็หมดไป หมดสงคราม

ต่อมามีเกี่ยวข้องกับเรื่องบุหรี่นี่มีพี่เขยน้องเขยเขาเขาสูบบุหรี่ เห็นเขาสูบบุหรี่ก็เลยสูบตั้งแต่นั้นมาสูบบุหรี่มาจนกระทั่งทีหลังมันมีอาการหัวใจ หมอก็บอกให้เลิกสูบบุหรี่ ก็ไม่เชื่อหมอ ก็ยังอาการหัวใจต่อ จนกระทั่งหลังๆ มีบุหรี่อยู่ในห้องไม่ไหว วางไว้บนโต๊ะ ยังมีอยู่ในนั้นในซองบุหรี่มีสัก 10 มวน วางเอาไว้ไม่แตะอีกเลย เพราะว่าบอกให้เลิก เราก็เลิกทีละมวน ทีหลังเอ้ามี 2 มวน ทำไปทำมา เราก็เอาหนังสือราชการนั้นมาเอามาวางทับถุงบุหรี่ก็อยู่ใต้หนังสือราชการ ไม่รู้เดี๋ยวนี้รู้เขาคงขุดไปทิ้งหมดแล้ว แต่อยู่ใต้ที่ตั้งหนังสือนี่เข้าใจว่าประมาณปีหนึ่งไม่ได้แตะ

เพราะว่าถ้าไปแตะ ต้องไปขุดหนังสือราชการ หนังสือราชการไม่ทำราชการนะ หนังสือราชการมาก็เอามาทำ ๆ แล้วก็เอามาตั้งต่อ แล้วก็ตั้งอยู่สูง เดี๋ยวนี้หนังสือราชการด่วนที่สุด ขึ้นมาสูงเท่านี้ ตอนหลังก็มาขุดๆๆ จนหมด แต่ยังมีด่วนมาก ด่วนที่สุด ได้ทำ 3 ธันวาคม ทำเสร็จแล้ว ก็แสดงว่าช้าไปหนึ่งวันเท่านั้น แต่ด่วน ด่วนมาก นั้นมันเดือนพฤศจิกา ประมาณ 2 อาทิตย์ต้องไปขุด เดี๋ยวกลับไปต้องไปขุด ไม่งั้นกลับไปหัวหินต้องหอบไป ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ได้นอน ถ้าไม่นอนเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าตื่นไม่ไหว เป็นอย่างนี้เสมอ

ถึงวันเกิดนี่วันเกิดก็มีการพบปะอย่างงี้ แล้วก็จะต้องไปนอน ถ้าไม่ได้นอน ถ้าไปมหาสมาคมจะร่วงลงไปทุกครั้ง พอขึ้นสูงนี่นะ เพราะว่าขาก็ไม่ค่อยดีแล้วนะ ก็เลยต้องเตรียมตัว

แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ได้มาพูดค่อยข้างจะยาวก็พอดี พอดีเวลาเหลือ 2 นาที เหลือ 2 นาที ให้ดนตรีขึ้นใหม่ ขอให้ท่านที่มาที่นี่ได้มีความแจ่มใส วันนี้รู้สึกท่านจะแจ่มใสดี ต้องแจ่มใส เพราะว่าถ้าไม่แจ่มใสทำงานไม่ได้ ต้องให้ท่านทำงานได้ แล้วก็คิดถึงงานที่จะต้องทำ ทำให้ดี ๆ ไม่ทำให้เละ ถ้าทำให้เละ ประเทศชาติก็เละ ก็ขอให้มีความสุข ความสำเร็จทุกอย่างทุกประการ"





วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

8 ราชนิกุลกับประเด็นขอแก้ไขมาตรา 112






ผมเพิ่งได้อ่านข่าว 8ราชนิกุลได้ส่งจดหมายไปถึงนายกรัฐมนตรีหญิง เพื่อขอให้มีการแก้ไขมาตรา112นั้น

(คลิกอ่านข่าวบางกอกโพสต์รายงานข่าว "8 ราชนิกุล" ส่งจม.ถึงนายกฯ แนะรบ.ปรับปรุงแก้ไข ม.112)

รายชื่อ 8 คน ในราชนิกุล (ราชนิกุล น. ตระกูลฝ่ายพระมหากษัตริย์.)

หม่อมราชวงศ์สายสวัสดี สวัสดิวัตน์ (ธิดาในหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ หรือ ท่านชิ้น)
หม่อมราชวงศ์สายสิงห์ ศิริบุตร (ธิดาในหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์)
หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ (ธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์)
นายวรพจน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (อดีตเอกอัครราชทูต)
พลเอก หม่อมราชวงศ์กฤษต กฤดากร
หม่อมราชวงศ์ภวรี สุชีวะ (รัชนี) (ธิดาในหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง)
หม่อมราชวงศ์โอภาส กาญจนะวิชัย และนายสุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา



ถ้าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง

ผมอยากจะเรียนท่านราชนิกุลทั้ง8 ท่านว่า

มาตรา 112 ไม่ได้มีความผิดแต่อย่างใด แต่คนที่ผิดคือคนที่ละเมิดมาตรา 112ต่างหาก

การที่พวกท่านทั้งหลายบอกว่า "การบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ในทางที่ผิดซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายเช่นนั้นที่มีต่อประเทศไทย ทั้งภายในไทยเองและภายนอกประเทศ"

การพูดลอย ๆแบบนี้ ทำให้เกิดความเสียหายนะครับ พวกท่านช่วยกรุณายกตัวอย่างสักคดีสิครับว่า

มีคดีไหนที่ถูกนำมาตรา112ไปใช้ในทางที่ผิด? ซึ่งผมไม่เคยเห็นสักคดี!!

