วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

วิธีกินฟุตลองเซเว่นฯของใหม่เมืองเอก?




ฟุตลอง

เชื่อว่าถ้าใครชอบไส้กรอก และเป็นลูกค้าประจำที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 7-11 คงต้องรู้จักไส้กรอกยาว 1 ฟุต ที่เรียกว่า ฟุตลอง ที่แต่เดิมมีแค่ฟุตลองไก่ ต่อมามีฟุตลองห่อหมก ตอนหลังก็เหลือแค่ฟุตลองไก่ กับฟุตลองสไปซี่ส์เท่านั้น

ผมเคยเป็นแฟนประจำฟุตลองไก่ดั้งเดิมมาเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว กินบ่อยมาก ทั้งๆ ที่รู้ว่า กินอาหารจำพวกไส้กรอกมากๆอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ผมกินตั้งแต่ตอนราคาอันละ 20 บาท กินอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งเป็นเวลานานหลายปีติดต่อกัน

กินจนราคาขึ้นไปที่22บาท แล้วผมก็เลิกกิน น่าจะประมาณปี45 สาเหตุที่หยุดกินไป ก็เพราะไม่อยากเสี่ยงเป็นมะเร็งนั่นแหล่ะ เพราะกินติดต่อกันนานเกินไป (ปัจจุบันนี้ฟุตลองราคาอันละ 27 บาทแล้ว)

แล้วทำไมผมถึงอยากเขียนเรื่องฟุตลอง??

สาเหตุก็ไม่มีอะไีรมาก คือผมมีวิธีซื้อและกินฟุตลองแตกต่างจากคนทั่วไป เพราะผมไม่ธรรมดาน่ะสิ ฮิๆ บ้ายอตัวเอง!!


------------------------------


วิธีซื้อฟุตลองของคนทั่วไป


การสั่งซื้อฟุตลองที่เซเว่นของผม นั้นไม่เหมือนใคร เพราะใครๆเขาชอบซื้อไส้กรอกที่วางย่างหมุนไปหมุนมาบนเตาของเซเว่น สำหรับผมนั่นคือวิธีการกินฟุตลองที่ผิดและไม่อร่อย ทำให้สูญเสียรสชาติที่อร่อยแท้ๆของฟุตลองลงไปกว่า 30%

หัวใจของการกินไส้กรอกของผมสำหรับที่เซเว่น คือไส้กรอกต้องนุ่ม กัดอร่อย!!

คนทั่วไปที่ซื้อฟุตลอง เขามักจะเอาฟุตลองที่หมุนย่างอยู่บนเตาอยู่แล้ว และสั่งพนักงานให้หั่นให้ด้วย ซึ่งการหั่นฟุตลองนั้นคือการทำลายคุณค่าของฟุตลองลงไปอีก ซึ่งทำให้รสชาติความอร่อยฟุตลองลดลงไปอีก 10%

พูดง่าย ๆ คือ หากซื้อฟุตลองที่ย่างบนเตาของเซเว่น แถมสั่งให้พนักงานหั่นฟุตลองอีก รสชาติความอร่อยของฟุตลองจะลดลงไป40%


------------------------


แล้ววิธีการสั่งซื้อฟุตลองแบบของใหม่เมืองเอกคือ...?


"เอาฟุตลองเวฟบวมๆหนึ่งอัน หั่นครึ่ง ใส่ถุงยาวๆของฟุตลอง!"

อ่านแล้วงง! มั้ยครับ ว่าที่ผมสั่งนั้นมันเป็นยังไง??


อธิบายก็คือ ผมจะสั่งให้พนักงานเอาฟุตลองที่ยังไม่ได้วางปิ้งบนเตา คือเอาฟุตลองที่อยู่ในตู้เย็นเก็บอาหารของเซเว่น เอาออกมาเวฟสักประมาณ1นาที จนฟุตลองบวม !!

เมื่อฟุตลองบวมแล้ว ให้เอาออกมาหั่นครึ่ง จะเหลือครึ่งละ15ซ.ม. สองท่อน

แล้วเอาทั้งสองท่อนนั้นใส่ในถุงยาว1ฟุตที่สำหรับใส่ฟุตลองโดยเฉพาะ ทั้งสองครึ่งจะลงไปอยู่ในถุงได้พอดีครึ่งถุงพับปากถุงลงไปได้ แล้วผมจะไปเติมซอสมะเขือเทศมากๆและซอสพริกมากๆ ในอัตราส่วนที่เท่าๆกัน (ตอนหลังชอบใส่มัสตาร์ดด้วย)

จะใส่ผักหรือไม่ใส่ผักได้ทั้งนั้น แต่หัวใจของฟุตลองของผมคือ

ต้องเอามาเวฟให้ฟุตลองบวม แล้วหั่นครึ่งเท่านั้น!!

