วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

วิธีที่ดีที่สุดที่ทำให้นายกฯอภิสิทธิ์ยุบสภา!?

.
.

หากคนเสื้อแดงรักประชาธิปไตยจริงๆ วิธีที่จะทำให้นายกฯต้องยุบสภาอย่างถูกครรลองก็คือ การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล!!

ทำไมลิ่วล้อทักษิณในนามพรรคเพื่อแม้ว เอ้ย! พรรคเพื่อใคร เอ้ย! พรรคเพื่อไทย เอ้ย! ถูกแล้ว!!

ทำไมสส.พรรคเพื่อไทยที่เคยวางแผนไว้ว่าจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่แล้วก็ไม่ยื่นอภิปราย!!

สาเหตุก็เพราะ หากยื่นมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็ต้องยื่นด้วยว่า ใครจะเป็นนายกฯแทนนายกฯคนปัจจุบัน?

ซึ่งเฉลิม ก็อยากจะให้ตัวเองได้รับการเสนอชื่อท้าชิงตำแหน่งนายกฯ แต่แล้วก็เกิดทะเลาะขัดแข้งขัดขากันเองกับเพื่อไทยสายเจ๊หน่อย สุดารัตน์ จนต้องล้มเลิกการยื่นมติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล


เฉลิม เลยเซ้งเป็ด!! เหลิมเลยร้องก้าบๆงอนหนีไปเมืองนอกเลยในช่วงแดงชุมนุม

-----------------------

ที่จริงกล่าวหารัฐบาลอภิสิทธิ์ว่ากู้มาโกงบ้าง แล้วทำไมไม่ไปถกเถียงไต่สวนกันในสภาเล่า?? (ถ่ายทอดให้คนทั้งประเทศได้รับรู้)

ถ้ารัฐบาลประชาธิปปัตย์ตอบไม่กระจ่างในสภา เฉกเช่นที่เคยเกิดขึ้นสมัยสปก.4-01 สมัยรัฐบาลนายชวน โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณตอบคำถามในสภาไม่เคลียร์ในสายตาของประชาชน

แม้รัฐบาลจะชนะการโหวตก็ตาม แต่สุดท้ายนายกฯชวนก็ต้องประกาศยุบสภาในที่สุด!!

-----------------------

หากเป็นไปตามวิถีทางตามระบอบรัฐสภาแล้ว หากพรรคปชป.ตอบคำถามไม่ชัดเจน แล้วนายกฯอภิสิทธิ์ยังไม่ยอมยุบสภาเพื่อคืนอำนาจและความชอบธรรมให้ประชาชน

เมื่อนั้นคนเสื้อแดงก็ค่อยออกมาประท้วงก็จะดูดีและชอบธรรมมากๆ

แต่ที่สุดแล้ว ลิ่วล้อทักษิณก็เลือกไม่ยื่นมติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

แต่ลิ่วล้อทักษิณเลือกที่จะพาพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดงจากตจว. เข้ามาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยแทน ซึ่งผู้คนเหล่านี้ เขาไม่ต้องทำมาหากินหรือยังไงครับ? ถึงได้มาชุมนุมที่กรุงเทพ ทิ้งบ้านทิ้งนาทิ้งไร่ มาปักหลักชุมนุมยืดเยื้อในเมืองหลวงที่แสนลำบาก!!
.
แล้วทำให้คนกรุงฯเลยต้องอยู่แต่บ้าน เพราะเกรงใจม็อบแดง!!จะเที่ยวกรุงไม่สะดวก!!
.
.

วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

19 กันยายน 2549 กับข้อมูลที่หลายคนไม่รู้




เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 วันนั้นตรงกับวันครบรอบ 7 ปี การถึงแก่พิราลัยของ หม่อมหลวง บัว กิตติยากร พระชนนีในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ บรมราชินีนาถ

(หม่อมหลวงบัว กิติยากร ถึงแก่พิราลัย ในวันที่19 กันยายน พ.ศ.2542 สิริอายุ 89 ปี )

ซึ่งในวันนั้นบรรดาองคมนตรีทั้งหมดก็เข้าวัง ตามคำเชิญของสมเด็จพระนางเจ้า เพื่อร่วมงานบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันถึงแก่พิราลัยหม่อมหลวงบัว กิติยากร

หลังเสร็จสิ้นงานบำเพ็ญพระราชกุศลแล้ว แต่ !! เนื่องจากว่าวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ตรงกับวันอังคารพอดี ซึ่งปกติคณะองคมนตรีจะประชุมกันทุกวันอังคาร ที่ทำเนียบองคมนตรี  ใน วังสราญรมย์

วันนั้นคณะองคมนตรีจึงได้ถือทูลขอพระบรมราชานุญาต ขอเปลี่ยนสถานที่ประชุมคณะองคมนตรีมาเป็นที่พระตำหนักจิตรลดาฯ แทนเป็นการชั่วคราว เนื่องจาก

ในเย็นวันนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ จะทรงพระราชทานงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่องคมนตรีและบุคคลใกล้ชิดด้วย 


รูปข่าว(ตัวอย่าง) จากงานบำเพ็ญพระราชกุศลการถึงแก่พิราลัย ม.ล.บัว ในวันที่ 19 กันยายน 2553

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!



ซึ่งในวันค่ำวันนั้นเช่นกัน ก็เกิดการรัฐประหารของคมช. ยึดอำนาจจากทักษิณ

บรรดาองคมนตรีซึ่งร่วมงานเลี้ยงอาหารเสร็จ ก็ทยอยกลับบ้านกันไปแล้ว แต่หลายท่านยังกลับไปไม่ทันจะถึงไหน ก็ต้องรีบวกกลับเข้าวังด่วนในเวลา3ทุ่ม

โดยเฉพาะพลเอกเปรม ซึ่งท่านเป็นประธานองคมนตรี ท่านจึงมักจะกลับบ้านช้ากว่าองคมนตรีท่านอื่น ๆ แต่วันนั้นพลเอกเปรมยังไม่ทันจะได้กลับ ก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหารขึ้นเสียก่อน

ซึ่งคราวนี้เกิดจากมีการประกาศยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการณ์ของอดีตนายกทักษิณ ของ คมช. ซึ่งขณะนั้นนายก ฯ ทักษิณอยู่ในช่วงบินไปปฏิบัติภารกิจที่สหรัฐอเมริกา

เมื่อประธาน คมช. โดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ได้มาขอเข้าเฝ้าในตอน 5 ทุ่ม จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นพลเอกเปรม ประธานองคมนตรีนั่งอยู่ในห้องนั้นด้วย

ส่วนองคมนตรีท่านอื่น ๆ ก็ยังอยู่ในพระตำหนักจิตรลดา เช่นกัน 


แต่กลับมีคนนำเหตุการณ์วันนั้นมากล่าวหาว่า พลเอกเปรมเป็นผู้พา คมช.มาเข้าเฝ้าฯ ซึ่งอาจทำให้มองว่าพลเอกเปรมเกี่ยวข้องกับ การรัฐประหารของ คมช.

แต่ที่จริงแล้ว หากเมื่อสถานกาณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ประธานองคมนตรีจะต้องเป็นคนแรกที่ต้องรีบเข้าวัง เพื่อถวายรายงานสถานการณ์ต่อในหลวง และต้องอยู่คอยรับใช้พระองค์ ซึ่งเป็นถือเรื่องที่ปกติอยู่แล้ว

--------------------------

สมัยทักษิณยังเป็นนายกรัฐมนตรี ได้เป็นคนคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นผบ.เหล่าทัพด้วยตัวเองทุกคน

เช่น พลเอกสนธิ บุญรัตกลิน ผบ.ทบ. , พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. , พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร.

ทั้ง3คน เป็นทหารที่มีบุคลิกเรียบร้อยและไม่เด่นดังอะไรมากนักในกองทัพ หรือพูดง่าย ๆ ว่า ไม่ได้เป็นพวกมีบารมีมากเท่าไหร่นักในทั้ง 3 กองทัพ

ด้วยที่ทั้ง 3 คนดูไม่โด่งดัง และไม่มีบารมีนักในกองทัพ จึงเหมาะที่ทักษิณจะเลือกมาเป็นผบ.เหล่าทัพเพื่ออุ้มชูรัฐบาลของตน เพราะทักษิณไม่คิดว่าทั้ง3คนนี้จะกล้าหือกับตนเอง

แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติขึ้นในปี 2549 ล้มทักษิณลงจากอำนาจ

ทักษิณจึงไม่เชื่อว่า ผบ.เหล่าทัพทั้ง3คนนี้ จะมีบารมีมากพอจะก่อการปฏิวิติตนได้ เพราะทักษิณอุตส่าห์คัดเลือกประเภทนายพลเจี๋ยมเจี้ยมในกองทัพมาดำรงตำแหน่ง ผบ. แล้ว

ทักษิณจึงคิดว่า ต้องมีผู้มีบารมีมาก ๆ มาจัดการให้เกิดการรัฐประหารขึ้นมาแน่ ๆ ซึ่งทักษิณอ้างว่าคือ พลเอกเปรม ประธานองคมนตรี คือผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร

ส่วนพวกล้มเจ้า มันตีความคำว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ที่ทักษิณมันใช้เรียกไปไกลกว่านั้นอีก

คลิกอ่าน ฤา คมช.รัฐประหารเป็นแผนทักษิณ

---------------------------

ายงานกรุงเทพฯ วันที 27มี.ค. 53

วันนี้ผมผ่านไปบนถนนพหลโยธิน สังเกตว่าตั้งแต่ช่วงหน้าวัดไผ่ตัน เรื่อยไปจนถึงสะพานควาย ผมเห็นพ่อค้าแม่ค้าริมถนนใส่เสื้อแดงกันเยอะกว่าทุกวัน (แต่คนไม่ใส่เสื้อแดงก็ยังเยอะกว่า)

และเมื่อเรื่อยไปจนถึงอนุสาวรีย์ก็จะเห็นพ่อค้าแม่ค้าใส่เสื้อแดงกัน เช่นพวกรถตู้อนุสาวรีย์ก็ใส่ คนเดินถนนก็ใส่เยอะกว่าทุกๆวัน

ก็เพราะวันนี้เป็นวันแดงนัดชุมนุมใหญ่อีกแล้ว แถมมีการตระเวนไปหลายๆจุดในเมืองหลวง

ยอมรับว่ามีคนยืนต้อนรับเสื้อแดงกันอยู่ตลอดทาง ส่วนใหญ่ก็คนที่ทำมาหากินบนฟุตบาทนั่นแหล่ะครับ ส่วนคนเดินถนนก็มีต้อนรับเสื้อแดงอยู่พอควร

ช่วงค่ำๆได้ข่าวว่า ช่อง5โดนปาระเบิด รถจึงติดย่านพหลโยธินช่วงสนามเป้า ผมคาดการณ์เอาว่า เมื่อช่อง5โดนแล้ว เดี๋ยวช่อง11ก็อาจโดนเหมือนกัน!?

ผมจึงเลี่ยงเส้นทางทั้งสอง คือไม่ไปพหลโยธิน ไม่ไปวิภาวดีเพราะต้องผ่านช่อง11 ผมเลือกไปถนนเลียบคลองประปาแทน

เมื่อถึงบ้าน ก็ได้ข่าวว่าช่อง11โดนระเบิดm79ยิงให้เข้าแล้ว ไม่ผิดที่ผมคาดไว้เลย

เฮ่อ!!  อะเมสซิ่งไทยแลนด์จริงๆ





วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

เมื่อลมเย็นๆมาขั้นกลางความรัอนระอุ

.
.

วันศุกร์ที่26มี.ค.53 ตื่นขึ้นมายามเช้า งง!! นี่มันหน้าหนาวอีกแล้วหรือกระไร?? ลมเย็นๆพัดมาจากทิศเหนือมาปะทะกาย จนผมชักหนาว...