หรือถ้ามีการนำมาตรา112 ไปบังคับใช้ในทางที่ผิดตามที่พวกท่านอ้างจริง

ผมขอเรียนถามว่า กฏหมายมาตรา 112 เป็นฝ่ายผิด หรือคนบังคับใช้กฏหมายเป็นฝ่ายผิด กันแน่ครับ?

และจากที่ท่านทั้งหลายอ้างถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2548 ซึ่งทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่าการลงโทษจับกุมคุมขังบุคคลผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันนั้น มีแต่จะก่อปัญหาให้แก่พระองค์เอง

"แต่อย่างไรก็ตาม เข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่งต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี่พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ ว่าวิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก เดือดร้อนพระมหากษัตริย์" - พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2548

ผมอยากจะบอกว่า การวิพากษ์วิจารณ์ ต่างกับการ หมิ่นอาฆาตมาดร้ายที่ระบุไว้ในมาตรา112นะครับ

ถ้าท่านราชนิกุลทั้งหลายยังแยกแยะคำว่า วิพากษ์วิจารณ์ กับคำว่า หมิ่นอาฆาตมาดร้าย แค่ 2 คำนี้พวกท่านยังแยกแยะไม่เป็น ผมว่าพวกท่านราชนิกุลทั้ง 8 ท่าน ควรจะอยู่เฉย ๆ จะทำให้พวกท่านดูมีวุฒิปัญญามากกว่านะครับ

ความสำคัญของมาตรา112 สำคัญและมีข้อดีอย่างไร?

เชิญท่านราชนืกุลช่วยกรุณาไปอ่านบทความเรื่อง มาตรา112ที่รัก ของผมสักครั้งเถิดครับ

อาจทำให้พวกท่านฉลาดและเข้าใจมาตรา112 ที่พวกท่านอยากจะแก้ไขมากขึ้น

ผมอยากจะบอกว่า กฏหมายอยู่ในกระดาษ กฏหมายอยู่เฉยๆ ถ้าไม่มีใครไปละเมิด ไม่มีใครไปฝ่าฝืน ก็ไม่มีใครต้องรับโทษ

ส่วนคนบังคับใช้กฏหมาย ถ้านำมาตรา112ไปใช้ในทางที่ผิด ก็ต้องลงโทษคนที่บังคับใช้กฏหมายไปในทางที่ผิด

พวกท่านราชนิกุลทั้งหลาย อาจจะไม่รู้ว่า การเรียกร้องมาตรา112 เป็นแผนขั้นแรกที่ต้องการสั่นคลอนสถาบันกษัตริย์จากผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง

ถ้าท่านทั้งหลายไม่เข้าใจ ผมอยากเรียนเชิญพวกท่านไปอ่านบทความเรื่อง ทำไมวันชาติไทยต้องเป็นวันเฉลิมพระชนม์?

บางทีอาจจะทำให้ท่านราชนิกุลทั้งหลาย เข้าใจอะไรๆมากขึ้นครับ

-------------------------

ท่านราชนิกุลทั้ง 8 ครับ

ที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครที่ได้รับโทษจากมาตรา112 จนครบกำหนดเลยสักคน นักโทษจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษก่อนครบกำหนดโทษทุกคน (ถ้าได้ยื่นขอ)

ประเทศไทยเรากำลังเดินหลงไปในทางที่ผิดแล้วนะครับ

คือเมื่อคนทำผิดกฏหมาย แทนที่จะโทษคนกระทำผิด กลับไปโทษกฏหมายว่าเป็นฝ่ายผิดแทน

เช่น ตัดไม้ทำลายป่าเป็นสิ่งผิดกฏหมาย ถ้าให้พวกนายทุนค้าไม้สามารถแก้กฏหมายเองได้ นายทุนค้าไม้ ก็คงจะแก้ไขกฏหมายให้ตัดไม้ทำลายป่าไม่ผิดกฏหมายไปแล้วครับ

ในจดหมายที่พวกท่านส่งถึงท่านนายก อ้างว่า จำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้เพิ่มขึ้นอย่างสำคัญในช่วงเวลา 7 ปี จากจำนวน 0 คดี ในปี พ.ศ.2545 มาเป็น 165 คดี ในปี พ.ศ.2552 ซึ่งข่าวคราวเกี่ยวกับคดีความเหล่านั้นได้ถูกรายงานไปทั่วโลก และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมากขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

คนไทย 65 ล้านคนส่วนใหญ่จงรักภักดีต่อสถาบันฯ และไม่ละเมิดมาตรา112

ส่วนคนทำผิดมาตรา112 มีเพียงไม่กี่ร้อยคนนั้น

พวกท่านคิดจะแก้ไขกฏหมายเพื่อคนทำผิดจำนวนน้อยพวกนั้นหรือครับ?