สาเหตุที่ต้องเป็นเช่นนั้นก็เพราะ การเวฟให้บวมจะทำให้ฟุตลองนุ่มมากขึ้น การที่นำไปปิ้งบนเตาหมุนไปหมุนมา ยิ่งนานฟุตลองก็ยิ่งแห้ง ไม่นุ่ม รสชาติไม่อร่อย!!

เพราะไส้กรอกที่ดี ต้องนุ่มอร่อย!!

และที่ผมไม่หั่นเป็นชิ้นๆเล็กๆแบบชาวบ้านเขาทำกัน เพราะไส้กรอกจะอร่อยจะต้องกัดเองเท่านั้น มันจะถึงรสถึงชาติยิ่งกว่า และจะมีรสชาติอร่อยกว่ากินจากที่หั่นเป็นชิ้นๆ

และซอสมะเขือเทศกับซอสพริกต้องใส่คู่กันทั้งสองชนิด เพราะมันจะได้รสชาติลงตัวเพอร์เฟคสุดๆ (สำหรับผม)


----------------------------


ผมไม่ได้กินฟุตลองมานาน วันก่อนไปซื้อฟุตลองที่เซเว่นสาขานึง เขาไม่มีถุงฟุตลองใส่ให้ กลับเอาถุงใส่ซาลาเปาใส่ให้แทน มันทำให้เวลาฟุตลองที่ถูกหั่นครึึ่งของผม ต้องอยู่ในถุงที่กว้างเกินไปของถุงใส่ซาลาเปา ทำให้ฟุตลอง2ท่อนของผมล้มนอนลง กัดลำบาก แถมน้ำซอสจะหกออกจากถุงได้ง่าย เลอะเทอะง่าย

แต่ถ้าพูดถึงความอร่อยในสไตล์ของผม ฟุตลองยังอร่อยเหมือนเดิม แต่กินไม่มันเพราะถุงมันไม่ใช่!! มันไม่ใช่!!

----------------------------


ผมลองถามพนักงานเซเว่นว่า เคยกินฟุตลองแบบที่ผมสั่งนี้มั้ย? และเคยเห็นใครสั่งฟุตลองแบบที่ผมสั่งมั้ย?? พนักงานบอกไม่เคยทั้งสองกรณี

ผมจึงอยากเผยแพร่วิธีกินฟุตลองตามสไตล์ของผมให้สังคมได้รับรู้ ว่ายังมีวิธีกินฟุตลองที่แสนอร่อยอีก1วิธีในโลกใบนี้ ตามสไตล์ใหม่เมืองเอกครับ

ปล.ผู้บริหารเซเว่นถ้าบังเอิญเสริ์ชมาเจอบทความนี้ ช่วยสั่งให้มีถุงยาว1ฟุตสำหรับฟุตลองทุกสาขาด้วยครับ เพราะต่อไปอาจมีคนทานฟุตลองแบบที่ผมทานเพิ่มมากขึ้นๆๆๆๆ

ผักน่ะสั่งให้พนักงานให้ให้ชิ้นเล็กๆด้วย ทั้งผักกาดหอม และหอมใหญ่ เพราะคนกินเบอร์เกอร์ประจำแบบผมใส่ผักยากมากหากหั่นชิ้นใหญ่เกินไป มีไม่กี่สาขาหรอกที่หั่นผักหยาบมาก




คลิกอ่าน การหายไปของผักเติมในเซเว่นอีเลฟเว่น


วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

always sunset on third street






ตัวอย่างหนังเรื่อง always sunset on third street "ถนนสายนี้หัวใจไม่ลืม ภาค1" หนังญี่ปุ่นดีๆที่น่าดู กวาดถึง12รางวัลของญี่ปุ่นในปี2006 หนังน่ารักและมีความสุขที่ได้ดู


