วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552

หน้าที่คนไทยต้องปกป้องแผ่นดินเกิด

.
อ่านขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารสำเร็จเพราะนพดล
.
อ่านจับผิดคำพูดนพดล
.
อ่านความจริงในพื้นที่4.6ตร.กม.รอบเขาพระวิหาร (ควรอ่านบทนี้ก่อนอ่านบทความหน้านี้เพื่อความเข้าใจมากขึ้น)
.
.
กรณีพื้นที่4.6ตร.กม.รอบเขาพระวิหาร ผมรู้สึกสลดใจที่สุดน้ำตามันตกใน เพราะคนไทยแทนที่จะรวมกันให้เกิดพลัง แต่กลายเป็นว่า คนไทยทะเลาะกันเอง ทำลายน้ำใจกันเอง ที่น่าเสียใจที่สุดคือใช้วิธีการรุนแรงทำร้ายคนไทยกันเอง ผมคงไม่ต้องเท้าความถึงเรื่องที่ดิน4.6ตร.กม. เพราะเขียนไปแล้วหลายครั้ง

ก่อนอื่นผมขอย้ำอีกครั้งว่า ผมไม่ใช่กลุ่มพันธมิตร แต่กรณีพื้นที่รอบเขาพระวิหาร ผมเห็นด้วยกับคุณวีระ สมความคิดเต็มที่ครับ

หน้าที่ของคนไทยที่สำคัญที่สุดคือ ต้องรู้จักปกป้อง คุ้มครอง รักษาแผ่นดินเกิด หากเกิดมาที่ใดก็ต้องรู้สึกหวงแหนแผ่นดินเกิดนั้นๆเป็นพิเศษ เช่นหากใครเกิดในจังหวัดใดก็ต้องปกป้องรักษาจังหวัดนั้นๆเป็นอันดับแรก เมื่อปกป้องจังหวัดของตนเองได้แล้ว ก็ต้องปกป้องประเทศของตนเองเป็นหน้าที่ต่อไป

เช่นคนเกิดใกล้ป่าก็ต้องปกป้องอนรักษ์ป่า คนเกิดใกล้แม้น้ำก็ต้องปกป้องอนุรักษ์แม่น้ำ คนเกิดใกล้คลองก็ต้องปกป้องอนุรักษ์คลอง เกิดที่ใดก็มีหน้าที่ปกป้องแตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศที่ตนอยู่ ตนเกิด ตนอาศัย

หากคนเกิดใกล้ป่าพบการตัดไม้ทำลายป่า หากไปต่อสู้พวกตัดไม่ทำลายป่าเองไม่ได้ ก็ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับป่าไม่ให้รับรู้เพื่อจะได้จัดการแทน หรือหากเกิดใกล้ชายแดนก็ต้องเป็นหูเป็นตาแทนเจ้าหน้าที่ว่ามีการกระทำผิดกฏหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เช่นการขนส่งยาเสพติดเป็นต้น

หรือถ้ามีการต่างชาติรุกล้ำแผ่นดินเข้ามปลูกสร้างถิ่นฐานบ้านเรือนในจังหวัดตามชายแดนใด คนไทยที่เกิดที่นั่นก็ต้องหน้าที่มีจิตสำนึกปกป้องแผ่นดืนที่ตนเกิด โดยแจ้งเจ้าหน้าที่ให้จัดการ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่จัดการก็ต้องแจ้งรัฐบาลให้จัดการ ถ้าทั้งเจ้าหน้าที่ไม่จัดการ รัฐบาลไม่จัดการ ในฐานะประชาชนก็ต้องออกมาชุมนุมเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลจัดการ เป็นต้น
.
ทำเท่าที่เราจะทำได้ แต่ปัญหาของประเทศไทยก็คือคนไทยไม่รู้จักทำหน้าที่
.
กรณีพื้นที่4.6ตร.กม.รอบเขาพระวิหาร เมื่อคนในพื้นที่ไม่รู้สึกในหน้าที่ที่ต้องปกป้อง ไม่ออกมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้จัดการ ไม่บอกทหารให้จัดการ ไม่บอกรัฐบาลให้จัดการตามหน้าที่ๆควรทำ ทั้งๆที่มันเป็นหน้าที่ๆถูกต้องในการผลักดันชาวต่างชาติที่เข้ามาโดยไม่ถูกต้องออกไป แต่ไม่มีใครทำหน้าที่เลย ปล่อยคาราคาซังละเลยกันไปหมด

จนคนไทยจากที่อื่นเขาทนไม่ได้ เพราะมันยืดเยื้อจนกลายเป็นปัญหาแก้ยากไปแล้ว เขาออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทำ ให้เวลารัฐบาลจัดการหรือให้เวลารัฐบาลดำเนินนโยบายอะไรบ้างเพื่อจะทวงคืนแผ่นดืนไทยคืนมา

แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย จนเขาต้องออกไปประกาศเชิงสัญลักษณ์ที่ผามออีแดง และผามออีแดงของเป็นอุทยานแห่งชาติที่ใครๆก็ท่องเที่ยวได้ง่ายดายมาตลอด เขาไปผามออีแดงที่เป็นแผ่นดินไทยแท้ๆ ไม่ได้เข้าไปในพื้นที่พิพาท4.6สักหน่อย แต่ก็มีคนไทยบางคนออกมาดักทำร้ายเขา ทั้งๆที่เขามาทำหน้าที่ของคนไทยรักชาติแท้ๆแทนคนในพื้นที่ที่ละเลยหน้าที่คนไทย

แถมคนในพื้นที่ออกมาอ้างแบบเห็นแก่ตัวว่า คนที่มาเรียกร้องแผ่นดินไม่ได้อยู่ที่นั่น มาสร้างเรื่องให้วุ่นวายจนอาจทำให้เกิดสงคราม แล้วตัวเองก็กลับบ้านไปสบาย แต่คนที่อยู่ที่นั่นกลับต้องมาเดือดร้อนแทน ทำมาหากินลำบาก เพราะหากเกิดการยิงกัน หรือแม้กระทั่งเกิดสงครามก็จะทำให้คนที่อยู่ที่นั่นเดือดร้อนจนถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย

การอ้างแบบนี้ก็อาจจะฟังดูดีนะ แต่กลับเป็นการมองแบบคนที่รักตัวกลัวตายมากกว่ารักชาติรักแผ่นดิน ผมกลับเห็นว่า คนที่เกิดที่นั่นสมควรน่าละอายใจมากกว่าใคร เพราะอุตส่าห์เกิดมาทั้งทีตรงแผ่นดินนั้นแต่กลับเสียชาติเกิด เพราะทุกคนที่นั่นมีหน้าที่ปกป้องแผ่นดินตรงนั้น แต่กลับไม่รู้สึกรักและหวงแหนแผ่นดิน กลับรักตัวกลัวตายมากกว่า จนคนที่อื่นเขาทนไม่ไหวต้องมาเตือนมาเรียกร้องปกป้องแผ่นดืนแทนคนที่เกิดตรงนั้นแท้ๆ

อยากจะถามว่าคนที่นั่นว่า เขมรเข้ามาสร้างถิ่นฐานได้เข้ามานานแล้วใช่มั้ย ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะเกิดแค่ไม่กี่วัน แต่ทำไมไม่มีใครคิดจะปกป้องแผ่นดินเกิด

ถ้าคนจากที่อื่นเขาคิดแบบสบายๆรักตัวเองมากกว่ารักชาติรักแผ่นดิน คนที่อื่นๆเขาก็ไม่ต้องไปปกป้องแผ่นดินศรีสะเกษตรงนั้นก็ได้ เพราะถ้าเขมรมันรุกมาที่ศรีสะเกษเรื่อยๆ คนที่กรุงเทพฯ หรือคนที่จังหวัดอื่นๆที่เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นเขาก็ไม่เดือดร้อน แต่คนที่อื่นเขาอุตส่าห์ลำบากมา ลำบากจากการโดนดักทำร้าย ทั้งๆที่ไม่มีใครอยากจะทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง

แต่เพราะความเป็นชาติไทยด้วยกัน ไม่ว่าคนจังหวัดใดก็ไทยทั้งชาติ เขมรมันรุกล้ำศรีสะเกษ คนไทยที่ไหนๆก็เดือดร้อนทั้งนั้น รู้สึกทุกข์ด้วยทั้งนั้น ผมเองไม่เคยไปศรีสะเกษแต่ผมก็รู้สึกรักและหวงแหนศรีสะเกษเหมือนรักกรุงเทพฯบ้านผมเช่นกัน

แต่คนไทยบางคนกลับมาประชดคนไทยที่รักชาติว่า คลั่งชาติบ้าง หรือไม่ก็รักชาติมากนักก็ไปสมัครเป็นทหารไปสู้กับเขมรเลยสิ เอาแต่เรียกร้องอยู่ได้

การประชดประชันแบบนี้เป็นการประชดเชิงทำลายน้ำใจคนไทยแท้ๆ เพราะเมื่อตัวเองไม่ปกป้อง แต่กลับไปเสียดสีคนไทยที่เขารักแผ่นดินให้เสียกำลังใจโดยแท้ แทนที่จะไปด่าเขมรที่รุกราน แต่กลับมาทำลายน้ำใจคนไทยกันเอง

ผมเลยอยากจะตอบคนไทยใจชั่วที่ชอบประชดแบบนี้ว่า หน้าที่ปกป้องแผ่นดินด้วยอาวุธ ด้วยการรบเป็นหน้าที่โดยตรงของทหาร หากเป็นทหารแล้วไม่ทำหน้าที่ก็ควรจะลาออกมาซะ ไม่ใช่เป็นทหารกินเงินเดือนแต่ไม่ทำหน้าที่ (เฉพาะทหารบางคนนะครับ)

แล้วถ้าทหารที่ประจำการอยู่ไม่มีปัญญาทำหน้าที่ ก็ลาออกมา แล้วเปิดรับสมัครคนที่เขาอยากจะทำหน้าที่แทน ผมเชื่อว่า มีคนไทยมากมายที่อยากจะทำหน้าที่ปกป้องชาติอยู่แล้ว เพราะขนาดรับสมัครทหารเกณฑ์ใหม่ที่3จังหวัดใต้ปีที่แล้ว ก็มีคนแห่สมัครกันจนเกินที่จะรับได้

แต่ความจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะอยู่ดีๆใครที่ไม่ได้ฝึกฝนทางทหารมา อยู่ๆจะไปสู้รบ ย่อมไม่มีทางทำได้ และกองทัพเขาก็ไม่ได้เปิดรับสมัครใครก็ได้ที่อยากไปรบก็จะได้ไปรบทันที มันต้องใช้เวลาในการฝึกฝน มันมีกำหนด มีหลักเกณฑ์มากมาย ทั้งอายุ ทั้งสมรรถภาพ ทั้งเพศ ฯลฯ

อยากจะเป็นทหารปุ๊บ ก็ได้ไปรบปุ๊บ ก็เป็นไปไม่ได้ แล้วถ้าเป็นไปได้จริงๆ คนที่ไม่ได้ฝึกการรบมาจะไปสู้กับข้าศึกศัตรูได้หรือ

การรบมันมีขั้นตอน มีการเรียงลำดับการเรียกใช้กำลังพล โดยเริ่มต้นที่ทหารประจำการอยู่แล้วก็ต้องทำหน้าที่ก่อน หากทหารมีไม่พอก็เป็นหน้าที่ของทหารกองหนุน หากทหารกองหนุนไม่พอ ก็ต้องมาถึงคิวที่ชายไทยวัยฉกรรจ์ทัวไปที่ร่างกายสมบูรณ์ต้องออกมาฝึกฝนการรบอย่างรวดเร็วเพื่ออกไปรบ

หากชายไทยฉรกรรจ์ทั่วไปเกิดไม่พออีก ก็ต้องถึงคิวของผู้ชายที่อายุมากเกิน หรือมีอายุน้อยเกิน เช่นคนวัยกลางคน หรือเด็กวัยรุ่น ต้องออกมารบบ้าง

หากชายวัยกลางคน เด็กหนุ่มวัยรุ่นไม่พอ ก็ต้องถึงคราวผู้หญิงออกรบ มันจะเรียงไปตามลำดับความสำคัญรองลงไปเรื่อยๆ หากถึงคราวจำเป็น

ฉะนั้นใครก็ตามที่ชอบประชดชุ่ยๆว่า รักชาติก็ไปสมัครเป็นทหารออกไปรบสิ อย่าได้พูดพล่อยๆอีก เพราะหากใครที่รักชาติต้องไปเป็นทหารทั้งหมด งั้นคนที่ไม่ได้เป็นทหารหมายถึงไม่รักชาติงั้นหรือ!?!

และในความเป็นจริงจากปากทหารในพื้นที่เอง ตัวทหารเองบอกว่าอยากจะผลักดันเขมรให้ออกไปทันที แต่วินัยทหารมันทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะต้องรอคำสั่ง แต่รัฐบาลและกองทัพกลับไม่สั่งลงมา เพราะอ้างเจรจาสันติ (แต่เขมรมันอยากสันติด้วยรึ!?!)

ทหารกองกำลังสุรนารีบอกว่าด้วยศักยภาพของทหารไทย ถ้ารัฐบาลมีคำสั่งลงมาให้ผลักดันจริงๆ ไม่เกินครึ่งวัน ทหารไทยสามารถผลักดันให้เขมรออกไปได้

แล้วทำไมรัฐบาลถึงไม่สั่ง?