ทั้งที่เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ร้อนมากกกก... พอดูอุณหภูมิที่รีโมตแอร์ อุณหภูมิในบ้านผมตอน3ทุ่มของวันพฤหัส สูงถึง33องศาซี ปกติผมจะเล่นคอมฯตรงที่โต๊ะกินข้าว แต่วันนั้นกลับทนไม่ได้ ต้องหลบเข้าไปเล่นคอมฯในห้องนอนเปิดแอร์ตั้งไว้ที่28องศา่ แต่!! ผ่านไปชั่วโมงกว่าแอร์ก็ไม่สามารถทำอุณหภูมิลงมาถึง28องศาได้เลย

เมื่อแอร์ไม่ตัด ผมเลยตัดให้ เลยปิดความเย็นสักพัก(ให้มีแต่ลม) หวังให้แอร์พักร้อนหน่อย

------------------------

ปัญหาในชีวิตที่หนักหนาสาัหัส ทำให้ผมต้องหยุดเขียนบล็อคไปหลายวัน เพราะอยู่ๆมันก็สมองตันคิดอะไรไม่ออก

มาคืนนี้อากาศเย็นจนเกือบหนาว อุณหภูมิในบ้าน28องศาซีเท่านั้น กำลังเย็นสบาย เลยมาเขียนบล้อคสักหน่อย

---------------------

คนอเมริกันค้านกฏหมายประกันสุขภาพแห่งชาติ!!

ดูข่าวเมื่อเช้าวาน ที่อเมริกามีข่าวว่า สำนักงานของวุฒิสมาชิกสหรัฐฯพรรคเดโมเครตหลายคนถูกขว้างปากระจกแตก มีการบุกเข้าไปทำลายสิ่งของในสำนักงานของวุฒิสมาชิกในช่วงดึก

สาเหตุก็เพราะมีคนจำนวนมากไม่เห็นด้วยที่สภาคองเกรสลงมติให้กฏหมายประกันสุขภาพแห่งชาติผ่าน ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคเดโมแครตโดยปธน.โอบามา ได้ลงนามออกกฏหมายประักันสุขภาพฯให้แก่ประชาชนอเมริกันไปแล้ว

ที่มีคนไม่เห็นด้วยกับกฏหมายนี้เป็นจำนวนมากก็คือ คนอเมริกันที่เสียภาษีกลัวจะเสียภาษีแพงขึ้น!!เพื่อไปช่วยคนจน!! (แบ่งชนชั้นเหมือนกันนะ) จนมีคำกล่าวในสังคมทุนนิยมอเมริกันที่ว่า

"การสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆก็เพื่อหลักแห่งความยุติธรรม” ใครทำ(งาน)มาก ได้(ผลประโยชน์)มาก แล้วเรื่องอะไรคนทำงานมาก จะไป(จ่าย)ช่วยเหลือคนที่ทำงานน้อย ที่เกียจคร้านกว่า นั่งรอรับเงินจากรัฐส่วนกลาง (แล้วจะเรียกว่าความยุติธรรมได้อย่างไร?)" (ข่าวไทยนิวยอร์ค)

แต่ที่สนใจอย่างนึงก็คือ สังคมประชาธิปไตยของอเมริกkก็๋เริ่มเลียนแบบเรื่องการคุกคามไปถึงสำนักงานของนักการเมืองแล้ว คล้ายๆประเทศไทยเลยนะ แต่อเมริกายังดีที่ยังไม่บุกไปถึงบ้านนักการเมือง

นี่แสดงว่า การเมืองไทยเริ่มเป็นประชาธิปไตยเหมือนอเมริกา เอ๊ะ!หรือจะเป็นว่าการเมืองอเมริกาเริ่มจะเถื่อนเหมือนการเมืองไทยกันแน่??

อ่านผลสำรวจคนอเมริกันไม่เห็นด้วยกับกฏหมายประกันสุขภาพ

-----------------------

เก็บตกการชุมนุมเสื้อแดงนิดนึง

ตอนแรกเสื้อแดงประกาศจะมีคนมาชุมนุมล้านคน หรืออาจถึง2ล้าน3ล้านก็เป็นไปได้ สุดท้ายแป๊ก!!

ไม่เป็นไร!! เอาใหม่!! คนมาไม่ถึงล้าน ก็มาเจาะเลือดให้ได้ล้านซีซีแทนแล้วกัน!! สุดท้ายก็แป๊ก!! ได้ประมาณแสนซีซี(ไม่รู้เลือดคนแท้ๆกี่เปอรืเซ็นต์)

ไม่เป็นไร!! เอาใหม่!! เลือดไม่ถึงล้าน ก็เลยออกมาตระเวนกันบนถนน แถม!ทักษิณเชิญชวนคนกรุงเทพฯทุกสีมาร่วมต่อต้านอำมาตย์กันบนถนน

แต่ที่แท้กลัวคนเสื้อแดงจะดูน้อย เลยเหมารวมเอาทุกสีไปเลย แล้วอ้างว่าคนกรุงหนับหนุน!!ทั้งกรุง!! แต่สื่อต่างชาติไม่เชื่อเท่าไหร่!! เพราะข่าวรายงานว่าเป็๋นประมาณ4หมื่นคนเท่านั้น อาศัยรถติดช่วยให้ดูเยอะ!!

ไม่เป็นไร!! เอาใหม่ เจาะเลือดไม่เวิร์ค โกนหัวไปซะเลย

ว่าแล้วก็โกนหัวกันใหญ่ แต่ดันโกนคิ้วไปด้วยหลายคน!! (สงสัยว่างๆจะได้ห่มผ้าเหลืองปลอมๆได้อีกจ๊อบ!! แดงปลอมเป็นพระ!!)



เอ้า! โกนหัวก็แล้ว ยังไม่สามารถกดดันรัฐบาลได้มากเท่าไหร่

เสาร์นี้ จะออกมาตระเวนทั่วกรุงเทพอีกดีกว่า เอาให้หนัก!!ให้ติด!!ทั่วกรุงกว่าคราวก่อน

โอเคครับ สิทธิเสรีภาพ!! เชิญเสื้อแดงใช้ให้ตามสบายเลยครับ เดี่ยวถ้าใครไปห้าม จะโดนหาว่าประเทศไทยเป็นระบอบอำมาตย์อีก

.
.

วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

ความเท่าเทียมกันบนรถเมล์!!

.
.

แกนนำเสื้อแดงเขาบอกว่าประเทศไทยไม่มีความเท่าเทียมกัน!!

แต่หลายวันที่ผ่านมา ที่ผมเริ่มหัดขึ้นรถเมล์อีกครั้ง ผมเริ่มมาสังเกตดูบนรถเมล์ว่า มันมีสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนรถเมล์ในอดีต นั่นก็คือ มีความเท่าเทียมกันบนรถเมล์มากขึ้น!!

เมื่อก่อนบนรถเมล์จะมีข้อความว่า โปรดเอื้อเฟื้อแก่สตรี เด็ก และคนชรา

แต่เดี่ยวนี้บนรถเมล์ที่ผมขึ้น โดยเฉพาะรถร่วมบริการขสมก. ไม่มีข้อความเหล่านี้เลยสักคันเดียว ผมไม่ทันไปสังเกตว่าที่รถขสมก.แท้ๆยังมีข้อความเหล่านี้อีกหรือไม่??

แสดงว่าปัจจุบัน ทั้งบุรุษ เด็ก สตรี และคนชรา มีความเท่าเทียมกันบนรถเมล์เกิดขึ้นแล้ว(ฮา) ไม่ต้องลุกให้สตรี เด็ก และคนชราแล้วสินะสมัยนี้ (ฮา)

ใครยังลุกเสียสละเก้าอี้ให้สตรี เด็ก คนชราได้นั่ง แสดงว่ายังติดนิสัยมาจากระบอบโบราณ!!

-----------------------

นอกจากข้อความที่หายไปเรื่องสตรี เด็ก และคนชราแล้ว ผมยังสังเกตอีกว่า เมื่อก่อนที่นั่งบริเวณที่ติดกับทางขึ้นด้านหน้า จะมีข้อความว่า ที่นั่งเฉพาะพระภิกษุสงฆ์

แต่ข้อความเหล่านี้ก็หายสาบสูญไปเช่นกัน แสดงว่าพระสงฆ์ก็ต้องมาเท่าเทียมกับประชาชนทั่วไปแล้วนะ

ผมสังเกตเฉพาะรถร่วม หากรถขสมก.ยังมีข้อความเหล่านี้อยู่ก็ขออภัย!! แต่คราวหลังถ้าขึ้นรถขสมก.แท้ๆอีก ผมจะลองสังเกตดูบ้างว่ายังมีมั้ย!! (ใครยังเห็นแจ้งบอกด้วยก็ดีครับ)

--------------------

เมื่อก่อนจะเห็นข้อความอีกอันที่สำคัญก็คือ โปรดงดสูบบุหรี่บนรถประจำทาง ปรับ....บาท (จำไม่ได้)

แต่เดี๋ยวนี้ข้อความนี้ก็ไม่มีอีกเช่นกัน และอาทิตย์ที่่แล้วผมเห็นคนขับสูบบุหรี่เสียเองอยู่แป๊บนึง

------------------------

หากเรามองโลกในแง่ดี ที่ไม่มีข้อความเหล่านั้นบนรถอีก ก็แสดงว่า คนไทยเรามีน้ำใจและรู้มารยาทบนรถเมล์กันดีอยู่แล้วมั้ง??

--------------------------

ในความเป็นจริงในหลายวันที่ผ่านมา ผมยังเห็นน้ำใจดีๆของคนบนรถเมล์อยู่บ้างเล็กน้อยครับ
.
.

วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553

มาแปลคำว่า "ไพร่" กัน





ผมนั้นไม่ได้ขึ้นรถเมล์ร้อนมาร่วม ๆ 20ปี และไม่ได้ขึ้นรถเมล์ปรับอากาศมาร่วม ๆ 6ปี เพราะขับรถส่วนตัวตลอด 

แต่หากรถต้องเข้าอู่ หรือหน้าบ้านปิดเพื่อซ่อมถนน หรือขี้เกียจขับ ผมก็จะใช้บริการรถแท๊กซี่ตลอด

เรียกได้ว่า ผมอยู่ชนชั้นวรรณะรถเก๋ง มาตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ แต่ถ้าย้อนไปก่อน 6 ปีที่แล้ว ผมยังอยู่วรรณะรถเมล์ปรับอากาศมาตลอดเช่นกัน

แต่เมื่อเกิดปัญหาวิกฤติในครอบครัว ผมก็ต้องเริ่มประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น อะไรประหยัดได้ก็ประหยัด ถ้าต้องไปในกรุงเทพฯชั้นใน ไปที่ๆหาที่จอดไม่ค่อยได้ แถมรถก็ติด

ผมก็เลยจำต้องเริ่มลดชนชั้นลงจากเคยอยู่วรรณะรถเก๋งลงมาอยู่ที่วรรณะรถเมล์แทน คือใช้รถเมล์ร้อนก็ได้ รถปอ.บ้างก็ดี ส่วนแท๊กซี่นี่ไปไกล ๆ เลยเพราะเสียดายตังค์ และเกรงจะเสียอารมณ์ !!

------------------------

วันที่ 21มี.ค. ผมได้มีโอกาสได้ใช้บริการรถเมล์ร่วมบริการ สาย 8 อีกครั้ง ในรอบ 20 ปี เพราะเดิมเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน บ้านผมอยู่ปากทางลาดพร้าว จึงคุ้นเคยกับรถเมล์ สาย 8 อย่างมาก คือ ตอนเป็นนักเรียนมัธยมจะชอบขึ้นสาย 8 มากที่สุด เพราะโดนใจวัยรุ่น

สาย 8 นี้ขึ้นชื่อลือชาและถูกยกย่องจากประชาธิปไตยเสียงส่วนใหญ่ของคนรากหญ้าเมืองหลวงได้ลงประชามติแล้วว่า อันดับ 1 โคตรซิ่ง!! และอันดับ 1 ตีนผีมาตลอดหลายทศวรรษ

แต่วันนี้ผมกลับได้ขึ้นสาย 8 คันที่ถือว่าเป็น สาย 8 ของเสียงส่วนน้อย!!