ฉะนั้น ผมหวังว่า พวกท่าน8ราชนิกุลทั้งหลาย จงอยู่เฉย ๆ จะดูดีดูฉลาดกว่านะครับ

ช่างน่าเสียดายที่พวกท่านเกิดในราชนิกุล แต่กลับมีความคิดที่ตื้นเขินนัก

------------------------

ลองอ่านข่าวนี้ต่อในช่วงท้ายอีกสักนิด

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ราชนิกุลกลุ่มนี้ออกมาเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่กลับไม่มีการระบุอย่างเด่นชัดว่าเนื้อหาของกฎหมายในส่วนใดที่ควรได้รับการแก้ไข

"พวกเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย เราคิดว่านี่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลซึ่งต้องแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น" นายสุเมธกล่าวและว่า "เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้ที่จะทำการปกป้องสถาบัน และในกรณีนี้ ยังถือเป็นการเอาใจใส่ต่อความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สังคมไทยกำลังแตกแยก ประชาชนแบ่งออกเป็นฝักฝ่ายอย่างสุดขั้ว รัฐบาลจึงควรให้ความสนใจกับคำแนะนำของในหลวง ก่อนจะดำเนินมาตรการอื่นใด"

ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในวันที่ 12 มกราคมว่า ยังไม่ได้รับจดหมายจากราชนิกุลกลุ่มนี้

^

^

จากเนื้อหาข่าวตอนท้าย การที่พวกท่านบอกว่า พวกท่านไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฏหมาย นั้น คำตอบก็มีอยู่ในตัวแล้วว่า

พวกท่านยังไม่สมควรรีบทำจดหมายถึงนายก เพราะนี่คือเรื่องสำคัญต่อสถาบันหลักของชาติ ถ้าพวกท่านเองยังไม่ชัวร์ไม่เข้าใจมาตรา 112 นี้ดีพอ พวกท่านควรอยู่เฉย ๆ จะดีกว่านะครับ

(แนะนำอ่านข่าว มุมมองของดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ในเรื่อวมาตรา112)



วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

สว.รสนาชำแหละราคาNGV แฉปตท.โดยมีรัฐบาลสมรู้ร่วมคิด






ก่อนอื่นดูข่าวสั้นๆกันก่อนครับ

สว.รสนา แฉ NGV ตลาดโลกลิตรละไม่ถึง4บาท ขณะที่ปตท.จะขึ้นราคาถึง14.50บาท

ประธานกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องทุจริตและธรรมาภิบาล วุฒิสภา คัดค้านการขึ้นราคาก๊าซ NGV พร้อมระบุว่าราคาก๊าซดิบในตลาดโลกอยู่ที่ 3.37 บาทเท่านั้น และในระยะที่ผ่านมาก็มีทิศทางปรับตัวลดลง สว.รสนา โตสิตระกูลเป็นคนนึงที่คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดาไม่กล้าจะเชิญเธอมาออก รายการเจาะข่าวเด่นในเรื่องเด่นเย็นนี้ เกี่ยวกับเรื่องราคาพลังงาน เพราะอะไร?? ในขณะที่คุณสรยุทธ กลับเชิญ รมว.พลังงานในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ออกมาหลอกประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่า?? ผมยังรอให้คุณสรยุทธ เชิญสว.รสนา มาคุยเรื่องปตท. กับNGV มาหลายปีแล้ว แต่ผมยังไม่เคยสมหวัง!! คำตอบก็คือ ปตท.เป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ของบ.ไร่ส้มของสรยุทธ!! คุณผู้อ่านครับ ผมน่ะเขียนแฉเรื่องราคาน้ำมันและความไม่ชอบมาพากลของปตท. อยู่หลายบทความ เคยไปตั้งกระทู้ที่สนุกเป็นกระทู้ฮอตก็หลายกระทู่้ แต่สำหรับเรื่องแก๊สNGV นี้ ต้องฟังสว.รสนานี่แหล่ะครับ ชัดเจนที่สุด เพราะเธอทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้ประชาชนทั้งประเทศจริงๆ ไม่ได้ทำเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหมือนท่านนายกนกแก้ว!! ดูและฟังคุณรสนาอธิบายเถอะครับ เพราะคุ้มค่าที่จะเสียเวลาดูจริงๆ คุณจะได้รู้ถึงความหมกเม็ดของรัฐบาลที่ร่วมกันกับปตท.ขูดรีดประชาชน!! ถ้าดูจบแล้ว เราจะฉลาดขึ้นจริงๆ ว่า ไอ้คนเอาปตท.ไปแปรรูปมันเลวชาติเพียงใด!! สงสารคนไทยไม่มีบุญวาสนาได้นายกหญิงเป็นคุณรสนา โตสิตระกูล จริงๆ
v v คลิกดูรายการคมชัดลึก เมื่อครั้งคุณรสนาไปออก ในเรื่องลดราคาน้ำมันเมื่อต้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ใครได้ประโยชน์ (นโยบายประชานิยมยิ่งลักษณ์)

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

ทำไมวันชาติไทยต้องเป็นวันเฉลิมพระชนม์





วันที่5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันชาติไทย ซึ่งแต่เดิมภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข

รัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา ให้ประกาศว่า วันที่24มิถุนายน เป็นวันชาติไทย