ก็เพราะการเมืองไทยมันแย่ ประชาชนไทยก็มาแตกแยกกันเอง ไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หากรัฐบาลสั่งทหารลุย ก็กลัวจะโดนเกมการเมืองเล่นงาน

แต่หากคนไทยมีจิตวิญญาณปกป้องชาติอย่างพร้อมเพรียงกัน ร่วมกันกดกันรัฐบาลอย่างมีพลัง ไม่มามัวด่าทอกัน หรือประชดเสียดสีคนไทยด้วยกันเอง

รัฐบาลเองก็ไม่อาจทนต่อกระแสประชาชนกดดันได้แน่นอน แต่ตอนนี้คนไทยรักชาติไปเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการ แต่ดันมีคนไทยด้วยกันเองแท้ๆมาทำร้ายมาด่าทอประชดกันเองนี่สิ น่าเศร้าใจ

ฮุนเซ็นมันเห็นคนไทยกำลังแตกแยก มันก็เลยได้ทีกร่าง ได้ทีใส่ไฟคนไทยให้แตกแยกมากขึ้น ทั้งๆที่กองทัพเขมรมันไม่อะไรเทียบกับกองทัพไทยได้เลย และประวัติศาสตร์ไทยที่ผ่านมา เขมรมันก็แพ้ไทยและเป็นเมืองขึ้นของไทยมาตลอดบรรพบุรุษของมันนั่นแหล่ะครับ

เลิกแบ่งสีแบ่งพวกโดยเฉพาะเรื่องปกป้องแผ่นดิน คนไทยรวมใจกันเป็นหนึ่งได้เมื่อใด เขมรมันก็จะปอดแหกไปเอง เชื่อผมเถอะ หรืออย่างน้อยถ้าใครไม่เห็นด้วยก็อย่ามาทำลายกันเอง

แค่ไทยเราต้องการจะรบจริงๆ เขมรมันจะเลิกกร่างทันที หรือถ้ารบกันจริง เขมรนั่นแหล่ะที่จะมาขอเจรจาหย่าศึกกับเราโดยดี เพราะมันสู้เราไม่ได้แน่นอน ผมเคยอ่านรายละเอียดศักยภาพอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเขมร บอกตามตรงอนาถาครับ เพราะฮุนเซ็นมันแดกประเทศ กองทัพเขมรเลยมีแต่อาวุธที่ได้จากบริจาคจากต่างชาติซะเยอะ ไทยเราก็เคยบริจาคให้

(แต่ตอนนี้เขมรมันเริ่มจะยอมจ่ายเงินซื้ออาวุธมากขึ้น เพราะฮุนเซ็นมันอ้างว่า หามาเพื่อเตรียมรบกับไทย แต่มันก็คงแดกไปเยอะเช่นเดิม คลิกอ่านข่าวนี้)

หากถึงคราวจำเป็น หากเพื่อเป็นการปกป้องแผ่นดืนไทย ในฐานะประชาชนไทย ก็ต้องยอมลำบากเพื่อให้ทหารได้ทำหน้าที่ปกป้องชาติได้อย่างเต็มกำลัง ไม่ใช่มัวแต่กลัวแค่ตัวเองความลำบาก ใครมันจะรุกรานแผ่นดินก็ช่างมัน ขอตัวกู ลูกเมียกู ไม่เดือดร้อนก็พอ หากคิดเช่นนี้กันทั้งหมด ก็รอวันสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินได้เลย

เมื่อตอนเขมรมันรบกันเอง คนไทยชายแดนก็ยังทนเดือดร้อนเพราะเขมรมันกัดกันเอง ไทยเราต้องแบกรับคนอพยพเขมรมากแค่ไหน ไทยเรามีพระคุณกับเขมรมากมาย แต่ตอนนี้ประเทศของเรากำลังเดือดร้อนบ้าง แต่คนในพื้นที่กลับไม่จะไม่ยอมเดือดร้อน

ขนาดตั้งประเทศกัมพูชาประชาธิปไตยเป็นประเทศทุกวันนี้ ประเทศไทยก็เป็นประเทศแรกที่กล้าออกมารับรองประเทศให้เขมรมัน จนชาติอื่นๆก็เห็นด้วยตามไทยเรา เพราะไทยเราช่วยเขมรมันตั้งประเทศอย่างเต็มกำลังที่สุด แล้วเป็นยังไงเขมรมันสันดานเดิมอีกแล้ว เขมรมันก็เนรคุณไทยมาตั้งแต่บรรพบุรุษของมันเหมือนเดิม

บรรพบุรุษไทยปกป้องแผ่นดืนด้วยชีวิต แต่ลูกหลานกลับรักตัวกลัวตาย ห่วงสบายจนไม่ปกป้องแผ่นดิน คนพวกนี้ตายไปภพหน้า จะไม่ได้อยู่ในที่ๆสงบสุขแน่อน

จงอย่าคิดว่าจะมีแค่ชาตินี้ชาติเดียว!!
.
.

อ่านประวัติฮุนเซ็น คนขึ้นวอ
.
อ่านไอ้ฮุนเซ็นเขมรชั่ว (1)
.
อ่านไอ้ฮุนเซ็นเขมรชั่ว (2)
.
อ่านไอ้ฮุนเซ็นเขมรชั่ว (3)
.
.

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

บทเรียนของเจ้าหญิง 17

atsuhime 17

อ่านเจ้าหญิงอัตสึ ที่รัก(16)


ในตอนแรกที่ดูเจ้าหญิงอัตสึทางทีวีไทยถึงตอนที่โอคัตสึเดินทางออกจากบ้านอิไมสุมิเพื่อจะไปเป็นธิดาบุญธรรมของตระกูลชิมะสึแล้ว ผมตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องเจ้าหญิงอัตสึจบลงแค่จุดนี้เท่านั้น จะไม่เขียนต่อ เพราะแค่ถึงตอนโอคัตสึออกจากบ้านตรงนี้ ก็น่าจะเพียงพอสำหรับความประทับใจของผมแล้ว ไม่อยากจะเขียนต่ออีก

แต่เมื่อได้ดูตอนต่อๆไปอีก ความประทับใจใหม่ๆก็ยังมีเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ จนอยากจะเขียนความประทับใจดีๆของเจ้าหญิงอัตสึเก็บต่อไปอีก ผมไม่อาจทิ้งความประทับใจให้เลยผ่านไปได้ เพราะเห็นแล้วว่ามีประโยชน์ต่อใครก็ตามที่ได้มาอ่าน ผมคิดว่าบางครั้งเราอยากจะเตือนหรืออยากจะบอกอะไรในบางอย่างที่เราคิดว่าดีต่อผู้คน โดยเฉพาะเรื่องการเมืองนั้น

หากบอกไปตรงๆมีรังแต่จะถูกค้านเพราะจะมีอคติเนื่องจากความเห็นการเมืองไทยตอนนี้แตกแยกกันมาก ทำให้บางครั้งเรื่องที่ดีๆ เมื่อมีผู้เห็นแตกต่างมาอ่านบทความผม ก็จะไม่ยอมอ่านเพราะเกิดอคติไปแล้ว

เจ้าหญิงอัตสึมีข้อคิดดีๆหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยอย่างมากครับ เพราะละครไทยไม่ค่อยเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวขนเท่าไหร่เลย

*******************************

ปราสาทสึรุมารุ

ปราสาทแห่งเจ้าแคว้นสัทสุมะมีชื่อว่า ปราสาทสึรุมารุ ซึ่งระเบียบแบบแผนไม่ได้ต่างจากปราสาทโชกุนเท่าใด เช่นจะมีตำหนักในสำหรับอนุภรรยาอย่างเป็นสัดส่วน นางกำนัลของสึรุมารุทุกคนก็ได้รับการอบรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีอย่างดีมาจากเอโดะ

เหล่านางกำนัลไม่วาจะเป็นเหล่าอนุ นางต้นห้อง สาวรับใช้ รวมทั้งเด็กยกอาหาร นางห้องเครื่องนางกำนัล ทั้งหมดจะอยู่ในความดูแลของหัวหน้านางกำนัล หญิงสาวที่ได้ผ่านการอบรมอย่างเข้มงวดเหล่านี้จะรายล้อมอยู่รอบตัวโอคัตสึตลอดเวลา..

และหัวหน้านางกำนัลแห่งปราสาทสึรุมารุ มีชื่อว่า ฮิโรกาวะ เป็นโรโจะ(โรโจะคือนางกำนัลคนสนิท)

โอคัตสึมีเพียง ชิโนะ คนเดียวเท่านั้นที่ติดตามเข้ามาในปราสาทด้วย ในตอนนี้ท่านนาริอาคิระยังอยู่ที่เอโดะ เพราะยังต้องปรึกษาหารือเรื่องเรือรบอเมริกาอยู่

โอคัตสึเมื่อเข้ามาที่ปราสาทแล้วก็ได้ห้องนอนที่มีทิวทัศน์สวยที่สุดของปราสาท ที่สามารถมองเห็นภูเขาซากุระจิมะได้สวยงามที่สุด

แต่โอคัตสึกลับต้องเผชิญกับความกดดันของระเบียบที่มากมายจนแทบจะกระดิกไปไหนไม่ได้ ขาดความเป็นส่วนตัวอย่างมาก เพราะจะมีเหล่านางกำนัลนั่งเฝ้าเพื่อคอยรับใช้อยู่ต่อหน้ามากมาย ทำให้โอคัตสึไม่มีความสุขทันทีเมื่ออยู่ที่นี่เพียงแค่วันแรก เพราะมีระเบียบที่เคร่งครัดการห้ามโน่น ห้ามทำนี่ มากมาย

ฮิโรกาวะ ได้รับคำสั่งจากท่านเจ้าแคว้นให้คอยดูแลโอคัตสึให้มีกิรืยามารยาทให้สมกับฐานะท่านหญิง แต่นั่นกลับทำให้โอคัตสึกลับกลายเป็นแค่นกน้อยในกรงทอง ที่ไม่มีอิสระเลยในปราสาทที่สวยงามแห่งนี้

เหล่านางกำนัลก็ค่อนข้างจะไม่ค่อยเกรงใจโอคัตสึ เพราะยังคิดว่าโอคัตสึเป็นเพียงแค่คุณหนูบ้านนอกที่ขาดการอบรมตามแบบฉบับผู้ดีอย่างที่เอโดะ เวลาโอคัตสึทำอะไรซุ่มซ่ามหรือผิดพลาดไม่เป็นตามระเบียบแบบแผน ก็จะถูกพวกเหล่านางกำนัลทั้งหลายหัวเราะเยาะต่อหน้าทันที โดยเฉพาะฮิโรกาวะก็ดูจะดุเสียเหลือเกิน

ทำให้โอคัตสึเครียดมากจนกินน้อย หน้าตาไม่สดชื่น จนแทบอยากจะหนีออกจากปราสาทไปเสียตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในปราสาท ชิโนะเองก็รู้สึกเสียใจไปด้วย แต่ชิโนะนั้นแสนงาม แม้ตัวเองจะเสียใจที่ต้องจากบ้านอิไมสุมิที่ตนรักและผูกพันธ์มาติดตามคุณหนู แต่ชิโนะก็ยังคอยเตือนสติคุณหนูที่ตนรักอยู่เสมอ



ขณะที่โอคัตสึล้างมือหลังออกจากห้องน้ำ ชิโนะเลยถือโอกาสปลอบใจโอคัตสึ

"ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านดี แต่คงทำอะไรไม่ได้นอกจากอดทน"

"ข้าอยากหนีออกจาปราสาทนี่แล้วกลับไปอิไมสุมิเหลือเกิน"

"ไม่ที่ที่ไหนจะดีไปกว่าอิไมสุมิอีกแล้ว ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว! ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว!" ชิโนะร้องไห้ เมื่อโอคัตสึเห็นก็เริ่มจะร้องไห้ตาม

"อย่าร้องสิ เดี๋ยวข้าก็อดร้องไปด้วยไม่ได้หรอก"

นายและบ่าวหัวอกเดียวกันแท้ๆ และเมื่อต้องกลับไปเผชิญความกดดันกับระเบียบที่ถูกบังคับอีก ชิโนะคือผู้ที่คอยส่งกำลังใจให้คุณหนูทุกครั้ง แต่ชิโนะไม่อาจพูดได้ เพราะเธอต่ำต้อยเกินกว่าจะมีสิทธิพูดใดๆเมื่ออยู่ต่อหน้าฮิโรกาวะและเหล่านางกำนัลคนอื่นๆ


ฮิโรกาวะ "ท่านจะอยู่ในห้องน้ำตามลำพังนานๆไม่ได้นะเจ้าคะ ต่อไปจะมีทากายามะะจะมาดูแลท่านทุกอย่างในปราสาทแห่งนี้"

ทากายามะ จะเป็นนางกำนัลคนสนิทของโอคัตสึ ซึ่่งทากายามะค่อนข้างจะแก่และดูจะดุ ทำให้โอคัตสึหน้าเสีย แต่ชิโนะก็พยายามส่งสีหน้าบอกให้คุณหนูของเธอพยายามอดทน


-------------------

ขณะเดียวกันที่บ้านอิไมสุมิ ท่านพ่อก็รู้สึกคิดถึงโอคัตสึอย่างมากจนเห็นได้ชัด บ่นกับท่านแม่ว่า เสียดายที่ก่อนหน้านี้ท่านไม่ได้ทำอย่างโน้น อย่างนี้เสียแต่แรก พอโอคัตสึจากไปแล้วก็มาเสียดาย ท่านพ่อดูเศร้าลงและดูอ่อนแอลงจริงๆ โอคัตสึจากไปเพียงแค่ครึ่งวันก็รู้สึกเหมือนจากไปนานเป็นปี

ส่วนนาโอโกโร่ก็ยังแวะมาเล่นอีโกกับพี่ชายคนที่3ของโอคัตสึ ซึ่งนาโอโกโร่ก็เอาชนะพี่ชายโอคัตสึได้ไม่ยาก

"ยายจอมกวนไม่อยู่สักคนก็เหงาแย่เหมือนกันนะนี่.. นาโอโกโร่ข้าอยากถามท่านมานานแล้วว่า ท่านน่ะ ท่าทางเหมือนจะหลงรักโอคัตสึอยู่ จริงมะ"

"ไม่นะ ไม่ใช่อย่างนั้นนะขอรับ"