เพราะรถเมล์สาย 8 คันนี้ดันไม่ซิ่ง แถมอืดอีกต่างหาก (ไม่รู้รถคันนี้อืดเองหรือคนขับอืดกันแน่ๆ หรือสาย8คันนี้จะเป็นรถพวกอำมาตย์รึเปล่าเนี่ย!!ฮิๆ)

-------------------

คำว่า"ไพร่" ในพจนานุกรมราชบัณฑิต แปลว่าชาวเมือง, พลเมืองสามัญ; คนเลว.

ถ้าในอดีตสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช คำว่าไพร่ก็หมายถึงชาวเมือง พลเมืองสามัญ

ส่วน "อำมาตย์" แปลว่า ข้าราชการ, ข้าเฝ้า; ที่ปรึกษา; แผลงมาจาก อมาตย์.(ข้าราชการในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช)

ที่นี้เมื่อไม่มีระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชแล้ว ในยุคปัจจุบัน คำว่า ไพร่ จึงใช้ในความหมายในทางลบ ซึ่งแปลว่า คนเลว!!

ดังนั้นการที่แกนนำคนเสื้อแดงหลายคน พยายามสร้างวาทกรรมและยัดเยียดคำว่าไพร่ ให้พี่น้องเสื้อแดงที่มาชุมนุม นั่นก็แสดงว่า แกนนำเสื้อแดงกำลังด่าพี่น้องคนเสื้อแดงว่าเป็น คนเลว!! นั่นเองครับ

----------------

ถ้าปัจจุบันประชาชนไทยไม่ใช่คำว่า "ไพร่" แล้วจะเรียกว่าอย่างไรได้อีก??

ตอบว่า ต้องเรียกว่า พสกนิกรชาวไทย ครับผม เช่นพสกนิกรชาวไทยร่วมลงนามถวายพระพรฯ

เพราะคำว่า พสกนิกร แปลว่า คนที่อยู่ในประเทศไม่ว่าจะเป็น พลเมืองของประเทศนั้นหรือคนต่างด้าวที่มาอาศัยอยู่ก็ตาม เช่นพสกนิกรร่วมลงนามถวายพระพรฯ เป็นต้น

แต่ถ้าจะใช้คำว่าไพร่!

เราก็ต้องไม่ใช้คำว่าไพร่ โดดๆเพียงคำเดียว แต่ต้องใช้คำว่า "ไพร่ฟ้า" ซึ่งแปลว่า ข้าแผ่นดิน, ราษฎรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ตัวหนาหัวครับ

สรุปง่ายๆก็คือ ตัวผมนั้นคือประชาชนผู้จงรักภักดีก็จะเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

--------------------------

ส่วนคนเสื้อแดงนั้น แกนนำเขายัดเยียดให้เป็นพวกคุณเป็นเพียงไพร่!! คนเลวที่เป็นขี้ข้าของเจ้ามูลเมือง




วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

บนถนนลาดพร้าววันที่20มี.ค.และมารู้จักอภิสิทธิ์ชน!!

.
.

วันนี้ผมออกจากบ้านช่วงบ่าย2โมงกว่าๆ ออกไปถึงหน้าปากซอยโชคชัย4 ก็ได้พบเห็นพี่น้องเสื้อแดงจากทั่วประเทศมารวมกันอยู่บนถนนลาดพร้าวอย่างคึกคักในฝั่งที่มุ่งไปบางกะปิ

ส่วนผมที่เป็นคนรากหญ้าในเมืองหลวงก็เดินข้ามสะพานลอยแบบไม่ค่อยได้สนใจมองเขาเท่าไหร่หรอกครับ เพราะกำลังรีบ!! โชคดีรถปอ.92มาพอดี ผมเลยโดดขึ้นทันที!

คนอย่างผมไม่เลือกที่รักมักที่ชัง รถเมล์ก็ได้ รถปอ.ก็ดี คันไหนมาก่อนโดดขึ้นก่อน แต่ถ้าได้รถสาย145 รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชนผมยิ่งชอบ!! แต่รถเมล์145ฟรีๆนั้น ผมก็ไปได้แค่ช่วงสั้นๆเพราะไม่ผ่านจุดหมาย จึงอาศัยไปช่วงสั้นๆ เพื่อไปลงตรงสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต เพื่อต่อรถปอ.อีกทีเพื่อจะได้ประหยัดเงินขึ้น!! (ก็เป็นคนรากหญ้าก็รู้จักฉลาดอย่างประหยัด)

ถนนลาดพร้าวขามุ่งไปบางกะปิติดแหงกๆ แต่ขบวนพี่น้องเสื้อแดงก็คึกคักติ๊ดชึ่งๆไปตลอดทาง มีบรรดากองเชียร์ข้างทางให้กำลังใจตลอด แต่!!อย่าเพิ่งนึกดีใจว่าคนให้กำลังเป็นคนกรุงเทพฯซะทั้งหมดนะ

เพราะเช่นเลือกตั้งคราวที่แล้ว แซม ยุรนันท์ เดินหาเสียงแถวตลาดโชคชัย4 คนเชียร์ให้กำลังใจเพียบ ทั้งพ่อค้าแม่ค้า มอไซค์รับจ้าง คนเดินตลาด คนเดินถนน แซมดีใจยิ้มบา่นไม่หุบ แต่สุดท้าย!!แซม สอบตก!!

---------------------------

ลาดพร้าวขาออก พอผ่านแยกรัชดาลาดพร้าวไปแล้ว รถที่ติดแหงกๆก็โล่งสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนไปตลอดจนถึงที่หมาย ขอบคุณคนกรุงเทพฯที่เปิดทางสะดวกให้พี่น้องเสื้อแดงชมกรุงขอรับ!!

--------------------------

อำมาตย์ นายทุน นักการเมืองโกงกิน ข้าราชการใต้โต๊ะ ชนชั้นสูง ชนชั้นล่าง คนจน คนรวย พูดอีกก็ถูกอีก มีมาทุกยุคทุกสมัย!!

สมัยก่อนยายไฮและชาวคณะสมัชชาคนจนเคยมาประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลทักษิณ จำได้มั้ย? ว่ารัฐบาลทักษิณสั่งรื้อเต้นท์ไล่คนจน!!

ถ้าใครจำไม่ได้ก็ลองเสริ์ชหาคำว่า สมัชชาคนจน ยายไฮ รือเต้นท์ ดูสิครับ

Photobucket


------------------------

หากมอไซค์วิน ขี่รถสวนเลน ขี่รถบนฟุตบาท คุณคืออภิสิทธิชน!!

หากแม่ค้าพ่อค้าขายของบนฟุตบาท อย่ามาอ้างว่าเป็นเขตผ่อนผัน เพราะที่ต้องยอมผ่อนผัน เพราะพวกคุณคืออภิสิทธิชน!!

แท๊กซี่ปฏิเสธรับผู้โดยสาร อย่ามาอ้างว่าส่งรถ เพราะมีแท๊กซี่ที่ไม่ส่งรถก็ชอบอ้างเช่นกัน นั่นแหล่ะพวกคุณคืออภิสิทธิชน!!

แท๊กซี่ประตูน้ำ ปฏิเสธรับคนไทยอ้างส่งรถ แต่พอฝรั่งเรียกปุ๊บ! แท๊กซี่ไปได้ทุกที่ แถมขูดราคาโดยสารเพิ่มจากฝรั่ง การกระทำเยี่ยงนี้เพราะคุณคืออภิสิทธิชน!!

ยังมีอีกหลายกรณี!! เกี่ยวกับอภิสิทธิชน ในเมืองไทยมีเพียบ!!

--------------------------

ตอนผมรอรถซูบารุในซอยโชคชัย4 (เพราะผมเป็นคนจนรากหญ้าในเมืองหลวง) ระหว่างนั้นร้านขายยาหน้าปากซอยที่อยู่ถัดจากที่ผมยืนรอรถไป2ห้อง

หลานสาวหน้าหมวยวัยไม่เกิน5ขวบของร้านขายยา เดินออกมาจากร้านขายยา นำหลอดนมที่เธอทานเสร็จมาทิ้งลงบนถนน!!

หลานสาวร้านขายยาคนนี้ก็เป็นอภิสิทธิชน!! เช่นกัน (ฮาๆๆ)

และอภิสิทธิชนที่กล่าวมานั้น ส่วนใหญ่ก็รักทักษิณทั้งน้าน!!

-------------------------

อภิสิทธิ์ แปลว่า สิทธินอกเหนือขอบเขต, สิทธิเหนือกฎหรือระเบียบที่วางไว้, สิทธิที่ได้รับนอกเหนือไปจากกฎหรือระเบียบที่วางไว้

อภิสิทธิ์ชน จึงแปลว่า คนที่กระทำเกินขอบเขต หรือเหนือกฏหรือระเบียบที่วางไว้ (ละเมิดกฏหมาย!!)

อ้าว!! พอนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีไทย พวกอภิสิทธิ์ชนคนรักทักษิณเลยมีเพียบ!!
.
.

วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

ประชาธิปไตยต้องมีชนชั้น !!





ที่จริงถ้าดูจากชื่อบทความ ประชาธิปไตยต้องมีชนชั้น!! ผมเคยเขียนบทความคล้ายๆแบบนี้มาทีนึงแล้ว คือบทความชื่อ ประชาธิปไตยคือความไม่เท่าเทียมกัน เขียนตั้งแต่ปีที่แล้ว

หากเราฟังแกนนำเสื้อแดงพูดถึงเรื่องชนชั้น ความแตกต่างทางสังคมและฐานะแล้ว เนื้อหาและเหตุผลในการปราศัยปลุกระดมมวลชนล้มชนชั้นของแกนนำเสื้อแดงนั้น ก็คือ วิธีการพูดและโน้มน้าวใจเหมือนสมัยยุคคอมมิวนิสต์ในไทยรุ่งเรืองเปี๊ยบ ๆ เลยครับ

(ประชาธิปไตยต้องไม่มีชนชั้น ต้องเท่าเทียมกัน หรือ คอมมิวนิสต์ต้องไม่มีชนชั้น ต้องเท่าเทียมกัน จะเห็นว่าต่างกันตรงที่ คำว่าประชาธิปไตยกับคำว่าคอมมิวนิสต์แค่นั้น!!) 


เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่า คอมมิวนิสต์แท้ ๆ ที่พยายามจะสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม ไม่มีคนรวย ไม่มีคนจน ไม่มีชนชั้น ทุกคนเท่าเทียมกัน

แต่สุดท้ายก็เลยเหลือแต่ จนอย่างเท่าเทียมกันทั้งประเทศ หมือนเช่นจีนในยุคประธานเหมา หรือยุคสหภาพโซเวียตที่ต่อมาล่มสลาย แต่ชนชั้นปกครองในพรรคคอมมิวนิสต์กลับอยูดีกินดีกว่าประชาชนเหมือนระบอบชนชั้นเดิมๆ

สรุปง่าย ๆ ก็คือ ประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเลื่อนระดับชนชั้นได้เสมอ ด้วยความรู้และความสามารถของตน ถ้ามาบอกว่าประชาธิปไตยไม่มีชนชั้นเลย นั่นคือสิ่งที่ผิด! เพราะแม้แต่คอมมิวนิสต์จีนยังทำไม่สำเร็จเลยครับ

และทุกวันนี้เมื่อจีนนำทุนนิยมมาปรับใช้แล้ว ก็ทำให้ตอนนี้มีคนจีนรวยอยู่ในระดับโลกสูงกว่าเศรษฐีไทยเสียอีกครับ

--------------------------

ที่ผมเขียนในช่วงแรกไม่ได้บอกว่า การเอาเปรียบกันในสังคมไม่มีอยู่ แต่แท้ที่จริงแล้ว ไม่ว่าการปกครองระบอบใดๆหากผู้คนเห็นแก่ตัวก็จะเกิดการเอาเปรียบในสังคมอยู่ดี

เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีชนชั้น แต่มันอยู่ที่จริยธรรมของคนในแต่ละชนชั้นมากกว่า

