วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

หน้าที่ของพ่อแม่ และหน้าที่ลูก ที่คุณอาจไม่ยังเข้าใจ!!



หน้าที่ของการเป็นพ่อ เป็นแม่ ฟังดูอาจเหมือนใครๆก็รู้ว่า หน้าที่ของคนเป็นพ่อ เป็นแม่คืออะไร ทำอย่างไร

แต่ผมคิดว่า ที่ว่าใครๆก็รู้กันอยู่แล้วนั้น แต่ความเป็นจริง คนที่จะเข้าใจหน้าที่พ่อแม่จริงๆ อย่างถ่องแท้นั้น ผมเชื่อว่าคงจะมีไม่มาก

บทความนี้ ถ้าผมได้พูดคุยอธิบายต่อหน้าคนฟัง ผมคิดว่าแค่อธิบายนิดเดียวคุณผู้อ่านจะเข้าใจได้ทันที เพราะการพูดคุยซักถาม ตอบโต้ จะทำให้ง่ายแก่ความเข้าใจ

แต่เมื่อต้องใช้การเขียน โดยไม่มีการตอบโต้ซักถาม ก็ยากที่จะอธิบายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ได้ง่าย ๆ หากคุณผู้อ่านมีข้อสงสัยตรงไหน อยากให้ถามมานะครับ จะได้อธิบายเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนขึ้น

-----------------------------------

หน้าที่ของพ่อแม่


แน่นอนที่สุด เมื่อคุณได้ให้กำเนิดลูกของคุณขึ้นมาแล้ว หน้าที่ของความเป็นพ่อเป็นแม่ อันดับแรกนับตั้งแต่วันที่ลูกของคุณเริ่มปฏิสนธิ นั่นก็คือ คุณต้องเลี้ยงดูอุ้มชูลูกที่อยู่ในท้องของแม่ ให้เจริญเติบโตให้ถือกำเนิดออกมาให้ได้ดีที่สุดเท่าที่คุณควรทำ หรือทำได้

และเมื่อลูกได้เกิดขึ้นมาแล้ว หน้าที่พ่อแม่ คือต้องเลี้ยงดู เอาใจใส่ ดูแล อบรม สั่งสอน ให้การศึกษา ให้ลูกของคุณเติบโตขึ้นมาให้เป็นคนดี และมีคุณภาพของสังคม และประเทศชาติ

หลักการหรือแนวคิดใหม่ในทุกวันนี้ ได้ยอมรับกันแล้วว่า การเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม ถือว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญของพ่อแม่ยิ่งกว่า เลี้ยงลูกให้เป็นคนเก่ง

เพราะคนเก่งแต่เลว ยิ่งทำให้บ้านเมืองและสังคมวุ่นวายเดือดร้อน ซึ่งถ้าลูกของคุณเติบโตขึ้นมาเป็นคนเก่งแต่เลว บาปกรรมไม่ใช่เกิดเฉพาะการกระทำของลูกเท่านั้น บาปกรรมที่ลูกสร้างนั้นพ่อแม่ที่อบรมเลี้ยงดู ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในบาปกรรมนั้นๆของลูกด้วย (ไม่มากก็น้อย)

ในทางกลับกัน หากลูกเป็นคนดี กระทำความดี พ่อแม่ก็จะพลอยรับบุญกุศลจากลูกไปด้วยเช่นกัน (การได้เห็นลูกเป็นคนดี พ่อแม่ย่อมเกิดปิติสุข เมื่อเกิดปิติสุข แสดงว่าจิตเป็นกุศล)

----------------------------------


พ่อแม่ ไม่ควรทวงบุญคุณกับลูก

หน้าที่ของพ่อแม่ คือเลี้ยงดู อบรม สั่งสอน ส่งเสียให้ความรู้แก่ลูก จนลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้แล้ว ก็นับว่า นั่นคือหน้าที่พื้นฐานของผู้เป็นพ่อเป็นแม่

หากทำให้ลูกเป็นคนดี ช่วยเหลือสังคม และประเทศชาติได้ นั่นยิ่งถือว่า ได้เป็นพ่อแม่ที่ประเสริฐสุด


ขอยกกรณีตัวอย่างที่พ่อแม่ทุกคนควรศึกษาไว้


หลายครั้งที่เราอาจเคยดูละครทั้งน้ำเน่าและไม่เน่า เรามักจะเห็นในละครที่ พ่อแม่ชอบที่จะบังคับให้ลูกแต่งงานกับคนที่พ่อแม่เลือกไว้ 

ถ้าลูกเชื่อฟังพ่อแม่ ยอมทำตามคำสั่งพ่อแม่แต่งงานกับคนที่พ่อแม่เลือกไว้อย่างเต็มใจ ก็นับว่า เป็นโชคดีของคนเป็นพ่อเป็นแม่

แต่ถ้าลูกเขาไม่รักคนที่พ่อแม่เลือกหาไว้ให้ แล้วพ่อแม่ก็ยังจะบังคับลูก แม้กระทั่งมีการพูดทำนองว่า ถ้าลูกไม่เชื่อฟังทำตามคำสั่งของพ่อแม่ จะตัดพ่อตัดลูก หรือตัดแม่ตัดลูก เป็นต้น

ผมอยากบอกว่า นั่นคือสิ่งที่พ่อแม่ทำผิด และถือว่าพ่อแม่ได้กระทำบาปเกิดขึ้นแล้วครับ

ทำไมผมถึงบอกเช่นนั้น เพราะการบังคับฝืนใจคนนั้น ปกติมันก็บาปอยู่แล้ว


ฉะนั้น ผมจึงขอยกตัวอย่างประกอบเพิ่ม เพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น (เฉพาะในกรณีที่ลูกโตแล้ว เช่นอายุเกิน15ปี ซึ่งเป็นวัยที่พอจะคิดตัดสินใจในบางเรื่องได้ หากลูกยังเล็ก พ่อแม่ก็ยังมีสิทธิคิดตัดสินใจแทนลูกได้)

1. กรณีการศึกษา เช่น พ่อแม่บังคับให้ลูกเรียนสายวิทย์ แต่ลูกอยากเรียนสายศิลป์ พ่อแม่กำลังทำบาปที่บังคับใจลูก แต่ถ้าลูกยอมเรียนตามที่พ่อแม่บังคับ ลูกได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีของพ่อแม่ ถือว่าลูกได้บุญ!! จากการเชื่อฟังพ่อแม่

2. กรณีเรื่องคู่ครอง เช่น พ่อแม่บังคับให้ลูกแต่งงานกับคนที่พ่อแม่เลือกไว้ให้ ทั้งๆที่ลูกไม่ได้รักหรือมีคนที่ตนรักอยู่แล้ว พ่อแม่ก็กำลังทำบาปที่บังคับใจลูก แต่ถ้าลูกยอมแต่งตามที่พ่อแม่บังคับ ลูกได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีของพ่อแม่ ลูกได้บุญ!! จากการเชื่อฟังพ่อแม่

3. กรณีการศึกษา เช่น พ่อแม่บังคับให้ลูกเรียนสายวิทย์ แต่ลูกอยากเรียนสายศิลป์ พ่อแม่ก็บาปที่บังคับใจลูก แต่ลูกก็ไม่เชื่อฟัง ลูกตัดสินใจไม่เรียนตามที่พ่อแม่บังคับ ก็ถือว่าลูกได้ทำบาป ที่ไม่ทำหน้าที่ลูกที่ดีที่ต้องเชื่อฟังพ่อแม่

4. กรณีเรื่องคู่ครอง เช่น พ่อแม่บังคับให้ลูกแต่งงานกับคนที่พ่อแม่เลือก ทั้งๆที่ลูกไม่ได้รักหรือมีคนที่ตนรักอยู่แล้ว พ่อแม่ก็ทำบาปที่บังคับใจลูก และถ้าลูกไม่ยอมทำตามคำสั่งพ่อแม่ ไม่ยอมแต่งงานกับคนที่พ่อแม่เลือกให้ ลูกก็ไม่ได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีของพ่อแม่ ลูกก็ทำบาปเช่นกัน

ลองอ่านทบทวนดีๆนะครับ เพื่อจะได้ไม่งง????


** คุณผู้อ่านยังไม่ต้องสนใจว่า บาปที่เกิดขึ้นในชั้นต้นของตัวอย่างทั้ง4ข้อนั้น บาปมากหรือน้อย เพราะการที่บาปจะมากหรือน้อย มันต้องขึ้นอยู่กับผลที่จะตามมาทีหลังด้วยครับ

เช่น กรณีการศึกษา หากพ่อแม่บังคับลูกให้เรียนในสิ่งที่พ่อแม่่ต้องการ แม้ลูกไม่อยากจะเรียนตามที่พ่อแม่บังคับ แต่ลูกก็ยอมเชื่อฟังพ่อแม่ ยอมเรียนตามที่พ่อแม่บังคับโดยดี แล้วในกาลต่อมา การเรียนของลูกกลับประสบความสำเร็จ เป็นผลดีต่อลูก ทำให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต

แม้ในตอนแรกพ่อแม่จะทำบาปด้วยการฝืนใจลูกก็ตาม แต่ผลต่อมาจากการบังคับฝืนใจ กลับเป็นสิ่งที่ดีต่อลูก ก็ทำให้พ่อแม่ได้บุญกุศลที่มากกว่าคืนกลับมาในที่สุดครับ


และในทางกลับกัน หากพ่อแม่บังคับลูกให้เรียน แล้วลูกก็ฝืนใจยอมเรียนตามคำสั่งพ่อแม่ และผลต่อมา ผลที่ลูกไปเรียนตามคำสั่งพ่อแม่ กลับทำให้ลูกยิ่งแย่ลง สูญเสียเวลา สูญเสียโอกาส ลูกเป็นทุกข์

ถ้าเป็นแบบนี้ พ่อแม่ก็จะยิ่งบาปมากขึ้นที่ไปบังคับลูกครับ


กรณีเรื่องคู่ครองก็เช่นเดียวกัน ถ้าพ่อแม่บังคับลูก แล้วลูกเชื่อฟัง และภายหลังต่อมา การแต่งงานที่เกิดจากการที่พ่อแม่บังคับฝืนใจลูก กลับทำให้ลูกมีความสุข ประสบความสำเร็จในการครองเรือน แบบนี้แม้ตอนแรกพ่อแม่จะทำบาปก็ตาม แต่ก็จะกลายเป็นบาปกรรมเพียงน้อยนิดได้ เพราะผลบุญที่ทำให้ลูกมีความสุขในกาลต่อมา ได้ทำให้เกิดกุศลผลบุญที่มากกว่าคืนกลับมาสู่พ่อแม่ครับ

ในทางกลับกัน หากลูกจำใจแต่งงานกับคนที่พ่อแม่เลือกให้ แล้วลูกต้องประสบความล้มเหลวในชีวิตคู่ มีปัญหาในครอบครัว แบบนี้พ่อแม่ที่บังคับให้ลูกแต่งงานก็เหมือนได้ทำบาปต่อลูก

ฉะนั้น !!

ทางที่ถูกที่ควร พ่อแม่ควรเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้แก่ลูกเท่านั้น แล้วปล่อยให้ลูกตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของเขาเอง พ่อแม่ไม่มีสิทธิที่จะบังคับลูกให้ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ และยิ่งถ้าอ้างความเป็นพ่อเป็นแม่เพื่อใช้บังคับขู่เข็ญลูก แบบนี้ยิ่งทำให้กุศลแห่งการทำหน้าที่ของพ่อและแม่จะไม่บริสุทธิ์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย

เพราะการฝืนใจคน ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม ก็ถือว่าเป็นบาปทั้งสิ้น เพียงแต่ผลที่ตามมาจะดีหรือร้าย จะได้บุญคืนกลับหรือไม่ ก็ต้องรอดูผลต่อไป

------------------------------

คุณผู้อ่าน อ่านที่ผมได้อธิบายคร่าวๆไปนั้น พอเข้าใจมั้ยครับ??