แต่ต่อมาสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาเปลี่ยนแปลงวันชาติไทยเสียใหม่ โดยให้ใช้วันพระราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่9 เป็นวันชาติไทยแทน

โดยให้เหตุผลว่า ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของชาติ โดยทั่วไปจะถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติ แม้แต่ประเทศไทยก่อนหน้านี้ ก็เป็นเช่นเดียวกัน และเพิ่งจะกำหนดวันที่ 24 มิถุนายน เพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่ง ในระยะหลังนี้เอง จึงเสนอว่า เพื่อให้เป็นไปตามขนบประเพณีดั้งเดิม และต่อไปเพื่อเป็นหลักสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติโดยทั่วกัน จึงสมควรจะถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย โดยยกเลิกวันที่ 24 มิถุนายนเสีย
(คลิกอ่านรายละเอียดความเป็นมาของวันชาติไทย ได้ที่เว็บคลังปัญญาไทย)


5ธันวาคม2554 Google ปรับเพิ่มข้อความที่ Doodle
จากเดิม "เรารักประเทศไทย" เป็น "เรารักในหลวง เรารักประเทศไทย"


-----------------------

พวกล้มเจ้า ต้องการให้เปลี่ยนวันชาติเสียใหม่

คุณผู้อ่านครับ นอกจากพวกล้มอยากจะล้มมาตรา112 แล้ว พวกล้มเจ้ายังต้องการให้ประเทศไทยกลับไปใช้วันชาติเป็นวันที่ 24 มิถุนายน หรือวันเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรเหมือนเดิม หรือไม่ก็ให้ไปใช้วันที่ 10 ธันวาคม วันรัฐธรรมนูญ เป็นวันชาติไทยแทน

เหตุผลของพวกนี้ไม่มีอะไรมาก ก็แค่อ้างประชาธิปไตยบังหน้า แต่เจตนาแล้วต้องการลดบทบาทสถาบันกษัตริย์ลง

การอ้างประชาธิปไตยบังหน้านั้น ความจริงแล้วพวกล้มเจ้าแต่ละคน กลับเป็นพวกนิยมคอมมิวนิสต์หลงยุคบ้าง เป็นพวกบ้าระบอบสังคมนิยมแบบนายใจ อึ้งภากรณ์บ้าง หรือพวกนิยมสาธารณรัฐมีประธานาธิบดีเป็นประมุขบ้าง

แต่พวกนี้จะมาอ้างระบอบที่ตัวเองชื่นชมนั้น ย่อมไม่มีใครเอาด้วยแน่ จึงต้องใช้วิธี แอบอ้างประชาธิปไตยบังหน้า

ส่วนคนไทยรากหญ้า ที่ส่วนใหญ่ไม่มีเวลาศึกษาประชาธิปไตยที่แท้จริงเป็นอย่างไร ก็จะตกเป็นเครื่องมือให้พวกชั่วนี้ได้โดยง่าย

ผมเคยเขียนไว้ในหลายบทความแล้วว่า ความเท่าทียมกันในระบอบประชาธิปไตย มีเพียง 1คน1สิทธิในการเลือกตั้ง ส่วนเรื่องการบังคับใช้กฎหมายให้เท่าเทียมกัน ระหว่างคนรวย คนจน คนมีอำนาจ คนไร้อำนาจ ในความเป็นจริงเกิดได้ยากมาก แต่ต้องพยายามให้เกิดให้ได้มากที่สุด

เพราะกฎหมายอยู่ในกระดาษ แต่คนบังคับใช้กฎหมายต่างหากที่มีจิตใจไม่เท่าเทียมกัน เพราะขึ้นชื่อว่าคน ย่อมมีโลภ โกรธ หลง ลำเอียง

เช่น ถ้าดาราดังๆโดนปล้น ตำรวจจะสนใจทำงานเร็ว , ไฮโซ โดนแทง ย่อมจับคนร้ายได้รวดเร็ว , เด็กแว้น ถ้าถูกจับ จะกล้อนผมส่งสถานพินิจทันที ในขณะที่ลูกไฮโซ ขับรถประมาทไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ยังลอยนวลนอนตีพุงในคฤหาสถ์อย่างสบายเป็นต้น

ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันจึงอยู่ที่คนบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่กฎหมาย

ดั่งเช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สำหรับคนไทยแล้ว จะต้องแก้ไม่รู้จักจบสิ้น เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ แต่ปัญหาอยู่ที่คนไทยนั่นแหล่ะ ที่เป็นตัวปัญหา

แก้ไขรัฐธรรมนูญอีกกี่ครั้งก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่แก้ที่สันดานคนไทย คือรำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง

(ประเทศไทยมีเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว18ฉบับ และกำลังจะมีครั้งที่19)

--------------------------

แผนของพวกล้มเจ้าอกตัญญูแผ่นดิน

พวกล้มเจ้าเป็นพวกได้คืบจะเอาศอก วันนี้ต้องการสั่นคลอนสถาบันฯ ด้วยการอ้างเรื่องแก้ไขมาตรา112 บังหน้า ซึ่งถ้าแก้ไขได้สำเร็จ

แผนการณ์ขั้นต่อไป ก็มุ่งไปที่หาทางเปลี่ยนแปลงวันชาติเสียใหม่ และถ้าสำเร็จอีก ต่อไปก็อาจหันกลับมายกเลิกมาตรา 112 เสียเลยเป็นต้น

และถ้ายกเลิกมาตรา 112 ได้เมื่อไหร่ ก็อาจถึงขั้นเลียนแบบประเทศเนปาล เพื่อขอทำประชามติในเรื่อง ประเทศไทยจะต้องมีสถาบันกษัตริย์อีกต่อไปหรือไม่?