ในอเมริกาก็มีการแบ่งชนชั้น รวยก็รวยล้นฟ้า จนก็จนแบบไม่มีจะกินต้องไปหาตามถังขยะก็มี คนรวยในอเมริการวยที่สุดในโลกก็มีเยอะ และจนหนักยิ่งกว่าคนไทยก็มีเยอะกว่าด้วย

คนจนไทยที่ไร้เงินไร้ที่อยู่ คุณเชื่อหรือไม่ว่า กลับมีความเป็นอยู่ดีกว่าคนจนในอเมริกาด้วยซ้ำ เพราะคนจน คนจรจัดในอเมริกา หิวตาย หนาวตายข้างถนนมากมายในแต่ละปี ในขณะที่คนจรจัดในไทยแทบไม่มีคนอดตาย 

.
หากคนไทยไม่เลิกเอาเปรียบสังคม และยังเห็นแก่ตัว สุดท้ายเรื่องชนชั้นก็ยังจะมีตลอดไป เพราะไม่ว่าจะจนหรือจะรวย คนไทยมักชอบเอาเปรียบสังคมด้วยกันทั้งนั้น (ละเมิดกฏหมายบ้านเมือง เช่นเรื่องง่ายๆอย่างกฏหมายจราจรเป็นต้น)

------------------------------

"จนกระจุก รวยกระจาย" ประเทศไหนๆก็มี ส่วนพี่ไทยเรา คนรวย10%ของจำนวนคนทั้งประเทศมีเงินสดมากถึง90%ของเงินฝากทั้งประเทศ ส่วนคนจน90% ก็มีเงินแค่10%ของเงินฝากทั้งประเทศ (เฉพาะเงินสดในธนาคารไม่รวมทรัพย์สินอื่นๆ)

และหนึ่งในชนชั้นสูงผู้ร่ำรวยก็มีตระกูลชินวัตรที่รวยกระจุกเช่นกัน!! 

แถมจัดเป็นคนที่รวยเร็วบนธุรกิจสัมปทานที่ได้กำไรส่วนใหญ่ก็ได้มาจากคนไทย !! (สัมปทานทักษิณได้มาจากคณะรสช..)

แสดงว่าแสวงหากำไรจากคนไทยได้มากมายในเวลาไม่กี่ปี จนเคยเป็นคนรวยที่สุดในประเทศและเป็นชนชั้นสูง(ไฮโซ)ในสังคม  และก้าวไปจนได้เป็นถึงนายกรัฐมนตรีของไทย


Photobucket


------------------------------

ผมเคยถามคำถามนึงไว้ในบทความเก่าๆว่า "ทำไมคนจีนที่มาเพียงเสื่อผืนหมอนใบ ถึงร่ำรวยจนกลายเป็นมหาเศรษฐีในไทยได้?ทั้งๆที่ในอดีตปัญหาชนชั้น (และการดูถูกเจ๊กดูถูกจีน)ในอดีตมีความรุนแรงกว่ายุคปัจจุบัน"

คุณผู้อ่านลองไปวิเคราะห์ดูนะครับ

ยังมีอีกคำถามนึง "ทำไมแขกปากีสถาน แขกบังคลาเทศกลับมาเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ให้คนไทยได้ ทั้งๆที่ตอนพวกเขามาเมืองไทยใหม่ๆ แขกพวกนี้ก็ไม่มีอะไรเลย มาขายถั่ว ขายโรตี จนเก็บหอมรอมริบและปล่อยเงินกู้ให้คนไทยได้???"

ผมอยากจะขอเล่าเรื่องแขกขายโรตีหน้าที่เดินผ่านหน้าบ้านผมสักหน่อยแล้วกัน

แขกขายโรตีคนนี้ เขาบอกผมว่า เขาเป็นชาวบังคลาเทศ(แต่อาจเป็นโรฮิงยาก็ได้ใครจะรู้) ที่เดินผ่านหน้าบ้านผม 


เชื่อหรือไม่เขาพักอยู่ที่แถวซอยอารีย์ (พหลโยธิน7) แล้วเดินเข็นรถเข็นไปแทบทุกตรอกซอกซอยมาจนถึงซอยโชคชัย4ลาดพร้าว (แต่เน้น ๆ ขายที่โชคชัย4 ซอยภาวนา และซอยลาดพร้าว 71 เป็นหลัก) และกว่าจะออกจากซอยโชคชัย 4 ก็ราว ๆ2ทุ่ม ไปถึงบ้านก็เที่ยงคืน

และออกขายอีกทีตอน 6 โมงเช้าทันที โคตรขยันเป็นบ้าเลยครับ แต่เขาก็บอกว่าอยู่เมืองไทยดีและมีความสุขกว่าอยู่บ้านเขา เขาไม่เห็นมาประท้วงเรียกร้องล้มชนชั้นอะไรเหมือนคนไทยเลยครับ

และสุดท้ายแขกโรตีคนนี้ก็หาเมียคนไทยได้ และก็เริ่มปล่อยเงินกู้ให้พ่อค้าแม่ค้าคนไทยได้แล้วด้วย (ฮา)



เฮ่อ! สงสารพี่น้องเสื้อแดง

.
.
ตั้งแต่โบราณมาแล้ว ไม่มีใครคิดจะเอาเลือดคนดีๆมาเททิ้งหรอกครับ เขามีแต่เอาเลือดชั่วๆของคนเลวๆมาล้างเท้าล้างแผ่นดินให้หายแค้นในความระยำทั้งนั้น

ในอดีตคนที่ทรยศชาติ ทรยศแผ่นดิน ก็จะถูกหมายหัวว่า จะจับมันมาตัดหัวเอาเลือดมาล้างตีน หรือล้างแผ่นดินให้สมแค้น!!

ไม่มีใครเขาเอาเลือดคนดีๆมาล้างเท้า หรือมาเททิ้ง เทล้างหน้าบ้านใครหรอกครับ เพราะเลือดคนดีต้องรักษาไว้ให้อย่างถึงที่สุด และการเทเลือดทิ้งง่ายๆแบบที่เสื้อแดงกระทำนั้น มันไม่ได้ซวยที่เจ้าของบ้าน แต่มันจะมาซวยที่เจ้าของเลือดเองมากกว่า

ไม่รู้คนคิดแผนเจาะเลือดให้ได้ล้านซีซีนี่ใช้อะไรคิด สงสารก็แต่ชาวบ้านประชาชนเสื้อแดงที่โดนหลอกให้ทำพิธีเฮงซวยเช่นนี้

เชื่อผมเถอะ! เสื้อแดงจะพ่ายแพ้เพราะใช้วิธีการอุบาทว์ผสมมนต์ดำ"เดรัจฉานวิชา"เช่นนี้ เพราะมันเป็นวิธีสกปรกเป็นพิธีทางต่ำทางคุณไสยมันเป็นบาปเปล่าๆ และมันก็จะซวยแก่คนคิดให้ร้ายเขาและคนกระทำมากกว่าคนที่ถูกกระทำ

คนดีๆเขาไม่ทำการต่อสู้ด้วยวิธีสกปรกอุบาทว์ๆต่ำๆแบบนี้หรอกครับ

เขามีแต่กรีดเลือดดื่มน้ำสาบานร่วมกันเท่านั้นที่จะดูดี เช่นเหล่าคนเสื้อแดงร่วมดื่มเลือดสาบานต่อต้านระบอบอำมาตย์จนชีวิตจะหาไม่!?!

หากเป็นอะไรทำนองนี้ จะดูดีกว่าเยอะ แต่คงไม่มีเสื้อแดงคนใดใครกล้าดื่มเลือดร่วมสาบานหรอกครับ เพราะต่างก็ไม่ไว้ใจเลือดพวกเดียวกันเอง!!
.
ยิ่งเห็นมีชายแต่งตัวเป็นพราหมณ์มาทำพิธีเทเลือดของคนเสื้อแดง ทำให้ผมคิดไปถึงพิธีบูชายัญของพวกพราหมณ์ในสมัยพุทธกาล แต่สมัยนั้นเขาก็เอา เลือดสัตว์เดรัจฉานมาบูชายัญ!!
.
-------------------------------

ส่วนสถานการณ์ในกรุงเทพฯของวันที่17มี.ค.53 ผมว่าทั่วๆไปก็ดีนะครับ เหมือนกำลังมีเทศกาลสนุกสนานอะไรสักอย่าง ที่ทำให้คนกรุงอยากอยู่บ้านดูข่าวจากทีวี

หากเส้นทางใดไม่ใช่ทางผ่านของคนเสื้อแดงแล้ว การจราจรในกรุงเทพฯก็ยังสะดวกดีเหมือนหลายๆวันที่ผ่านมา

ขอตัวไปหาประชาธิปไตยกินได้รองท้องยามดึกก่อนนะครับ (กำลังรอดูบอลอยู่น่ะ)
.
.


(ฝากบอกแฟนๆบล็อคของผมว่าวิกฤติชีวิตของผมยังไม่ผ่านไป แต่ผมก็ทำใจได้มากขึ้น เพราะมีใช้ธรรมะเป็นเครื่องปลอบใจครับ และการที่เข้ามาเขียนบทความสั้นๆบ้างก็ช่วยบรรเทาใจผมได้พอควร)
.
.

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

จะมีประชาชนชาติไหนที่ด่านายกฯได้มันส์เท่าที่ประเทศไทย

.
.
วันที่15มี.ค.53 ผมออกจากบ้านช่วงเวลาบ่าย2โมงครึ่ง ก็ได้พบขบวนเสื้อแดงทยอยถอนกำลังออกจากราบ11 มากันให้เห็นอยู่ตลอดทางที่ผมผ่าน รถในกรุงก็ไม่ค่อยติดอีกแล้ว (พี่น้องเสื้อแดงแก้ปัญหาจราจรได้เก่งกว่าทักษิณเสียอีก)

ส่วนใหญ่พี่น้องเสื้อแดง ก็ดูน่าชื่นชมในความอุตสาหะของพวกเขา เพราะอากาศก็ร้อนจะตาย แต่พวกเขาอดทนต่อสู่เพื่อเรียกร้องสิ่งที่เขาหรือใครบางคนต้องการ (แต่บางคนกลับได้นั่งจิบกาแฟในโรงแรมหรูๆแถวยุโรป ไม่ต้องมาทนตากแดดร้อนๆ)

ผมเห็นทั้งสาวน้อย สาวใหญ่ นั่งอยู่ตอนหลังของรถกระบะบรรทุก ตากแดด ตากฝุ่นควันบนถนนแห่งเมืองหลวง ผมชื่นชมครับในความวิริยะของพวกเขา

ผมน่ะเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง เพราะผมมีโอกาสสนทนากับบรรดาประชาชนเสื้อแดงอยู่หลายคน แต่ผมไม่ต้องการถกเถียงกับเขา เพราะคนไทยด้วยกันเรารักษาน้ำใจกันไว้ดีกว่า ผมจึงยอมรับฟังสิ่งที่เขารู้และเข้าใจอย่างผู้ฟังที่ดี

สิ่งที่เสื้อแดงเรียกร้อง ก็เป็นเรื่องจริงที่มีอยู่ในสังคมจริงๆ เรื่องความเหลื่อมล้ำ ความแตกต่างทางฐานะชนชั้น การถูกเอารัดเอาเปรียบทางสังคม มีอยู่จริงๆ
.
(ที่สำคัญคนที่นำการต่อต้านระบอบอำมาตย์กลับร่ำรวยมาจากระบอบอำมาตย์แท้ๆ และก้าวข้ามจากชนชั้นล่างลูกเจ๊กลูกจีน จนได้เป็นถึงอภิมหาเศรษฐีและนายกรัฐมนตรีไทย)

เพียงแต่พวกเขาไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่เขาเรียกร้องนั้น มันก็มีอยู่ในตัวของคนไทยแทบทุกคน ด้วยนิสัยและกมลสันดานของคนไทย(ไม่อยากใช้คำว่าส่วนใหญ่)ก็ชอบเอาเปรียบและข่มกันทางฐานะและชนชั้นอยู่แล้ว(ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัวว่าตัวเองก็เป็นพวกแบ่งชนชั้นเช่นกัน)

ทำบุญต้องเอาหน้า จัดงานบวชก็เอาหน้า ใครมีลูกรับราชการก็คุยฟุ้งไปทั่วตำบล เป็นต้น
.
และนิสัยอวดร่ำอวดรวยนี่เอง ที่เป็นพื้นฐานของการแบ่งชนชั้นฐานะ!!