หลักง่ายๆก็คือ เมื่อพ่อแม่ทำหน้าที่อบรม เลี้ยงดู สั่งสอน ให้การศึกษา จนลูกเติบโตจนดูแลตัวเองได้ หน้าที่ของพ่อแม่ ก็นับว่าทำได้สมบูรณ์ตามสมควรแล้ว และทำหน้าที่ไปโดยไม่ควรหวังผลตอบแทนจากลูก


หากลูกเติบโตไปแล้ว ต่อมาลูกเกิดอกตัญญู ไม่เลี้ยงดูพ่อแม่ พ่อแม่ก็ต้องไม่ทวงบุญคุณลูกนะครับ เพราะถ้าเมื่อใดที่พ่อแม่ทวงบุญคุณลูกว่าเธอต้องตอบแทนบุญคุณที่ฉันเลี้ยงดูเธอมานะ

ถ้าเป็นแบบนั้น ผลบุญจากการทำหน้าที่พ่อแม่ที่สมบูรณ์ที่ผ่านมา ก็จะไม่บริสุทธิ์เสียแล้วครับ พ่อแม่ก็จะได้บุญกุศลจากการเลี้ยงดูลูกตามหน้าที่น้อยลง


เช่นเดียวกัน ลูกมีหน้าที่ต้องเชื่อฟังพ่อแม่ เลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่ชรา หากลูกไม่ทำหน้าที่ลูกตามนี้ ลูกก็อกกตัญญูเป็นบาปมหันต์ครับ

---------------------------------

สุดท้าย ผมอยากจะสรุปว่า แต่ละคนต่างก็มีหน้าที่ของตัวเอง พ่อแม่ก็มีหน้าที่ของพ่อแม่ ลูกก็มีหน้าที่ของลูก

พ่อแม่ก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด หากต่อมาลูกไม่ตอบแทนบุญคุณ พ่อแม่ก็อย่าทวงบุญคุณลูกเด็ดขาด

ลูกก็ต้องทำหน้าที่ของลูกที่ดีต่อพ่อแม่ ด้วยการเชื่อฟังคำสั่งสอน ทำตามคำสั่งของพ่อแม่ และเลี้ยงดูตอบแทนพ่อแม่ยามแก่ชรา หากลูกไม่ทำตามนี้ก็เป็นลูกที่อกตัญญู เป็นบาปมหันต์ครับ

----------------------

บทความนี้อาจเข้าใจยากสักหน่อย หากคุณผู้อ่านท่านใดมีข้อสงสัย ก็เขียนมาถามได้นะครับ ยินดีเสมอ..


แนะนำย้อนอ่าน พระอรหันต์ในบ้าน




วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เหตุสะพานแกว่ง เขมรตายเพราะความไม่รู้

V

V

เป็นข่าวสลดที่ดังไปทั่วโลก ในคืนเทศกาลน้ำ หรือคืนวันลอยกระทงของกัมพูชา เกิดเหตุโศกนาฏกรรมรุนแรง มีคนตายร่วม400คน จากเหตุเหยียบกันตายบนสะพานแขวนบริเวณเกาะเพชร หรือไดมอนด์ ไอส์แลนด์ ที่เป็นสถานที่จัดงานลอยกระทง

ซึ่งภายหลังเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนสาเหตุ และได้ข้อสรุปว่า

เพราะมีคนตะโกนว่่าสะพานจะพัง ทำให้ผู้คนที่เบียดเสียดกันอยู่บนสะพานต่างแตกตื่น ตกใจหนีเอาตัวรอดกันจ้าล่ะหวั่น จนเกิดเหตุสลดดังกล่าวขึ้น

สาเหตุที่มีคนตะโกนว่า สะพานจะพัง ก็เพราะ สะพานแขวนมีอาการแกว่งตัวเกิดขึ้น ซึ่งคนที่ไม่รู้ว่า การแกว่งตัวของสะพานแขวนนั้นถือเป็นเรื่องปกติทั่วไป จึงได้ตะโกนขึ้นจนผู้คนนับพันบนสะพานเกิดอาการตื่นตระหนกอย่างรุนแรง หนีตายจนเหยียบกันตายบนสะพาน

โปรดทราบว่า สะพานแขวนที่ไหนๆในโลกก็แกว่งตัวได้ทั้งนั้น ตามโครงสร้าง เพื่อความยืดหยุ่นยามที่สะพานต้องเจอพายุลมแรง หรือแผ่นดินไหว

เหตุการณ์สลดในกัมพูชาในครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมาก ว่าความไม่รู้ จนเกิดความตื่นกลัวของผู้คนนั้นอันตรายยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด


----------------------------------


คลิปจำลองการแกว่งตัวของสะพานโกลเด้นเกท ที่ซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ยามเมื่อเผชิญกับแผ่นดินไหวในระดับต่างๆ




----------------------------


ในอดีตก็เคยมีสะพานแขวนที่พังถล่มลงมาแล้ว นั่นคือ สะพานทาโคมาแนโรว์ ในอเมริกา

ผมหาเจอในหลายๆเว็บได้ระบุว่าสาเหตุที่สะพานทาโคมาถล่มก็ เนื่องจากลมที่พัดมากระทบกับสะพาน มีความถี่เท่ากับความถี่ธรรมชาติของการสั่นของสะพาน จึงทำให้สะพานแกว่งแรงขึ้น จนพังในที่สุด





.

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ขอบคุณ ขอโทษ ทำง่าย ๆ แถมได้บุญ



ทีแรกผมจะตั้งชื่อบทความว่า การขอบคุณ การขอโทษ การเสียสละ การให้อภัย ก็เป็นบุญ ซึ่งก็คือวิธีการสร้างกุศลกรรมอย่างง่ายๆ ง่ายถึงง่ายที่สุด แต่มันยาวไป ก็เลยเปลี่ยนเป็นชื่อที่เห็นข้างบนนั่นแหล่ะครับ

ผมนั้นชื่นชมมารยาทและวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นมาก โดยเฉพาะเรื่องการขอบคุณ และการขอโทษ เห็นได้มากในสังคมวัฒนธรรมญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงความอ่อนน้อม ถ่อมตน และมีมารยาทในความเกรงอกเกรงใจของคนญี่ปุ่่น

และเพราะคนญี่ปุ่นมักมีกิริยามารยาทอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่นเสมอนั้น ยิ่งกลับทำให้คนญี่ปุ่นยิ่งมีจิตใจที่แข็งแกร่ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคมากขึ้น เพราะความถ่อมตนนั้น ดูเหมือนทำง่าย แต่กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด




-----------------------------------


บุญจากการขอบคุณ ขอโทษ เสียสละ ให้อภัย

ลองคิดง่ายๆ เช่น เวลาที่มีใครขอบคุณเราเมื่อเราช่วยเหลือเขาในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น เราหยิบของที่เขาทำตกคืนให้เขา

หรือมีใครขอโทษเราเมื่อเขาทำผิดพลาดต่อเรา เช่น เวลาเขามาเดินชนเราโดยไม่ตั้งใจ แล้วเขาก็รีบกล่าวขอโทษต่อเราทันที

หรือการเสียสละในเรื่องเล็กๆน้อยให้เราเช่น ลุกให้เรานั่งบนรถเมล์

ถามว่า เราชอบมั้ย?? เรารู้สึกดีมั้ย? ที่ได้ยินได้รับฟังคำกล่าวเหล่านี้

แน่นอนคนส่วนใหญ่ที่มีจิตใจปกติ ย่อมรู้สึกดี กับคำขอบคุณ คำขอโทษ หรือการเสียสละที่ได้รับจากคนอื่น

การที่ทำให้คนอื่นสุขใจ สบายใจ ย่อมเป็นการกระทำที่ดี ที่ควรกระทำ จึงนับเป็นกุศลกรรมอย่างหนึ่งเช่นกัน และเมื่อเป็นกุศลกรรม ก็ย่อมเป็นบุญเป็นกุศลไปด้วย


------------------------------------


อยกตัวอย่างเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ที่เราสามารถทำกุศลกรรมได้ง่ายๆเช่น


ตัวอย่างที่ 1

เวลายืนรอคิวซื้ออาหารในฟู้ดเซ็นเตอร์ หรือในโรงอาหารสักแห่ง ขณะเรายืนรอคิวอยู่ หากมีคนแก่ หรือคนพิการ หรืออื่นๆ ที่ด้อยหรืออ่อนแอกว่าเรา ถ้าเราเสียสละให้พวกเขาเหล่านั้นลัดคิวไปก่อนเรา เราก็ได้ทำกุศลกรรม ที่เรียกว่า การเสียสละ แล้วครับ

กุศลกรรม ไม่ใช่มีแค่ผู้ให้เท่านั้นที่จะได้รับ แม้แต่ผู้รับก็สามารถได้รับกุศลกรรมเช่นกัน หากทำตามนี้


เช่น เมื่อเราเสียสละการรอคิวซื้ออาหารให้ผู้สูงอายุสักคนได้ซื้อก่อนเรา แล้วผู้สูงอายุ ผู้ที่ได้รับความเสียสละจากเรา ท่านได้กล่าวคำว่า ขอบคุณ หรือขอบใจแก่เรา

ขอบอกว่า!! ท่านผู้สูงอายุท่านนั้น ก็ได้ทำกุศลกรรมจากการกล่าวคำว่า ขอบคุณ แล้วเช่นกัน เมื่อได้กล่าวขอบคุณ ก็ได้บุญทันที


ตัวอย่างที่ 2

เวลามีใครถือของพะรุงพะรังจนของตกมาใส่เรา เขาหรือเธอรีบกล่าวคำขอโทษต่อเรา (เขาก็ได้บุญแล้ว)

แล้วถ้าเราก็ตอบกลับว่า ไม่เป็นไรครับ (เราก็ได้บุญจากการให้อภัยเช่นกัน)

แล้วถ้าเราก็รีบช่วยเขา ด้วยการหยิบของที่เขาทำตกคืนให้เขา (เราได้บุญอีกแล้ว) เขารีบกล่าวขอบคุณเรา (เขาก็ได้บุญอีกเหมือนกัน)

คุณผู้อ่านลองนับๆดูสิครับ ในตัวอย่างที่ 2 นี้ มีการทำกุศลกรรมไปมาต่อกัน และได้บุญไปกี่ต่อหรือกี่ครั้งแล้ว??

------------------------------

านิสงส์ของการขอบคุณ ขอโทษ การเสียสละ และการให้อภัย


เมื่อเราขอบคุณเสมอ เราย่อมได้รับคำขอบคุณจากคนอื่นเสมอ ๆ เช่นกัน ทำให้เราเกิดมาย่อมทำคุณแก่ใครขึ้น ไม่ใช่ทำคุณไม่ขึ้น (ที่เรียกว่าทำคุณบูชาโทษ) ทำให้เราพ้นจากการถูกทรยศหักหลัง


เมื่อเรากล่าวคำขอโทษในความบกพร่องของเราต่อผู้อื่นอยู่เสมอ อานิสงส์ย่อมทำให้เราจะมีความผิดพลาดน้อยลง และจะมีคนเห็นอกเห็นใจเรามากกว่าสมเพช หรือสมน้ำหน้าเรา


อานิสงส์ของการเสียสละ ย่อมนำมาซึ่งความสะดวกแก่เรา หรือแม้แต่ในยามที่เราพบพิบัติภัย ก็จะมีคนมาช่วยเหลือเราได้ง่าย

อานิสงส์ของการให้อภัย กุศลกรรมนี้ยิ่งใหญ่นัก เพราะ เป็นกุศลกรรมหรือกุศลจิตที่ช่วยตัดภพตัดชาติให้เราได้เลยทีเดียวครับ นั่นก็คือ อโหสิกรรม

-------------

ขอย้ำในบทนี้อีกครั้งว่า จงทำความดี ทำบุญกุศลโดยไม่หวังผลตอบแทน (แม้กระทั่งผลบุญ) ย่อมได้กุศลสูงสุด

เพราะบุญที่ไม่หวังผล หากเราทำความดี บุญนั้นย่อมได้เองอยู่แล้ว โดยไม่ต้องหวัง

กุศลกรรมที่ทำโดยไม่หวังผล ย่อมเป็นบุญที่บริสุทธิ์ เพราะเกิดจากใจที่บริสุทธิ์ เมื่อใจบริสุทธิ์ ย่อมเกิดกำลังบุญมหาศาล



----------------------

ผู้ใหญ่ก็ขอโทษผู้เยาว์ได้นะ

ก่อนจบบทความ ผมขอเล่าฉากนึงในหนังญี่ปุ่นเรื่องนึง ขออภัยที่จำชื่อหนังเรื่องนั้นไม่ได้ แต่เป็นหนังที่เกี่ยวกับความรักของพ่อ โดยในวันพ่อในปีหนึ่ง ทางช่องไทยพีบีเอสได้นำหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มาฉาย

มีฉากนึง ที่พ่อได้ทำการคุกเข่าอย่างเป็นทางการเพื่อขอโทษลูกชายที่อายุแค่ 10 ขวบเท่านั้น

สาเหตุคือ ในวันเกิดลูกชายอายุครบ 10 ขอบ ขณะที่สองคนพ่อลูกกำลังกินอาหารเพื่อฉลองวันเกิดของลูกชายอยู่นั้น

จู่ ๆ พ่อก็ขยับตัวจากที่นั่งขัดสมาธิ เพื่อมานั่งคุกเข่าท่าเตรียม

แล้วพ่อก็เล่าว่า "ในวันที่แม่ของลูกตาย พ่อกลับบ้านดึกเพราะทำงานอยู่ในโกดัง จนแม่ต้องไปตามที่ทำงานของพ่อ แต่แล้วกองสินค้ากองโตก็เกิดล้มลงมาจะทับพ่อ แม่มาเห็นพอดี แล้วแม่ก็รีบวิ่งมาผลักพ่อให้พ้นออกไป จนสินค้าหล่นมาทับแม่เสียเอง ที่แม่ของลูกต้องตายมันเป็นความผิดของพ่อเอง พ่อขอโทษ"