นี่คือแผนการเป็นขั้นๆ ของพวกล้มเจ้าครับ

-------------------------

เหตุผล ทำไมวันชาติไทยต้องเป็นวันเฉลิมพระชนม์ประมุขของชาติ?

สำหรับเหตุผลของผม มีดังนี้ครับ

จากชนเผ่า จนมาเป็นอาณาจักร จนมาเป็นประเทศชาติได้นั้น ลำพังแค่กำลังประชาชนเพียงอย่างเดียวย่อมไม่อาจทำให้เกิดการรวมกันเป็นชาติได้ จะต้องมีผู้นำชนชาติเป็นผู้นำที่ดี เป็นหลักนำ

กว่าแต่ละชนเผ่า จะมารวมกันเป็นก๊ก กว่าแต่ละก๊กจะมารวมกันเป็นอาณาจักรได้นั้น ต้องสูญเสียเลือดเนื้อในการทำศึกสงครามนับครั้งไม่ถ้วนมาแต่โบราณกาล

และกว่าแต่ละอาณาจักรจะรวมเป็นชาติที่ปึกแผ่นได้ ก็ต้องเกิดจากการมีผู้นำหรือกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น ถึงจะรวบรวมทุกชนเผ่า ทุกอาณาจักรมารวมกันเป็นชาติเดียวกันได้

และเมื่อเป็นชาติเดียวกันแล้ว ถ้าไม่มีผู้นำไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นศูนย์รวมใจเพื่อเกิดความสามัคคีของคนในชาติ ก็ย่อมไม่มีทางรักษาชาติพันธุ์ และอาณาเขตดินแดนของตนเองเอาไว้ได้ง่ายๆ ก็อาจแตกเป็นก๊กเป็นเหล่าได้อีก

เมื่อแตกเป็นก๊ก เป็นเหล่าไป ก็ย่อมไม่มีความเข้มแข็งเท่าเดิมได้อีก เมื่อไม่เข้มแข็ง ก็ย่อมตกเป็นเมืองขึ้นของอริราชศัตรูได้ง่ายๆ

ผมอยากยกตัวอย่าง ชนชาติมอญ ทุกวันนี้มีประเทศมอญหรือไม่? คำตอบคือไม่มี

อย่างลาว เขมร ญวณ พม่า ที่ต้องไปเป็นเมืองขึ้นฝรั่งตะวันตกนั้น เพราะอะไร?

ถ้าการเป็นเมืองขึ้นแล้วดี ลาว พม่า เขมร ญวณ ก็คงไม่ออกมาเรียกร้องอิสรภาพจากการตกเป็นเมืองขึ้นจริงหรือไม่?

ประเทศไทย คนไทยเราควรภูมิใจ ไม่อายใคร เชิดหน้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งถ้าย้อนไปก่อน 10 ปีที่แล้ว คนชาติอื่นๆในเอเซียต่างอิจฉาคนไทยทั้งนั้น ก็ตรงที่ประเทศไทยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของพวกล่าอาณานิคม และยังรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ได้อย่างดี

(ในอเมริกาเมื่อช่วง20-30ปีก่อน คนลาวในอเมริกา หรือแม้แต่คนเขมร คนญวณที่พอพูดไทยได้ ก็มักชอบบอกคนอื่นๆว่า เป็นคนไทย!!)

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!


-------------------------


เชื่อผมเถอะครับ ลึกๆ แล้วชาติในอาเซียนทุกชาติ เขาน่ะอิจฉาเรามาก ที่เราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นพวกฝรั่งมังค่า และยังมีสถาบันกษัตริย์ที่มีศักดิ์ศรีเป็นความภูมิใจของคนไทย

แต่ทุกวันนี้ คนไทยเรานั้นเริ่มไม่ค่อยมีอะไรไปภูมิใจอวดใครได้แล้ว เพราะคนไทยเริ่มมีพวกกบเลือกนาย!! มากขึ้น



คนไทยเราชอบเป็นพวกที่ ถ้าไม่สูญเสียของดีไปเสียก่อน มักจะไม่เห็นคุณค่า

ฉะนั้น เราจงภูมิใจเถิดที่เราเป็นคนไทยและยังมีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจ

ถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เสียแล้ว ประเทศไทยอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าเอาข้อเสียของพม่า และข้อเสียของฟิลิปปินส์รวมกันเสียอีก

นั่นเพราะนิสัยคนไทย ถ้าไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจไว้ด้วยกันให้สามัคคีกันไว้แล้ว คนไทยมักจะทะเลาะกันเอง จนถึงฆ่ากันเองครับ เป็นนิสัยประจำชาติ ที่ไม่เหมือนชาติใดในโลก

"ยามศึกเรารบ ยามสงบเรากัดกันเอง"