แต่คนที่พลาดโอกาสเพื่อแสวงหาทางเอาเปรียบผู้อื่น ก็จะรู้สึกอยากจะล้มระบบที่ตัวเองอยากเข้าไปเอาเปรียบ แต่ตัวเองดันเข้าไปไม่ได้

คนไทยหลายๆจังหวัด ชอบหาทางให้ลูกได้เป็นเจ้าคนนายคน หากมีใครมาเสนอหาทางช่วยเหลือแบบลับๆใต้โต๊ะเพื่อช่วยลูกของเขาให้ได้รับราชการแน่ๆ มีหรือที่คนไทยจะไม่กล้ายอมหาทางใต้โต๊ะเพื่อส่งเสริมลูกๆ ทั้งๆที่แทบทุกคนบอกรังเกียจการใช้เส้นสาย แต่พอถึงคราวจำเป็นของตัวเอง ก็อยากมีเส้นสายแบบคนอื่นกันทั้งนั้น!

และนี่ก็คือวิถีตามระบอบอำมาตย์ทั้งนั้น

พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย(ส่วนใหญ่เสื้อแดง) ที่ถูกเทศกิจไล่ที่ หรือถูกบริษัทใหม่ที่รับสัมปทานมาไล่ที่ พ่อค้าแม่ค้าก็จะโวยวาย ประท้วงหาทางขายต่อให้ได้ อ้างจน อ้างลำบาก ไม่ยอมออกจากพื้นที่ จนทะเลาะเบาะแว้งกันยกใหญ่

แต่คนอื่นๆที่เขาเคารพกฏหมายบ้านเมืองแล้วเขาก็จนเหมือนกันล่ะ ทำไมเขาถึงทำตามกฏหมายบ้านเมืองได้ พ่อค้าแม่ค้ากำลังเอาเปรียบคนที่เคารพกฏหมายรึเปล่า??กำลังทำตัวเป็นอภิสิทธิชนรึเปล่า??

------------------------

นอกเรื่องไปนาน ขออภัย!

วันที่15มี.ค. ผมพบคนเสื้อแดงขี่มอไซค์กลุ่มใหญ่นับสิบคัน ผ่านมาบริเวณหน้าโรงพยาบาลรามาธิบดี ตะโกนโหวกเหวกและบีบแตรลั่นไปตลอดทางที่พวกเขาผ่าน

หนวกหูมากๆ ทั้งที่อยู่หน้าโรงพยาบาลแท้ๆ แต่พวกเขาไม่เคารพและให้ความเกรงใจสถานพยาบาลและผู้ป่วยในโรงพยาบาลกันเลย

แต่นั่นก็คงเป็นแค่คนเสื้อแดงเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไร้ระเบียบ ที่เผอิญผมผ่านไปพบเห็น

---------------------

จากชื่อบทความ จะมีประเทศไหนที่ด่านายกฯได้มันส์เท่ากับประเทศไทย หรือแม้แต่ด่าประธานที่ปรึกษาขององค์พระมหากษัตริย์ ได้อย่างสาดเสียเทเสียได้เท่าประเทศไทยบ้าง

ผมคงไม่ต้องอธิบายใดๆ เพราะคุณผู้อ่านคงรู้ข้อมูลกันดีอยู่แล้ว

นี่หรือประเทศที่ถูกจำกัดเสรีภาพ และไม่เป็นประชาธิปไตย?

สงสัยจะไม่เป็นประชาธิปไตยจริงๆอย่างว่า เพราะประเทศที่่่มีความเจริญทางประชาธิปไตย เขาไม่ทำกันได้ถึงขนาดนี้หรอกครับ จริงมั้ย??
.
(หากระบอบอำมาตย์มีการกดขี่ทางชนชั้นอย่างรุนแรงจริงๆ พลเอกเปรมคงไม่สามารถก้าวข้ามจากเด็กวัดบ้านนอกจนๆ ก้าวข้ามชนชั้นจนใหญ่โตได้ถึงขนาดนี้หรอกครับ แล้วที่สำคัญลูกจีนอย่างแม้วก็ไม่มีทางไปเป็นนายกฯได้เช่นเดียวกัน)


แนะนำอ่าน บทความ คนรักทักษิณมาทางนี้

.

.

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

ตกลงวันที่14มี.ค.เสื้อแดงมาครบล้านรึเปล่า?

.
.

วันที่14มี.ค.53ผมไม่อยู่บ้านทั้งวัน เดินทางกรุงเทพฯวันนี้การจราจรก็ยังคล่องตัวเหมือนเดิม เพียงแต่รถเมล์บางสายมีการเปลี่ยนเส้นทางกันบ้างพอควรเพื่อหลีกเลี่ยงถนนที่ถูกปิด

เวลาเข้ากรุงเทพฯชั้นใน หากไม่มีที่จอดรถแน่นอน ผมก็มักจะใช้บริการแท๊กซี่บ้าง รถเมล์บ้าง เพื่อจะได้เดินทางอย่างไม่ต้องกังวล และวันนี้ผมขึ้นสายปอ.509 ซึ่งก็ถูกเปลี่ยนเส้นทางเหมือนกัน

ผมไม่ได้ติดตามข่าวสารทางทีวีกับเขาเลยวันนี้ ตกลงเขาชุมนุมถึงล้านคนรึเปล่า? มาหาอ่านข่าวในเว็บก็ไม่เห็นมีข่าวทีี่ไหนรายงานว่ามีคนเป็นล้านสักที่

แต่เอาเถอะ จะล้านหรือไม่ล้านก็ไม่สำคัญ

แต่ช่วงขากลับบ้าน ผมได้ติดรถน้องชายกลับ ผมก็ได้พบชาวเสื้อแดงที่น่าจะเพิ่งกลับออกมาจากการชุมนุม ขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อน3 และไม่สวมหมวกกันน๊อก! บนถนนเลียบคลองประปาขาออก และผมยังเห็นหนุ่มเสื้อแดงอีกคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ไม่สวมหมวกกันน็อค ทั้งๆที่มีหมวกกันน็อกวางอยู่ที่ตะกร้าหน้ารถ!?

และผมก็ยังเผอิญเห็นรถแท๊กซี่คันหนึ่ง ติดสติ๊กเกอร์ว่า "คันนี้ไม่มีฝักมีฝ่าย ขอตั้งใจทำมาหากินเท่านั้น"

อ่านแล้วก็ชอบครับ ตั้งใจทำมาหากินของตนเองไป ไม่ต้องไปรอหวังพึ่งใคร สู้ด้วยตนเอง ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีก็พอ

แล้วความเจริญจะตามมาเองครับ

---------------------

ได้ข่าวแว่วๆว่า วันที่15 ชาวเสื้อแดงจะเดินทางไปกองทหารราบที่11 ซึ่งผมเองก็จะมีเหตุผ่านไปทางนั้นในวันที่16 ก็หวังว่าคงจะคลาดกันนะครับ เพราะผมเจอเสื้อแดงมาครั้งนึงแล้วเมื่อวันที่12ที่หน้าราบ11 แต่วันนั้นก็ผ่านไปได้อย่างดี

----------------------

แต่พรุ่งนี้วันที่15ผมจะไปแถวๆถนนพญาไท ไม่รู้รถจะติดหนักรึเปล่า?? ยังต้องลุ้นต่อ....

.
.

วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

รายงานเมื่อเสื้อแดงเข้ากรุง ก่อนชุมนุมใหญ่

.
.

วันนี้คือวันเสาร์ที่13มี.ค.53 คนเสื้อแดงนัดรวมพลทยอยเข้ากรุงเทพฯตลอดทั้งวัน

ในฐานะที่ีผมเป็นคนกรุงเทพฯ ก็ขอร่วมแจมรายงานสภาพบรรยากาศทั่วๆไปของการจราจรในเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อวานคือวันที่12 และวันนี้คือวันที่13

เมื่อวานเมื่อผมออกจากบ้าน ขับรถเสี่ยงฝ่าเข้าไปในฝูงชนเสื้อแดงหน้ากองพลทหารราบที่11 จุดที่เสื้อแดงจอดรถปราศัยย่อมๆอยู่หน้าราบ11(หลังจากรวมพลที่อนุสาวรีย์ปราบกบฏ แยกวัดพระศรีมหาธาตุฯแล้ว) เพื่อโจมตีอำมาตย์อย่างเบาะๆ เพราะเหล่าสมุนอำมาตย์ตั้งศูนย์บัญชาการในราบ11

ผมผ่านไปในช่วงบ่าย2โมงครึ่ง ในฝั่งขาออกรถติดแต่ก็พอจะไหลไปได้ แต่ฝั่งขาเข้ามีเสื้อแดงยึดทั้งฝั่งหน้าราบ11ปราศัย

แต่พอผ่านหน้าราบ11 รอดอุโมงค์ไปโผล่อีกฝั่งของถนนพหลโยธิน ทุกอย่างก็โล่งสบาย รถน้่อยคล่องตัว

-------------------------

วันนี้ผมไมได้ขับรถ แต่ต้องไปทำกิจธุระ ต้ิองเข้าเมือง เลือกใช้บริการขนส่งมวลชนร่วมบริการฯปรับอากาศสาย ปอ.44 ซึ่งสายนี้ต้องผ่านไปถึงแยกผ่านฟ้าลีลาศ จุดรวมพลคนเสื้อแดง

วันนี้รถในเมืองหลวงก็ยังน้อย คล่องตัวเช่นเดิม เห็นรถขนคนเสื้อแดงผ่านมาอยู่เรื่อยๆ รถคนเสื้อแดงผ่านไปบางจุด ก็จะมีคนเสื้อแดงที่อยู่ในกรุงฯบางส่วนตะโกนโห่ร้องต้อนรับขบวนเสื้อแดงจากตจว.บ้างประปรายไปตลอดทาง

การจราจรกรุงเทพฯคล่องตัวกว่าวันหยุดโดยทั่วไป เพราะที่จริงกรุงเทพฯรถติดทุกวัน วันหยุดก็ยิ่งติด แต่วันนี้เสื้อแดงเข้ากรุง รถคนกรุงฯขอ บาย! หลีกทางให้เสื้อแดงเที่ยวชมกรุงดีกว่า

ทำให้วันนี้ผมเดินทางไปด้วยความสบายใจ ไม่เครียด!!

ท่าทางคนเสื้อแดงเขาจะภูมิใจความเป็นเสื้อแดงของพวกเขามากจริงๆ พอใส่เสื้อแดงปุ๊บ! ก็กล้าทำในสิ่งที่ทั่วๆไปไม่กล้าทำ กล้าตะโกนโหวกเหวกข้ามฝั่งถนน เดินลงไปในถนนไม่ต้องกลัวรถจะชน ต้อนรับพวกพ้องที่มาจากตจว.แบบไม่ต้องเกรงใจใคร และไม่มีใครกล้าบ่นว่าพวกเขา

กล้าที่จะเดินข้ามถนนทั้งๆที่เป็นเวลาไฟเขียว เพื่อมากั้นรถอีกทางไม่ให้ผ่านทั้งๆที่ไฟมันเขียวแล้ว เพื่อให้รถขบวนเสื้อแดงของตนวิ่งผ่านอย่างคล่องตัวไม่ต้องติดไฟแดงนานเกินไป

กล้าขี่มอ'ไซค์โดยไม่ใส่หมวกกันน็อคในถนนของเมืองหลวงกันถ้วนหน้า!! แถมมีตำรวจได้แต่ยืนมองตาปริบๆ

นี่หรือประเทศที่ไร้สิทธิเสรีภาพในระบอบอำมาตยาธิปไตย

แน่ใจหรือ?