แล้วพ่อก็ก้มหัวจนเกือบจะแนบพื้นเพื่อขอโทษลูกชาย

คลิกอ่าน การทำบุญทุกวันไม่ยาก ด้วยการอนุโมทนาบุญ




วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วิธีปิดแอร์บ้านอย่างถูกสุขลักษณะ และประหยัดค่าไฟแอร์



ถ้าท่านขับรถ ก็คงเคยได้ยินวิธีลดกลิ่นอับและป้องกันกลิ่นอับของแอร์ในรถยนตร์ ด้วยการปิดA/C หริอปิดความเย็นให้คอมเพรสเซอร์หยุดทำงาน และให้เปิดเฉพาะพัดลมแรงๆ เพื่อไล่ความเย็นและความชื้นที่ยังค้างอยู่ในระบบให้หมด ก่อนจะกลับถึงบ้านสัก3-5นาที เพื่อจะได้ไม่ให้แอร์เก็บความชื้นไว้จนเหม็นอับ

และเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราจากความอับชื้นในระบบแอร์

นั่นคือข้อแนะนำการปิดแอร์รถเพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นเหม็นอับ

และอีกข้อแนะนำเพื่อป้องกันแอร์อุดตันได้ง่าย ก็คืออย่าใช้พวกเจลปรับอากาศ หรือน้ำหอมปรับอากาศ เพราะพวกนี้จะจับตัวเป็นเมือกเกาะที่แผงความเย็นแอร์ ทำให้แอร์อุดตันได้ง่าย

------------------------------


วิธีที่แนะนำสำหรับการใช้แอร์ในรถนั้น ก็ไม่แตกต่างจากการใช้แอร์ในบ้าน

เพียงแต่ผู้คนส่วนใหญ่ มักไม่ให้ความสำคัญกับการปิดแอร์ในบ้านอย่างถูกสุขลักษณะ ส่วนใหญ่ตอนเปิดก็ตั้งความเย็นไว้ แต่พอจะปิดก็ปิดที่ปุ่มpower เลยทันที

โดยไม่ไล่ความเย็นความชื้นที่คั่งค้างในแอร์ออกให้หมดเสียก่อน

วันนี้ผมจึงอยากให้ทุกๆคน ก่อนจะปิดแอร์ในบ้าน ก็ควรปิดปุ่มทำความเย็นเสียก่อน ให้มีแต่พัดลมเป่าไล่ความเย็นและความชื้นออกไป เป็นเวลาอย่างน้อยสัก15นาที ก่อนที่จะปิดแอร์ไปเลยจริงๆ

เพื่อป้องกันความอับชื้น และช่วยให้แอร์สกปรกช้าลง จากการที่ความชื้นและฝุ่นไม่ถูกไล่ออกมาให้หมด

------------------------

แอร์บ้านรุ่นใหม่ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา จะมีปุ่มที่ปิดความเย็น แล้วปล่อยให้เหลือแต่ลมล้วนๆที่ปราศจากความเย็น ก็เพื่อป้องกันความอับชื้นที่แหล่ะครับ

ไม่งั้นบริษัทแอร์เขาไม่ทำปุ่มนี้ไว้ที่รีโมทหรอกครับ!!

-----------------

วิธีคลายร้อนแบบไม่เปลืองค่าไฟแอร์

1. กลางวัน เปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 28 องศา แล้วให้เปิดพัดลมช่วย ในห้อง

2. กลางคืนเปิดแอร์ที่ 27 องศา แล้วให้เปิดพัดลมช่วยในห้อง

3. หันมาเลิกห่มผ้านวม ห่มผ้าห่มที่บางขึ้น แล้วเพิ่มอุณหภูมิแอร์ที่เคยตั้งไว้อีก 1-2 องศา ช่วยประหยัดการใช้แอร์ได้

4. ลดการกินอาหารจำพวกผัด ทอด ลดอาการร้อนจากภายในได้ หันมากินของนึ่ง ต้ม ให้มากขึ้น

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เสื้อแดงมั่ว เรื่อง 91ศพ!!



คงเคยได้ยินได้ฟังพวกเสื้อแดงอ้างบ่อยมาก เรื่อง91ศพ จนใครๆหลายๆคนฟังหรือรับรู้กันจนเชื่อกันไปเกือบหมดแล้วว่า การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียงมีจำนวน91ศพ

แถมพวกเสื้อแดงก็มักจะพยายามอ้างว่า 91ศพ นั้นคือวีรชนคนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คนที่ได้ยินได้ฟังโดยไม่ตามหาที่มาที่ไปก็มักจะเชื่อเช่นนั้น


แต่!! ในความเป็นจริง จำนวนผู้ที่ตาย91ศพนั้น แท้จริงแล้ว กลับไม่ใช่ตัวเลขคนตายที่เป็นเสื้อแดงทั้งหมด และไม่ใช่ตายที่ราชประสงค์ที่เดียวเท่านั้น แต่รวมเอาจำนวนคนตายจากเหตุการณ์ต่างๆหลายเหตุการณ์ ที่บางครั้งคนที่ตายก็เป็นผู้ต่อต้านการชุมนุมของคนเสื้อแดงเองด้วยซ้ำ

ซึ่งในจำนวน91ศพ กลับพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจที่มารักษาความสงบจากการสร้างความวุ่นวายของเสื้อแดงก็ตายรวมอยู่ด้วย และมีทหารกับประชาชนที่ตายเพราะถูกลอบยิงM79 และจากการวางระเบิดในหลายจุดโดยที่ในช่วงแรกไม่มีคนเสื้อแดงตายเลยสักคน

อีกทั้งยังมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต่อต้านการชุมนุมของเสื้อแดง ที่อาจตายเพราะเสื้อแดงกระทำด้วยซ้ำ

ซึ่งพวกเขาเหล่านี้อาจเรียกได้เหมือนกันว่า คือวีรชนที่ต่อต้านม็อบเสื้อแดง!!

พวกเสื้อแดงจอมเหวง เอาตัวเลขคนตายจากหลายเหตุการณ์มาเหมารวมว่าเป็นพวกเสื้อแดงของตัวเองทั้งหมด รวม91ศพ (คือพยายามสื่อให้คนทั่วไปเชื่อแบบนั้น)

เสื้อแดงมักจะถามอยู่อย่างเดียวว่า ใครฆ่าประชาชน แต่เสื้อแดงกลับลืมถามไปว่า แล้วใครล่ะที่ฆ่าทหาร??

-------------------------------

ขอยกตัวอย่าง1ใน91ศพ ที่เสื้อแดงเอามาเหมารวมอยู่ด้วย

คลิกที่นี่เพื่อดูรายชื่อทั้ง91ศพ แล้วลองนับดูว่า มีทหารและตำรวจตายกี่คน และคนที่ตายตรงแถวถนนสีลม ตายเพราะM79จากฝั่งเสื้อแดงยิงมา อีกกี่คน ?? ที่ไม่ได้ตายจากการปะทะที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์กี่คน นั่นคือจำนวนคนตายที่เสื้อแดงที่เอามามั่วให้ดูเหมือนมีเสื้อแดงตายมากถึง91ศพ

และขอยกกรณีของคุณนางธันยนันท์ แถบทอง อายุ 50 ปี รายชื่อผู้เสียชีวิตลำดับที่27

ท่านนี้ผมยืนยันได้ว่า คุณธันยนันท์ เธอคือกลุ่มเสื้อหลากสี ไม่ใช่เสื้อแดง100%ครับ เธอไปให้กำลังใจทหารที่เฝ้ารักษาการณ์ที่สีลม และตายจากระเบิดบริเวณแยกสีลม

เธอเอาข้าวและน้ำไปให้ทหารเพื่อให้ทหารมีกำลังใจทำงานเพื่อชาติ

ลูกของเธอและน้องสาวของเธอ ประณามเสื้อแดงที่กีดขวางรถพยาบาลที่กำลังนำคุณธันยนันท์ ไปส่งโรงพยาบาลให้ได้ทันเวลา

เมื่อผมได้เห็นข้อมูลของน้องแบบนี้แล้ว แกนนำเสื้อแดงมันชั่วจริงๆ แอบอ้างคนอื่นๆที่ไม่ใช่เสื้อแดงมาเพื่อทำลายเครดิตรัฐบาล และทำให้ประเทศไทยเสียชื่อ

เพราะผู้เสียชีวิตหลายราย ไม่ใช่เสื้อแดงทั้งหมดจริงๆ โดยเฉพาะที่เสียชีวิตบนถนนสีลม!





กรณีคุณธันยนันท์ ที่เสียชีวิตที่สีลม

น.ส.ภาวิณี แซ่เล้า อายุ 29 ปี ลูกสาวคุณธันยนันท์ กล่าวว่า

"มารดาขายอาหาร ในอยู่ย่านสีลม และเดินทางมาบริเวณที่มีการชุมนุมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งก็เคยเตือน ตลอดให้ระวังตัว ไม่อยากให้เข้าร่วมชุมนุม แต่คนเสื้อแดง ที่เคยขับรถผ่านหน้าร้าน ขายของผู้ตายแล้วแสดงความก้าวร้าว ทำให้ผู้ตายไม่พอใจเป็นอย่างมาก พอมีการ ชุมนมที่ศาลาแดง ผู้ตายจึงนำน้ำและดอกไม้ไปมอบให้กับทหาร และยืนสังเกต การณ์ทั่วไป"

"แม่ตายเพราะ’แดง’ขวางไม่ให้ไปรพ."

นางณัชชา น้องสาวผู้เสียชีวิตกล่าวว่า

"ฝากบอกคนเสื้อแดงว่าพวกคุณไม่ใช่คน คุณมันคุณฆาตกร ถ้าเกิดเป็น ญาติพ่อแม่พี่น้องคุณเจ็บต้องนำส่งโรงพยาบาลฉุกเฉินและถูกกั้นรถ พวกคุณจะ รู้สึกยังไง ตอนนี้ประเทศชาติไม่เหลืออะไรแล้ว"



.
.

วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

โปรแกรม avast v5 ทำเครื่องผมค้าง!!

V

V

บทความตอนนี้ไม่มีอะไรมาก คือปกติผมใช้nod32 v2.7 มานาน อยู่ๆผมก็นึกอยากเปลี่ยนเป็นnod32 v4 ล่าสุด ก็เลยลบnod32 v2.7 อันเก่าออกไป แล้วก็ลงnod32 v4 แทน (แต่nod32 v4 สแกนและฆ่าได้แต่ไวรัสเท่านั้น ผมเลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่)

พอลงเสร็จ ใส่password ที่หาเอาตามกูเกิ้ลเสร็จ ก็ได้วันหมดอายุการใช้ถึงเดือนพฤษภาคมปี54 โน่นเลย

แต่พอไปเห็นnod32 security v4 อีกตัว ตัวนี้ที่นอกจากจัดการไวรัสได้แล้ว ยังสามารถจัดการพวกสแปม พวกมัลแวร์ โทรจัน แบบเรียลไทม์ได้ด้วย ใจผมเลยเกิดกิเลสทันที!! ก็เปลี่ยนใจ อยากเอาnod32 security v4 หามาลงแทนnod32 v4ดีกว่า

ว่าแล้วก็เข้าไปดาวน์โหลดจากเว็บeset เจ้าของnod32แท้ซะเลย แต่ตอนโหลด มันกลับดาวน์โหลดโคตระช้ามาก ไม่ทันใจ!!

ผมเลยเปลี่ยนไปหาโหลดตามเว็บทีมีให้โหลดที่อื่น ที่โหลดได้ไวกว่า แต่พอโหลดเสร็จก็ดันหมดอายุไวด้วยสิ ทำไงก็ไม่หายอาจเพราะความโง่ของผมยังไม่ตกผลึก!!

ผมเลยลบnod32 security v4 ที่เิพิ่งลงออกอีก แล้วไปหาโปรแกรมแอนตี้ไวรัสตัวใหม่ดีกว่า แล้วผมก็มาสนใจ avast v5.....

เห็นใครๆบอกว่า avast ดี สแกนแบบเรียลไทม์ได้ แถมฟรีอีกต่างหาก ลบได้ทั้งมัลแวร์ สแปม และไวรัส ได้ด้วย ผมก็ตัดสินเอาavastเอามาลงอีก เพราะผมอยากได้โปรแกรมที่สแกนได้หลายๆอย่างแบบนี้แหล่ะ

แต่พอลงavast เรียบร้อย ก็ลองใช้อยู่4-5วัน คอมของผมก็มีอาการค้างบ่อย แถมอืดขึ้นนิดนึง (เมื่อเทียบกับnodอันเก่านะ) แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เวลาสั่งปิดเครื่อง คอมดันชอบไปค้างตรง Window is shutting down อยู่ตรงนั้น ไม่ดับ ปิดไม่ลง

มันค้างอยู่ตรงนั้น จนผมต้องใช้มือกดปิดปุ่มpowerค้างไว้ เพื่อให้คอมดับ และอาการนี้ก็เป็นๆหายๆหลายหน

ไอ้กระพ้ม ก็นึกว่าเป็นเพราะโปรแกรมIObit360 ที่เป็นโปรแกรมsecurity อีกตัวรึเปล่า? ผมก็เลยลองลบโปรแกรมนี้ออกดู แต่พอลบออกแล้ว การShut down ของผม ก็ยังค้างบ่อยอยู่เหมือนเดิม คือ บางทีก็ปิดได้ บางทีก็ค้าง มีอาการเป็นๆหายๆอยู่ตลอด

-------------------------


ใจผมน่ะ ไม่คิดว่าจะเกี่ยวกับโปรแกรมavast หรอก เพราะใครๆก็บอกว่าavat ดีกันทั้งนั้น แต่เมื่อหาทางแก้หลายวิธีแล้ว ตามที่หาเจอตามเว็บ ก็แก้อาการปิดคอมแล้วค้างไม่หาย

สุดท้าย ด้วยความจำใจ ผมลองลบAvast ออกซะ!!