จะมีนักการเมืองหลอกคนมาตายเพื่ออำนาจ จนถึงทหารยึดอำนาจจากนักการเมือง กลายเป็นเผด็จการแบบพม่าไปแล้ว ที่ไทยเรายังมีความสุขบนแผ่นดินทองแห่งนี้ เพราะสถาบัน ฯ มีส่วนอย่างมากช่วยพวกเราคนไทยเอาไว้

หรือถ้าใครเคยอ่านประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่5 ที่พระองค์ทรงต้องหาหนทางรักษาปกป้องแผ่นดินไทยเอาไว้ให้ได้ หาหนทางให้ไทยไม่ต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของพวกฝรั่งให้ได้นั้น เราจะรู้ว่า รัชกาลที่5 พระองค์ทรงทุกข์หนักหนาสาหัสเพียงใด  กว่าจะช่วยไทยเราให้มีเอกราชจนถึงทุกวันนี้ได้

จนเมื่อวันนึงประเทศชาติเราเป็นปึกแผ่นขึ้นมาได้ เพราะบรรพบุรุษผู้จงรักภักดีและพระมหากษัตริย์ได้เสียสละเลือดเนื้อ เสียสละสติปัญญา รักษาชาติไทยไว้ให้ลูกหลานไทยได้อยู่อาศัยอย่างมีความสุข มีความภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นไทยจนทุกวันนี้ได้นั้น

จู่ ๆ ก็เกิดมีพวกลืมพระคุณแผ่นดินที่บรรพบุรุษผู้จงรักภักดีได้เสียสละปกป้องแผ่นดินและสถาบันไว้เสียแล้ว ช่างน่าเศร้ายิ่งลักษณ์ เอ้ย ยิ่งนัก

ฉะนั้นการที่วันชาติไทยเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษานั้น ผมเห็นควรว่าเหมาะสมดีแล้ว

ส่วนรายละเอียดเรื่องไทยจะแย่กว่าพม่าและฟิลิปปินส์ ผมเคยเขียนไว้ในบทความ พวกไม่จงรักภักดีสถาบัน ทั้ง8ตอนแล้วครับ
ไปตามอ่านได้ที่บทความยอดนิยม จะปกป้องสถาบันกษัตริย์ ต้องรู้ทันพวกล้มเจ้า ครับ

------------------------------

สุดท้ายผมจะขอยกกระทู้ของผมในสนุกซุบซิบมานำเสนออีกครั้ง

จากกระทู้ชื่อ อึ้ง!! เพลงลูกทุ่งเพลงนี้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ

สยามเมืองยิ้ม โดยพุ่มพวง ดวงจันทร์

ลองพิจารณาดูเนื้อเพลงสิครับ ว่า ประเทศไทย คนไทยเรานี้โชคดีเพียงใดที่มีพระมหากษัตริย์

เวอร์ชั่นนี้พุ่มพวงร้องได้ไพเราะสุดๆจริงๆ



เนื้อเพลงสยามเมืองยิ้ม


จงภูมิใจเถิดที่เกิดเป็นไทย
มิเป็นทาสใคร แหละมีน้ำใจล้นปริ่ม
ทั่วโลกกล่าวขาน ขนานนาม ให้ว่าสยามเมืองยิ้ม
เราควรกระหยิ่มถึงความดีงาม

คนเย็นใจซื่อได้ชื่อว่าไทย
ร้อนมาจากไหน ชาติไทยไม่เคยหวงห้าม
ข้ามเขตข้ามโขงถิ่นน้ำขุ่น มาพึ่งใบบุญเมืองสยาม
เรายิ้มรับตามที่ท่านต้องการ
เลื่องชื่อลือนาม สยามมีแต่น้ำใจ
ขอเตือนท่านผู้อาศัย อย่าทำอะไรให้ไทยร้าวราน

คนไทยใจซื่อ เขาถือแต่โบราณกาล
แค่เพียงข้าวสุกหนึ่งจาน ใครลืมของท่านนั้น เนรคุณ!!

คนไทยรักชาติแหละศาสนา
เทิดองค์เจ้าฟ้า ผู้ทรงเปี่ยมเนื้อนาบุญ
ถ้าท่านเคารพสิทธิ์ของไทย ท่านอยู่ต่อได้อีกนานทุน
สยามใจบุญ ยังยิ้มเสมอ

v

v

ปล. หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าศักดิ์สิทธิ์ตรงไหน?
akecity ขอแนะนำให้ท่านซื้อซีดีเพลงนี้ ลองไปเปิดฟังที่ Dubai and Montenegro ดูสิ แล้วคุณอาจจะเข้าใจมากขึ้น

ยุคนี้ ไทยเราแตกแยก ไม่มีความสุขเหมือนเก่าก่อน เพราะอะไร?

คลิกอ่าน ทำไมต้องยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี?!!


วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

รัฐบาลยิ่งลักษณ์มือเติบ เพราะไม่ใช่เงินตระกูลชินวัตร!!





คุณผู้อ่านครับ วิกฤติเศรษฐกิจไทยปี40 วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี50 วิกฤติกรีซและยุโรปปี53 ทั้งหมดล้วนมาจากต้นกำเนิดเดียวกันคือ ใช้เงินเกินตัว ฟุ้งเฟ้อ

(แนะนำอ่านบทความยอดนิยมอีกบทของผมคือ ขึ้นค่าแรง300บาทกับข้อควรระวัง!!)