ผมว่า ประเทศไทยนี่แหล่ะที่มีสิทธิเสรีภาพมากล้นที่สุดในโลกแล้ว มากจนไร้ระเบียบวินัยที่สุด

คนไทยจำนวนมาก(ทุกสีและไม่มีสี)อยากจะบ้วนน้ำลายตรงไหนก็ทำได้ อยากจะข้ามถนนตรงไหนก็ทำได้ อยากทิ้งก้นบุหรี่ทันทีที่ไหนๆก็ทำได้ ฯลฯ

ขนาดรถเมล์กล้าแล่นอยู่เลนขวาสุด แถมสามารถหักเข้าซ้ายสุดเพื่อรับผู้โดยสารได้ทันทีที่ใจคนขับต้องการ

หรือรถแท๊กซี่ก็กล้าแล่นคร่อมเลนเืพื่อมองหาผู้โดยสารอย่างช้าๆ โดยไม่สนรถคันหลัง และก็สามารถซิ่งได้ทันทีเมื่อได้ผู้โดยสารขึ้นรถมาแล้ว

ที่ๆมีรถตู้ที่มีอภิสิทธิชนยิ่งกว่ารถประเภทใดๆในเมืองหลวง!! เพราะซิ่งได้มากที่สุดแทนรถมินิบัสไปแล้ว

และทั้งรถแท๊กซี่ รถตู้ รถเมล์ร่วมบริการ ส่วนใหญ่ก็เสื้อแดงแห่งเมืองหลวงทั้งนั้น!!

อย่าโทษระบอบ โทษตัวเองก่อนดีกว่ามั้ย? ว่า่ทำหน้าที่พลเมืองที่ดีแล้วรึยัง???
.
.
----------------------------------
.
.
และวันนี้ ผมได้ร้องไห้ให้พ.ต.อ.สมเพียร วีรบุรุษของชาติตัวจริง!!
.
"ผมไม่อยากเป็นวีรบุรุษ และไม่อยากตายในสนามรบ" พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา




ผมดูรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์เมื่อเช้าวันที่13มี.ค.แล้ว ผมต้องร้องไห้!!ให้พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

.

.

วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

วาทะของณัฐวุฒิ แกนนำหัวขวด





ารประกาศชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง(นปช.) เพื่อต่อต่านเผด็จการ ล้มล้างระบอบอำมาตยาธิปไตย เพื่อทวงคืนประชาธิปไตย(แบบแม้วๆ)คืนมา ในช่วงวันที12,13,14และยืดเยื้อจนกว่ารัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์จะถูกล้มลงไป

มีประโยคเด็ดที่นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อแถลงการณ์ไว้

"วันนี้คนไทยจะต้องตัดสินใจ ที่จะหยุดกรุงเทพฯ ไม่กี่วันเพื่อให้ประเทศไทยได้เดินไปข้างหน้าตลอดกาล เพราะประเทศไทยถูกฉุดให้ถอยหลังมาตลอด 4 ปีแล้ว และวันนี้ไม่ใช่สงคราม แต่เป็นสันติภาพ สถานีโทรทัศน์พีเพิ่ลชาแนลปรับผังเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์การเมือง ไม่ได้ปรับผังเพื่อก่อความวุ่นวายใดๆ ดังนั้นนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี" นายณัฐวุฒิ กล่าว

-------------------------------

ในปีที่แล้ว กลุมเสื้อแดงมีการปิดอนุสาวรีย์จนกรุงเทพฯชั้นในเป็นอัมพาตตามที่รู้กัน จนลามถึงเกิดจราจลเมษายน

ปีนี้นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ หนึ่งแกนนำเสื้อแดงได้ประกาศจุดยืนด้วยการที่ "หยุดกรุงเทพฯเพื่อประเทศไทยได้เดินหน้าฯ" พูดด้วยสำนวนโวหารฟังดูดี(แต่เจตนาร้าย)ตามสไตล์นักโต้คารมมัธยมศึกษา และอดีตสมาชิกสภาโจ๊ก

แสดงว่าหากจะต้องทำให้กรุงเทพฯหยุด เช่นการจราจรอาจเป็นอัมพาตทั้งกรุงฯ ก็แสดงว่ายิ่งหนักกว่าปีที่แล้ว

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ไอ้ที่เคยด่าฝ่ายตรงข้ามว่าปิดทำเนียบ! ปิดสนามบิน! (ตามที่เสื้อแดงชอบกล่าวหาฝ่ายเสื้อเหลือง) นั้น เสื้อแดงก็จะไม่ได้ดีไปกว่าเขาเลย ออกจะแย่กว่าด้วย เพราะว่าแต่เขาอิเหนาทำเอง! เห็นคนอื่นเขาทำแย่ๆแล้วตัวเองกลับไปทำแย่ๆบ้าง ถ้าเป็นเช่นนั้น

เสื้อแดงก็จะต้องแพ้เหมือนหรือยิ่งกว่าปีที่แล้วแน่นอนครับ (ถ้าไม่อยากแพ้ก็อย่าทำซ้ำรอยปีก่อน)





อ่านเมษา53เสื้อแดงแพ้แพราะอะไร

.
.

วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

คลิปอัตสึในยูทูปล้มหมด

เพราะ คลิปเจ้าหญิงอัตสึจากyoutube ก็ถูกNHK สั่งแบนไปแล้วครับ

การเขียนอัตสึของผมจะอิงคลิปจากยูทูปเป็นหลัก เพราะจะทำให้เขียนได้ง่ายและเป็นฉากๆไป

แต่คลิปทุกคลิปของอัตสึ ตอนนี้ล้มหมด! ที่ผมเคยนำมาลงไว้ก็ใช้ไม่ได้อีกแล้ว

ตอนนี้ทำให้ผมยิ่งเซ็ง เพราะที่เขียนๆมาผมจะอ้างคลิปไว้ด้วย เพื่ออรรถรสและความสมบูรณ์ของบทความ เมื่อไม่มีคลิป บทความก็ไม่มีความสมบูรณ์อีกแล้ว

เศร้าจริงๆ



วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

เมื่อผมเดาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์ได้ถูกต้อง

.
.


การประกาศผลรางวัลออสการ์ประจำปี2010ได้ประกาศไปเมื่อเช้าวานนี้เรียบร้อยไปแล้ว ซึ่งหลายๆคนอาจคาดหวังว่าหนังเรื่องอวตาร ของเจมส์ คาเมรอน น่าจะคว้ารางวัลภายยนตร์ยอดเยี่ยมและรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมได้ เหมือนกับที่เคยได้มาแล้วจากรางวัลลูกโลกทองคำที่ผ่านมา

แต่สำหรับผมได้เคยพูดคุยเรื่องรางวัลออสการ์กับน้องชายของผมไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้วว่า ผมคาดเดาไว้ว่า ภาพยนตร์ที่น่าจะได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมน่าจะไม่ใช่เรื่องอวตาร!! แต่น่าจะเป็นเรื่อง The hurt locker ของผู้กำกับหญิงแคทธารีน บิ๊กกาโร่ควรจะได้รางวัลสำคัญทั้งสองนี้มากกว่า(แคทธารีนเธอเป็นอดีตภรรยาของเจมส์ คาเมรอน)

ทำไมผมถึงคาดเดาเช่นนั้น?

ก็เพราะสังคมอเมริกัน หรือประเทศอเมริกามักจะใช้เวทีออสการ์เพื่อผลทางการเมืองและจูงใจจิตวิทยามวลชนของชนชาติของเขาในเรื่องที่ประเทศกำลังขาดหรือกำลังต้องการให้เพิ่มขึ้นจากประชาชน

เรื่อง The hurt locker หนังต้นทุนต่ำแค่11ล้านเหรียญเท่านั้น ได้นำเสนอถึงเรื่องราวของทหารอเมริกันที่อยู่ในหน่วยกู้ระเบิดที่ต้องไปเสี่ยงตายในประเทศอิรักด้วยความเสียสละในหน้าที่!!

ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เสนอถึงความเสียสละของทหารเพื่อประเทศชาติเป็นสำคัญ ซึ่งในสังคมอเมริกันตอนนี้ แม้จะมีประชาชนจำนวนไม่น้อยต่อต้านการปฏิบัติการส่งทหารอเมริกันไปสู่อิรัก

แต่แม้ชาวอเมริกันจะต่อต้านสงครามในอิรัก แต่คนอเมริกันก็แยกแยะหน้าที่และบทบาทของพลเมืองที่มีต่อประเทศชาติได้ดี แม้จะไม่พอใจนโยบายอิรักของรัฐบาลอเมริกันมาตั้งแต่ประธานาธิบดีจอร์ช w บุชก็ตาม

แต่คนอเมริกันก็ยินยอมพร้อมใจทำหน้าที่พลเมืองที่ดีตามนโยบายของรัฐบาลที่เขาเลือกมาแล้ว เช่นยอมส่งลูกส่งหลานไปเป็นทหารในอิรัก

เพราะสังคมอเมริกันต้องการย้ำเตือนและปลุกจิตสำนึกเรื่องหน้าที่และความเสียสละของชาวอเมริกันเพื่อชาติบ้านเมืองอีกครั้ง จึงทำให้หนังเรื่อง The hurt locker จะเป็นส่วนย้ำเตือนหน้าที่และความเสียสละต่อชาติบ้านเมืองของคนอเมริกันอีกครั้งครับ

(ที่เขียนมาทั้งหมดนั้น ผมเองก็ยังไม่ได้ชมเรื่องนี้เลยนะครับ)

------------------------------

ข่าว



The Hurt Locker คว้าภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ด้าน "Kathryn Bigelow" รับรางวัลผู้กำกับหญิงเวทีออสการ์คนแรกในรอบ 82 ปี ขณะที่หนังฟอร์มยักษ์ Avatar แห้วรางวัลใหญ่แต่ได้ 3 รางวัลเล็กปลอบใจ

งานประกาศและมอบรางวัล ออสการ์ครั้งที่ 82 จัดขึ้นที่โกดักเธียเตอร์ ที่ลอสแอนเจลิส เมื่อหัวค่ำวันอาทิตย์ที่ 7 ตามเวลาท้องถิ่น และเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ที่ออสการ์เลือกใช้พิธีกรคู่อีกครั้ง โดยนักแสดงตลก สตีฟ มาร์ติน และ อดีตพระเอกคนดัง อเล็ก บัลด์วิน ถูกเลือกให้มารับหน้าที่ดำเนินรายการ ในงานแจกรางวัลสุดยิ่งใหญ่ในปีนี้

The Hurt Locker กลายเป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำการแจกรางวัลออสการ์ครั้งที่ 82 ส่วนแคธรีน บิเกโลว์ กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก The Hurt Locker งานที่เธอใช้ทุนน้อยนิดเพียง 11 ล้านเหรียญฯ และต้องต่อสู้อย่างหนักถึงกว่า 1 ปี เพื่อให้หนังได้ฉาย หลังถ่ายทำเสร็จตั้งแต่ปี 2008

The Hurt Locker ยังสามารถคว้ารางวัลไปได้อีก 4 สาขา รวมถึง รางวัลตัดต่อยอดเยี่ยม, รางวัลด้านการบันทึกเสียง 2 สาขา และยังได้รางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม ที่พลิกล็อกเอาชนะตัวเต็งอย่าง Inglourious Basterds ของเควินติน ตารันติโน่มาได้ด้วย

แม้จะพลาดรางวัลใหญ่ไป เกือบหมด Avatar ยังปลอบใจตัวเอง ด้วยการคว้ารางวัลด้านเทคนิคไปถึง 3 สาขา ได้แก่ กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม, ถ่ายภาพยอดเยี่ยม และที่ไร้คู่แข่งก็คือในสาขาเทคนิคพิเศษทางภาพยอดเยี่ยม

ข้อมูลข่าวจากmanager
.
.