"ล้อเล่นๆน่ะล้อเล่น แต่แก่นแก้วขนาดนั้นใครจะไปหลงรักว่ามั้ย" / "ใช่.."นาโอโกโร่พยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แอบซ่อน

"แต่ว่าโอคัตสึกลับไปเป็นคนที่ผู้ใหญ่คาดหวังได้ ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ"

"ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นไงบ้าง ท่านโอคัตสึน่ะ"

"ข้าว่าป่านนี้ยัยนั่นน่ะ คงจะป่วนจนปราสาทวุ่นวายใหญ่แล้วล่ะมั้ง"
-------------------------

ตอนนี้เรือของอเมริกาได้เข้ามาเทียบที่ท่าเรือนาฮะแล้ว ข่าวนี้ก็ไปถึงที่เอโดะเช่นกัน ท่านนาริอาคิระ ท่านอาเบะ ท่านนาริอากิเจ้าแคว้นมิโตะ และท่านโยชินางะ ก็กำลังปรึกษาเรื่องเรือรบอเมริกาอยู่เช่นเคย

ท่านนาริอาคิระ "อีกไม่นานอเมริกาก็จะมาถึงเอโดะแน่"

ท่านนาริอากิ "แล้วอย่างนั้นเราจะทำไงดีล่ะ"

ท่านนาริอาคิระ "ก่อนอื่นก็ให้ต้านกองเรือรบของอเมริกาไว้ แล้วต่อรองให้รอไปอีกสัก3ปี ระหว่างนั้นระดมกำลังทหาร เร่งสร้างเรือรบ ตั้งกองทัพเรือ แต่ก็เห็นว่าเราควรจะสร้างสัมพันธ์กับนานาชาติเอาไว้บ้าง"

"ท่านนาริอาคิระหมายความว่าจะเปิดประเทศหรือ" ท่านโยชินางะถามขึ้น

"พูดบ้าๆน่ะ เรื่องการเปิดประเทศเป็นกฏเหล็กของโทกุกาวะ ถ้ามรเรือต่างชาติบุกรุกเข้ามาก็สกัดมันออกไปซะ!" ท่านนาริอากิชักเดือด เพราะท่านมีคนที่ต่อต้านต่างชาติแบบสุดๆคนนึง

ท่านนาริอาคิระ "ตอนนี้หากเราทำสงคราม กองกำลังที่เรามีอยู่ในตอนนี้คงต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน และถ้าเป็นอย่างนั้นอำนาจของรัฐบาลทหารก็จะสูญสิ้นไป"

"เรื่องนั้นเราจะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด" ท่านอาเบะเสริม

"ตั้งแต่รัฐบาลอิเอยาสึ (โชกุนคนแรกแห่งตระกูลโทกุกาวะปกครองเมื่อค.ศ.1603-1616)บ้านเมืองก็สุขสงบมาโดยตลอด" ท่านโยชินางะ

ท่านนาริอาคิระ "เราต้องยอมรับเรื่องนี้ก่อนว่า ในขณะที่เราปิดประเทศอยู่นี่ ที่เป็นสาเหตุให้เราล้าหลังเช่นนี้"

"งั้นก็รีบเตรียมกำลังทหานซะเลยสิ หากว่าท่านโชกุนคนต่อไปเป็นคนที่เราคิด(หมายถึงท่านอิเอซาชิ ลูกชายของท่านอิเอโยชิโชกุนคนปัจจุบันที่พวกขุนนางหลายคนคิดว่าท่านอิเอซาชิปัญญาอ่อน) ต่อให้ข้าไปบัญชาการกองทัพเสียเอง ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ไม่มีทางสู้ได้แน่" ท่านนาริอากิพูดทิ้งท้ายไว้แล้วลุกออกจากที่ประชุมทันที

"ขอรับ!!!" ทุกคนขานรับ แล้วเสร็จสิ้นการประชุม

เมื่อออกจากที่ประชุมท่านนอาเบะกับท่านนาริอาคิระก็ปรึกษากัน ถึงความลำบากใจที่ท่านนาริอากิพูดประชดว่าตัวเองอาจจะออกไปนำรบเองก็ไม่มีทางชนะได้หากโชกุนคนต่อไปเป็นท่านอิเอซาชิ

แล้วท่านอาเบะก็ถามถึงเรื่องแผนการที่รู้กันสองคนกับท่านนาริอาคิระ นั่นก็คือเรื่องโอคัตสึ!?

"หลังจากวันนั้นท่านหญิงเป็นยังไงบ้างขอรับ" ท่านอาเบะถาม

"ตอนที่อยู่ที่ปราสาทระหว่างนี้ก้เตรียมตัวเอาไว้ก่อน"

"ท่านหญิงได้รู้เรื่องนี้แล้วรึยัง"

"ยังไม่ได้บอก เกรงว่าถ้ารับเรื่องหนักเกินไป อาจจะทำให้เสียเรื่อง แล้วแผนการทุกอย่างเราจะพังหมด"

************************
.
ในบทนี้ผมประทับใจในชิโนะสาวใช้ของโอคัตสึครับ แม้เธอจะต่ำต้อยแต่เธอสูงส่งในจิตใจเพราะความจงรักภักดีที่เธอมีต่อโอตสึ ในบทต่อไป(บทที่18หรือ19ยังไม่แน่ใจครับ) ชิโนะยังมีเรื่องประทับใจที่มากกว่านี้ครับ
>
อ่านเจ้าหญิงอัตสึ ที่รัก(18)
..

.
.

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

น้ำตาของพ่อ 16

atsuhime 16


อ่านเจ้าหญิงอัตสึ ที่รัก(15)
篤姫

คืนวันก่อนเดินทางไปปราสาท ที่บ้านอิไมสุมิก็มีการเลี้ยงอำลาเล็กๆภายในครอบครัวซึ่งมีท่านพ่อ ท่านแม่ โอคัตสึ พี่ชายคนที่2และพี่ชายคนที่3

พอบรรยากาศเริ่มดูเศร้า โอคัตสึก็เลยลองแซวพี่ชายคนที่3ซึ่งสนิทที่สุดแต่ทะเลาะกันบ่อยสุดเช่นกันว่า

"ดีใจใช่มั้ยที่เธอจะจากไปแล้ว"

"ข้าดีใจซะที่ไหนเล่า แถมอีกหน่อยก็ยังต้องก้มหัวให้เจ้าอีก อ๊ะ! รินให้หน่อย!"

ตรงนี้ผมขำและประทับใจที่ว่า โอคัตสึเมื่อได้ฟังคำสั่งท่านพี่ก็ทำตัวเป็นเสมือนสาวใช้ที่เข้ามารินเหล้าให้เจ้านาย
ส่วนท่านแม่ก็หันไปถามท่านพ่อว่า "ท่านพ่อมีอะไรจะพูดกับโอคัตสึบ้างมั้ย?

ท่านพ่อดูมีท่าทางแปลกๆ ดูเงียบๆเขินๆผิดปกติ และพอท่านพ่อเริ่มจะกล่าว โอคัตสึรีบตั้งใจฟัง แต่ว่า.. คนรับใช้ได้เข้ามาบอกว่า มีแขกมาเยี่ยมท่านพ่อ

ท่านพ่อเลยหันไปยิ้มกับท่านแม่ (เหมือนจะบอกว่ารอดแล้วเรา) "มีแขกมา.."


-------------------------------

ระหว่างนั้นนาโอโกโร่ก็เข้ามาเพื่อนำของขวัญจากทางบ้านมาร่วมแสดงความยินดี แต่ไม่รู้ว่ามีการสังสรรค์ภายในครอบครัวอิไมสุมิ ก็เลยจะขอลากลับทันที แต่ท่านพ่อเชิญให้อยู่ด้วยกัน แล้วท่านพ่อก็บอกให้นาโอโกโร่ได้ไปเล่นอีโกกับโอคัตสึอีกครั้ง เพราะอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วก็ได้ที่ทั้งสองคนจะได้เล่นอีโดกด้วยกัน

แล้วโอคัตสึก็เอาชนะนาโอโกโร่ได้ตามเคย ช่วงที่เก็บเบี้ยด้วยกันนาโอโกโร่ก็แอบมองโอคัตสึด้วยแววตาเศร้าๆ เมื่อเก็บเบี้ยใส่ถ้วยเสร็จ โอคึตสึก็เริ่มพูด

"อุตส่าห์เป็นเพื่อนที่ดีของข้ามาจนวันนี้ ข้าต้องขอบคุณด้วยใจจริง"

"ไม่หรอกข้าต่างหาก"

หลังจากนั้นโอคัตสึก็ฝากปิ่นปักผมไปให้ท่านโอชิคะด้วย ส่วนพอคิดจะมอบของให้นาโอโกโร่ด้วยหนังสือ แต่นาโอโกโร่กลับขอว่า

"ถ้าหากจะกรุณา!! มีสิ่งที่ข้าอยากได้มากกว่านั้น..ข้าขอเครื่องรางของท่านได้มั้ย ข้าขอมากเกินไปหรือเปล่า" นั่นคือเครื่องรางที่ทั้งสองได้มาพร้อมๆกันตั้งแต่ทั้งสองคนยังไม่ได้เกิดด้วยซ้ำ เมื่อครั้งที่ท่านนาริอาคิระมอบให้ท่านพ่อของทั้งสองคนไว้ให้ลูกยามเมื่อเกิดมา

แล้วโอคัตสึก็เห็นดีกับนาโอโกโร่ด้วย

"ดีนะ ดีมากเลย ที่ต่างประเทศเวลาจะจากเพื่อนคนที่สำคัญที่สุด ก็มักจะแลกของสำคัญกันเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานไงล่ะ"

"หลักฐานความเป็นเพื่อนเหรอ?"

"นาโอโกโร่ ขอจงปกป้องท่าน"

"ท่านโอคัตสึ ขอจงปกป้องท่านเช่นกัน"

แล้วทั้งคู่ก็แลกเครื่องรางของตนแก่กัน

"ขอให้ท่านจงสุขสบายตลอดไปนะ"

"ท่านก็เช่นกัน"

ในที่สุดเครื่องรางที่เป็นของเด็กผู้หญิงก็ได้กลับคืนสู่โอคัตสึ เครื่องรางของเด็กผู้ชายก็ได้กลับคืนสู่นาโอโกโร่ ตามเจตนาของผู้มอบได้มอบให้แต่แรกนั่นเอง

เมื่อเดินออกมาจากบ้านอิไมสุมิ นาโอโกโร่หยุดมองเครื่องรางของโอคัตสึ แล้วก็นำมาแนบอกตัวเองด้วยน้ำตา...

--------------------------------


หลังงานเลี้ยง ท่านพ่อเมาหลับอยู่ในห้องจัดงาน โอคัตสึพยายามจะปลุกแต่ท่านก็ไม่ตื่น เมื่อโอคัตสึเดินออกไปหาท่านแม่ ท่านพ่อจึงเปิดตามขึ้น

เมื่อโอคัตสึไปพบท่านแม่ที่ห้อง โอคัตสึจึงบอกกับท่านแม่ว่า ท่านพ่อหลับไม่ยอมตื่น แต่ท่านแม่บอกว่า ท่านพ่อคงแกล้งหลับน่ะ


ในคืนสุดท้ายที่บ้านอิไมสุมิของโอคัตสึก่อนจะเข้าปราสาท ท่านแม่ได้เล่าเรื่องความฝันของท่านแม่เมื่อครั้งยังตั้งครรภ์ให้โอคัตสึฟัง ซึ่งก็คือเรื่องที่ฝันไปว่ามีพระแก่ๆมาสั่งท่านแม่ว่า

"จงพาลูกสาวของเจ้า ไปที่เอโดะให้ได้" ซึ่งท่านแม่ก็บอกโอคัตสึในสิ่งที่ท่านเชื่อว่า บางทีโอคัตสึอาจจะมีอะไรบางอย่างที่พิเศษกว่าคนทั่วไป ซึ่งมีความสำค้ญที่อาจมีผลอะไรบางอย่างต่อแคว้นสัทสุมะก็เป็นได้

แล้วหลังจากนั้นท่านแม่ก็ยังได้สั่งสอนเรื่องสำคัญที่ควรปฏิบัติ

"จากนี้ไปลูกจะต้องไปเป็นเจ้านายที่ทำหน้าที่ปกครองผู้คนจำนวนมาก สุภาษิตโบราณมีคำนึงที่สอนไว้ว่า จงอย่าฟังความแต่เพียงข้างเดียว ขอให้ลูกจงอย่าปักใจเชื่อคำพูดของใครฝ่ายเดียวเสียทั้งหมด เปิดใจให้กว้างรับฟังเสียงจากคนรอบข้างแล้วไตรตรองให้ดี"

"แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ(ว่าควรเชื่อความข้างไหน) ก็ให้เลิกคิดซะ(ไม่ใช้ความคิด) แต่ให้ใช้ความรู้สึกแทน เชื่อในตัวเอง แล้วปล่อยให้ความรู้สึกเป็นตัวตัดสิน"

โอคัตสึทบทวนทุกคำที่ท่านแม่สอน ก่อนจะตอบว่า "เข้าใจแล้วค่ะ!!"