ช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนปี53 ผมเขียนเรื่องนโยบายของรัฐบาลเพื่อไทยไว้หลายบทความ

ในขณะที่ทั่วโลกเขาใช้นโยบายรัดเข็มขัด แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับมือเติบเหมือนเดิม

โอเค น้ำท่วมต้องใช้เงินฟื้นฟู แต่ประชานิยมบางอย่างถ้าไม่เร่งด่วนหรือสำคัญแทนที่จะหยุดชั่วคราว แล้วหาเหตุผลมาอธิบายประชาชนให้เข้าใจว่าทำไมต้องชะลอไปก่อน เชื่อว่าทุกคนย่อมเข้าใจ

แต่รัฐบาลก็ไม่ทำ!!บอกขอเดินหน้าประชานิยมทุกโครงการ  เพราะไม่ใช่เงินตระกูลชินวัตรนี่ มันเงินภาษีของชาติ ใช้ๆไปเถอะเพื่อคะแนนเสียงพรรคเพื่อแม้ว ถึงชาติอาจเจ๊ง  แต่ยังไงชินวัตรก็ไม่เจ๊ง!!

ด่ารัฐบาลมาร์คกู้ (มาฟื้นฟูจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์) ไอ้เราก็นึกว่า เพื่อไทยมันด่าเขาไว้เยอะ มันคงไม่หน้าด้านจะกล้ากู้อีก แต่ที่ไหนได้ก็กู้เหมือนกันล่ะวะ ไม่มีปัญญาหาเงินเหมือนกัน เก่งแต่ขายกิจการรัฐอย่างปตท. แล้วอ้างว่า หาเงินเป็น!!

ไอ้ที่ด่าเขาไว้ เข้าตัวเองทั้งนั้น เพราะหน้าด้านกว่า!!


(แนะนำคลิกอ่าน ความจริงที่คนไทยทุกคนควรรู้!! กรณีไอเอ็มเอฟ และปตท.)

---------------------------------

หลังจากมหาอุทกภัยปี53 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็จะเดินหน้าประชานิยมต่อไป ขณะที่เงินที่จะมาใช้ฟื้นฟูประเทศยังต้องกู้เลย ทั้งๆที่เศรษฐกิจประเทศพังเพราะน้ำ แต่รัฐบาลปูก็ยังหน้าใหญ่ ยังคิดจะใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายต่อไป

บอกว่าจะใช้เงิน3.5แสนล้าน ทำระบบป้องกันน้ำท่วม แต่เท่าที่ผมตามข่าว รัฐบาลยังไม่ทันจะรู้เลยว่าจะต้องทำอะไรมากน้อยแค่ไหน? ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ดันรู้ก่อนแล้วว่า ต้องใช้เงินถึง3.5แสนล้าน ทำไมไม่ลองปรึกษาในหลวงก่อน หากพระองค์มีหนทางแก้ไขอยู่แล้ว อาจใช้เงินไม่กี่หมื่นล้านก็ได้

และในขณะที่คนตกงานนับหมื่นจนถึงแสน จากนิคมอุตสาหกรรมจมน้ำ แรงงานเหล่านี้น่าสงสารมากๆ งานหาย เงินไม่มี ภาระหนี้สินก็เยอะ ข้าวของก็แพงขึ้นทุกวัน

รัฐบาลปูแทนที่จะเห็นใจพวกเขาก่อน แต่กลับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการให้สูงหนีขึ้นไปอีกแล้ว ในขณะที่เงินค่าแรงขั้นต่ำยังไม่ทันได้ขึ้นเลย แถมยังมีคนตกงานมากมายเรียกได้ว่า เป็นการทำให้เงินเฟ้อโดยใช่เหตุ

ในขณะที่คนตกงานมากมาย รัฐบาลก็ไปขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ย่อมมีผลให้ข้าวของแพงขึ้น คนตกงานยิ่งซวย!!

เคยนึกถึงคนที่ตกงานอยู่บ้างมั้ยว่า เมื่อเขาได้ยินข่าวข้าราชการเงินเดือนขึ้น เขาจะรู้สึกยังไง?

(แนะนำอ่าน กลุ่มคนที่ถูกรัฐบาลยิ่งลักษณ์ลืม)

รมต.พาณิชย์ นายกิตติรัตน์พูดหมาๆว่า ข้าวของแพง จะแก้โดยให้กลไกตลาดแข่งขันกัน

ถุย! พูดแบบนี้ก็แปลว่า มันจะไม่ทำอะไรเลยน่ะสิ

ถามหน่อยว่า ที่ผ่านๆมา สินค้าแต่ละชนิดมันไม่ได้แข่งขันอยู่หรือยังไง?

มันมีการแข่งขันกันอยู่แล้ว แต่มันก็ฮั้วกันเอาเปรียบผู้บริโภคมาตลอดด้วย ข้าวของมันถึงแพงไปเรื่อยๆ

เขามีกระทรวงพาณิชย์ไว้ช่วยให้ราคาของไม่แพงเกินไป ไม่ใช่มาตอบแบบมักง่ายว่า ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด

ถ้าอย่างนี้ไม่ต้องมีรมว.พาณิชย์หรอก ก็กลไกตลาดมันทำงานของมันอยู่แล้วนี่ จะมีรมว.พาณิชย์ไว้เปลืองภาษีชาติทำไม??
v

v
แนะนำคลิกอ่าน บังเอิญรองประธานหอการค้าเห็นตรงกับผม (ในเรื่องชะลอโครงการรถไฟฟ้าเพื่อมาสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมก่อน)

-----------------------

ถามเล่นๆ เงินเดือน6พัน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ห่อละ6บาท 

กับ เงินเดือน 9พัน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละ10บาท

แบบไหนดีกว่ากัน? 