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

หากเป็นพระต้องไม่ทำให้ใครเดือนร้อน






เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเล่ามานานแล้ว เกี่ยวกับวัตรปฏิบัติของพระ โดยจะขอยกตัวอย่างวัตรปฏิบัติของสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสีให้เห็นเป็นตัวอย่างครับ

---------------------

เรื่องหลวงพ่อโตติดแร้ว

เล่ากันว่าในการจาริกไปตามชนบทของหลวงพ่อโต ก่อนจะได้สมณศักดิ์เป็นสมเด็จพุฒาจารย์โต เพื่อหลบเลี่ยงการตั้งให้เป็นพระสมณศักดิ์ของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ คราวหนึ่ง เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้จาริกไปตามหมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่งทางภาคอิสาน

ในขณะที่ผ่านป่าละเมาะแห่งหนึ่ง ได้เห็นสัตว์ป่าชนิดหนึ่งติดแร้วอยู่ ท่านจึงได้ปลดปล่อยสัตว์ป่าตัวนั้นไป แล้วเอาขาของท่านเข้าไปใส่ไว้ในแร้วนั้นแทน

จบพลบค่ำ นายพรานได้มาเห็นพระแก่ๆ องค์หนึ่งมาติดแร้วของเขาอยู่ จึงได้ถามเรื่องราวว่า

"หลวงพ่อมาจากไหน? ทำไมจึงมาติดแร้ว?"

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ตอบแก่ชายผู้นั้นว่า "อาตมภาพได้เดินทางผ่านมาทางนี้ และได้เห็นสัตว์ตัวหนึ่งติดแร้วของพ่ออยู่ อาตมภาพรู้สึกเวทนาสัตว์ที่น่าสงสารตัวนั้น จึงได้ปล่อยไปเสีย และเอาตัวของอาตมาเข้าจำนองไว้แทน สุดแต่พ่อจะเอาไปฆ่าแกงเถอะจ๊ะ"

เมื่อนายพรานได้ยินเช่นนั้น ได้บังเกิดความเลื่อมใสเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เจ้าพระคุณรีบจัดแจงปลดแร้วออก และนิมนต์ท่านไปที่บ้าน ทั้งจัดการต้อนรับอย่างดีที่สุด เจ้าพระคุณสมเด็จฯ จึงได้กล่าวขอบิณฑบาตชีวิตสัตว์ทั้งหลายไว้ นายพรานผู้นั้นก็รับคำทุก

ข้อมูลจาก http://www.lekpluto.org/monk/monk01.htm

--------------------------

จากกรณีที่ผมนำมาให้อ่านนั้น หากหลวงพ่อโตปล่อยสัตว์ให้หลุดจากแร้วไปเฉยๆ ก็จะทำให้หลวงพ่อโตได้ทำบุญจากการปล่อยสัตว์ แต่หลวงพ่อก็จะทำบาปเช่นกัน เพราะทำให้นายพรานต้องอดได้อาหารกลับบ้านเพื่อไปเลี้ยงดูครอบครัวของเขา

ซึ่งอาจทำให้หลวงพ่อโตปาราชิกได้ จากการขโมยทรัพย์ของผู้อื่น

จากตัวอย่างนี้ ผมเคยเห็นพระบางรูปออกมาประท้วงไม่ให้เบียร์ช้างเข้าตลาดหลักทรัพย์

แม้พระจะเห็นว่าการที่เบียร์ช้างเข้าตลาดหลักทรัพย์จะเป็นการสนับสนุนให้บริษัทเบียร์มีรายได้เพื่อมาทำกิจการมอมเมาประชาชนมากขึ้น จึงออกมาประท้วงไม่ให้เบียร์ช้างเข้าตลาดจนสำเร็จก็ตาม

แต่หารู้ไม่ว่า การกระทำเช่นนี้ก็ทำให้บริษัทเบียร์ช้างต้องได้รับผลกระทบเสียหายเช่นกัน ซึ่งตรงนี้พระจะเป็นการทำบาปไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะบริษัทเบียร์ได้ทำอาชีพสุจริตตามกฏหมายบ้านเมือง แม้จะขัดหลักศีลธรรมก็ตาม

ผมพอจะจำได้ว่าการที่พระทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหายมีความผิดวินัยมาก อาจถึงขั้นขาดความเป็นพระได้เลย!!

พระพุทธอาณา (พุทธบัญญัติ)

ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ได้ราคา ๕ มาสก(เท่ากับ1บาทเท่านั้น) ต้องอาบัติ ปาราชิก ตามสิกขาบทที่ ๒

“ภิกษุมีไถยจิตคิดเอาของผู้อื่นมาเป็นของๆตน ด้วยการขโมยมีราคาตั้งแต่ ๕ มาสก หรือราคาหนึ่งบาทขึ้นไปเป็นปาราชิก ถ้าไม่ถึง ๕ มาสก แต่มากกว่า ๑ มาสกเป็นอาบัติ ถุลลัจจัย ตั้งแต่ ๑ มาสกลงมาเป็นอาบัติทุกกฎ
ลักษณะที่จัดเป็นการถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้นั้น คือลักชิง หรือ วิ่งราว ลักต้อน(สัตว์เลี้ยง) แย่ง ลักสับเปลี่ยนคู่ ฉ้อ ยักยอก ตระบัด(นำของหนีภาษี) ปล้น หลอกลวง กดขี่หรือกรรโชก ลักซ่อน ภิกษุได้ทรัพย์มาด้วยอาการเหล่านี้เป็นอาบัติ

----------------------

ฉะนั้น พระจะดำรงความเป็นพระนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะหากพระมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ก็อาจทำให้คนเดือดร้อนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ง่าย เพราะเรื่องการเมืองไม่มีใครถูกเสมอไปหรือใครผิดเสมอไป

หากพระเข้าไปยุ่งการเมืองโอกาสผิดและทำบาปโดยไม่รู้ตัวนั้นก็มีโอกาสมาก ทางที่ดีพระสอนให้ประชาชนรู้ธรรมะ ก็เท่ากับพระได้ช่วยประชาชนรู้เท่าทันการเมืองอยู่แล้วครับ ทางที่ดีพระอย่าไปยุ่งกับการเมืองเองจะดีกว่า

เพราะพระต้องพึงระลึกเสมอว่า การกระทำของพระไม่ควรไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนทั้งทางตรงทางอ้อม ก็ควรระวังให้มาก



วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

ทำไมทักษิณต้องซุกหุ้น?





คดีซุกหุ้นของทักษิณครั้งแรก ในพ.ศ.2544 มันเกิดขึ้นเพราะ ช่วงที่ทักษิณเข้ามาเล่นการเมืองใหม่ๆ ในช่วงนั้นลูกๆทั้ง3ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เลยทำให้ทักษิณที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญ40 ห้ามไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและภรรยามีหุ้นในบริษัทเอกชนเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด

ทักษิณจะโอนให้ลูกๆก็ยังไม่ได้ ก็เลยต้องไปฝากไว้ที่คนรับใช้ คนขับรถ แม่บ้าน หรือญาติๆแทน แต่อำนาจการจัดการก็ยังอยู่ในมือของทักษิณและคุณหญิงอ้อเหมือนเดิม

ความผิดในคดีซุกหุ้นครั้งแรกนั้น ทักษิณเถียงไม่ออก แต่ทักษิณใช้ความจริงใจ (หรือแสร้งจริงใจก็ไม่รู้) เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากทั้งประชาชน และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จนทำให้เกิดวลีที่ว่า

"ผมบกพร่องโดยสุจริต!!"

ตอนนั้นผมเองก็ยอมรับว่า รู้ว่าทักษิณผิดจริง แต่ผมเองก็ลำเอียงเชียร์ให้ทักษิณรอดคดีซุกหุ้นภาคแรก เพราะเห็นว่า นักธุรกิจเห็นแก่ตัวทั่วๆ ไปก็มักทำแบบนี้ 


ในเมื่อทักษิณสำนึกผิด ยอมรับว่า "บกพร่องโดยสุจริต" ซึ่งอาจแปลว่า ผิดจริงแต่ไม่เจตนา

คนไทยส่วนใหญ่ตอนนั้นก็ให้อภัยแก่เขา ศาลท่านหนึ่งก็ออกมายอมรับภายหลังว่า ที่ตัดสินให้ทักษิณพ้นผิด เพราะอยากให้ทักษิณได้มาทำงานรับใช้ชาติ

แต่แล้ว ทักษิณก็ยังทำผิดครั้งที่2จนได้ (อาจเพราะครั้งแรกยังไร้อำนาจ และจำนนต่อหลักฐาน จึงเสแสร้งยอมรับผิด เพื่อเอาตัวรอด)

เมื่อทักษิณมีอำนาจ และหลงในอำนาจ และไม่สามารถนำหุ้นไปฝากให้คนรับใช้ได้อีกแล้ว เพราะลูกๆ ก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

ทักษิณก็เลยไปเปิดบริษัทเพื่อให้มาเป็นนอมินี่ของตนในต่างประเทศ ซึ่งทุกท่านก็คงได้ยินข่าวนี้ว่ามีบริษัทใดกันบ้าง ซึงคำตัดสินของศาลก็อธิบายไว้อย่างละเอียดแล้ว

ถามว่า ทำไมทักษิณไม่ไปฝากไว้กับญาติพี่น้องแทนล่ะ ?

อาจเพราะต้องการคุมอำนาจเองได้อย่างสบายใจ คงไม่ไว้ใจพี่น้องตัวเองเท่าไหร่ 


อีกทั้งการแอบเปิดบริษัทนอมินีไว้ที่ต่างประเทศ แล้วยักย้ายถ่ายเทรายได้ไปให้บริษัทนอมินีแทน ก็ถือเป็นการเลี่ยงภาษีรายได้ในแต่ละปีอีกด้วย นี่แหละคือประเด็นสำคัญ

และพอเมื่อลูกๆทยอยบรรลุนิติภาวะ ก็ทยอยสั่งให้บริษัทนอมินี่ต่างๆขายกลับมาให้ลูกในราคาถูกเหลือเชื่อ??  ว่าบริษัทต่างชาติจะขายหุ้นแค่1บาท ให้แก่ลูกของทักษิณ

ต่อมาทักษิณก็ไม่อยากมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน(ซุกหุ้น)อีก ก็เลยตัดสินใจเทขายหุ้นทั้งหมดให้กลุ่มเทมาเสกซะ (เป็นแค่เหตุผลหนึ่งเท่านั้นในการขายหุ้นที่เขาอ้าง)

กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา??

และเมื่อพิจารณากรรมทั้งสองวาระแล้ว จึงเชื่อได้เลยว่า คดีซุกหุ้นครั้งแรกของทักษิณ ไม่ได้สำนึกผิดตามที่ได้บอกต่อศาลและประชาชนจริง ๆ มันเป็นเพียงการเสแสร้งของคนเจ้าเล่ห์เหลี่ยมจัด เพื่อเอาตัวรอดเท่านั้นครับ

---------------------------

เหตุผลที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ2คน งดลงมติว่าชี้ขาดทักษิณผิดในคดีซุกหุ้นภาค1 หรือไม่?

ก็เพราะศาลทั้ง 2 คนนี้ เกิดเกรงกระแสประชาชนที่สนับสนุนทักษิณในวันนั้น ดูส่วนหนึ่งของรายงายคอป. จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี25553 ได้ กล่าวถึงต้นเหตุที่ทักษิณรอดคดีซุกหุ้นภาคแรก อย่างไม่น่าจะรอดเลย



อ่าน มติชนวิเคราะห์ ทำไมศาลฟันธงทักษิณซุกหุ้น!!






วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

วิธีหลุดออกจากทุกข์!!

.
.


ผมก็เป็นผู้หนึ่งที่กำลังเผชิญทุกข์สาหัสในชีวิต และในวันนี้ผมได้อ่านบทความธรรมะดีๆเพื่อช่วยประคองใจตนเองให้คลายทุกข์ และอยากนำมาเผยแพร่ต่อเพื่อให้คุณผู้อ่านของผม ได้มีโอกาสได้อ่านบทความดีๆแบบนี้ด้วยอีกทางหนึ่งครับ

---------------------------------------

ทุกข์ที่สุด จะหลุดได้อย่างไร

อย่ากลัวว่าความทุกข์นั้น จะมีตลอดไป... อย่าคิดว่าไม่มีทางแก้ไข... หนทางที่เร็วที่สุดคือ เปลี่ยนอารมณ์... ท่านใดมีทุกข์ ขอให้มันผ่านไปโดยไว.....