หนังพาเราย้อนกลับไปในปีโชวะที่ 33 หรือราวปี ค.ศ. 1958 ช่วงที่หอโตเกียวกำลังก่อสร้างใกล้จะเสร็จ ยังมีชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งตั้งอยู่บนถนนสายที่ 3 ในเขตยูฮีของมหานครโตเกียว ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยบ้านเรือน ร้านค้า กรุ่นไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ และยังมีหลากหลายเรื่องราวของหลากหลายผู้คน ที่พำนักอาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนั้น

ยุคหลังสงครามโลกผ่านไป13ปี ยุคที่ทีวี หรือตู้เย็นเพิ่งจะมีใช้ เป็นของแปลกใหม่ของสังคมชาวบ้านในโตเกียว


หนังให้เราได้เห็นความรักในครอบครัวหลักๆ2ครอบครับ ครอบครัวแรกคือครอบครัวอู่ซ่อมรถ ที่มีHorikita Maki(ผู้แสดงเป็นเจ้าหญิงคัตสึโนะมิยะ) เด็กสาวจากบ้านนอกยากจน มาสมัครงานเป็นลูกจ้าง โดยที่ตัวเองเข้าใจว่า จะได้งานในบริษัทรถยนตร์ แต่กลับกลายมาเป็นแค่เด็กซ่อมรถในร้านเล็กๆบนถนนสายที่3ในโตเกียว

ส่วนอีกครอบครัวหนึ่วซึ่งอยู่บ้านฝั่งตรงข้ามอู่ซ่อมรถ มีเจ้าของบ้านขายขนมเด็กเล่นเป็นอาชีพรอง แต่ความใฝ่ฝันหลักคืออยากเป็นนักเขียนนิยายอาชีพชื่อดัง แต่ปัจจุบันกลับไส้แห้ง แถมไปหลงรักผู้หญิงขายเหล้าขายกาแฟที่เอาเด็กที่ไหนก็ไม่รู้มาให้เลี้ยงจนเกิดเป็นความผูกพันธุ์ระหว่างนักเขียนไส้แห้ง กับเด็กกำพร้าคนหนึ่ง

ซึ่งภายหลังเด็กกำพร้าคนนี้กลับกลายเป็นลูกชายของมหาเศรษฐี แต่เด็กกลับเลือกที่จะอยู่อย่างยากจน ดีกว่าไปอยู่กับพ่อผู้ร่ำรวย เพราะอะไร??


ผมเพิ่งดูภาคแรกที่ช่อง7สีนำมาฉายเมื่อตอนตี2ของเช้าวันที่16สิงหาคม เป็นหนังดีมากๆ ขอแนะนำให้ชม



mv กับฉากประทับใจ




ดูข้อมูลรายละเอียดได้ที่ http://orioncp.multiply.com/journal/item/69

--------------------------------


ถนนสายนี้หัวใจไม่เคยลืม ภาค2



ผมเพิ่งได้ดูจากช่อง7 เมื่อคืนนี้หรือเช้าวันที่6ก.ย.53 หนังญี่ปุ่นที่แสนจะอบอุ่นและน่ารัก จนหัวใจคนดูพองโตด้วยความรักในรูปแบบต่างๆ มีนักแสดงจากเจ้าหญิงอัตสึ คนที่เล่นเป็นเจ้าหญิงคัตสึโนะมิยะ มาเล่นเป็นลูกจ้างในร้านซ่อมรถยนตร์ด้วย เธอน่ารักมากๆ


ตอนจบภาคแรกก็ประทับใจมากแล้ว แต่เมื่อผมได้ดูภาค2ซึ่งเป็นบทสรุปตอนจบ ก็ยิ่งซาบซึ้ง

ในการเริ่มต้นภาค2 ด้วยฉากตื่นเต้น ของก๊อดซิลล่า ทำไมมีกีอดซิลล่า ไม่บอกต้องไปหาดูเองครับ มิควรพลาดด้วยประการทั้งปวงขอบอก!!





ส่วนเพลงตอนหนังจบ ก็บอกเรื่องราวภายหลังของครอบครัวต่างๆดำเนินชีวิตอบอุ่นต่อไปอย่างไร





หนังญี่ปุ่นเรื่องนี้ ไม่ควรพลาด!!ด้วยประการทั้งปวงครับ



นิยามความรักในภาค2 "เงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง ยังมีสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงิน"








-------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

ก๋วยเตี๋ยวตะกั่ว !!







ผมอยากเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว เกี่ยวกับมาตรฐานอาหารของคนไทยที่หาซื้อตามร้านค้าทั่วๆไป ตามตลาดทั่วๆไป ที่ไม่ใช่ภัตตาคารหรู หรือโรงแรมชั้นนำนั้น

ผมขอบอกจากความรู้สึกเลยว่า มาตรฐานอาหารที่วางขายทั่วๆไปนั้น

"ห่วยมากๆๆ"

ขอเริ่มต้นจาก อาหารจานด่วยยอดนิยมที่สุด นั่นคือ ก๋วยเตี๋ยว!!

เคยมีการรณรงค์การเลิกใช้หม้อต้มก๋วยเตี๋ยวที่มีรอยต่อเชื่อมด้วยตะกั่ว แต่ก็ไม่มีมาตรการห้ามใช้เด็ดขาดสักที เพราะที่ผ่านมาทำแค่ ห้ามมีการซื้อขายหม้อประัเภทแฝงตะกั่วอีกในท้องตลาด

แต่!!หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลับไม่มีการไปตรวจสอบร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขายกันมานานแล้ว ว่าได้เปลี่ยนหม้อต้มก๋วยเตี๋ยวเป็นหม้อปราศจากสารตะกั่วหรือยัง!!?

ร้านก๋วยเตี๋ยวเก่าๆ ส่วนใหญ่ก็ยังใช้หม้อก๋วยเตี๋ยวรุ่นเก่าๆที่ยังมีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่เช่นดิม คนไทยทานเข้าไปก็ได้สารตะกั่วเข้าไปด้วย

เราสังเกตง่ายๆว่า รอยต่อของหม้อก๋วยเตี๋ยวที่มีการกั้นช่องในหม้อเพื่อเป็นน้ำในประเภทต่างๆ นั้น หากเราสังเกตดีๆ จะเห็นรอยเชื่อมที่ไม่เรียบร้อย นั่นแหล่ะคือรอยเชื่อมด้วยตะกั่ว (หม้อไร้สารตะกั่วจะเชื่อมด้วยอาร์กอน)

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่เคยใส่ใจหาทางออกกฏหมายเอาผิดแก่ผู้ค้าก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ยอมเปลี่ยนหม้อก๋วยเตี๋ยวเป็นหม้อรุ่นใหม่ เพราะไม่อยากสิ้นเปลืองเพิ่ม

ผู้ค้าส่วนใหญ่เลยไม่อยากเปลี่ยน ปล่อยให้ลูกค้าของเขาทนทานสารตะกั่วไปแล้วกัน ช่างหัวลูกค้ามัน

ก็หม้อเก่ายังใช้ได้ ลูกค้าก็ไม่รู้หรอกว่าหม้อมีสารตะกั่ว เมื่อไม่เปลี่ยนก็ไม่ผิด แล้วใครจะโง่เสียเงินเปลี่ยนหม้อรุ่นใหม่ไปทำไม??

-------------------------------------

เรียนท่านพ่อค้าแม่ค้า ร้านก๋วยเตียวโปรดทราบ หากคุณยังไม่ยอมเปลี่ยนหม้อก๋วยเตี๋ยวให้ปลอดภัยแก่ลูกค้าของคุณ

คุณพ่อค้าแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวได้โปรดทราบเถิดว่้า คุณกำลังสร้างบาปกรรมเพิ่มขึ้นทุกวัน และสักวันบาปกรรมนั้นก็จะกลับมาทำร้ายคุณในที่สุด




วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

ผมชอบและรู้จักดิโอฬารโปรเจคได้ยังไง ตอน 2






ย้อนอ่านตอนแรกซะก่อนขอรับ!

ขออภัยที่ไม่ได้เขียนบล้อคมาหลายเพลาแล้ว ณ.บัดนี้ก็ถึงฤกษ์เปิดอัลบั้ม เอ้ย! เขียนเรื่องที่ค้างคาไว้นับเดือนซึ่งอาจจะเป็นตอนจบของบทความเรื่องนี้



ผมชอบและรู้จักดิโอฬารโปรเจคได้ยังไง? ตอนที่2

ย้อนเมื่อจบบทความตอน 1 ผมยังไม่ได้รู้สึกติดอกติดใจ หรือจะชอบอะไรกับเพลงของดิโอฬาร  ซึ่งตอนนั้นผมยังอยู่ ม.4 เมื่อครั้งนั้นดิโอฬารเพิ่งออกชุดแรกคือ ชุดกุมภาพันธ์ 2528