แล้วในที่สุด อาการปิดเครื่องแล้วคอมค้างปิดไม่ลง ก็หายเป็นปลิดทิ้ง!!! เย้!!!!


-------------------------


เมื่อผ่านไปหลายวัน ตอนนี้ความโง่ของผมก็ถึงเวลาตกผลึกพอดี(ฉลาดขึ้น) ผมก็เลยลงnod32 security v4 ใหม่อีกที และลงได้สำเร็จเรียบร้อยจนได้ครับ และได้เวอร์ชั่นสแกนแบบตัวเต็มด้วยล่ะ ฮ่าๆ

สุดท้ายเมื่อลงnod32 security v4 แล้ว เครื่องผมก็กลับมาเร็วขึ้นเหมือนเดิม ไม่อืดเหมือนตอนใช้avast แถมอาการปิดคอมแล้วค้าง ปิดไม่ลงก็เป็นอันไม่มีอีกแล้ว

เพราะสบายใจ จึงเล่าสู่กันฟัง เผื่อใครอาจเจอปัญหาavast รวนแบบผม

ผมเองก็ไม่รู้ทำไม คอมผมไม่ถูกกับAvast เพราะอะไรก็ไม่รู้นะ เพราะตอนลงAvastก็ลบแอนตี้ไวรัสตัวอื่นออกไปแล้ว

เมื่อ2-3ปีก่อนผมก็เคยลงavastมาแล้วครั้งนึง เพราะตอนนั้นติดมัลแวร์ แล้วnod32 ฆ่าไม่ได้ แต่พอลงคู่กัน มันก็ตีกันจนเครื่องรวนมาก เลยต้องเอาavast รุ่นนั้นออกไป


ที่จริงผมก็เสียดายนะอยากใช้Avast v5นี่เหมือนกัน แต่เมื่อเราไม่ได้ทำบุญร่วมกันมา อยู่ร่วมกันต่อไปไม่ได้ ก็เป็นอันต้อง บ้ายบายกันไป....

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การทำบุญทุกวันไม่ยาก ด้วยการอนุโมทนาบุญ



บางคนอาจคิดว่า การทำบุญ ด้วยการการบริจาคทรัพย์นั้น คนจนที่มีเงินน้อย หรืออาจไม่มีเลย กระทำได้ยาก นั้นไม่เป็นความจริง

หรือการทำความดีบางอย่างกระทำได้ยาก นั้นก็ยิ่งไม่จริงๆ

เพราะบุญนั้นสามารถกระทำได้หลายรูปแบบ เช่นเมื่อเราไม่ได้บริจาคทาน หรือทำบุญด้วยทรัพย์ เพราะเรายังไม่มี หรือยังมีความลำบากที่จะทำบุญทำทาน แต่เรามีใจอยากจะทำบุญแบบเขาแต่ยังไม่สะดวกในตอนนั้น

ก็ขอให้เราก็เพียงแต่ร่วมอนุโมทนาบุญกับคนอื่นที่เขามีโอกาสได้ทำบุญด้วยทรัพย์ก็ได้บุญเช่นกัน

เช่น คนทำบุญด้วยตนเองได้บุญ10ส่วน คนอนุโมทนาบุญจะได้ถึง9ส่วน- คำอธิบายของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ยิ่งถ้าคนทำบุญด้วยตัวเองไปบอกบุญที่ตนเองได้กระทำไป ให้ผู้อื่นได้ร่วมอนุโมทนาบุญด้วย ผู้ทำบุญด้วยตนเองก็จะได้อานิสสงส์จากการบอกบุญยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก เฉกเช่น ถ้ามีคนอนุโมทนาบุญร่วมกันท่าน 10 คน ผลบญของท่านก็จะคูณ 10 ขึ้นไปอีก (ตามคห.ส่วนตัวของผม) แล้วท่านจะยิ่งเป็นคนมีบารมีมาก

ส่วนบุญจากการอนุโมทนาก็อาจทำให้เราต้องพึ่งคนอื่นเป็นต้นเรื่องต้นทางเสมอ อาจไม่สำเร็จได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง แต่ก็นับว่ามีบุญกุศลมากอยู่เช่นกัน

ดังนั้นหากมีโอกาสทำบุญด้วยทรัพย์ตัวเองได้ก็จะเป็นการดีที่สุด แต่ถ้าไม่มีก็ขอให้อนุโมทนาบุญไปกับเขาได้

-------------------------

หรืออย่างเช่น

กรณีน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา หลายคนเห็นเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตัวเรานั้นอยากไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเหล่านั้นแบบอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่บ้าง แต่เราติดภาระกิจ หรือไม่สะดวกที่จะไปทำหน้าที่ตรงนั้น

ก็ขอให้เราร่วมอนุโมทนาบุญกุศลร่วมกับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทั้งหลายด้วย เราก็จะได้บุญจากการอนุโมทนาเช่นกัน บุญนั้นก็ได้ประหนึ่งเสมือนเราได้ไปช่วยเหลือด้วยตนเอง แต่ก็ยังถือน้อยกว่าเราไปช่วยเหลือผู้อื่นด้วยตัวเองจริงๆ แต่การอนุโมทนานี้ก็นับว่าเป็นบุญเป็นกุศลอยู่มากเช่นกัน

----------------------

การอนุโมทนาบุญช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้สูงขึ้นได้


เวลาเราหมั่นฝึกอนุโมทนาบุญกุศลที่คนอื่นเขาได้กระทำนั้น ก็เป็นการกล่อมเกลาจิตใจให้เรานั้นเป็นคนที่มีใจกุศลสม่ำเสมอ ลดความอิจฉาริษยาตาร้อนต่อผู้อื่นลงได้มาก นับว่าเป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น

เช่นเราเห็นคนอื่นทำบุญด้วยเงินจำนวนมาก หากเราไม่เคยฝึกใจในทางกุศลเอาไว้ ก็อาจทำให้เราเกิดอาการหมั่นไส้ มีจิตริษยาว่า แหม!นึกว่ารวยหรือไง ทำบุญด้วยเงินมากๆเนี่ย ทำเอาหน้าแน่ๆเลย

การคิดริษยาการทำบุญกุศลของผู้อื่น นอกจากเราจะไม่ได้บุญจากการร่วมอนุโมทนาแล้ว ยังเกิดบาปและทุกข์ในจิตใจของเราอีกด้วย

เรียกว่าถ้าเราริษยาเขา เราก็ซวย2เด้งเซ็ง2ต่อ แต่ถ้าเราอนุโมทนาบุญร่วมไปกับเขา เราก็เหมือนได้โชค2ชั้นโดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

---------------------------

ถ้ามีลูกมีหลาน ก็ควรสอนให้ลูกให้หลานหัดอนุโมทนาบุญ อนุโมทนาในการทำความดีของผู้อื่นให้สม่ำเสมอ ซึ่งอานิสสงฆ์จากการอนุโมทนาบุญสม่ำเสมอนี้ ก็จะให้บุตรหลานของทุกท่านมีจิตใจงดงาม มีจิตเป็นกุศล กล่อมเกลาจิตใจให้ละเอียดอ่อน อ่อนโยน และรู้จักเห็นใจผู้อื่นไปด้วยในคราวเดียวกัน


การอนุโมทนา ยังควรทำร่วมไปกับการมุทิตาจิตไปด้วย หมายถึง เวลาเราเห็นใครทำความดี หรือทำบุญ ทำทาน ทำกุศล นอกจากเราร่วมอนุโมทนาบุญไปกับเขาแล้ว เราก็ทำมุทิตาจิต ยินดีที่เขาได้มีโอกาสได้ทำความดี ทำกุศลแบบนั้น

เพราะการมุทิตาจิตนั้น เป็นการลดความอิจฉาริษยาได้ดีที่สุด ทำให้เราเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีใจเมตตาต่อผู้อื่น

คนไทยเรานั้น มักมีความอิจฉาริษยา แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในทางอกุศลเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ละครทีวีน้ำเน่าของไทยมักจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเด็กและเยาวชน ในเรื่องความอิจฉาริษยาแย่งชิง!!

การหัดให้ลูกให้หลาน หมั่นอนุโมทนาในบุญและในความดีของผู้อื่น และมุทิตาจิต แสดงความยินดีต่อความสำเร็จ หรือความโชคดี หรือความสำเร้๗ของผู้อื่นไปด้วย ก็จะทำให้เด็กมีภูมิต้านทานต่อความคิดร้าย ต่อความอิจฉาริษยาต่อคนอื่น สังคมส่วนรวมก็จะดีไปด้วยเพราะจิตใจคนดีมีมากขึ้น


**หมายเหตุ บางครั้งเราไม่ต้องไม่ต้องไปเสาะแสวงหาดูใครทำบุญทำความดีให้ยาก แค่เพียงเราดูทีวี ฟังวิทยุ ได้เห็น ได้ยิน ใครทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่น ทำบุญทำกุศลทางสื่อต่างๆให้เราได้รับรู้ เราก็อนุโมทนาบุญได้เช่นกันครับ


----------------------------

ส่วนอธิบายเพิ่มเติม (ข้อมูลจากเว็บpantown)


วิธีหรือหลักแห่งการทำบุญในพระพุทธศาสนา เมื่อพูดโดยย่อแล้วมีเพียง 3 อย่าง คือ ทาน ศีล และภาวนา แต่ถ้าขยายความให้กว้างออกไป บุญกิริยาวัตถุมี 10 ประการ

1. ทานมัย บุญเกิดจากการให้ทาน
2. สีลมัย บุญเกิดากการรักษาศีล
3. ภาวนามัย บุญเกิดจากการเจริญภาวนา
4. อปจายนมัย บุญเกิดจากการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
5. เวยยาวัจจมัย บุญเกิดจากการขวนขวายในกิจที่ชอบ
6. ปัตติทานมัย บุญเกิดจากการให้ส่วนบุญ
7. ปัตตานุโมทนามัย บุญเกิดจากการอนุโมทนาส่วนบุญ
8. ธัมมัสสวนมัย บุญเกิดจากการฟังธรรม
9. ธัมมเทศนามัย บุญเกิดจากการแสดงธรรม
10. ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความเห็นให้ตรงกัน


บุญจากการอนุโมทนา

ผลของบุญนั้นมีความมหัศจรรย์มาก เพราะบุคคลบางคนไม่ได้สละทรัพย์เป็นเจ้าของวัตถุทานและไม่ได้เป็นผู้ถวายทานนั้นด้วยมือ แต่เป็นผู้มีความยินดีเลื่อมใสในการทำบุญของบุคคลอื่น บุคคลนั้นก็จะได้รับผลของบุญประหนึ่งเป็นเจ้าของวัตถุทานหรือเป็นผู้ถวายทานนั้นเอง ดังเช่นผลบุญที่เกิดกับเพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา

ครั้งหนึ่ง พระอนุรุทธะเถระจาริกไปในดาวดึงส์เทวโลก เห็นทิพย์วิมานหลังใหญ่ กว้างยาวและสูง ๑๖ โยชน์ แวดล้อมด้วยอุทยานและสระโบกขรณี ล่องลอยอยู่ในอากาศ แผ่รัศมีไปไกลถึงร้อยโยชน์ เจ้าของวิมานนั้นเป็นเทพธิดาวรรณะงาม มีรัศมีสว่างไปทั่วทุกทิศ มีกลิ่นทิพย์หอมยวนใจฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ เมื่อยามเยื้องกรายหรือร่ายรำก็มีเสียงทิพย์อันไพเราะ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่

พระอนุรุทธะเถระจึงถามเทพธิดานั้นว่า "เธอทำบุญด้วยอะไร ทิพย์สมบัตินี้จึงเกิดขึ้นแก่เธอ?"