"ทุกเวลาที่แม่จะได้อยู่ในฐานะแม่ของเจ้า ใกล้จะหมดลงแล้วนะ"

"ท่านแม่"

และแล้ววันเดินทางเข้าปราสาทก็มาถึง ก่อนจะต้องจากไป ท่านพ่อก็ได้สั่งสอนเป็นครั้งสุดท้าย

"พ่อก็หมดหน้าที่การเป็นพ่อของลูกแต่เพียงเท่านี้ จำไว้ให้ดีนะ เมื่อท่านไปเป็นเจ้าหญิงแห่งปราสาทชิมะสึแล้ว สถานะภาพ...ระหว่างเจ้ากับพ่อ..ก็จะ..ไม่เหมือนเดิม"

"เข้าใจแล้วค่ะ...... ท่านพ่อคะ ข้าน่ะมีความสุขเป็นอย่างมาก ที่ได้เกิดมาในบ้านหลังนี้ค่ะ"

"ส่วนข้าที่ได้เป็นพ่อของเจ้า จะพูดไงดีล่ะ.. ข้าก็มีความสุขเหมือนกัน"

"ท่านพ่อ ไม่ว่าลูกจะไปอยู่ที่ใด ท่านพ่อและท่านแม่ ลูกจะระลึกถึงและมีชีวิตอย่างภาคภูมิ ที่ได้เกิดมาเป็นลูกของท่าน สำหรับบุญคุณที่มีต่อลูกมาจนถึงทุกวันนี้ ขอกราบขอบพระคุณมากค่ะ"

แล้วโอคัตสึก็ก้มหัวทำความเคารพท่านพ่อ

"เอาล่ะ!ไปกันได้ละ"

เมื่อขบวนเกี้ยวของโอคัตสึลับสายตาไปแล้ว ท่านพ่อทาดาตาเกะผู้ที่ซ่อนความอ่อนแอในใจของตัวเองไม่ให้ใครเห็น ก็แอบไปร้องไห้คนเดียวที่สวนหลังบ้าน

ส่วนท่านแม่ก็ไปร้องไห้อยู่หน้าราวที่เคยแขวนกิโมโนชุดที่โอคัตสึใส่เพื่อออกเดินทางเข้าปราสาท

ผมชื่นชมวัฒนธรรมประเพณีอันดีทุกรายละเอียดของเจ้าหญิงอัตสึครับ ช่างงดงามจริงๆ และในระหว่างเดินทางโดยขบวนเกี้ยวที่ทางปราสาทส่งมารับ นาโอโกโร่และท่านโอคุโบะ ท่านไซโก และเพื่อนๆซามุไรที่เคยได้พูดคุยรู้จักกับโอคัตสึก็มาดักรอส่งโอคัตสึ อยู่ข้างทาง ทั้งหมดก้มหัวทำความเคารพให้แก่เกี้ยวโอคัตสึ

นาโอโกโร่หยิบเครื่องรางออกมาให้โอคัตสึเห็น โอคัตสึก็หยิบเครื่องรางออกมาให้นาโอโกโร่เห็นเช่นกัน

-----------------------

ระหว่างการเดินทาง โอคัตสึได้หวนระลึกถึงคำสั่งสอนของคิขุโมะโตะก่อนตายไปตลอดทาง..


.
อ่านเจ้าหญิงอัตสึ ที่รัก(17)

.

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

น้ำตาของพ่อ 15

atsuhime 15

อ่านเจ้าหญิงอัตสึ ที่รัก(14)

............................................... ท่านอาเบะ



ทางเอโดะได้รับข่าวที่น่าสะพรึงกลัวจากคูรเตียสประธานหอการค้าฮอลันดาประจำนางาซากิแจ้งข่าวว่า เรือรบของอเมริกานำโดยนายพลเพอร์รี่กำลังมุ่งหน้ามาที่ญี่ปุ่นเพื่อขอเจรจาทำการค้ากับญี่ปุ่น ซึ่งท่านอาเบะ(อาเบะ มาซาฮิโร่)ประธานที่ปรึกษาของท่านโชกุนกำลังปรึกษากับเหล่าที่ปรึกษาอยู่


ในการปรึกษาทุกคนต่างเห็นพ้องกันว่า อเมริกาไม่น่าจะมาดีแน่เพราะถ้าจะทำการค้าไฉนเลยจึงมาด้วยเรือรบ ส่วนท่านอาเบะได้กำชับทุกคนว่าอย่าเพิ่งแพร่งพรายข่าวอันน่ากลัวนี้ออกไป

ส่วนทางสัทสุมะ ท่านนาริอาคิระก็เชิญท่านทาดาตาเกะ(พ่อโอคัตสึ) เข้ามาปรึกษาหาสถานที่เหมาะที่จะสร้างป้อมปราการ โดยจะสร้างแนวป้องกันทางเข้าฝั่งอ่าวคินโค ท่านทาดาตาเกะจึงแนะนำสถานที่ที่สามารถมองเห็นได้ทั้งอ่าวเหมาะแก่การสร้างป้อม ท่านนาริอาคิระเลยมอบหมายให้ท่านทาดาตาเกะเป็นผู้ควบคุมดูแลการสร้างครั้งนี้

"ทางเอโดะก็กำลังยุ่งๆ" ท่านนาริอาคิระเปรยขึ้น แต่เมื่อท่านทาดาตาเกะจึงถามว่ามีเรื่องอะไร ท่านนาริอาคิระก็เปลี่ยนเรื่องพูด หันมาพูดเรื่องโอคัตสึกับท่านทาดาตาเกะแทน โดยได้ขออภัยท่านทาดาตาเกะที่ช่วงนี้ท่านยุ่งมากเลยไม่ได้ส่งข่าวคราวแก่โอคัตสึเลย ฉะนั้นท่านนาริอาคิระจึงบอกไปว่า จะให้โอคัตสึเข้าปราสาทก่อนถึงฤดูร้อนนี้

หลังจากนั้นท่านนาริอาคิระก็รีบเดินทางไปเอโดะเพื่อไปปรึกษาเรื่องเรือรบอเมริกาที่กำลังจะมา

บุคคลสำคัญที่กำลังรอท่านนาริอาคิระอยู่ที่เอโดะ ก็คือท่านนาริอากิแห่งแคว้นมิโตะ(โทกุกาว่า นาริอากิ) ด้วยพื้นเพที่มาจากตระกูลใหญ่ แม้ตอนนี้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหารโชกุนโดยตรง แต่ด้วยการแสดงท่าที่ต้องการขับไล่ชาวต่างชาติอย่างแข็งกร้าว ทำให้ท่านนาริอากิจึงมีบทบาทและอิทธิพลค่อนข้างมาก

เมื่อท่านนาริอาคิระ ท่านอาเบะ ท่านนาริอากิ มาประชุมพร้อมหน้ากัน3คนแล้ว จึงได้ปรึกษาถึงเรื่องการับเรือรบอเมริกาทันที ท่าทีของท่านนาริอากิชัดเจนคือต่อต้านต่างชาติ ส่วนท่านอาเบะบอกว่าได้เคยปรึกษาเรื่องนี้กับรัฐบาลทหารมาบ้างแต่ความเห็นยังสรุปไม่ชัดเจน เลยต้องมาขอปรึกษากับท่านนาริอากิอีก ซึ่งท่านนาริอากิก็หันมาปรึกษาท่านนาริอาคิระว่าเห็นควรทำอย่างไร

ท่านนาริอาคิระจึงให้ความเห็นไปว่า "หากว่าเรือมาประชิดจริง คาดว่าจะทอดสมอที่ชินางากาวะโอคิ จึงต้องวางแนวป้องกันชายหาดไว้ให้ดี แล้วก็สร้างเรือรบเตรียมเอาไว้ด้วย"

"เรือรบเหรอ?"ท่านอาเบะ

"ขอรับ โดยต้องลงมือสร้างเรือรบไอน้ำที่ไม่เคยมีใครเคยสร้างในญี่ปุ่นได้แล้วขอรับ"

"เมื่อก่อนเคยสั่งห้ามสร้างเรือขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องพึ่งท่านนาริอาคิระแล้วล่ะนะ"

"ขอรับ!!" ท่านอาเบะ และท่านนาริอากิระรับคำสั่งทันที

เมื่อกลับไปที่ปราสาทของแคว้นสัทสุมะที่เอโดะ ท่านนาริอาคิระได้เล่าเรื่องที่ท่านนาริอากิแห่งมิโตะและท่านอาเบะก็เห็นดีด้วยแล้วที่จะสร้างเรือรบให่แก่ท่านอาจารย์คิโยมิชิคนสนิทของท่านได้รับรู้

ท่านนาริอาคิระเลยเสริมขึ้นอีกว่า

"เห็นทีว่าจากนี้ไป โชคชะตาของประเทศญี่ปุ่นจะขึ้นอยู่กับทะเลท้องทะเล และเมื่อเป็นเช่นนั้น สัทสุมะของเราก็มีหน้าที่ที่จะนำพาประเทศนี้ให้เดินไปข้างหน้าต่อไป" (ประโยคนี้คือจุดเริ่มต้นของแผนการช่วยญี่ปุ่นที่ท่านนาริอาคิระตั้งใจจะทำต่อไปทั้งหมด)

"ขอรับ!!"

"อีกเรื่องหนึ่งรีบนำสาสน์ไปที่บ้านอิไมสุมิ เพื่อเชิญโอคัตสึเข้าปราสาทมาให้เร็วที่สุด"

"ขอรับ!!"

ในช่วงนี้ของละคร ผมสะดุดใจที่ท่านนาริอาคิระมีแผนการจะสร้างเรือรบไอน้ำขึ้นเองครับ นี่แหล่ะครับญี่ปุ่น ถ้าสามารถสร้างเองได้ ก็จะได้ไม่ต้องพึ่งพาชาติอื่น คนญี่ปุ่นเขาคิดสร้างก่อนที่จะคิดซื้อนะครับ ไม่เหมือนประเทศไทยคิดซื้อก่อน คิดสร้างเองแทบไม่ค่อยจะคิด นี่แหล่ะคนไทย!?!

-----------------------

หลังจากนั้นที่บ้านอิไมสุมิก็ง่วนจัดเตรียมข้าวของให้โอคัตสึเพื่อเตรียมเข้าปราสาท แต่ทางปราสาทได้ส่งคนมาแจ้งว่าทุกอย่างทางปราสาทได้จัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้รวมทั้งสาวใช้ไว้ให้หมดแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องนำสิ่งของใดๆหรือพาใครเข้าไปกับโอคัตสึด้วยด้วย

แต่ท่านแม่เห็นว่าถ้าเป็นเช่นนั้นดูจะใจดำกับโอคัตสึไปหน่อย เลยขอร้องผู้มาแจ้งว่าช่วยไปแจ้งทางปราสาทให้ด้วยว่า

"ได้โปรดฟังก่อน!! ทำแบบนี้ดูจะไม่ใจดำกับลูกข้าไปหน่อยรึเจ้าคะ เด็กผู้หญิงเล็กๆคนนึงจะเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหญ่ก็หวันวิตกมากพออยู่แล้ว ขอให้ท่านแจ้งทางปราสาทด้วยว่าถึงยังไงข้าก็จะขออนุญาตส่งคนติดตามไปด้วยสักคนก็ยังดีเจ้าค่ะ"

ซึ่งผู้มาแจ้งก็ไม่กล้าขัดประสงค์และเหตุผลของท่านแม่ ซึ่งต่อมาโอคัตสึชื่นชมในความเข้มแข็งของท่านแม่มากที่กล้าจะแย้ง แต่ท่านแม่ก็บอกว่าต่อไปโอคัตสึจะต้องเผชิญกับความยากลำบากที่ต้องอาศัยความเข้มแข็งยิ่งกว่านี้

ท่านแม่ยังถามถึงความรู้สึกของโอคัตสึว่ายังโกรธท่านพ่อเรื่องคิขุโมโตะอีกหรือเปล่า แต่โอคัตสึก็ตอบไปว่า ไม่โกรธแล้วเจ้าค่ะ

เมื่อท่านพ่อกลับมาจากการคุมการก่อสร้างป้อมปราการ ท่านแม่บอกให้โอคัตสึพยายามหาโอกาสพูดคุยกับท่านพ่อให้มากขึ้น เพราะเวลาที่จะอยู่ด้วยกันน้อยเต็มทีแล้ว แต่ท่านพ่อกลับมีอาการหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยกับโอคัตสึ ไม่ใช่ท่านพ่อโกรธอะไร แต่เป็นเพราะท่านพ่อเป็นผู้ชายจึงพยายามซ่อนความรู้สึกเศร้าภายใจของตนต่างหากที่จะต้องจากลูกสาวไป ซึ่งเรื่องนี้ท่านแม่เข้าใจท่านพ่อดี (ในละครตอนนี้น่ารักมากครับ)

คราวหนึ่งโอคัตสึได้นำห่อที่มีหนังสือที่ตนเองรักที่สุดมามอบให้ท่านพ่อ เพื่อเป็นเสมือนสิ่งแทนตนเมื่อเวลาตนจากไปแล้วให้ท่านพ่อ ซึ่งท่านพ่อก็รับไว้ แต่ท่านพ่อก็ยังเก็บงำความรู้สึก ทำเหมือนไม่ใส่กับหนังสือที่โอคัตสึมอบให้เพื่อไว้ดูต่างหน้าของเธอ



อ่านเจ้าหญิงอัตสึ ที่รัก(16)
.
.
.

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

น้ำตาของพ่อ 14

atsuhime 14

ใหม่เมืองเอก
.
"การฆ่าตัวตายเป็นบาปมหันต์" ตามหลักพุทธศาสนา ก็จริงแต่................