แต่เมื่อเวลาผ่านไปราว ๆ อีก 2 ปี ตอนผมอยู่ม.6 


ในปีสุดท้ายของโรงเรียนที่บรรยากาศดีที่สุดในกรุงเทพฯ โรงเรียนปานะพันธุ์วิทยา ฯ มันเป็นช่วงเวลาที่ควรต้องเก็บเกี่ยวความมันส์ เอ้ย ! ความทรงจำดี ๆ ในวัยเรียนให้มากที่สุด


หลายคนในวัย ม.6 อาจมุ่งมั่นอ่านหนังสือสอบเพื่อเอนทรานซ์ แต่สำหรับผม หาเป็นเช่นนั้นไม่


ในฐานะจอมยุทธ ผู้รักความอิสระ มิอาจยอมอยู่ภายใต้ความกดดันจากกการอ่านหนังสือหน้าดำคร่ำเครียดแบบเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ผมจึงเลือกที่จะแสวงหาความสำราญที่เหลืออยู่เป็นปีสุดท้ายด้วยการมองหารุ่นน้อง ม.4 น่ารัก ๆ สวย ๆ หมวย ๆ สักคนไว้คบหาเป็นเพื่อนคุย

แน่นอน แม้รูปไม่หล่อ แต่คารมและมุขแกล้งโง่จีบสาวของผม ไม่เคยผิดพลาด 


และด้วยสายตาประดุจพญาเหยี่ยวยามหาเหยื่อของผม ผมกวาดสายตาในยามเช้า ตอนเข้าแถวก่อน 8 โมงเช้า และแล้ว ผมก็ไม่เจอครับ เพราะน้อง ๆ สาว ๆ ทั้งม.4 ม.5 มีเยอะมากจนตาลาย 


อีกทั้งสาวสวยที่สุดในโรงเรียน  สาวที่ผมชอบอยู่ เธอก็สวยบดบังรัศมีน้อง ๆ ม.4 ม.5 ไปซะหมด

ทำให้ผมไม่เจอน้อง ๆ ที่จะมาสวยสะดุดตาน่ารักเกินสุดสวยที่สุดในโรงเรียนของผมไปได้

ไม่เป็นไร! เมื่อความพยายามอยู่ที่ไหน ความสวยน่ารักของน้องต้องไม่ไกลเกินไขว่คว้า

และแล้วในวันหนึ่ง ระหว่างเดินทางไปทานข้าวกลางวันที่ตึกโภชนา ยามเมื่อลมพัดผ่าน ปะทะกายผมสะท้านไหวไปกับสายลม 


เฮ้ย มันเกิดอะไรขึ้นนั่น!!
เพราะผมมัวแต่จ้อกับไอ้เพื่อนซี้เพลิน จนไม่ทันสังเกตเห็นอะไรผ่านไป แต่เหมือนมีพลังบางอย่างมาปะทะให้ผมสัมผัสได้ 


และเพราะลมที่พัดผ่านกายผมเมื่อตะกี้ มันมีรัศมีวาบหวาม เฮ้ย! มีรัศมีแห่งความน่ารักมาสัมผัสที่ขนแขนของผม !!

ด้วยประสาทสัมผัสที่บรรลุขั้นชีกอ เอ้ย!ขั้นเทพของผม แม้ยังไม่ทัรเห็นหน้าตา แค่เพียงกลิ่นกายและสายลมที่พัดผ่านมาปะทะ 


จากกลิ่นกายและรัศมีความขาวของสาวคนนั้นได้มากระทบประสาทโสตสัมผัสของผมทั้งหมดที่มี

จนผมถึงกับต้องหยุดยืนชะงักกลางทางอย่างกะทันหัน !! 


ทำเอาเพื่อนผมงง?? ว่ามึงหยุดเดินทำไมวะ ?

ผมรีบเดินถอยหลังกลับ 10 ก้าวอย่างรวดเร็ว เพื่อถอยกลับไปหาเจ้าของกลิ่นสัมผัสและรัศมีความขาวนั้นทันที !!


---------------------------


และสาวสวยคนนี้นี่แหล่ะ ที่ทำให้ผมได้พบความมหัศจรรย์ของบทเพลงแห่งดิโอฬารโปรเจค


คลิกอ่านตอนจบ 





ผู้ติดตาม