--------------------------------

คนแก่ก็ถูกลืม

เพื่อไทยหาเสียงว่าจะขึ้นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่จนถึงวันนี้ ลืมไปเลย!!

เดือนตุลาคม กับพฤศจิกายน ก็ออกล่าช้า มาออกเอาเดือนธันวาคมทีเดียว3เดือน

และพอออกมาแล้ว คนแก่ก็ยังได้แค่ 500บาทเท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่หาเสียง

เงิน500บาท ตกวันละไม่ถึง20บาท ซื้อก๋วยเตี๋ยวกินยังไม่ได้เลย!!

ผมสงสารคนแก่มากๆ คนแก่บางคนโดดเดี่ยวไม่มีใครเลี้ยงดู แถมน้ำก็มาท่วมบ้าน

แต่รัฐบาลก็ยังใจดำ ลืมเงินคนแก่ มีจนท.อบต. คนนึงออกมาแก้ต่างแทนรัฐบาลในกระทู้ของผมที่เว็บสนุกว่า จะตกเบิกมาให้ทีหลัง

แทนที่รัฐบาลจะแถลงให้คนแก่รู้ แต่กลับเงียบเฉย ว่าตกลงคนแก่จะได้เพิ่มหรือไม่ได้อย่างไรแน่?

ทีเงินข้าราชการและลูกจ้างในระบบราชการ รัฐบาลรีบหาทางอนุมัติจ่ายเร็วมีผลตั้งแต่1มกราคมที่ผ่านมา แต่ทีเบี้ยสูงอายุของคนแก่ส่วนที่ว่าจะเพิ่มให้ ยังไม่รู้จะได้เมื่อไหร่!!?

มัวแต่เอาใจขึ้นเงินเดือนข้าราชการอยู่ได้ อ๋อ เพราะมีผลต่อคะแนนเสียง และการทำงานสนองรัฐบาลใช่มั้ย?

แทนที่รัฐบาลจะช่วยคนเดือดร้อนอย่างคนแก่และคนพิการที่ยังได้เบี้ยช่วยเหลือ500บาทเท่าเดิม หรือช่วยคนตกงานเสียก่อน เช่นยืดอายุเงินเดือนที่ช่วยจากเงินประกันสังคมช่วงตกงาน แต่รัฐบาลกลับไปช่วยข้าราชการก่อน?

สำหรับข้าราชการและลูกจ้างที่ได้เงินเดือนขึ้นจากเงินภาษีชาติ ผมยินดีด้วย

แต่ผมก็สงสารประเทศไทยมากขึ้น .. ก็เท่านั้น!!




ค่าไฟฟ้าฟรีช่วยคนจน จาก90หน่วย รัฐบาลก็ลดเหลือแค่50หน่วยแล้ว ค่าแก๊สNGVและLPG ก็กำลังจะขึัน ทั้งๆที่ปตท.มันโกงเอาแก๊สของคนไทยไปใช้ประโยชน์กิจการปิโตรเคมีของมันแท้ๆ พอมันมีไม่พอใช้ ก็มาอ้างว่า ขาดทุน! ที่จริงต้นทุนแก๊สNGVและLPG ที่ผลิตจากอ่าวไทยมีราคาถูกกว่าตลาดโลก คนไทยสมควรใช้ของถูกอยู่แล้ว และมีพอใช้สำหรับรถยนต์ของคนไทยอยู่แล้ว

แต่ปตท. มันเอาไปใช้ในกิจการปิโตรเคมีของมัน จนแก๊สไม่พอใช้ จนต้องนำเข้ามา แล้วอ้างว่า ราคาตลาดโลกสูง ทำให้ปตท.ขาดทุน แต่ความจริงมันขาดทุนกำไร แล้วอ้างขึ้นราคาNGVและLPGกับคนไทย เพื่อให้ปตท.กำไรมากขึ้นต่างหากครับพี่น้อง!! 

เงินค่าน้ำมันเบนซินไม่ได้ไปเอาอุดหนุนค่าNGVและLPGของผู้ใช้รถใช้ถนนหรอก แต่เอาไปอุดหนุนค่าแก๊สในโรงงานปิโตรเคมีของปตท.ต่างหาก ทำให้ปตท.มีต้นทุนประกอบกิจการปิโตรเคมีถูกลง ไม่ใช่เอาไปพยุงราคาแก๊สNGVและLPG ของผู้ใช้รถใช้ถนนตามที่มันอ้างหรอกครับ ปตท.และรมว.พลังงงานมันหลอกเราครับ

ปตท. มันขูดรีดคนไทยหน้าด้านๆ 


คลิกอ่าน นโยบายน้ำมันไทยห่วยจริงๆ!! (แล้วคุณจะรู้จักความชั่วของปตท.มากขึ้น)



ผู้ติดตาม