เมื่อจบบทที่แล้ว คิขุโมโตะได้ฆ่าตัวตาย สาเหตุการฆ่าและทำไมถึงต้องฆ่า กรุณาอย่าเพิ่งเอาความคิดความเชื่อของเรารีบตัดสินนะครับ เพราะการฆ่าตัวตายเหมือนกันแต่ผลทีได้ไม่เหมือนกัน อดใจรออีกสักนิด แล้วผมจะอธิบายในมุมมองของผมตอนท้ายครับ

แต่ตอนนี้เรากลับไปที่เจ้าหญิงอัตสึ บทต่อไปก่อนดีกว่าครับ

*************************


(ดูสะดุดกรุณารอโหลดให้เต็มก่อน คลิปนี้ยาวจนจบบทควาทตอนที่14นี้ครับ)

ตระกูลชิมะสึ เป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงแห่งแคว้นสัทสุมะและมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า600ปี เป็นตระกูลไดเมียวที่มีที่ดินครอบครองมากมาย จะเป็นรองแค่แคว้นคางะเท่านั้น และตระกูลอิไมสุมิก็เป็นสายย่อยของตระกูลชิมะสึ

----------------

หลังจากโอคัตสึพอจะควบคุมสติและอารมรณ์อยู่คนเดียว กับเรื่องที่เกิดได้บ้างแล้ว สักพักสาวใช้ก็มาบอกว่าท่านพ่อต้องการให้ไปพบเดี๋ยวนี้ และเมื่อไปถึง ท่านพ่อก็สั่งอย่างเด็ดขาดทันทีว่า

"จำไว้นะโอคัตสึ หลังจากคืนนี้ไปห้ามพูดเรื่องคิขุโมโตะอีก พวกข้าวของส่วนตัว พ่อให้คนจัดการไปหมดแล้ว ส่วนศพก็มอบให้พวกญาติๆของเขาไปจัดการกันเอง"

"แม้แต่งานศพ! ก็ไม่มีเหรอคะ"

"งานศพเรอะ!! คนที่ทำให้บ้านนี้แปดเปื้อนเลือด ก็ไม่ต่างจากการเป็นคนร้ายนักหรอก ช่างเป็นเรื่องที่น่าละอายยิ่งนัก มาทำเรื่องแบบนี้ในเวลาที่เป็นมงคลของเจ้า.. ถึงยังไงก็ตาม ลูกจงตัดใจลืมเรื่องคิขุโมโตะซะ เข้าใจนะ!!"

"แต่ว่าท่านพ่อ" / "พอละ!! กลับไปพักผ่อนซะ"

"ท่านพ่อ!!!" / "บอกให้ไปก็ไปสิ!!"

โอคัตสึไม่อาจขัดคำสั่งได้แต่ก็ไม่อาจเข้าใจได้เช่นกัน เมื่อหันไปมองทางท่านแม่ ท่านแม่ก็พยักหน้าให้ทำตามที่ท่านพ่อสั่ง

วัฒนธรรมญี่ปุ่น แม้จะไม่เห็นด้วย แต่เมื่อโอคัตสึจะลากลับออกไป โอคัตสึก็ต้องคำนับลาท่านพ่อ



เมื่อโอคัตสึเข้านอน โดยมีชิโนะนั่งอยู่เป็นเพื่อน โอคัตสึน้ำตาไหล แต่สักพักท่านแม่ก็เข้ามาคุยด้วย และพยักหน้าให้ชิโนะ ชิโนะจึงออกไป

"นึกแล้วว่าลูกคงนอนไม่หลับเป็นแน่"


"ท่านแม่คะ ทำไมคิขุโมโตะทำแบบนั้น"

"คิขุโมโตะเขียนจดหมายลาไว้ เขียนถึงท่านพ่อ ท่านแม่ ส่วนของลูกก็มีด้วย.. เขียนถึงท่านพ่อว่าขออภัยที่ทำอะไรเห็นแก่ตัว ส่วนจดหมายอีกฉบับที่เขียนถึงแม่นั้นบอกว่า เธอรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก ที่แม่ให้คนตระกูลต่ำต้อยอย่างเธอมาเป็นแม่นมและดูแลลูก เพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูลเรา เธอเลือกที่จะสละชีวิตเพื่อลบภาพของตัวเองให้หมดไป"

"ทำไมคะ"

"รู้อะไรมั้ย.. คิขุโมโตะตั้งใจใช้ความตายลบเรื่องราวของตัวเอง..เรื่องนี้น่ะ ดูเหมือน.. คิขุโมโตะตัดสินใจตั้งแต่ตอนที่ลูกถูกขอเป็นลูกบุญธรรมของบ้านชิมะสึแล้ว"

"แล้วที่เขียนถึงข้าล่ะคะ"

"ท่านพ่อโยนเข้ากองไปเผาทิ้งไปหมดแล้ว"

โอคัตสึยิ่งสะเทือนใจมากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าท่านพ่อไม่ยอมให้เธอได้อ่านแม้แต่จดหมายลาของคิขุโมโตะ

"อย่าโกรธพ่อเลยนะลูก ท่านพ่อต้องการให้ลูกตัดใจเสียให้หมด ลืมเรื่องราวของเขาที่ผ่านมา"

แล้วท่านแม่ก็หันไปหยิบห่อผ้าชิ้นหนึ่งขึ้นมา แล้วก็ค่อยๆแกะผ้าออก เพื่อมอบให้โอคัตสึ

"ของสิ่งนี้แม่ตั้งใจจะมอบให้ลูกในวันที่เข้าปราสาทน่ะ เจ้าอาวาสวัดโบะไดได้สร้างให้เป็นพระพุทธรูปประจำแคว้นสัทสุมะ เวลาที่ลูกมีเรื่องอะไรที่ไม่สบายใจ.. ก็กราบไหว้ขอให้วิญญาณคิขุโมโตะ อธิษฐานให้ดวงจิตของเขาไปสู่สุคตินะลูก"

เมื่อโอคัตสึรับมาแล้ว โอคัตสึก็มองพระแล้วก็รำพึงถึงแต่ คิขุโมโตะ

ต้องขออภัยด้วย เพราะตอนแรกผมก็เข้าใจว่าคิขุโมโตะเป็นแค่พี่เลี้ยง แต่ที่ไหนได้เมื่อดูถึงตอนนี้ผมถึงรู้ว่า คิขุโมโตะสำคัญกว่าตำแหน่งพี่เลี้ยงมาก เพราะเธอเป็นถึงแม่นมของโอคัตสึ และเมื่อผมรู้ว่าคิขุโมโตะเป็นแม่นม ก็ยิ่งทำให้เข้าใจได้มากขึ้นว่า ทำไมคิขุโมโตะถึงเป็นคนสำคัญที่สุดของโอคัตสึ และทำไมคิขุโมโตะกับโอคัตสึถึงผูกพันประดุจดั่งแม่ลูกกันแท้ๆ

(แม่นม อาจหมายถึงแม่ที่ให้นมแทนแม่จริงก็ได้ หรือเป็นแค่แม่นม ที่มีหน้าที่เลี้ยงดูสั่งสอนแต่ไม่ได้ให้นมก็ได้)


************************

ส่วนหนึ่งของความประทับใจในเจ้าหญิงอัตสึ

แล้วเมื่อถึงวันที่นาโอโกโร่ได้มาเล่นอีโกกับโอคัตสึอีกครั้ง โอคัตสีก็มีอาการเหม่อลอยจนลืมเดินเบี้ย จนนาโอโกโร่ต้องเรียกเตือนหลายครั้ง แต่แล้วนาโอโกโร่ะก็พูดถึงเรื่องคิขุโมโตะ

"ได้ยินว่าท่านคิขุโมโตะยอมสละชีวิตเพื่อแสดงความจงรักภักดี" / "จงรักภักดีเหรอ ........"

"มีชีวิตต่างหากที่จะทำให้ข้าดีใจ คนที่คอยดูแลข้ามาตลอดตั้งแต่เป็นเด็กทารกต้องมาจากไป....."

"ข้ารู้สึกเหมือนสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปแล้ว... แต่ทุกๆคนกลับบอกให้ข้าลืมซะ แล้วข้าจะทำอย่างนั้นได้ยังไงกันน่ะ"

"ข้าก็คิดว่าควรลืม..."

"คิขุโมโตะเขายอมสละะชีวิตตัวเองเพื่อข้าเชียวนะ" โอคัตสึเริ่มเสียงดังขึ้น

"ก็เพราะเหตุผลนี้หล่ะ!! ..หากคิดถึงความตั้งใจของคิขุโมโตะ อะไรล่ะที่ควรทำ!" ตอนนี้นาโอโกโร่เริ่มเสียงดังขึ้นบ้าง

"ข้ารู้ว่าควรต้องทำยังไง!!" โอคัตสึก็สวนกลับทันควันคิดว่าตัวเองรู้แต่ที่จริงยังไม่เข้าใจอะไรเลยต่างหาก!!

"ถ้ารู้อยู่แล้วก็ควรทำไม่ใช่เหรอ!!!.... ท่านน่ะ ไม่เคยรับรู้และเข้าใจคนที่หวังดีต่อท่าน ท่านไม่เข้าใจเลย!!!"

"ข้าเข้าใจดี!!" สวนกลับทันทีอีก

นาโอโกโร่พยายามจะควบคุมอารมณ์ให้นิ่งลง แล้วพูดต่อ

"ถึงท่านคิขุโมโตะ จะถึงจะยอมสละชีวิตของตัวเองเพื่อท่าน แต่ท่านก็ต้องจดจำความเสียสละและความรู้สึกเหล่านี้ไว้แต่เพียงในใจ ตัดใจลืมเรื่องนี้ให้ได้!!! แล้วจง..มีกำลังใจต่อไปก้าวเดินไปข้างหน้า!!"

"มีเพียงเท่านี้แหล่ะ ที่เป็นสิ่งที่ท่านสมควรทำ!"นาโอโกโร่เองก็น้ำตาคลอเบ้า เพราะเขาเข้าใจความรู้สึกของคิขุโมโตะดี เพราะนาโอโกโร่เอง ก็เสียสละเพื่อคนที่เขา(แอบ)รักเช่นกัน


โอคัตสึนิ่งไปสักพัก เพื่อหยุดคิดทบทวน สีหน้าแววตาที่เปี่ยมด้วยความเศร้าที่มีอยู่นั้น ก็พลันค่อยๆเปลี่ยนเป็นเกิดรอยยิ้มขึ้นมา แต่นาโอโกโร่ต่างหากที่มีน้ำตาคลออยู่เต็มเบ้าขึ้นมาแทน

"นาโอโกโร่...ก็โกรธเป็นเหมือนกันเหรอ.. อีกเรื่องแล้วสินะ ที่นาโอโกโร่สอนข้าน่ะ ท่านคอยให้กำลังใจข้า คอยช่วยเหลือ และอยู่เคียงข้างอยู่เสมอ ขอบใจมากนะ"

โอคัตสึเข้าใจในสิ่งที่นาโอโกโร่พูดแล้ว แล้วทั้งสองคนก็ยิ้มให้แก่กัน

(นิสัยแปลกอย่างนึงของโอคัตสึ แต่เป็นข้อดีของเธอคือ การเปลี่ยนอารมณ์ฉับพลัน จากทุกข์กลับกลายเป็นสุขได้อย่างฉับพลัน!!)



-----------------

ในคืนนั้นโอคัตสึก็ตื่นขึ้นมาเห็นคิขุโมโตะนั่งรออยู่ในห้อง

"คิขุโมโตะ เป็นท่านเองเหรอ?"

"คุณหนูเจ้าคะ จากนี้ไปไม่ว่าคุณหนูจะอยู่ที่ไหน คิขุโมโตะจะคอยดูแลและคุ้มครองคุณหนูเอง ตอนนี้ข้าไม่ต้องหอบร่างกายหนักๆ ไปด้วยอีกแล้ว ดวงวิญญาณของข้าจะไปหาท่านได้ทันที่ที่ต้องการ"

แล้วคิขุโมโตะก็ก้มหัวคำนับให้โอคัตสึ โอคตัสึยิ้มแล้วเรียกคิขุโมโตะพร้อมกับจะเอื้อมมือเข้าไปหา แต่คิขุโมโตะก็หายวับไปทันที

โอคัตสึลุกขึ้นมาและเดินไปที่พระพุทธรูปที่ท่านแม่ให้ที่วางอยู่เหนือหัวนอน โอคัตสึเอื้อมไปหยิบพระขึ้นมาแล้วยิ้ม ประหนึ่งว่าคิขุโมโตะได้มาสถิตอยู่ในองค์พระแล้ว เพื่อจะเฝ้าดูแลเธอไปในทุกๆที่ที่เธอจะไป..

***************************

ว่าด้วยการฆ่าตัวตายของคิขุโมโตะ

การฆ่าตัวตายของคิขุโมโตะไม่เหมือนกับการฆ่าตัวตายของคนทั่วไปที่เราเคยได้รับรู้หรือเคยได้ยิน เพราะการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่ที่เราได้รู้ ก็มักจะเป็นการฆ่าตัวตายของคนที่อ่อนแอที่ไม่อาจทนรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ จนถึงขนาดยอมหนีความจริงบนโลกนี้ไป แต่หารู้มั้ยว่า จะไปเจอความเลวร้ายที่โหดกว่าในโลกหน้าแทน

คิขุโมโตะรักโอคัตสึมาก แต่เพราะตนเองเกิดมาในชนชั้นต่ำต้อย ในขณะที่โอคัตกำลังจะไปเป็นท่านหญิงสูงศักดิ์แห่งตระกูลปกครองแคว้นสัทสุมะ

หากใครได้รับรู้ว่าโอคัตสึถูกเลี้ยงดูอบรมมาจากคนชนชั้นต่ำต้อยอย่างเธอ โอคัตสึก็อาจจะโดนลบหลู่และหมิ่นเกียรติจากคนอื่นทั้งต่อหน้าและลับหลังได้ และเพียงเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็อาจจะเป็นตัวขัดขวางหนทางสำเร็จที่จะมีขึ้นต่อๆไปอีกของโอคัตสึได้ในอนาคต

เพื่อเป็นการตัดไปเสียแต่ต้อนลม คิขุโมโตะจึงยอมสละชีวิตของตนเพื่อรักษาเกียรติของคุณหนูอันเป็นที่รัก และที่สำคัญหากคุณหนูต้องไปเป็นท่านหญิงแล้ว ขนาดท่านพ่อท่านแม่แท้ๆก็ยากที่จะพบเจอได้โดยง่าย

แล้วนับประสาอะไรกับแค่แม่นมต่ำต้อยอย่างเธอ ก็คงไม่มีโอกาสได้ตามไปรับใช้คุณหนูได้อีกแล้ว คงมีเพียงหนทางเดียวที่คิขุโมโตะจทำได้ นั่นก็คือ สละชีวิตตัวเองเพื่อจะได้เป็นดวงวิญาณที่จะตามไปปกป้องคุ้มครองดูแลคุณหนูได้ในทุกๆที่นั่นเอง

การฆ่าตัวตายนั้นจะบาปมากหรือน้อยมีเจตนาเป็นตัวกำหนด หากเจตนาดีก็บาปน้อย แต่หากเจตนาร้ายเพื่อหมายทำลายชีวิตตัวเองเป็นสำคัญ ก็บาปมาก

กรณีคิขุโมโตะ ผมก็อยากจะนำไปเปรียบเทียบกับกรณีของคุณสืบ นาคะเสถียร ครับ ที่คุณสืบฆ่าตัวตาย เจตนาไม่ได้ต้องการทำลายชีวิตตัวเองเป็นหลัก แต่คุณสืบได้ฆ่าตัวตายเพื่อหวังช่วยปกป้องป่าห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวรที่ตัวเองรักเป็นหลัก

หากคุณสืบยังอยู่ คุณสืบคิดว่าจะทำประโยชน์ให้กับป่าได้น้อยกว่าตัวเองตาย ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น

ด้วยเหตุนี้ การฆ่าตัวตายของคุณสืบจึงเป็นการตายที่ได้รับยกย่อง เพราะคุณสิบได้ต่อชีวิตแก่สรรพชีวิตแห่งป่ามากมายต่างหาก

ถามว่าบาปมั้ย ก็ต้องตอบว่าบาปแน่ๆ แต่บาปนั้นไม่มากแบบที่เราเข้าใจหรอกครับ

ผิดถูกอย่างไรขออภัยด้วยนะครับ ผมคิดตามที่ผมเข้าใจเท่านั้น

.