นางเทพธิดาตอบพระเถระว่า

"ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันเป็นเพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา เมื่อเพื่อนของดิฉันสละทรัพย์ถึง ๒๗ โกฏิ สร้างบุพพารามมหาวิหาร เธอชวนดิฉันและสหายอีก ๕๐๐ คน ไปเที่ยวชมปราสาท ดิฉันได้เห็นสมบัติปราสาทที่เธอสร้างถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ดิฉันเคารพ ดิฉันเลื่อมใส จึงอนุโมทนาบุญกับเธอว่า สาธุ! สาธุ!
ด้วยอานิสงส์ของการอนุโมทนาบุญนี้ ทิพย์สมบัติทั้งหลายเหล่านี้จึงบังเกิดแก่ดิฉัน"


สุดท้าย ขอฝากไว้ว่า จงทำความดี ทำบุญกุศลโดยไม่หวังผลตอบแทน(แม้กระทั่งผลบุญ) จะได้กุศลสูงสุด (เพราะบุญไม่ต้องหวัง หากทำความดี บุญนั้นได้เองอยู่แล้ว โดยไม่ต้องหวัง)

แนะนำอ่าน ขอบคุณ ขอโทษ เสียสละ ให้อภัย ก็เป็นบุญ





วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

พระอรหันต์ในบ้าน





เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า พ่อแม่คือพระอรหันต์ของลูก กันมาบ้างใช่มั้ยครับ??

นี่เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่คำเปรียบเทียบเปรียบเปรยใดๆทั้งสิ้น เพราะพ่อแม่ก็คือพระอรหันต์ของลูกจริงๆครับ

ขอยกเรื่องอนันตริยกรรม มาประกอบให้ทุกท่านพิจารณา เพื่อจะได้เทียบเคียงได้ว่า พ่อแม่คือพระอรหันต์ของลูกได้อย่างไร

อนันตริยกรรม หมายถึง กรรมหนักที่สุด (ครุกรรม) ฝ่ายบาปอกุศล ซึ่งให้ผลทันที มี 5 อย่าง คือ

1. มาตุฆาต - ฆ่ามารดา
2. ปิตุฆาต - ฆ่าบิดา
3. อรหันตฆาต - ฆ่าพระอรหันต์
4. โลหิตุปบาท - ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ ขึ้นไป เช่น พระเทวทัตได้ทำร้ายพระพุทธองค์ ในสมัยพุทธกาล
5. สังฆเภท - ยังสงฆ์ให้แตกกัน ทำลายสงฆ์ให้แตกแยก


จากที่ผมยกเรื่องอนันตริยกรรมมาให้ดู คงจะเห็นแล้วว่า การฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ เป็นทำบาปหนักเหมือนฆ่าพระอรหันต์เลยทีเดียว

เฉกเช่นเดียวกันนั้น เมื่อทำบาปกับพ่อแม่เท่ากับทำบาปกับพระอรหันต์ ฉะนั้นผมจึงขออนุญาตเปรียบเทียบว่า การทำบุญกุศลต่อพ่อแม่ ก็จะได้บุญมากเท่ากับทำบุญกับพระอรหันต์เช่นเดียวกัน


หมายเหตุ แม้พระพุทธเจ้าจะไม่เคยตรัสว่า พ่อแม่คือ พระอรหันต์ของลูก เพราะที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสเพียงแค่พ่อแม่เปรียบเป็นพระพรหมของลูก ก็ตาม

แต่ในพระเถระหลายรูป ก็เคยเทศนาเปรียบเทียบว่า พ่อแม่เปรียบเสมือนพระอรหันต์ของลูก ทั้งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จโต พรหมรังสี ท่านพุทธทาส เป็นต้น

ผมจึงอุปมาว่า พ่อแม่จึงเปรียบเสมือนเป็นทั้งพรหมและทั้งพระอรหันต์สำหรับลูก ก็ได้ทั้งนั้น

เพราะคำว่า เปรียบเสมือน เป็นคำที่ใช้เปรียบเทียบเฉพาะอานิสงส์ที่ลูก ๆ จะได้รับเมื่อได้ทำกุศลต่อพ่อแม่ของตัวเองเท่านั้น แต่ไม่ได้แปลว่า พ่อแม่ของลูก ๆ ทุกคนจะสำเร็จธรรมถึงขั้นเป็นพระพรหม หรือสำเร็จ พระอรหันต์จริง ๆ

ผมอธิบายแบบนี้พอเข้าใจนะครับ

-----------------

สรุปความหมายเบื้องต้นของคำว่า พ่อแม่คือพระอรหันต์ของลูก

จึงหมายถึง  ลูก ๆ ที่ได้ทำบุญกับพ่อแม่ก็จะได้อานิสงส์ผลบุญเท่ากับได้ทำบุญกับพระอรหันต์ แต่ไม่ได้หมายความว่า พ่อแม่ของลูกจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์จริง ๆ



------------------------------

ทำบุญกับพ่อแม่ประเสริฐกว่าเสียเวลาไปเสาะแสวงหาพระเกจิที่ใด ๆ 

คุณไม่จำเป็นต้องไปเสาะแสวงหาพระอรหันต์ที่ไหน ที่เขาร่ำลือกันให้เหนื่อยยาก ลำบาก เพราะบางทีอาจจะใช่พระอรหันต์หรือเปล่าก็ไม่มีใครชี้ชัดได้ ไม่เหมือนสมัยพุทธกาลที่มีพระพุทธเจ้าทรงประกาศรับรองให้ว่า พระภิกษุรูปใดได้สำเร็จเป็นอริยะขั้นใดแล้ว

แต่ยุคนี้ แค่เพียงเรากระทำความดีต่อบุพการี พ่อแม่ ก็ได้บุญเท่ากับทำให้พระอรหันต์แท้ๆอยู่แล้ว


ผมเคยดูรายการ สะเก็ดข่าว ทางช่อง7 มีอยู่ครั้งนึง มีรถขายของกินคันหนึ่ง (ขออภัยจำไม่ได้แน่ว่าขายอะไร) เป็นรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเพื่อขายของ

รถคันนี้ติดคำขวัญที่เจ้าของรถคิดเอง ไว้รอบคันรถให้ลูกค้ากับผู้คนที่พบเห็นได้อ่านเพื่อเตือนสติ เตือนใจ

แต่ที่สะดุดใจ!! ที่สุด!! ก็คำขวัญที่ว่า

"อย่ามัวเสียเวลารอตักบาตรให้พระสงฆ์อยู่เลย ถ้าหากคุณยังละเลยการตักบาตรให้พระอรหันต์ที่บ้านคุณ"





---------------------


คำว่าพระอรหันต์ที่บ้าน ผมเองรู้ในความหมายมานานแล้ว แต่ถึงรู้ แต่จริงๆแล้วผมกลับยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้กับคำว่าพระอรหันต์ในบ้านจริงๆเลยจริง

จนกระทั่งแม่ของผมป่วยมาก

และเพราะแม่ผมป่วย ผมถึงได้ตาสว่างและเข้าใจอย่างถ่องแท้และลึกซึ้งถึงคำว่า พระอรหันต์ในบ้าน เป็นอย่างไร มหัศจรรย์และสำคัญสำหรับต่อลูกๆอย่างไร


ผมเสียดายที่ก่อนหน้านี้ ผมรู้จักคำว่า พระอรหันต์ในบ้านแบบนกแก้วนกขุนทอง ทั้งๆที่ผมอธิบายให้คนอื่นได้รู้จักคำว่า พระอรหันต์ในบ้านให้ใครต่อใครได้รู้จักคำๆนี้ตั้งมากมาย แต่ตัวผมเองกลับไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้กับคำว่า พระอรหันต์ในบ้านเองเลย

หวังว่าทุกท่านคงจะรู้จักคำว่า พระอรหันต์ในบ้าน อย่างถ่องแท้ก่อนจะสายเกินไปนะครับ

พอผมเข้าใจคำๆนี้แล้ว แม้เกือบจะสายและเสียใจที่เข้าใจช้าไป แต่เมื่อได้เข้าใจแล้ว ผมรู้สึกปิติในใจเหลือเกิน ที่ผมยังเหลือพระอรหันต์ในบ้านที่ยังอยู่กับผมอีกคน..


คำพระ "พ่อแม่เป็นนาบุญอันอุดมสำหรับลูกๆ ทุกคน"



ใหม่เมืองเอก.



พอดีไปเจอกลอนบทหนึ่ง ไม่ทราบผู้แต่ง แต่ชอบเลยนำมาแชร์ให้อ่านครับ

“จัดอาหาร ล้วนชั้นเลิศ ถวายพระ
ต้องสละ ทั้งเวลา และทรัพย์สิน
หวังผลบุญ หนุนนำ ค้ำชีวิน
พระได้กิน ของดีกัน ทุกวันไป
พระแท้แท้ พ่อแม่เรา ที่อยู่บ้าน
ข้าวสักจาน เคยตัก ให้ท่านไหม
ท่านกินอยู่ หลับนอน กันอย่างไร
แค่โทรไป วันละครั้ง ยังไม่มี
รีบเถอะครับ ทำบุญ กับพ่อแม่
ดีแน่แท้ ก่อนท่านตาย กลายเป็นผี
ผลบุญการ กตัญญู กตเวที
นั้นมากมี เหลือล้น พ้นประมาณ
ต่อให้ตัก บาตรพระ เป็นล้านครั้ง
สร้างโบสถ์หลัง ใหญ่โต มหาศาล
ผลบุญไม่ เทียบเท่า ข้าวหนึ่งจาน
ที่เราท่าน ป้อนพ่อแม่ แค่ครั้งเดียว"

-------------------------------

พระอรหันต์ในบ้าน โดย หลวงพ่อโต พรหมรังษี

สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี ได้เคยทรงเทศนาเรื่องพระอรหันต์ในบ้านให้รัชกาลที่4 และข้าราชบริพารได้รับฟัง จนถึงกับทำให้ผู้ฟังทั้งหลายน้ำตาไหลตามๆกัน

สมเด็จพระพุฒาจารย์โตฯ ท่านได้เล่าว่า มีคราวหนึ่งท่านได้รับนิมนต์ให้แสดงธรรม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกมาท่ามกลางเหล่าขุนนาง ข้าราชการ และข้าราชบริพาร ครั้นพอพบหน้าท่านเจ้าผู้ครองแผ่นดินก็ทรงสัพยอกว่า “ท่านเจ้าคุณ เห็นเขาชมกันทั้งเมืองว่าท่านเทศน์ดีนักนี่ วันนี้ต้องขอพิสูจน์หน่อย”

สมเด็จพระพุฒาจารย์โตฯ ทรงทูลว่า “ผู้ที่ไม่เคยฟังในธรรม ครั้นเขาฟังธรรม และได้รู้เห็นในธรรมนี้แล้ว เขาก็ชมว่าดี ขอถวายพระพร มหาบพิตร”

และวันนี้อาตมาจะมาเทศน์เรื่อง “พระอรหันต์อยู่ในบ้าน”

ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเหล่าขุนนาง ข้าราชการและข้าราชบริพารต่างก็มีความสงสัย เพราะเคยได้ยินแต่ว่าพระอรหันต์ท่านจะอยู่ในถ้ำ ในป่า ในเขา ในที่เงียบสงัดหรือที่วัดวาอารามเท่านั้น

แต่ทำไมสมเด็จโตจึงกล่าวว่าจะเทศนาเรื่องพระอรหันต์อยู่ในบ้าน ในขณะที่ทุกคนพากันคิดสงสัยอยู่นั้น ฝ่ายสมเด็จโตทรงทราบด้วยญาณวิถีของทุกคน

สมเด็จโต จึงขยายความต่อไปว่า "จิตพระอรหันต์เป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านละจากความโลภ ความหลง ไม่ยินดียินร้ายในเรื่องใดๆทั้งสิ้น เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม หากใครได้ทำบุญกับพระอรหันต์แล้วไซร้ ก็ถือได้ว่าเป็นลาภอันประเสริฐที่สุด บุญที่ได้ทำกับท่านจะให้ผลในชาติปัจจุบันทันที ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้า ทุกๆคนจึงมุ่งเสาะแสวงหาแต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน แต่ไม่เคยมองเห็นพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านเลย"

ทุก ๆ คนที่นั่งฟังเทศนาอยู่ในที่แห่งนั้น ต่างทำสีหน้างุนงงไปตามกัน เพราะไม่เข้าใจความหมาย

สมเด็จโตจึงเทศนาต่อไปว่า “พระอรหันต์คือ พระผู้ประเสริฐ คนเราทั้งหลายพยายามค้นหาพระผู้ประเสริฐ เพียงหวังที่จะยึดท่าน เกาะผ้าเหลืองท่าน เกาะหลังของท่าน เพื่อให้ท่านพาไปสู่ความสุข แม้ว่าท่านจะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า คนเราก็ยังอุตสาห์ดั้นด้นดิ้นรนไปหา เพียงหวังเพื่อยึดเหนี่ยวและบูชาท่าน แต่พระที่อยู่ภายในที่ใกล้ตัวที่สุดกลับมองข้าม มองไม่เห็นเหมือนใกล้เกลือ แต่กลับไปกินด่าง