เมื่อเราเกิดมาย่อมได้รับ ทั้งสุขและทุกข์ ปะปนกันไปอยู่แล้ว แต่เมื่อทุกข์ที่สุดเราควรจะทำอย่างไร ปัจจุบันเราได้ยินข่าวเรื่อง การฆ่าตัวตายบ่อยมาก ในชีวิตของความเป็นหมอ ก็เจอคนที่ฆ่าตัวตายบ่อยมาก ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ หมอได้พูดได้คุยกับคนเหล่านี้มากมาย คำถามที่น่ารู้ก็คือ...


การฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ควรกระทำหรือไม่? และเราควรจะทำอย่างไรดี?


บทความนี้จะไม่สนใจว่าการกระทำอย่างนั้นจะมีผลในอนาคตอย่างไร ทำลายตนเองจะบาปมากแค่ไหน ต้องเกิดมาฆ่าตัวตายใช้กรรมอีก 500 ชาติจริงหรือ เพราะถ้าบอกไป ต้องใช้ความเชื่อและศรัทธาในตัวศาสนามาพูดคุยกัน แต่ต้องการจะบอกว่า การทำลายตนเอง เป็นสิ่งที่น่าเสียดายนัก เสียดายโอกาสที่จะได้รับสิ่งที่ดีอีกมากที่จะตามมา และเสียดายแทนญาติมิตรที่เกี่ยวข้องที่จะต้องได้รับผลกระทบกายและใจตลอดไป


ในเรื่องความทุกข์ที่สุดนี้ ธรรมะในพระพุทธศาสนาสอนให้เราแก้เรื่องนี้ได้ทันที ด้วยความเข้าใจ ด้วยความรู้ที่เราไตร่ตรองเองได้ และด้วยประสบการณ์ในอดีตของเราทุกคน ในกาลามสูตรพระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่อด้วยเหตุ 10 อย่าง

เช่นด้วยเหตุผลว่าผู้สอนเป็นครูของเรา และอื่นๆ รวมสิบประการ แต่จะให้เชื่อก็ต่อเมื่อไตร่ตรองรู้ได้ด้วยตนเองจึงเชื่อ การจะไตร่ตรองให้รู้ได้ด้วยตนเอง จะมีได้ก็ต่อเมื่อเรามีประสบการณ์ในเรื่องนั้นมาแล้ว ดังนั้นประสบการณ์ในอดีตจึงเป็นธรรมะที่เราตรึกตรองได้เช่นกัน


เมื่อความทุกข์ที่สุดมาถึง สิ่งที่ควรระลึกถึงมีสองสามอย่างคือ

หนึ่ง อย่ากลัวว่าความทุกข์นั้นจะมีตลอดไป เพราะมันจะไม่คงอยู่ตลอดไป เดี๋ยวมันก็จางไป


สอง อย่าคิดว่าไม่มีทางแก้ไขให้ดีขึ้นได้ เพราะจะมีทางแก้ไขเสมอ เพียงแต่ตอนนี้ยังนึกไม่ออกเท่านั้น


สาม อย่านึกว่าต่อไปนี้เราจะไม่ได้รับสิ่งดีๆ อีก เพราะเมื่อทุกข์ผ่านไป เราจะยังมีความสุข สนุกสนาน ได้อย่างเดิมแน่นอน

และสุดท้ายคือ ให้นึกถึงคนข้างหลัง ที่เขาจะต้องเศร้า ได้รับการกระทบกระเทือน จากการกระทำด้วยอารมณ์ของเรา เมื่อทุกข์ที่สุดมาถึงสิ่งที่เราต้องทำทันที ในขณะที่ยังตั้งตัวปรับใจไม่ทันก็คือ รีบหาทางเปลี่ยนอารมณ์ เมื่อเราไปเจอคนอื่นทุกข์สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือช่วยเปลี่ยนอารมณ์เขาก่อน จากนั้นสติจึงจะตามมา


ความทุกข์ที่มากสุดจะแก้ได้เร็วและง่ายที่สุด ด้วยการเปลี่ยนอารมณ์ ดึงอารมณ์ออกจากสถานการณ์นั้นก่อน อาจง่าย ๆ เพียงแค่ทำอะไรที่ชอบ ฟังเพลง ดูหนัง หาของอร่อยกิน ชวนเพื่อนไปเที่ยว ชวนคุยเรื่องอื่น ลืมเรื่องทุกข์ไปชั่วคราวก่อน บางทีก็เบาบางได้เอง ที่สำคัญถ้ามีเพื่อนดี จะเบาบางไปได้มากที่สุด ที่ไม่ควรทำคือดื่มสุรา หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่ควรหันไปดื่มเหล้าเบียร์ เพราะการกินเหล้าก็ดับทุกข์ได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่จะมีข้อเสียกว่าคือ จะยิ่งโกรธง่าย น้อยใจง่ายและโมโหง่ายกว่าเดิม และไม่มีสติยับยั้งความโกรธ หรืออารมณ์ที่รุนแรงเหล่านั้น เมื่อเปลี่ยนอารมณ์ได้ ใจจะเข็มแข็งมากพอที่จะแก้ในขั้นต่อไป


ขั้นต่อไปคือพยายามตั้งใจใช้สติคิดว่าจะแก้ได้อย่างไร อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล สายไปแค่ไหนแล้วและแก้ได้หรือไม่ ทำให้ดีขึ้นได้หรือไม่ ถ้าแก้ไม่ได้ ขั้นสุดท้ายคือ ทำให้ใจของเรายอมรับสิ่งนั้นให้ ได้ ใจของเราจะยอมรับได้ คิดได้ ปลงตกได้ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ


ท่านพุทธทาสภิกขุ สอนว่า โดยสรุปรวมในธรรมะของพระพุทธเจ้า อาจสรุปเป็นแบบหนึ่งได้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั่นเป็นเพราะในความเป็นจริง สิ่งทั้งหลายย่อมไม่ได้ดั่งใจเรา มีความไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลาด้วยเหตุและปัจจัย จึงไม่สมควรที่จะไปหลงยึดมั่นหมายว่าเป็นเรา เป็นตัวเรา หรือเป็นของของเรา สิ่งทั้งหลายไม่ได้ดั่งใจทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร รวยเพียงใด อำนาจล้นฟ้าขนาดไหน ต่างก็มีความทุกข์ประจำตัวประจำอยู่ทุกคนทั้งสิ้น


เมื่อคนคนหนึ่งประสพอุบัติเหตุขาขาดสองข้าง เขาจะรู้สึกอยากตายไม่อยากอยู่ จะรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว แต่ผ่านไปสักสองปี ไปดูอีกทีกำลังหัวเราะอยู่เพราะดูละคร ส่วนเรื่องขาขาดก็นั่งรถเข็นเอา และก็ชินเสียแล้ว ไม่เสียใจมากเหมือนตอนขาขาดใหม่ ๆ 


บางคนแฟนตายไปเสียใจแทบตายตาม ผ่านไป 3 ปี มีแฟนใหม่แล้ว มีความสุขดีมากเลย ความทุกข์จึงเป็นของไม่เที่ยงเสมอ เช่นเดียวกับความสุข เพียงแต่ว่าตอนทุกข์ ให้ผ่านวันเวลาไปได้ ไม่ด่วนตายไปเสียก่อน เมื่อทุกข์ผ่านไป จะมีสิ่งดีๆ ตามมาได้แน่นอน


และเมื่อมองย้อนไป ความทุกข์เหล่านั้นมันก็เท่านั้นเอง เมื่อเราอ่านมาถึงตอนนี้ ก็ขอให้ลองใช้เวลานี้ นึกถึงอดีตที่มีทั้งทุกข์และสุขของเราดู อดีตนั่นแหละที่จะสอนตัวเราในความจริงแห่งธรรมะ ในกาลามสูตรพระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่ออะไรง่าย ๆ แต่สอนว่าเมื่อเราพิจารณาได้เอง ว่านี้เป็นสิ่งดีหรือไม่ดีแก่จิตใจจึงค่อยเชื่อ การจะพิจารณาได้อย่างนั้น จะต้องมีประสบการณ์ในความรู้สึก แบบนั้นในอดีตมาก่อน อดีตจึงเป็นธรรมะที่สอนใจได้เป็นอย่างดี


ทุกข์ที่สุดจะเกิดจาก ความยึดมั่นถือมั่นที่สุด สิ่งใดที่เรารักมากยึดมากว่าเป็นตัวเราหรือของเรา สิ่งนั้นถ้าขาดหายไปจะทำให้ทุกข์ถึงที่สุด ถ้าเรารักความสวยงาม เมื่อเสียโฉมจะทุกข์ที่สุด ถ้าเรารักสามีหรือภรรยา เมื่อเขานอกใจ หรือเสียเขาไปจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักลูก ลูกหายหรือพิการหรือตายจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักยศถาบรรดาศักดิ์เมื่อสูญเสียจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักตนเอง เมื่อทราบว่าตนป่วยเป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ หรือโรคที่รักษาไม่หายก็จะทุกข์ที่สุด


แต่ถ้าเราไม่มีสิ่งนั้นเลย ก็ไม่มีอะไรจะทุกข์กับสิ่งนั้น ไม่มีลูกก็ไม่ทุกข์กับลูก ไม่มีแฟนก็ไม่มีทุกข์จากแฟน ไม่มีทรัพย์สิน ก็ไม่ทุกข์กับทรัพย์สิน หรือถ้าเรามีแต่ทำใจไว้เสมือนไม่มี หรือทำใจไว้ว่าของที่มีมันไม่เที่ยงย่อมแปรปรวนไป ก็จะทุกข์น้อยลง ยิ่งยึดมั่นได้น้อยลงเท่าไรก็ทุกข์น้อยลงเท่านั้นเป็นสัดส่วนไป เมื่อไม่ยึดมั่นก็ไม่ทุกข์เลย หมายความว่าไม่มีอะไรทำให้ทุกข์ใจได้อีกเลย แต่ความเจ็บปวดยังมีตราบเท่าที่มีสังขารร่างกายอยู่ เพียงแต่ความทุกข์กายอันนั้น จะไม่สามารถมากินใจให้ทุกข์ใจได้เลย


ความทุกข์ที่เกิดขึ้น มักเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนคิดจะทำความดี เพราะธรรมชาติของเราจะหลงลืมและเพลินในสุข ซึ่งความสุขส่วนมากที่เราชอบ มักจะตั้งอยู่บนความไม่เที่ยงทั้งสิ้น

พระพุทธองค์เห็นข้อนี้จึงสละทุกสิ่งออกบวชแสวงหาธรรมะ แต่อย่างเรา ๆ มักจะไม่คิดเรื่องนี้จนกว่าจะทุกข์ เสียก่อน เราจึงพบว่าคนจำนวนมากได้ประพฤติธรรมะ ได้ทำสิ่งดี ๆ แก่ตนและผู้อื่นเพราะประสพกับความทุกข์มาแล้ว 


ดังนั้นเมื่อมีทุกข์นั่นคือเราได้อยู่ใกล้ธรรมะแล้ว ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ก็มักจะมีสิ่งดีโอกาสดี และเราเองก็จะดำรงอยู่ในความดีมากขึ้น ความทุกข์และความสุขเป็นของคู่โลกเช่นนี้มาตลอด


เมื่อเราทุกข์หรือพบคนที่ทุกข์ อย่าลืมเปลี่ยนอารมณ์ ตั้งสติหาทางแก้ไข ใช้ความดีเอาชนะสิ่งไม่ดี ทุกข์ย่อมไม่เที่ยง ย่อมผ่านไป เป็นธรรมดา และเราก็มีโอกาสที่จะได้รับสิ่งที่ดี ได้ปรับปรุงตนเป็นคนดีเสมอ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่าน



ขอบคุณธรรมจักร-ที่นี่ดอทคอม


.
.

ผู้ติดตาม