อ่านเจ้าหญิงอัตสึที่รัก(15)
.
..

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

วิถีแห่งสตรี 13

atsuhime 13

อ่านเจ้าหญิงอัตสึ ที่รัก(12)



เมื่อโอคัตสึได้อยู่ต่อหน้าท่านนาริอาคิระ ท่านนาริอาคิระก็สั่งให้คนรับใช้ทุกคนออกไปให้หมด

"เอาล่ะมีแต่เราสองคนแล้ว มีอะไรก็ว่ามา เข้ามาใกล้ๆข้าสิ"

"ครั้งนี้..ที่ให้ข้ามาเป็นบุตรสาวแบบนี้ ข้าไม่รู้สึกดีใจเลยเจ้าค่ะ มิหนำซ้ำยังหนักใจอีกด้วย"

"จู่ๆข้าก็ทำอะไรแบบนี้ เจ้าคง งง! จนทำอะไรไม่ถูกน่ะสิ" / "ใช่เจ้าค่ะ งงมากเลยเจ้าค่ะ"

"ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ!!" โอคัตสึเพิ่งคิดได้ว่าอาจทำให้ท่านนาริอาคิระโกรธได้

"ฮ่าๆ...ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรหรอก" / "ยังมีเรื่องที่ยังไงก็ต้องถามท่านให้ได้น่ะเจ้าค่ะ"

"ทำไมถึงเลือกเจ้ามาเป็นลูกสาวใช่มั้ย"

โอคัตสึงง! แปลกใจที่ท่านนารือาคิระคาดถูก

"ขอบอกว่า เพราะเจ้าเป็นคนแบบนี้น่ะสิ ไม่ยอมให้คนอื่นมากำหนดชีวิตตัวเอง อะไรที่ยอมรับไม่ได้ก็จะกัดไม่ปล่อยเลย"

"ขออภัย!! เจ้าค่ะ!!"

"ไม่ต้องขอโทษหรอก พูดกับเจ้านี่ก็สนุกดีนะ" / "เจ้าค่ะ"

"รู้มั้ยทีเอโดะเค้าเรียกข้าว่ายังไง..... ผู้ชายที่ไม่ให้ใครเห็นก้นบึ้งของจิตใจ เพื่อนๆเรียกข้าว่าอย่างนั้น"

"นานมากที่ข้าต้องทนกับท่านพ่อ กระทั่งก่อนเจ้ามา น้องชายของข้าก็มาจากไปไกลซะเหลือเกิน ข้าเหงาจริงๆ....... พูดถึงความเหงา เพราะลูกข้าตายไป6คนแล้ว เหลือแต่โทราจุมารุ อายุ3ขวบ กับลูกสาวที่เพิ่งเกิดเมื่อปีที่แล้ว .. อะไรๆก็เกิดขึ้น.. เพราะข้าอยู่ในที่สูงกว่านี้"

"..!?!..!?!.."

"เป็นยังไง.. เจ้าเห็นก้นบึ้งของจิตใจข้ารึยัง"

"ข้าน่ะ ไม่เข้าใจอะไรเลยค่ะ..."

"ที่ข้าชอบเจ้าก็ตรงนี้แหล่ะ เจ้าเป็นคนปากตรงกับใจ คิดยังไงก็พูดอย่างนั้น ทำให้จิตใจสงบ มั่นคง..สบาย.."

"ชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ"

"ยังมีเหตุผลอีกอย่าง คือเจ้าคล้ายกับแม่ของข้ามาก" / "ท่านแม่ของท่านเหรอเจ้าคะ?"

"เป็นท่านแม่ที่ใจดีมาก ฉลาด แล้วก็เพี้ยนๆนิดหน่อย ไม่เหมือนใคร" / "เพี้ยน?"

"ตอนมาเป็นเจ้าสาว ขนเอาหีบที่มีหนังสือเต็มมาด้วยหลายใบ แม้กระทั่งเกราะป้องกันตัวก็หอบเอามาด้วย"

"กล้าหาญชาญชัยจริงๆ" / "ไม่ใช่แค่นั้นนะ"

"ท่านแม่ไม่ยอมใช้แม่นม ได้เลี้ยงข้าด้วนนมตัวเองเลี้ยงมากับมือ เป็นสิ่งที่ครอบครัวไดเมียวเขาไม่ทำกัน แต่ท่านจะทำซะอย่าง" (ไดเมียวคือตำแหน่งเจ้าครองแคว้น-ถ้าแปลแบบภาษาชาวบ้านๆก็หมายถึงเจ้าของที่ดินอันกว้างใหญ่)

"ท่านแม่ของท่านเป็นคนแบบนั้นนั่นเอง"

"เป็นยังไง เหตุผลในการเลือกเจ้าน่ะ หายข้องใจแล้วหรือยัง"

"เจ้าค่ะ ข้าเองก็มีท่านแม่ที่ประเสริฐมาก แม่ของข้าสอนสิ่งสำคัญ หลายต่อหลายเรื่องเลยเจ้าค่ะ"

"งั้นเหรอ.. ถ้ามาเป็นลูกของข้าก็คือ เป็นการพรากเจ้ามาจากอกแม่อันเป็นสุดที่รักเชียวรึ"

แล้วโอคัตสึก็รวบรวมสติก่อนจะพูดว่า

"ท่านเจ้าคะ !ข้าน่ะ! ยอมให้ท่านเลี้ยงเป็นลูกสาวแล้วเจ้าค่ะ"

"งั้นรึ ตัดสินแล้วรึ"

"ข้าเป็นคนโง่เขลา ขอให้ท่านช่วยเมตตาขัดเกลาด้วยนะเจ้าคะ"

"ต่อไปนี้เราก็จะเป็นพ่อลูกกันแล้วนะ ดีใจจริงๆ ดีใจเหลือเกิน!!"

"ขอบพระคุณอย่างเป็นที่สุดแล้วค่ะ"

ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของโอคัตสึ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

****************************

ที่บ้านอิไมสุมิ

"อย่างนั้นเหรอตัดสินใจแล้วเหรอ" ท่านพ่อทาดาตาเกะถาม

"เจ้าค่ะ ข้าตัดสินใจเอง ไม่มีใครกดดันค่ะ"

"ทีนี้ เจ้าก็..กำลังจะ..กลายเป็น.. ท่านหญิงสายตรงแล้วสินะ"

ทุกคนหยุดอยู่ในพวังค์แห่งความรักความเข้าใจ ท่านแม่โอยุกิยิ้มให้กำลังใจลูกสาว ท่านพ่อทาดาตาเกะก็เช่นกัน แต่!!!!

ทันใดนั้น ก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งอย่างดังเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง ชิโนะนั่นเอง

"ท่านเจ้าคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ" ชิโนะพูดอย่างตกใจ

"โวยวายอะไรกัน!!"

"ท่านคิขุโมโตะ ท่านคิขุโมโตะเจ้าค่ะ "

"คิขุโมโตะ เป็นอะไรไป!!" โอคัตสึรีบซัก

"ท่านคิขุโมโตะฆ่าตัวตายแล้วเจ้าค่ะ"

โอคัตสึตกใจและรีบวิ่งออกไปหาคิขุโมโตะที่ห้องในทันที และโอคัตสึก็ไปพบคิขุโมโตะนอนอย่างไร้สติอยู่เบื้องหน้า ที่มือของคิขุโมโตะถือมีดที่ปักอยู่ที่ลำคอตัวเอง!!

เมื่อท่านพ่อตามมาถึง ท่านพ่อก็รีบฉุดโอคัตสึดึงออกมาจากห้องทันที

"อย่าดู!!ชิโนะ พkโอคัตสึกลับไปที่ห้องเดี๋ยวนี้"

แต่โอคัตสึไม่ยอม กลับพุ่งฝ่าเข้าไปคว้าศพของคิขุโมโตะไว้ พร้อมทั้งตะโกนเรียกคิขุโมโตะซ้ำๆ เขย่าเรียกให้คิขุโมโตะฟื้น

"คิขุโมโตะ!!! คิขุโมโตะ!! คิขุโมโตะ!! ไม่นะ.."

ท่านแม่รีบโผเข้ากอดโอคัตสึแล้วดึงตัวโอคัตสึให้หันกลับมา

และการเสียชีวิตของคิขุโมโตะนี้ คือเรื่องที่ทำให้โอคัตสึร้องไห้ด้วยความเสียใจมากที่สุดในชีวิตของเธอนั่นเอง............



****************************

ตอนดูถึงตอนนี้ ผมเข้าใจนะ ว่าทำไมคิขุโมโตะถึงได้กระทำเรื่องน่ากลัวแบบนี้ขึ้น เเล้วคุณผู้อ่านเข้าใจกันรึเปล่า ไม่ต้องรีบเข้าใจมากก็ได้ เพราะเราจะได้เข้าใจในเจตนาของคิขุโมโตะมากขึ้น ในบทต่อๆไปครับ
.
แต่วิถีบูชิโดมีอิทธิพลของชาวญี่ปุ่นยุคนั้นมาก และจิตวิญญาณบูชิโดนี้ก็มีสืบเนื่องมาถึงปัจจุบันพอควรเพราะวิถีบูชิโดนั้นเกิดจากวัฒนธรรมแท้ๆของญี่ปุ่นเอง วิถีบูชิโดเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาชินโต

แม้ญี่ปุ่นจะนับถือศาสนาพุทธและขงจื้อด้วย แต่เป็นในเชิงผสมผสานกันกับความเชื่อใหม่กับความเชื่อดั้งเดิม และอิทธิพลความเชื่อทางศาสนาพุทธและขงจื้อก็ยังมีอิทธิพลน้อยกว่าความเชื่อในลัทธิชินโต และวิถีบูชิโดครับ
.
แม้เราอาจมองว่า บางครั้งดูรุนแรงไป แต่ความเป็นญี่ปุ่นที่เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ มีระเบียบวินัยสูง ก็มีพื้นฐานที่มาจากบูชิโดและศาสนาชินโตนั่นเอง

"จงมองวัฒนธรรมผู้อื่นด้วยใจเคารพครับ"
.
อ่านเจ้าหญิงอัตสึ ที่รัก(14)
'
.
.
'

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

วิถีแห่งสตรี 12

atsuhime 12

อ่านเจ้าหญิงอัตสึ ที่รัก(11)
.
วันต่อมาก็ถึงวันที่นาโอโกโร่ต้องเล่นอีโกกับโอคัตสึตามนัดหมายเป็นประจำ เมื่อนาโอโกโร่ยืนอยู่หน้าบ้านอิไมสุมิ เกิดไม่กล้าเข้าไปเสียดื้อๆ จนเมื่อพี่ชายคนที่3ของโอคัตสึมาเห็นเข้า จึงดึงและผลักให้นาโอโกโร่ให้เข้าบ้านไปจนได้

ขณะที่นาโอโกโร่กำลังเล่นอีโกกับโอคัตสึอยู่ โอคัตสึก็เลยถือโอกาสปรึกษากับนาโอโกโร่ในเรื่องที่กังวล

"เรื่องนั้นน่ะ เป็นข่าวดีจริงๆนะ"

"ที่จริงข้ายังสับสนอยู่ ถ้าไปเป็นลูกท่านก็ต้องไปอยู่ที่ปราสาทใช่มั้ย.. ก็ไม่ได้พบท่านพ่อท่านแม่และท่านพี่ง่ายๆอีก... แล้วก็..จะไม่ได้พบท่านด้วย"

นาโอโกโร่เผลอยิ้มออกมา "รวมๆ..ข้าด้วยเหรอ..?"

"แล้วอีกอย่างนึงนะ ข้าไม่เข้าใจว่า ทำไมท่านเจ้าแคว้นถึงได้เลือกข้าเป็นบุตรสาว "

"ก็เพราะท่านเจ้าแคว้นเป็นคนตาแหลมล่ะมั้ง"

"นั่นยิ่งทำให้ข้าสงสัยว่าท่านติดใจอะไรนัก ให้ข้าเป็นลูกแล้วมีประโยชน์อะไรล่ะ" / "มันก็..น่าสงสัย.."