อันน้ำใจของพ่อ แม่ ที่ให้ต่อลูก มีแต่ความบริสุทธิ์ ไม่คิดหวังสิตอบแทน เช่นเดียวกับน้ำใจของพระอรหันต์ที่ให้ต่อมนุษย์ ก็มีความบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน พ่อแม่จึงเปรียบเสมือนพระอรหันต์ของลูก ท่านมีน้ำใจบริสุทธิ์ต่อลูกมากมายนัก ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่อยู่ในท้องของท่าน ทนทุกข์ทรมานร่วมเก้าเดือนบ้างสิบเดือนบ้าง แต่ท่านก็ไม่เคยปริปากบ่นสักนิด มีแต่ความสุขใจ

แม้ลูกเกิดมาแล้วพิกลพิการ หูหนวก ตาบอด ท่านก็ยังรักยังสงสาร เพราะท่านคิดเสมอว่านั้นคือสายเลือด ถือว่าเป็นลูก ไม่เคยคิดรังเกียจและทอดทิ้ง แต่ท่านกลับจะเพิ่มความรักความสงสารมากยิ่งขึ้น

ครั้นตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ ก็ซุกซนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราเคยหยิก เคยข่วน ทุบ ตี เตะ ต่อย กัด หรือด่าทอพ่อแม่ต่างๆ นานา เพราะความไร้เดียงสา ท่านก็ไม่เคยโกรธเคือง กลับยิ้มร่าชอบใจเพิ่มความรักความเอ็นดูให้เสียอีก แม้เราจะเป็นผู้ใหญ่รู้ผิดชอบชั่วดี

แต่บางครั้งด้วยความโกรธ ความหลง เราก็ยังทุบตีหรือด่าทอท่านอยู่ แทนที่ท่านจะโกรธหรือถือโทษเอาผิดต่อเรา ท่านกลับยอมนิ่งเฉย ยอมที่จะทนรับทุกข์เพียงฝ่ายเดียว ยอมเสียน้ำตา ยอมเป็นเครื่องรองรับมือ รับเท้า และปากของเรา

สำหรับลูกแล้ว ท่านเสียสละให้ทุกอย่าง ท่านให้อภัย ในการกระทำของเราเสมอ เพราะท่านกลัวเราจะมีบาปติดตัว จึงยอมที่จะเจ็บ ยอมทุกข์เสียเอไม่มีใครในโลกนี้ที่จะรักเรา และหวังดีต่อเราอย่างจริงจังและจริงใจ เหมือนพ่อแม่ ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เล็กจนเราเติบใหญ่ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และกำลังทรัพย์ให้แก่เราอย่างมากมาย จนไม่อาจประมาณค่าเป็นตัวเลขได้ ทั้งนี้เพราะมันมากมายจนเกินกว่าจะประมาณค่าได้

และในบางครั้ง ลูกหลงผิดเป็นคนชั่วด้วยอารมณ์แห่งโทสะ เป็นคนเมาขาดสติ ก่อกรรมทำเข็ญเป็นที่เดือดร้อนแก่ชาวบ้าน ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ในสายตาของท่านแล้ว เมื่อมีภัยสู่ลูก ก็ยังโอบไปปกป้องรักษา ช่วยเหลือลูกอย่างเต็มกำลัง และสุดความสามารถ ยอมเสียทรัพย์สินและเงินมากมาย เพื่อให้ลูกได้พ้นผิด ถึงแม้ว่าในบางครั้งลูกต้องถูกจองจำหมดแล้ว ซึ่งอิสรภาพด้วยอาญาแห่งแผ่นดิน ก็คงมีแต่พ่อแม่เท่านั้นที่คอยหมั่นดูแลไปเยี่ยม ไปเยียน คอยส่งน้ำส่งข้าวปลาอาหาร คอยให้กำลังใจแก่ลูก ให้ต่อสู้กับความเจ็บปวด และทุกข์ทรมานของจิตใจที่ลูกได้รับ และรอนับเวลาที่ลูกจะกลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้งหนึ่ง

น้ำใจที่มีต่อลูกเช่นนี้ เปรียบเท่ากับน้ำใจของพระอรหันต์โดยแท้ พ่อแม่จึงเป็นพระอรหันต์ในบ้านของเราจริงๆ ทำไมพวกท่านจึงไม่คิดที่จะทำบุญกับพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านของท่านเล่า

สำหรับลูก ถึงแม้พ่อแม่จะเป็นโจร เป็นคนชั่วใจสายตาของบุคคลอื่น แต่สำหรับลูกแล้ว ท่านเสียสละได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง แม้แต่ชีวิตท่านก็สามารถเสียสละให้ลูกได้ พ่อแม่มีลูกนับ 10 คนเลี้ยงดูมาเติบใหญ่ แต่ลูกทั้ง 10 คน กลับเลี้ยงดูพ่อแม่เพียง 2 คนไม่ได้ ชอบเกี่ยงกันเพราะลูกเหล่านั้นกำลังลืมคำว่า พระคุณของพ่อแม่

ยามที่พ่อแม่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เราควรที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ โดยการซื้ออาหารการกิน ซื้อเสื้อผ้า พาท่านไปทำบุญทำทาน เข้าวัดเข้าวา อะไรก็ตามที่ทำแล้วให้ท่านมีความสุข ก็ควรทำให้ท่าน ดูแลความทุกข์สุข และเลี้ยงดูจิตใจท่าน เชื่อฟังในโอวาทคำเตือนของท่าน

คำพูดคำจาที่จะพูดกับท่านก็ต้องระมัดระวัง เพราะคนแก่นั้นใจน้อย ต้องรักษาน้ำใจท่านไว้ ด้วยคำพูดที่นิ่มหู ฟังดูแล้วไม่ทำให้ท่านไม่สบายใ ไม่ปล่อยทิ้งให้ท่านอยู่อย่างว้าเหว่ คอยเอาใจใส่ปรนนิบัติดูแลท่านอย่างใกล้ชิด แต่คนส่วนมากมักจะทำบุญให้พ่อแม่ เมื่อยามที่ท่านตายจากเราไปแล้ว เพราะนั่นคือการพลาด และเป็นการพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเราเอง ซึ่งความจริงแล้ว เราควรที่จะทำบุญให้กับพ่อแม่ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้กตัญญูกตเวที

ขอให้สาธุชนทั้งหลายผู้มาได้ฟังธรรมในวันนี้ จงกลับไปทำบุญกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์ในบ้าน การทำบุญแบบนี้จะได้อานิสงส์ทันตาเห็นในชาติปัจจุบัน บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน คือบุญที่ทำกับพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ

แต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน พวกท่านไม่อาจจะล่วงรู้ได้ว่าองค์ใดจริงหรือไม่จริง แต่ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด และเป็นของจริง และบูชาได้อย่างแน่นอน ไม่เคยเห็นผู้ใดเลยที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่แล้ว ต้องพบกับความวิบัติไม่เคยมี มีแต่จะทำมาหากินอาชีพอะไร ก็จะเจริญรุ่งเรือง แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟก็ไม่ไหม้ มีแต่ความสุข อายุยืนยาวตายตามกาลเวลา

ขอให้ท่านทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้ จงใช้สติและพิจารณาในเรื่องราวต่างๆ ที่อาตมาได้เทศนาให้ฟังในครั้งนี้ให้ดี แล้วประโยชน์และความสุข ก็จะบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย อย่างทันตาเห็น เอวัง...ก็มีด้วยประการฉะนี้ ขอถวายพระพร "

ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เหล่าขุนนางข้าราชการและข้าราชบริพารทั้งปวง ได้ฟังคำเทศนาของสมเด็จโตจบลง บ้างน้ำตาก็คลอเบ้าทั้งสอง บ้างน้ำตาก็หลั่งไหลออกมาสุดที่จะกลั้นได้ ด้วยความรู้สึกรักสงสาร และคิดถึงพระคุณพ่อแม่ขึ้นมา อย่างจับจิตจับใจ อย่างที่ไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย

เจ้าผู้ครองแผ่นดินแห่งสยามประเทศ จึงตรัสด้วยพระสุรเสียงอันสั่นเครือ ปนน้ำพระเนตรว่า “ท่านเจ้าคุณท่านเทศน์ได้จับใจยิ่งนัก และขอให้ทุกคนจงกลับไปทำบุญกับ พ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์เถิด”


ขอบข้อมูลจาก เว็บพลังจิต

หมายเหตุ ก่อนที่รัชกาลที่ 4 จะทรงมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์เคยทรงผนวชอยู่นานหลายพรรษา จนเชี่ยวชาญในพระธรรมและพระไตรปิฎก ถึงขนาดทรงตั้งธรรมยุตนิกายขึ้นมา

การที่หลวงพ่อโต เทศน์เรื่อง พระอรหันต์ในบ้านก็คือ พ่อแม่ แล้วมีรัชกาลที่ 4 ทรงสดับฟังด้วยความตั้งใจ โดยมิได้โต้แย้ง

จึงเป็นสิ่งยืนยันว่า พ่อแม่คือ พระอรหันต์ในบ้าน จริง ๆ


แนะนำอ่าน หน้าที่พ่อแม่ หน้าที่ลูก ที่หลายคนอาจไม่เข้าใจ



วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

จงมองหลายมุม

V

V

ในสายตาคนตะวันตกและคนที่ชอบประชาธิปไตย และทุนนิยม

อาจมองพม่าด้วยสายตาที่รังเกียจ

แต่อย่าลืมในข้อเสียก็มีข้อดีอยู่นั่นคือ


ทรัพยากรธรรมชาติของพม่ายังถูกทำลายน้อยมากเมื่อเทียบกับชาติที่เปิดประเทศรับประชาธิปไตย ทุนนิยม พม่ายังคงเป็นปอดของโลก ขณะที่ไทยไม่ใช่แล้วในตอนนี้


อเมริกันและตะวันตกหลายประเทศอยากเข้าไปถลุงทรัพยากรธรรมชาติของพม่า ทั้งน้ำมัน ป่าไม้ เพชร ทองคำ แก๊สและอื่นๆ

เมื่อพม่าไม่เปิดประเทศ ก็ทำให้ตะวันตกไม่พอใจ



มีรายการทีวีของไทยรายการหนึ่งเคยพาไปตามชนบทที่อุดมสมบูรณ์ของพม่า แม้แต่แม่ค้าขายผัก หน้าตาสะสวยผิวสวยก็เรียนจบนิติศาตร์ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี

รายการทีวีได้สัมภาษณ์เธอ เธอบอกว่าในชนบทประชาชนส่วนใหญ่ก็มีความสุขดีตามอัตภาพ เธอไม่ปราถนาที่จะไปทำงานในเมือง เพราะทุกวันนี้เธออยู่อย่างมีความสุขดีแล้ว

เช้ามาขายผัก สายๆก็กลับไปทำนาทำสวน อากาศบ้านเธอดี มีน้ำสะอาดให้ใช้ทั้งปี เพียงแค่นี้ครอบครัวเธอก็พอใจตามอัตภาพแล้ว



แน่นอนเผด็จการทหารพม่าย่อมดูร้ายในสายตาตะวันตก เฉกเช่นซัดดัม ฮุสเซ็น

เมื่อตอนอเมริกาบุกถล่มล้มซัดดัม คนอิรักต่างดีอกดีใจ

แต่พอวันเวลาผ่านไป ทุกวันนี้คนอิรักส่วนใหญ่กลับบอกว่า ให้ซัดดัมอยู่ยังดีกว่าให้อเมริกาบุกเข้ามา

คนอิรักเกลียดอเมริกามาก นักข่าวที่เอารองเท้าปาหน้าบุช ได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษของประเทศ !?


หากคุณได้เห็นบ้านเมืองอิรักสมัยซัดดัม บอกตามตรง น่าอยู่และดีกว่าสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด บ้านเมืองพังเพราะสงครามอย่างทุกวันนี้


ทุกวันนี้อเมริกามุ่งใส่ร้ายอิหร่านอีก 1 ประเทศ

หากใครรู้จักอิหร่าน คุณจะรู้ว่า อิหร่านคือประเทศทีมีอารยธรรมสูงมาก ผู้คนฉลาดสามารถผลิตรถยนตร์ เครื่องบิน และเทคโนโลยีชั้นสูงโดยไม่พึ่งพวกตะวันตก


เพราะอเมริกาคว่ำบาตรอิหร่าน เพราะเหตุนี้อิหร่านจึงเอาชนะความล้าหลังด้วยการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีของตัวเองได้มากมาย


อิหร่านมีประชาธิปไตยยิ่งกว่าชาติทุกชาติในอาหรับ แต่กลับถูกใส่ร้ายมากมายโดยอเมริกาครับ (ผู้หญิงอิหร่านมีสิทธิเสรีภาพทางการเมือง และมีสิทธิเลือกตั้ง)


อยากบอกว่า จงมองโลกให้กว้างครับ


บทความแนะนำอ่าน มองประชาธิปไตยจากหลายมุมโลก


.
.