"น่าสงสัยใช่มั้ย ทุกคนเอาแต่ดีใจกันหมด ก็เลยไม่มีใครสนใจยอมตอบคำถามข้าเลยสักคนเดียว"

ระหว่างนั้นเอง คิขุโมโตะ ก็นำของว่างเข้ามาให้ทาน แต่เมื่อเปิดฝาถ้วยขึ้น ข้างในกลับว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลยในถ้วย โอคัตสึทักว่าไม่เห็นมีอะไรเลย คิขุโมโตะตกใจ

"ตายจริง เผลอไปได้ยังไง เดี๋ยวๆไปเอามาให้ใหม่เดี๋ยวนี้แหล่ะเจ้าค่ะ"

"เขาเป็นอะไรไปเหรอ" / "หลายวันมานี่ มีท่าทางแปลกๆบ่อยๆ"

"น่าจะลองถามดูนะ" / "ถามคิขุโมโตะน่ะเหรอ?"

"ก็เรื่องเมื่อตะกี้ ถามท่านเจ้าแคว้นให้ชัดไปเลยว่าทำไมท่านถึงได้..อยากจะขอไปเป็นบุตรน่ะ ก็ท่านบอกว่ารักอย่างลูกสาวแล้วนี่ น่าจะยอมให้เข้าพบแน่นอน"



โอคัตสึยิ้มขึ้นมาทันใด และก็เชื่อตามที่นาโอโกโร่แนะนำ แต่ว่า..อยู่ดีๆโอคัตสึก็มองไปที่กระดานอีโก

"เป็นอะไรไปเหรอ!" / "ข้าแพ้แล้ว!"

นาโอโกโร่จึงก้มมอง แล้วก็รู้สึกแปลกใจในชัยชนะของตัวเองที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เล่นอีโกชนะโอคัตสึ

"ข้าแพ้แล้ว ฝีมือท่านดีขึ้นจริงๆ" โอคัตสึก้มหัวคำนับแด่ผู้ชนะ แล้วก็ค่อยๆเก็บเบี้ยลงกระปุก ระหว่างนั้นนาโอโกโร่ก็มองโอคัตสึอย่างที่นาโอโกโร่ไม่เคยมองด้วยสายตาเช่นนี้มาก่อน มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เศร้าจริงๆ

ต่อมาโอคัตสึก็มาหาท่านพ่อเพื่อจะขออนุญาตขอเข้าพบท่านเจ้าแคว้น เพื่อสอบถามสาเหตุที่เลือกเธอ แต่ท่านพ่อโมโหและไม่ยอมอนุญาต เพราะท่านพ่อคิดว่าไม่สมควรต้องถาม

แต่ท่านแม่กลับสนับสนุนความคิดของโอคัตสึ

"แต่ว่า...ข้าเข้าใจความรู้สึกของโอคัตสึนะ" / "เจ้าก็เป็นไปด้วยรึเนี่ย!" ท่านพ่อเอ็ด

"ถามไว้ก็ดีไม่ใช่รึ ลองไปคุยกับท่านดู ดีกว่ามั้ย ไหนๆก็จะได้เป็นพ่อลูกกันแล้ว ขอแค่นี้คงไม่เป็นไร"

พอท่านทาดาตาเกะได้ยินว่า "ไปเป็นพ่อลูกกันแล้ว" ก็เกิดความรู้สึกสะดุดกับประโยคดังกล่าว เหมือนมีอะไรมากระทบใจ และสุดท้ายท่านพ่อก็ต้องยอมให้โอคัตสึไปลองขอเข้าพบท่านนาริอาคิระดู

"ท่านพ่อ ขอความกรุณาด้วยค่ะ"

เมื่อโอคัตสึพบนาโอโกโร่อีกครั้ง ก็เล่าให้ฟังว่า ท่านเจ้าแคว้นอนุญาตให้เข้าพบแล้วในวันรุ่งขึ้น

"ของตอบแทนเล็กๆน้อยๆ ขอขอบคุณมากเลยค่ะ" แล้วโอคัตสึก็ก้มหัวคำนับอย่างนอบน้อมแก่นาโอโกโร่สำหรับคำแนะนำที่ดีของนาโอโกโร่ที่แนะให้เธอลองไปถามท่านเจ้าแคว้นโดยตรงจนสำเร็จ

"เหล้าใชรึเปล่า" / "เป็นเหล้าสำหรับผุ้ใหญ่ดื่มกัน"

"พอดีเลย ข้ากำลังจะไปงานฉลองแต่งงานของท่านไซโก ทุกคนจะได้ดื่มกัน"

"หา ท่านไซโกจะแต่งงานแล้วเหรอ ฝากไปบอกด้วยนะว่า ข้าขอแสดงความยินดีด้วยจริงๆ" / "ขอรับ"

ในงานเลี้ยงแต่งงานของท่านไซโก นาโอโกโร่ดื่มหนักมาก จนเพื่อนๆซามุไรระดับต่ำต่างสงสัยถามถึง จนมีเพื่อนๆบางคนได้ถามนาโอโกโร่ถึงท่านโอคัตสึ เพราะเห็นว่าเห็นท่านไซโกมีความสุข แล้วท่านโอคัตสึของนาโอโกโร่ล่ะเป็นยังไงบ้าง

แต่ก็มีเพื่อนๆซามุไรบางคนบอกห้ามถามถึงท่านโอคัตสึอีก เพราะตอนนี้นาโอโกโร่กำลังอกหักอยู่ แต่ทุกคนที่นั่นก็ยังไม่รู้ว่านาโอโกโร่อกหักเพราะอะไร นาโอโกโร่กำลังเมามากก็ลุกขึ้นยืนแล้วก็พูดว่า

"ท่านน่ะ...ต้องไปอยู่ที่ไกลซะแล้ว"

"ไปแต่งงานเมืองอื่นหรือไง" เพื่อนๆถาม

"ไปอยู่ไกลกว่านั้นอีก" นาโอโกโร่ชี้มือขึ้นไปบนฟ้า

"ที่ว่าไกลน่ะไกลแค่ไหนล่ะ" ใครคนหนึ่งถามขึ้น

"ไกล..ไกลขนาด..ข้าเอื้อมไปไม่ถึงไง" แล้วนาโอโกโร่ก็ไม่ได้บอกถึงสาเหตุที่แท้จริง กลับเดินออกไปที่ชานบ้านแล้วจากที่ยิ้มๆอยู่ก็ค่อยๆร้องไห้ออกมาอย่างมาก มากจน เพื่อนๆได้ตามออกมาดู แต่ก็ไม่มีใครถามอะไรกับนาโอโกโร่อีก

*************************************

ส่วนหนึ่งของความประทับใจในเจ้าหญิงอัตสึ



ขณะเดียวกันที่ปราสาทของท่านเจ้าแคว้นสัทสุมะ ท่านทาดายุกิน้องชายต่างมารดาของท่านนาริอาคิระก็มาขออนุญาตท่านนาริอาคิระเพื่อขอลาออกจากตำแหน่ง เพื่อจะขอกลับไปดูแลบ้านชิเงโทมิ เพื่อสะสางงานทางนั้น แต่นั่นก็เป็นเพียงข้ออ้าง แต่ที่จริงท่านทาดายุกิต้องการ....

แล้วพี่น้องทั้งสองก็ได้มีโอกาสเปิดอกคุยกันอย่างเปิดเผย

"โปรดอนุญาตด้วยขอรับ ท่านพี่" ท่านทาดายุกิก้มหัวขอร้องท่านนาริอาคิระ

"ทาดายุกิ ท่านกำลังแค้นใช่มั้ย?" / "แค้นเหรอ?"

"ก็ที่ข้าไม่ได้เลือกโอเท็ตสึลูกสาวของท่านมาเป็นบุตร มิหนำซ้ำ ข้าไม่รู้ว่าท่านขอโอคัตสึให้แต่งกับอุกงบุตรคนรอง ยังมีเรื่องป้องกันทางทะเล ที่ข้าทำตามความเห็นของมันจิโร่ โดยไม่ทำตามแผนซึ่งท่านทุ่มเทศึกษามาตั้งแต่ต้น"

"นั่นก็คงเป็นเพราะ ข้าด้อยความสามารถ ส่วนมันจิโร่นั่นก็มีความรู้จนน่าแปลกใจ ท่านพี่ก็ต้องเลือกเขาไว้ เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว"

"ท่านพูดอย่างนี้ ต้องขอขอบใจมากเลย"

"ว่าแต่.... ท่านพี่น่ะ ดูเหมือนจะไม่ค่อยวางใจข้ายังไงไม่รู้" / "ทำไมคิดอย่างนั้น"

"แต่ทว่า ข้าเองก็เหมือนกับท่านนั่นแหล่ะ ตอนที่เกิดการจราจล มีอยู่แว้บนึงที่ข้าอยากจะเป็นเจ้าแคว้นแทนท่านพี่จริงๆ จะว่าไม่คิดอะไรเลยมันก็ไม่ถูก" / "ทาดายุกิ.."

"คนอย่างข้าไว้ใจไม่ได้ ข้าเข้าใจ เข้าใจความรู้สึกของท่านพี่ดี ขอให้ท่านพี่ได้โปรดบริหารบ้านเมืองอย่างไม่ต้องกังวลแล้ว"

"ทาดายุกิ ท่านเข้าใจผิดแล้วนะ....."

"ตั้งใจจะไปจริงๆรึ" / "ขอรับ!"

ท่านนาริอาคิระถอนใจ เพราะรู้สึกเสียใจและเสียดายที่น้องชายต้องการจะจากไป แต่ในเมื่อเป็นความต้องการและเพื่อความสบายใจของน้อง ท่านนาริอาคิระก็ไม่อาจทัดทานอะไรได้

**************************

และแล้ว วันที่โอคัตสึจะไปเฝ้าท่านนาริอาคิระที่ปราสาทเพื่อจะไปถามในสิ่งที่คาใจก็มาถึง

ในระหว่างโอคัตสึแต่งตัวสวยงามอย่างเป็นทางการ โดยมีคิขุโมโตะพี้เลี้ยงจัดการและชิโนะสาวใช้คนสนิทนั่งรอรับใช้

"อะไรนะ คิขุโมโตะจะไม่ไปด้วยกันเหรอ"

"ขออภัยจริงๆนะเจ้าคะ สังขารข้ามันไม่อำนวยซะแล้ว เพราะฉะนั้นก็ให้ชิโนะไปแทนเถอะนะเจ้าคะ"

ชิโนะก้มหัวนั่งคำนับแบบญี่ปุ่น แต่สายตาของชิโนะก็มองไปที่คิขุโมโตะซึ่งดูมีอาการที่ผิดปกติไป

"ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่มีทางเลือกสินะ"

ชิโนะมองคิขุโมโตะด้วยความสงสัย แต่คิขุโมโตะไม่ทันเห็น เพราะง่วนแต่แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างสวยงามให้คณหนู

เมื่อเกี้ยวมารอรับ ท่านแม่ก็ออกมาส่งด้วยอีกคน

"ไปนะคะท่านแม่ เดี๋ยวจะกลับมาค่ะ" / "ระวังให้ดี อย่าทำให้ท่านโกรธล่ะ" / "ค่ะ"

"คิขุโมโตะ ข้าไปละนะ"

คิขุโมโตะจึงเข้ามาหาพร้อมจัดแต่งเครื่องประดับ และตรวจดูความเรียบร้องสวยงามให้โอคัตสึอีก โอคัตสึสังเกตเห็นบางอย่างในสีหน้าของคิขุโมโตะ จึงถามว่า

"อะไรเหรอ"

คิขุโมโตะหยุดพินิจมองโอคัตสึสักครู่ ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า

"เรื่องไปเป็นบุตรสาวว่าท่านสับสน แต่หนทางของลูกผู้หญิงมีแต่เดินหน้าไปเท่านั้น ไม่อาจหันหลังย้อนกลับมา ให้อายคนนะเจ้าคะ"

โอคัตสีมองคิขุโมโตะ ด้วยความรู้สึกแปลกใจว่าทำไมคิขุโมโตะถึงสอนด้วยเสียงที่หนักแน่นราวกับเป็นคำสั่งๆ

"ไปดีมาดีนะเจ้าคะ" แต่ครานี้ คิขุโมโตะกลับพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมกับทำการก้มหัวแก่คุณหนูอันเป็นที่รักอย่างนอบน้อม

"ข้าไปล่ะนะ" โอคัตสึยิ้มและมองคิขุโมโตะด้วยความรักผูกพันก่อนเดินออกไปขึ้นเกี้ยว และเมื่อขึ้นเกี้ยวแล้ว โอคัตสึก็หันออกมามองและยิ้มให้คิขุโมโตะที่ลงมาข้างๆเกี้ยวอีกครั้ง คิขุโมโตะยิ้มตอบ

เมื่อขบวนเกี้ยวออกเดินทางแล้ว ขณะที่คิขุโมโตะกำลังนั่งมองขบวนเกี้ยวที่กำลังเคลื่อนก็พูดขึ้นอีก โดยที่มีท่านแม่โอยุกิได้ฟังอยู่

"สง่างามจริงๆ ทีนี้ข้าก็..ปลดระวางตัวเองเมื่อไหร่ก็ได้แล้วนะเจ้าคะ"

"พูดอะไรอย่างนั้น เจ้ายังต้องอยู่ทำงานให้เราอีกนา ถ้าไม่มีเจ้าเราจะลำบากนะ"

หลังจากนั้นท่านแม่ก็เข้าบ้าน โดยปล่อยให้คิขุโมโตะนั่งเฝ้ามองขบวนเกี้ยวต่อไปจนลับสายตา และเมื่อขบวนเกี้ยวลับตาไปแล้ว คิขุโมโตะก็ทำการคำนับอย่างนอบน้อมอีกครั้ง!!

และfด้วยคำสอนของคิขุโมโตะประโยคนี้

"หนทางของลูกผู้หญิงมีแต่เดินหน้าไปเท่านั้น ไม่อาจหลังย้อนกลับมา ให้อายคนได้นะเจ้าคะ"

ก็เป็นคำสอนที่โอคัตสึยึดถือไว้ในใจทุกครั้งเพื่อเรียกกำลังใจ เมื่อถึงคราวที่เธอต้องเผชิญกับความประหวั่นใจครั้งใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเธอ
.
อ่านเจ้าหญิงอัตสึ ที่รัก(13)

.
.

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

วิถีแห่งสตรี 11

atsuhime 11

อ่านเจ้าหญิงอัตสึ ที่รัก(10)
.


naogoro/เจ้าหญิงอัตสึ11


ในซี่รี่ย์เจ้าหญิงอัตสึนั้น หัวใจของเรื่องก็คือ "การทำหน้าที่เสียสละเพื่อส่วนรวม สำคัญกว่าความสุขและความสบายส่วนตัว" ซึ่งจะมีการแทรกจิตวิญญาณในเรื่องการเสียสละเพื่อส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวตลอดเรื่อง ซึ่งเราจะได้เห็นต่อไปอีกในหลายเหตุการณ์

******************

พอรุ่งเช้า ท่านทาดาตาเกะก็รีบไปที่บ้านคิโมสุกิ เพื่อไปเล่าเรื่องที่ท่านเจ้าแคว้นจะขอโอคัตสึไปเป็นบุตรสาว แม้ท่านทาดาตาเกะจะมีชนชั้นสูงกว่าตระกูลคิโมสึกิ แต่ท่านทาดาตาเกะก็ยอมก้มหัวขอโทษแก่ท่านคาเนโยชิท่านพ่อของนาโอโกโร่ก่อนทันที หลังเล่าเรื่องทั้งหมดจบ

"ขอไปเป็นบุตรสาวเลยรึ" ท่านคาเนโยชิกล่าว

"ถูกแล้ว พอข้ารู้เรื่องปุ๊บ อารามดีใจเต็มที่ ข้าก็เลยลืมเรื่องที่สัญญากับนาโอโกโร่สนิท เลยตอบตกลงกับท่านเจ้าแคว้นไปแล้ว นาโอโกโร่ ขอโทษนะ" ท่านทาดาตาเกะก็ยังก้มหัวขอโทษแก่นาโอโกโร่อีก

"ท่านทาดาตาเกะอย่าคิดมากเลยนะ เรื่องนี้ท่านไม่มีทางทำอะไรได้อย่างอื่นได้อยู่แล้ว"

"ข้าเสียใจที่ทำให้นาโอโกโร่ผิดหวังในเรื่องที่สัญญากันไว้แล้ว"

ท่านคาเนโยชิพยามปลอบใจท่านทาดาตาเกะว่าอย่าไปคิดมากเลย

"ถ้าทำไปเพื่อโอคัตสึแล้ว เราก็คงทำได้แต่ขอแสดงความยินดี ถูกไหม! นาโอโกโร่เองก็คงเข้าใจ" แล้วท่านคาเนโยชิก็หันไปถามนาโอโกโร่

"ใช่มั้ยล่ะ!" (นาโอโกโร่เงียบ)
.
" ...นี่ทำใจดีๆเอาไว้...อ้าว!!! " ท่านคาเนโยชิถาม แต่นาโอโกโร่ยังงง!อยู่ จนท่านคาเนโยชิเลยต้องตบไหล่แรงๆขณะถาม ทำให้นาโอโกโร่ที่กำลังอยู่ในพวังค์ ถึงกับล้มหงายไป



เมื่อเรียกสติกลับคืนมาได้ นาโอโกโร่ก็พูดขึ้นว่า

"ท่านทาดาตาเกะ ขอร้องอีกอย่างนึงนะขอรับ ปิดท่านโอคัตสึไว้ อย่าเพิ่งบอกเรื่องที่ข้าไปคุยกับท่าน"

"ข้าก็ยังไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น"

"งั้นก็ปล่อยเลยตามเลยไปเถอะครับ เพื่อท่านโอคัตสึจะได้ไม่กลุ้มใจมากยิ่งขึ้น..."

ทุกคนเงียบกันหมด แล้วนาโอโกโร่จึงพูดต่อ

"ไม่ต้องกังวลกับความรู้สึกของข้าหรอก ข้าก็เป็นนักรบแห่งสัทสุมะ นับแต่วันนี้ไป จะลืมเรื่องท่านโอคัตสึ จะลืมเธอเสียให้สิ้น!เลยขอรับ!!"

"อืม!!! พูดได้ดี!! ยังงี้สิ สมเป็นลูกผู้ชายตัวจริงสมเป็นลูกข้า" ท่านคาเนโยชิพยายามกำลังใจให้ลูกชายคนที่3ของตน

"ขอโทษนะ" ท่านทาดาตาเกะยังย้ำอีกครั้ง

"ไม่เป็นไรขอรับ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ " นาโอโกโร่พยายามยิ้มเพื่อข่มความเศร้าในใจตน

แต่หลังจากนั้น นาโอโกโร่ไปที่วัด เพื่อไปฝึกฟันดาบเคนโด้อย่างเอาเป็นเอาตาย(อีกแล้ว!) โดยมีเด็กวัดยืนดูอย่าง งง!ๆ

*************************

เย็นย่ำวันนั้น บ้านอิไมสุมิของโอคัตสึก็มีงานเลี้ยงฉลองการที่โอคัตสึจะได้ไปเป็นบุตรสาวของท่านเจ้าแคว้น ซึ่งหมายถึง การได้เป็นท่านหญิงระดับ2 ตามระดับบรรดาศักดิ์ชนชั้นสูงของญี่ปุ่น

ใครๆต่างเข้ามาแสดงความยินดี แต่โอคัตสึก็ยังมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เพราะยังคงรู้สึกสับสนและกังวลกับเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

ระหว่างงานเลี้ยงดำเนินไป โอคัตสึปลีกตัวออกไปยืนชมจันทร์ข้างนอก และก็ได้มีโอกาสปรับทุกข์ให้ท่านแม่ฟัง ซึ่งท่านแม่เองก็แปลกใจ

"ท่านแม่คะ ข้ารู้สึกกลัวพิกล รู้สึกไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลยล่ะค่ะ"

"ผิดคาดเลยนะ คิดว่าลูกจะดีใจกับเรื่องนี้เสียอีก"

"ก็ดีใจ...ที่จะได้เห็นโลกใหม่ที่กว้างใหญ่สมใจ แต่ว่า....."

โอคัตสึยังไม่พูดอะไรต่อจนจบ ชิโนะ คนรับใช้ที่คล้ายๆเป็นพี่เลี้ยงของโอคัตสึอีกคน ก็เข้ามาบอกท่านแม่และโอคัตสึเกี่ยวกับคิขุโมโตะ

"นายหญิงเจ้าคะ ตอนนี้ท่านคิขุโมโตะ(พี่เลี้ยงที่เปรียบเสมือนแม่คนที่2ของโอคัตสึ) ดูท่าทางแปลกๆเจ้าค่ะ "

เมื่อทั้ง3คนเข้าไปดูอาการของคิขุโมโตะซึ่งได้นั่งนิ่งอยู่ในครัว แล้วชิโนะก็เล่าต่อ

"นั่งอยู่แบบนั้นมาตั้งแต่เย็นแล้วค่ะ"

เหมือนคิขุโมโตะจะเรียกสติคืนกลับมาได้ จึงหันกลับมา เมื่อท่านแม่ได้ไต่ถามอาการ คิขุโมโตะก็บอกว่า

"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ แค่เหนื่อยไปนิดหน่อยเท่านั้น"

แล้วคิขุโมโตะก็รีบขอตัวออกไปดูแลเหล้ายาปลาปิ้งสำหรับงานเลี้ยงต่อ (สีหน้าโอคัตสึรู้สึกเป็นหว่ง)

*************************

ช่วงเวลานั้น ทางสัทสุมะก็กำลังสร้างป้อมปราการพร้อมปืนใหญ่เพื่อไว้รอรับมือพวกฝรั่งต่างชาติที่อาจจะมารุกราน โดยที่ท่านมันจิโร่(ชายผู้รอบรู้ซึ่งเคยอยู่ที่อเมริกา) เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ระหว่างนั้นนาโอโกโร่ก็เดินทางมาเยี่ยมเยียน ท่านมันจิโร่เลยถือโอกาสเล่าเรื่องอเมริกาให้ฟังต่อ

"ข้าเคยเล่าเรื่องเพรสซิเดนท์ให้ฟัง แต่ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ต้องระวัง.. อเมริกาน่ะทำสงครามกับเม็กซิโกประเทศเพื่อนบ้านเอาเป็นอาณานิคม... ต่อไปคงใช้เรือรบบุกญี่ปุ่นเป็นแน่"

นาโอโกโร่จึงถาม "จะบุกเราทำไม?"

"ก็เห็นฝรั่งเคยทำกับประเทศอื่นไง อยากจะค้าขายกับใครก็บังคับ ใช้กำลังทหารทำให้เปิดทางเดินเรือ เป็นวิธีคิดของฝรั่งเค้า"

"การค้ากับญี่ปุ่นสำคัญจนต้องทำขนาดนั้นเชียวหรือ ญี่ปุ่นเป็นเพียงประเทศเล็กๆเอง"

"เมืองที่เจริญที่สุดในโลก คิดว่าเป็นเมืองไหนบ้างล่ะ.. " / "ไม่รู้"

"มีลอนดอนของอังกฤษ ปักกิ่งของจีน และก็เอโดะของเรา" / "ขนาดนั้นเชียวเหรอเนี่ย"

"ต่อไปนี้ ฝรั่งหลายชาติจะเเข่งขันกันมาตีญี่ปุ่นเป็นเมืองขึ้น สัทสุมะเป็นด่านทางทะเลตะวันตก เลยต้องสร้างยุทโธปกรณ์เตรียมไว้" / "เพื่อจะทำสงครามกับฝรั่งเหรอ?"

"ติดอาวุธไว้จะได้ไม่ต้องต่อสู้กัน คู่ต่อสู้เห็นเรามีอาวุธ จะได้ไม่ใช้อาวุธกับเราไง"

"เข้าใจแล้ว!"

"อ๋อ! ตะกี้เนี้ย เป็นคำของท่านนาริอาคิระน่ะ"

"(ถอนหายใจ)... ท่านนาริอาคิระงั้นเหรอ" / "มีอะไรกับท่านอย่างนั้นเหรอ?"

นาโอโกโร่ถอนหายใจอีกครั้ง แล้วก็ค่อยๆพูดว่า "คนที่ข้ารักได้ถูกแย่งไป"

"งั้นก็แย่งคืนมาสิ"

"เฮอะๆ ... ถ้าเป็นคนที่ข้าสู้เขาได้ ข้าก็จะทำ"

แต่ยังไม่ทันมีบทสนทนาใดต่อ โอชิคะ น้องสาวของท่านอาจารย์คิโยมิชิก็นำอาหารกลางวันมาส่งให้ท่านมันจิโร่ โอชิคะจึงมีโอกาสได้ฟังนาโอโกโร่ระบายเรื่องเศร้าในใจให้แก่ท่านมันจิโร่ด้วยอีกคน

"เกิดเรื่องขนาดนั้นเชียวรึเจ้าคะ"

"คือว่า... ขอให้ปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับนะขอรับ ... "

"แต่ว่า...ท่านนาโอโกโร่รักท่านโอคัตสึมานานแล้วใช่มั้ย ข้าไม่รู้เลย.." โอชิคะถามด้วยน้ำเสียงเศร้าๆเหมือนมีความในใจอะไรบางอย่าง

"แล้วท่านโอคัตสึล่ะ ทราบมั้ยว่าท่านรู้สึกยังไง" ท่านมันจิโร่ถาม

"ไม่หรอก ข้าไม่เคยบอก"

"ตั้งใจจะปิดไว้อย่างนี้น่ะเหรอ" / "แน่นอน!" / "ทำไม?"

"ทำไมน่ะเหรอ... จะบอกไปจะได้อะไรขึ้นมา รังแต่จะทำให้ท่านโอคัตสึเป็นทุกข์เท่านั้น"

"ถ้าอย่างนั้นจะไม่ใส่ใจความรู้สึกของตัวเองเลยหรือ ความเจ็บปวดในหัวใจ กับความทุกข์น่ะ"

"ถึงจะเป็นทุกข์ ก็พูดไม่ได้ ท่านโอคัตสึจะต้องไม่เป็นทุกข์เพราะข้า"

"ถึงแม้ว่าข้าจะไปอยู่อเมริกามาหลายปี แต่ข้าก็เป็นผู้ชายญี่ปุ่น... แต่ถ้าหากเป็นข้า ข้าจะบอก เพราะหัวใจข้าเป็นอิสระ! ความรู้สึกเป็นอิสระ! ถ้าขังมันไว้แบบนั้น ข้าจะรู้สึกเหมือนกับตายไปแล้ว"

"ตายอย่างนั้นหรือ.."

"ก็เพราะคนตาย ทำอะไรหรือบอกความรู้สึกอะไรไม่ได้น่ะสิ" ท่านมันจิโร่พูดทิ้งท้าย

ทั้งนาโอโกโร่กับโอชิคะ ทั้งสองต่างคิดตามไปกับคำพูดของท่านมันจิโร่ด้วยความรู้สึกและบรรยากาศที่เศร้าๆ....

*************************

ขอสรุปในบทนี้ว่า "เมื่อมีรักแท้แล้ว แม้ต้องทุกข์หรือผิดหวัง หากเป็นเพื่่อความสำเร็จความก้าวหน้าของคนรักแล้ว ก็ต้องยอมเสีสละเพื่อเขาหรือเธอเสมอ"

คำว่าคนรัก อาจไม่ได้แปลแคบๆแค่เพียง หญิงที่ตนรัก หรือ ชายที่ตนรัก เท่านั้น ยังหมายรวมถึงทุกๆสิ่งที่เรารู้สึกรักแท้ เช่นรักพ่อ รักแม่ รักชาติรักแผ่นดิน!! เป็นต้น
.
.
อ่านเจ้าหญิงอัตสึ ที่รัก(12)
.

..

ผู้ติดตาม