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

พ่อค้าแม่ค้าที่เอาเปรียบลูกค้า



วันนี้ผมแวะไปซื้อข้าวเหนียวสังขยาร้านดังแถวถนนโชคชัย4 แต่อยู่ในซอยหนึ่ง ชื่อร้าน ช. ....??
ร้านนี้เค้าดัง ออกรายการทีวีหลายรายการแทบทุกปี ขายข้าวเหนียวมูลหลากสี ข้าวเหนียวสังขยา ข้าวต้มมัด และข้าวเหนียวมะม่วง ฯลฯ

ข้าวเหนียวสังขยากล่องเล็กกระจิดริดแค่กินพอหายอยาก เขาขายอยู่ที่กล่องละ 10บาท ที่จริงผมเคยซื้อที่ต่างจังหวัดปริมาณมากกว่าเจ้านี้เยอะแต่ขายแค่5บาท-7บาทเท่านั้น

แต่เอาเถอะขึ้นชื่อว่าถนนโชคชัย4 นับว่าของกินแถวนี้แพงๆทั้งนั้น ใครอย่าได้มาอยู่แถวนี้เลยถ้าคุณไม่รวยพอหรือมีรายได้น้อย



แค่น้ำท่วมไม่กี่วัน พ่อค้าแม่ค้าหลายรายถือโอกาสคาดสถานการณ์ว่าต่อไปข้างหน้าของจะแพงขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะข้าว!! ทั้งๆที่ผมเองก็เพิ่งจะซื้อข้าวสารครั้งสุดท้ายก็ไม่เห็นแพงขึ้นแต่อย่างใด แต่วันนี้ข้าวเหนียวสังขยาเจ้าช. ....? กลับขึ้นราคาไปแล้ว ขึ้นพรวดเดียวจากกล่องละ10บาท เป็น15บาททันที!!

เพราะพอแม่ค้าบอก2กล่อง30บาท แม้ผมสั่งไปแล้วก็ตามก็บอกยกเลิกไม่เอา นั่นเพราะเขาขึ้นราคาแพงเกินงามไป แม่ค้าร้านนี้กำลังทำบาป จากการหมิ่นเงินน้อย หมิ่นเงินบาทสองบาท เอากำไรทีเดียวเกินควร จาก10บาทขึ้นเป็น15บาท เพิ่มขึ้นทีเดียว5บาท



คุณๆพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายครับ คุณอย่าคิดว่า การที่คุณๆพ่อค้าทั้งหลาย สามารถกำหนดราคาตามความพอใจได้นั้น อย่าคิดแค่ว่า ใครไม่ซื้อก็อย่าซื้อ ฉันไม่ได้ง้อให้ซื้อนั้น นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง!!


ประเทศไทยเรายังมีเหรียญบาท มีเหรียญ2บาทให้ใช้อยู่ แต่พวกพ่อค้าแม่ค้ากลับมักชอบเอาเปรียบลูกค้าหรือผู้บริโภคด้วยการขึ้นราคาทีละ5บาท ใครไม่เชื่อว่าบาป!! แต่ผมเชื่อ เพราะผมก็เคยเป็นพ่อค้ามาก่อน

ว่าการที่ขึ้นราคาอย่างไม่สมเหตุสมผลนั้นเป็นบาป!! แน่นอน

เพราะคุณกำลังทำร้ายน้ำใจลูกค้าของพวกคุณ ด้วยเอาเปรียบลูกค้าของคุณจากการขึ้นราคาไม่สมเหตุสมผล และอย่าคิดว่าลูกค้าหลายคนที่เขายอมซื้อของไป เขาจะไม่คิดอะไรเลยนะ ใครๆเขาก็คิดทั้งนั้นแหล่ะ ที่ถูกพ่อค้าแม่ค้าเอารัดเอาเปรียบแบบนี้ เพียงแต่จะพูดหรือไม่เท่านั้น

การขึ้นราคาข้าวเหนียวสังขยากล่องกระจ้อยร่อย จาก10บาท เป็น15บาท โดยไม่มีราคาติดประกาศไว้ ทำให้ลูกค้าอย่างผมเดินไปสั่งเพราะเคยซื้อประจำ เมื่อผมได้ยินราคาที่แพงโหดทันทีขนาดนี้จากปากแม่ค้า ผมจึงปฏิเสธการซื้อทันที!!

เพราะขึ้นราคาแพงจนเกินไปอย่างไม่สมเหตุสมผล


พ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ แม้จะร่ำรวยวันๆขายได้เงินมากมาย และไม่เสียภาษีการค้า

แต่เอาเถอะพวกคุณกินบุญเก่าไปแล้วกัน เพราะการที่พวกคุณดูถูกเงินบาทหรือ2บาท ไม่ยอมใช้เหรียญบาทกันนั้น คุณก็ดูถูกเงินน้อยนั่นแหล่ะ (อย่าหมิ่นเงินน้อย!!)

คนดูถูกเงินน้อยแล้วร่ำรวยได้ เพราะคุณมีบุญเก่าสั่งสมมา คุณถึงจะเจริญได้ แต่ถ้าคุณไม่คิดสร้างบุญใหม่เพิ่ม ก็อาจจะสบายชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายก็ได้

ผมในฐานะที่เคยเป็นพ่อค้ามาก่อน ผมจะบอกหัวใจพ่อค้าของผมที่ขายของดีมากๆให้ฟังว่า

สำหรัลผมนั้น ใช้หลักการที่ว่า คือ "ขึ้นราคาที่หลังคนอื่น แต่ลดราคาก่อนคนอื่น" หรือบางทีผมต้องยอมขายของขาดทุนเพื่อไม่เอาเปรียบลูกค้า แม้ต้นทุนเก่าจะแพงกว่าราคาต้นทุนใหม่ก็ตาม เพราะหัวใจของผมคือ ไม่เอาเปรียบลูกค้า และถือว่าลูกค้าคือผู้มีพระคุณ และผมจะลดแลกแจกแภมคืนกำไรตอนปีใหม่แก่ลูกค้าขาประจำเสมอ

(แม้โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี แต่ที่ให้ถือเป็นน้ำใจ ก็จะได้น้ำใจดีๆคืนกลับมา)


ผมเคยไปกินอาหารที่โรงพยาบาลรามาธิบดีอยู่พักนึง ราคาอาหารที่นั่น ถูกมากๆ ข้าวแกงกับข้าว1อย่าง 15บาท กับข้าว2อย่าง18บาท กับข้าว3อย่าง22บาท

ผมแค่กินกับข้าว2อย่าง18บาท เพิ่มข้าวสวยอีก2บาท แค่นี้ก็อิ่มแปร้แล้ว หาได้สักกี่แห่งในกรุงเทพที่ขายราคาแบบนี้ ยอมรับเงิน ทอนเงิน กับเหรียญบาทและ2บาท

ผมไปตลาดหลังร้านค้าทอ. ยังมีขนมไทยๆขาย10บาท 7บาท 12บาท กันอยู่ ยังใช้เหรียญบาทกันอยู่

แต่ทำไมพ่อค้าแม่ค้าหลายแห่งเลิกใช้เหรียญบาทกันแล้ว


คนไทยเราน่ะ ค่านิยมอยากร่ำอยากรวยน่ะกำลังมีมากเกินไป เมื่อทุกคนอยากรวยเห็นแก่เงินมากขึ้น ก็อยากค้าขายได้กำไรมากๆ เมื่อทุกคนอยากมีกำไรมากๆ สุดท้ายข้าวของก็แพงกันถ้วนหน้า

เงินน่ะ ตายไปชาตินี้ก็เอาไปไม่ได้ แต่บุญกุศลน่ะเอาไปได้

พ่อค้าแม่ค้าก็สามารถทำบุญทำกุศลได้ทุกวันเช่นกัน ด้วยการที่พวกคุณไม่เอาเปรียบลูกค้า ขายของให้ลูกค้าเหมือนของที่เราทำกินเอง

เวลาผมซื้อของที่พ่อค้าแม่ค้าไม่เอาเปรียบ ผมจะบอกว่า แม่ค้าใจดีขอให้เจริญนะ หรือไม่ก็ แม่ค้าใจดีขอให้สุขภาพแข็งแรงนะ


พ่อค้าแม่ค้าที่ขายอาหาร ก็คือผู้ที่ให้กำลังแก่คน หากพวกคุณขายอาหารที่สะอาดและดีมีคุณภาพ มีคุณธรรม ราคาถูกไม่เอากำไรเกินควร ก็เท่ากับพ่อค้าแม่ค้าก้ได้ทำบุญทำทานทำกุศลไปในตัวแล้ว

ความดีที่พวกพ่อค้าแม่ค้ามีต่อลูกบริโภค ก็จะทำให้ครอบครัวของคุณมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน หรือหากมีโรคก็จะทุเลาเบาบางลง

ใครไม่เชื่อแต่ผมเชื่อนะ ทำบุญกับลูกค้าน่ะ จะเจริญ!!


อ่านเรื่องมาตรฐานการซื้ออาหารการกิน ตอนก๋วยเตี๋ยวตะกั่ว!!

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ถ้ากรุงเทพน้ำท่วม2เมตรบ้างจะเป็นไง??



ครั้งแรกที่ผมเห็นในข่าวทีวีเมื่อกลางเดือนต.ค.53 ข่าวตอนเที่ยงคืนช่องโมเดิร์นไนน์ เกี่ยวกับเขื่อนป่าสักล้น จนน้ำท่วมลพบุรีทั้งอำเภอเมือง ย้ำ!นะครับว่า อำเภอเมืองท่วมกว่า50ซม.แล้ว

ข่าวตอนนั้น ก็ไม่ใช่ข่าวดังอะไร ไม่เห็นสื่อใหญ่อย่างช่อง3 ช่อง7 พูดถึงข่าวน้ำท่วมทั้งอำเภอเมืองลพบุรี ที่ท่วมสูงร่วม 50 ซม.แล้ว

แต่ผ่านไปอีกร่วม ๆ อาทิตย์ พอโคราชที่ อ.ปากช่อง เกิดน้ำท่วมหนักบ้าง

ตอนนี้แหละ ที่ข่าวทีวีเริ่มสนใจข่าวน้ำท่วมที่โคราช เพราะมันท่วมหนักมาก ๆ  และหนักลามไปเกือบทั้งจังหวัดนครราชสีมา เพราะท่วมไป 28 อำเภอจากทั้งหมด 32 อำเภอ (ถ้าจำตัวเลขไม่ผิด)

เอาเป็นว่า ข่าวน้ำท่วมมาดังกระฉูดเมื่อน้ำท่วมโคราชเกือบทั้งจังหวัดอย่างหนักแล้ว แต่ก็แทบไม่มีสื่อใดสนใจข่าวน้ำท่วมที่จังหวัดลพบุรีเลย

ซึ่งภายหลังคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา ก็เพิ่งมาสารภาพในรายการเรื่องเล่าเช้านี้เองว่า ทุกสื่อรวมทั้งตัวเขาเองมุ่งความสนใจไปที่นครราชสีมา และเพิ่งจะรู้ว่า ลพบุรีท่วมหนักกว่า และท่วมก่อนโคราชด้วยซ้ำ

---------------------------

ฝนที่ทำน้ำท่วมโคราช และลพบุรี สระบุรี ลามไปอีกหลายจังหวัด นั้น เกิดจากฝนตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาทั่วพื้นที่หลายจังหวัดเป็นบริเวณกว้าง และตกนาน

โดยไม่มีพายุเข้าแต่อย่างใด!! ย้ำ!! ฝนตกที่โคราช ลพบุรี สระบุรี ชัยภูมิ และอีกหลายๆจังหวัด เป็นฝนตกหนักทั่วบริเวณกว้างอย่างนาน โดยไม่เกี่ยวกับมีพายุแต่อย่างใด


จากเดือนกรกฎาคม เขื่อนหลาย  ๆแห่งก็แห้งขอดเหลือไม่ถึง 10% ของความจุ แต่ช่วงเวลาไม่กี่เดือน น้ำกลับล้นเขื่อนหลายเขื่อน

นี่คือวิกฤติธรรมชาติแท้ ๆ ที่บันดาลฝนมากมายขนาดนี้!! (ผลพวงจากเราไม่รักธรรมชาติ ธรรมชาติเลยไม่รักเรา)


-------------------------

นอกจากนั้นในที่ลุ่มภาคกลางหลายจังหวัด ทั้งอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี สุพรรณบุรี (กาญจนบุรีท่วมไปแล้วก่อนเพื่อน) ชัยนาท ก็ท่วมหนักพอๆกับเมื่อปี2549

กรุงเทพก็เสี่ยงต่อน้ำท่วมจากแม่น้ำเจ้าพระยาทะลักเข้าท่วมกรุง อีกครั้ง

แต่ที่สุดแล้ว กรุงเทพฯ ชั้นในก็รอดน้ำท่วมใหญ่ได้อีกครั้งอย่างหวุดหวิด เพราะมีเขื่อนกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา และระบบจัดการน้ำที่ในหลวงทรงวางแผนไว้เมื่อหลายปีก่อนยังพอรองรับน้ำไว้ได้

---------------------------

แต่ช่วงเวลาใกล้กัน ที่ อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดของภาคใต้ตอนล่างหลายจังหวัดกลับวิกฤติหนัก ฝนกระหน่ำคืนเดียว จมบาดาล

มีฝนตก 2วัน2คืน จนระดับน้ำฝนมากถึง 500 กว่ามิลลิเมตรปรอท ซึ่งโดยทั่วไป ถ้าฝนตกแค่100กว่ามิลลิเมตรปรอท ก็ท่วมมากแล้ว

เกิดพายุดีเพรสชั่นเข้าจังหวัดสงขลา เล่นเอาฝนตกหนักสุด ๆ ตกต่อเนื่องเพียงข้ามคืน สงขลาหาดใหญ่จมน้ำในทันทีร่วมเมตรถึง3เมตร กลายเป็นฝนที่ตกหนักที่สุดในประวัติศาสตร์ของสงขลาและหาดใหญ่

แต่ ณ.วันที่ผมเขียนบทความนี้  น้ำท่วมในหาดใหญ่เริ่มลดลงเข้าสู่สภาวะปกติในหลายพื้นที่แล้ว นั่นก็เพราะระบบบจัดการน้ำที่ในหลวงทรงแนะนำให้สร้างไว้เมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ปี2543 ตามแนวทางในพระราชดำริ



-------------------------------


ผมมาลองคิดว่า ถ้ากรุงเทพฯ มีฝนตกหนักหลายวันหลายคืนไม่หยุดหย่อนเป็นบริเวณกว้างบ้างแบบที่โคราช ลพบุรีบ้างล่ะ??

หรือกรุงเทพฯ มีพายุเข้า แล้วมีฝนมากขนาด 400-600มล.ปรอท เหมือนที่หาดใหญ่ 2 วัน 2 คืนบ้างล่ะ??

กรุงเทพฯ จะเป็นยังไง ลองคิดดูเถิด ??

ท่านผู้ว่า กทม. หรือรัฐบาล น่าจะ ลองสมมุติว่าเหตุการณ์แบบนั้นมาเกิดที่กรุงเทพบ้างล่ะ?? ย้ำ!! ต้องลองสมมุติสถานการณ์วิกฤติแบบนั้นขึ้นมาจะได้ลองคิดหาทางรับมือไว้ก่อน

ถามว่า วันนี้กรุงเทพฯมีระบบจัดการดีพอรับสถานการ์วิกฤติหนักขนาดนั้นหรือยัง?? ผมเชื่อว่า ยังไม่มี!! หรือมีแต่ไม่พอ!!

แต่ทุกวันนี้อากาศโลกมันวิกฤติมาก ภัยธรรมชาติทุกอย่างอาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นได้มาก่อน

ต้องลองสมมุติว่า ถ้ากรุงเทพเจอแบบโคราช หรือเจอแบบที่หาดใหญ่สงขลาบ้างสิ  ว่าเราจะรับมือกันอย่างไรไหว??

ต้องคิดและเตรียมการณ์ไว้ได้แล้ว ไม่ใช่วัวหายล้อมคอกแบบเดิม ๆ อีก

------------------------------

ที่สำคัญ รัฐบาลต้องป้องกันเหตุการณ์หนักแบบนี้ให้สำเร็จหรือลดความรุนแรงลงให้ได้ในทุกๆจังหวัดที่เกิดวิกฤติคราวนี้ ว่าจะแก้ไขระยะยาวอย่างไรต่อไป

ถ้ายังไม่คิด หรือป้องกันไว้ คนกรุงเทพเตรียมใจได้เลยครับว่า อีกไม่นานกรุงเทพจมบาดาลแน่ๆ

.
.

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ราชอาณาจักรไทย คือ แผ่นดินของพระราชา





เพราะคนไทยเริ่มห่างเหินกับประวัติศาสตร์ ไม่เข้าใจประเทศไทยว่า สิ่งใดคือสิ่งสำคัญที่สุดของแผ่นดินนี้

วันนี้ผมเลยอยากจะบอกกับคนไทยทุกคนว่า

แผ่นดินทองผองไทยนี้ สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ชาติไทยรวมเป็นชาติไทยได้ นั่นคือ เพราะประเทศไทยมีสถาบันหลักของชาติทั้ง3สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

บรรพบุรุษผู้จงรักภักดี บรรพชนไทยผู้รักแผ่นดิน ต่างเทิดทูนบูชาสถาบันหลักของชาติยิ่งชีพ หากมันผู้ใดทรยศต่อสถาบันหลักของชาติ มันผู้นั้นคือ คนจัญไร หนักแผ่นดิน!!


---------------------------


ราชอาณาจักรไทย คือ แผ่นดินของพระราช

คำว่า "ราชอาณาจักร" แปลแบบชาวบ้านๆ ผมขอแปลว่า แผ่นดินที่มีพระราชาปกครอง หรือแผ่นดินของพระราชา

ฉะนั้นใครที่มันบังอาจแอบอ้างว่า แผ่นดินนี้เป็นของประชาชนเท่านั้น มันส่อเจตนาไม่ดีแล้วครับ

เดิมแผ่นดินนี้เป็นของราชา ซึ่งต่อมาพระราชาก็ทรงพระราชทานให้แก่ประชาชน

แต่ถ้าประชาชนชั่วคนใดคิดขายชาติขายแผ่นดิน พระราชาก็ทรงควรมีสิทธิเรียกคืนได้ และไล่คนทรยศชาติให้ออกไปจากแผ่นดินได้ 

แต่พระองค์ทรงไม่เคยทำเพราะ รธน.ไม่ได้กำหนด แต่คนไทยผู้จงรักภักดีขออาสาออกมาไล่ทรราชเอง

คล้ายๆกับพ่อแม่ยกที่ดินให้ลูก แต่หากวันใดเมื่อลูกอกตัญญูพ่อแม่ กฎหมายให้สิทธิพ่อแม่ริบที่ดินคืนกลับมาจากลูกได้

(อำนาจพระราชา ทรงใช้ผ่านอำนาจอธิปไตยทั้ง3 คือบริหาร นิติบัญัญติ และตุลาการ รวมทั้ง3อำนาจก็คือการปกครองประชาธิปไตยที่พระราชาทรงพระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทย )

----------------

อำนาจที่เกิดจากพระบารมี

การที่รัชกาลที่9 พระองค์ทรงดูเหมือนมีพระราชอำนาจมากนั้น ไม่ใช่เพราะมีอำนาจกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ที่พระองค์ทรงดูเหมือนมีพระราชอำนาจมาก นั่นก็เพราะเป็นพระราชอำนาจที่เกิดจากพระบารมีที่พระองค์ทรงสั่งสมมาล้วน ๆ ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์

เป็นอำนาจที่เกิดจากพระคุณ!! ไม่ใช่พระเดช


การที่มีกลุ่มบุคคลแอบอ้างใส่ร้ายว่าพระองค์มีพระราชอำนาจมาก นั่นเป็นคำกล่าวเท็จที่ไว้หลอกคนโง่เท่านั้น มันเหวงจริงๆ

พระราชาไทยไม่ได้มีพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญมากไปกว่าที่ควีนของอังกฤษทรงมีเลยครับ เพียงแต่ของอังกฤษไม่ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเพียงจารีตประเพณีที่สืบต่อกันมา

แต่การที่ควีนอังกฤษไม่ทรงต้องออกมาแนะนำรัฐบาลหรือไม่ต้องออกมาช่วยเหลือประชาชนอังกฤษมากเท่าใดนัก ก็เพราะรัฐบาลอังกฤษเขามีคุณภาพ ประชาชนเขาก็มีคุณภาพอยู่แล้วครับ เพราะอังกฤษเป็นประเทศที่เจริญแล้ว

และการที่มีคนยกกรณีจักรพรรดิญี่ปุ่น ว่าทรงไร้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญนั้น และมีคนอ้างว่าอยากจะให้กษัตริย์ไทยเป็นเหมือนจักรพรรดิญี่ปุ่นนั้น

ขอตอบว่า นั่นเป็นเพราะญี่ปุ่นแพ้สงคราม รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นเขียนโดยสหรัฐอเมริกา ไม่ได้เกิดจากการเขียนของคนญี่ปุ่นเอง

พูดง่ายๆก็คือ ญี่ปุ่นตกอยู่ในภาวะจำยอม!! เกิดจากการถูกบังคับโดยประเทศผู้ชนะสงคราม แลกกับไม่ให้องค์จักรพรรดิต้องถูกนำตัวไปลงโทษที่ศาลโลก

(อ่านได้ที่ http://akelovekae.blogspot.com/2010/05/2.html)

ส่วนที่มีคนถามว่า มีคนจะลดพระราชอำนาจนั้น อำนาจของในหลวงทรงเหลือพระราชอำนาจแค่3อย่าง คือการพระราชทานอภัยโทษ การแต่งตั้งองคมนตรี และยับยั้งกฎหมายได้แค่ชั่วคราว

การที่มีคนเสนอมาลดอำนาจ มันเป็นเพียงข้ออ้างเหวงๆนั้น แต่เจตนามันก็คือต้องการล้มสถาบันต่างหาก

อย่างที่ผมเขียนในคห.ที่ผ่านมาว่า

ราชอาณาจักร ก็คือแผ่นดินเป็นของพระราชา ที่พระราชาทรงพระราชทานแผ่นดินให้ปวงชนชาวไทย แถมยังพระราชทานอำนาจที่เคยมีล้นฟ้าของพระองค์ให้ปวงชนผ่านทางอำนาจอธิปไตยทั้ง3สถาบันไปแล้ว

พระองค์ทรงเหลืออำนาจอีกแค่3อย่างเท่านั้น ตามที่กล่าวไป เพราะคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองและรัฐบาลในสมัยต่อๆมา เมื่อ70กว่าปีที่แล้ว ได้เหลือพระราชอำนาจไว้ให้พระองค์เพียงแค่นี้ เพื่อเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมอบประชาธิปไตยให้ปวงชน


ถ้ามีคนเหวงๆ ที่ยังคิดจะริดรอนพระราชอำนาจที่เหลือของพระองค์อีก มันคือคนอกตัญญูแผ่นดิน!! อกตัญญูต่อบรรพบุรษผู้จงรักภักดี

โทษของมันคงยากจะเอาผิดตามกฎหมาย เพราะมันฉลาดอ้าง

แต่เทพยดาฟ้าดิน สิ่งศักดื์สิทธิของแผ่นดินและกฎแห่งกรรมต้องลงโทษมันแน่ครับ


คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!



พวกเราผู้จงรักภักดี อยู่บนแผ่นดินนี้อย่างอบอุ่นใจ เพราะเรามีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจ เราอยู่บนแผ่นดินของพระราชา เราอยู่บนแผ่นดินแห่งความรักสถาบันกษัตริย์ ที่บรรพบุรุษผู้จงรักภักดีร่วมสร้างแผ่นดินมากับสถาบันกษัตริย์

ส่วนพวกล้มจ้าเกลียดเจ้า มันอยู่บนแผ่นดินนี้ด้วยความทุกข์จากความเกลียดชัง

แต่พวกมันจะเสแสร้งว่าไม่ทุกข์ เพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอในจิตใจ อาจด้วยการประชดประชันผู้จงรักภักดีสถาบันด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อกลบเกลื่อนปมแห่งจิตริษยาในใจพวกมัน

หากเรามองอย่างผู้มีธรรมะในใจ เราต้องสงสาร สมเพชคนพวกนี้ที่มันต้องทนทุกข์จากความเกลียดในใจของพวกมันเอง

ให้สังเกตได้เลยว่า พวกล้มเจ้าตัวเอ้ ๆ มันจะรักตัวกลัวตายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะไปไอ้ใจ อึ้งภากรณ์ ไอ้จักรภพ ไอ้ชูพงศ์ พวกนี้หนีไปอยู่เมืองนอกกันหมด แล้วคอยปลุกปั่นพวกโง่ในประเทศให้ล้มสถาบันแทนพวกมัน

ถ้าพวกโง่ตาย มันก็จะเอาศพพวกโง่มาใช้ทำลายสถาบันต่อไป ใครอยากโง่ก็เชื่อไอ้พวกล้มเจ้าพวกนี้ต่อไป


คลิกที่รูปนี้เพื่อขยาย!!



"ไอ้พวกชั่วมึงอย่าอ้างแผ่นดินนี้ประชาชนเป็นใหญ่ เพราะบรรพบุรุษผู้จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ของกู พวกท่านร่วมสร้างแผ่นดินนี้ด้วยการเสียสละเลือดเนื้อปกป้องแผ่นดินนี้ร่วมกับอดีตบูรพกษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ซึ่งบรรพบุรุษผู้จงรักภักดีของกู ได้ยกแผ่นดินนี้ให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสิ่งสูงสุดแล้ว มันผู้ใดคิดต่างจากนี้ มันผู้นั้นอกตัญญูแผ่นดิน" ใหม่เมืองเอก



ผู้ติดตาม